ซื้อทีมฟุตบอลแล้วได้อะไร?

ซื้อทีมฟุตบอลแล้วได้อะไร?ทีมปารีสแซ็ง-แฌร์แม็ง ที่บริหารโดยกลุ่มทุนจากกาต้าร์

ทุกวันนี้หากเราไล่ดูชื่อเจ้าของสโมสรฟุตบอลชื่อดังต่างๆ ไม่ว่าจะในพรีเมียร์ลีก, ลาลีกา, กัลโช่ เซเรีย อา, ลีกเอิง หรือลีกอื่นๆ ทั่วโลกก็จะเห็นว่าหลายทีมมีเจ้าของเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งแม้จะมีคนท้องถิ่นหรือสัญชาติเดียวกับทีมอยู่ไม่น้อย แต่แนวโน้มในปัจจุบันเห็นได้ชัดว่า เศรษฐีต่างชาติเข้ามามีบทบาทในวงการลูกหนังด้วยการเป็นเจ้าของทีมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ ที่ 15 จาก 20 ทีมของฤดูกาล 2018/19 ล้วนมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจฟุตบอลก็ถือเป็นอะไรที่สาหัสสากรรจ์ไม่น้อย เมื่อต้นทุนและสินทรัพย์ที่มีความสำคัญที่สุดอย่าง นักฟุตบอล เป็นสินค้าที่ไม่มีราคากลาง การซื้อขายขึ้นอยู่กับราคาที่ทั้งฝ่ายซื้อและฝ่ายขายพึงพอใจ บวกกับสภาพการณ์ของวงการลูกหนังยุคนี้ที่ต้องใช้เงินมากขึ้น หากไม่ทุ่มก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ นั่นทำให้แม้แต่ละปีสโมสรฟุตบอลจะทำรายได้มหาศาลแต่หลายทีมกลับมีหนี้สิน ขนาดทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีรายได้มากที่สุดในโลกก็ยังมีหนี้สินมากกว่า 200 ล้านปอนด์ ส่วน เอซี มิลาน ก็เพิ่งถูก เอลเลียต แมเนจเมนต์ เข้าครอบครองกิจการ หลัง หลี่ หยงฮง เจ้าของทีมคนก่อนหน้าชาวจีนไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้ซื้อสโมสรได้ทันเวลา ถึงกระนั้นเราก็ยังเห็นมหาเศรษฐีจากทั่วโลกซื้อกิจการหรือเข้าถือหุ้นของทีมฟุตบอลจากทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า แม้มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เหตุใดพวกเขาจึงตัดสินใจกระโจนเข้าใส่? จะเป็นเพราะเหตุผลสวยๆ อย่างการมีเกมลูกหนังอยู่ในหัวใจ หรือมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีมูลค่าสูงพอจนทำให้กล้าเสี่ยงกัน? 

ช่องทางสร้างชื่อ

ไม่ว่าจะทุ่มเงินมหาศาล หรือเจียดเศษเงินมาซื้อในราคาสุดคุ้มก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อเสียง คือสิ่งแรกที่จะตามมาทันทีภายหลังการเข้าครอบครองสโมสรฟุตบอล เพราะสื่อและแฟนบอล ย่อมต้องเกิดความสงสัยแน่นอนว่า คนที่จะมาควบคุมทิศทางของสโมสรจากนี้ และอนาคต คือใคร?

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวก็มักเกิดขึ้นเสมอทุกครั้งเมื่อมีการเทคโอเวอร์หรือซื้อหุ้นสโมสร โดยเฉพาะจากเศรษฐีต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียซื้อสโมสร เชลซี เมื่อปี 2003 หรือตอนที่ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มคิงเพาเวอร์ผู้ล่วงลับ เทคโอเวอร์สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ชื่อของพวกเขาก็เริ่มเป็นที่สนใจจากสื่อและแฟนบอล มีการขุดประวัติ เรื่องราวแง่มุมต่างๆ ในชีวิต รวมถึงกิจวัตรประจำวันมานำเสนอทันที แม้ตอนนั้นเขาจะพักผ่อนวันหยุดบนเรือยอทช์ หรือเดินทางมาสนามแข่งขันด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวก็ตาม

หนทางสู่อำนาจ

นอกจากจะเป็นเส้นทางสู่การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้างแล้ว การเป็นเจ้าของสโมสรทีมฟุตบอลยังถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในหนทางสู่อำนาจ ซึ่งเราคงคุ้นเคยกันดีในช่วงเวลาที่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ เป็นนายกรัฐมนตรีของอิตาลี เพราะอีกมุมที่แฟนฟุตบอลคุ้นเคยกว่า คือการเป็นเจ้าของสโมสร เอซี มิลาน ที่ช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับเขาตลอดช่วงเวลา 31 ปีที่ครอบครองทีมปีศาจแดงดำ ก่อนจะขายหุ้นทั้งหมดไปเมื่อปี 2017

ทว่าบางครั้ง อำนาจก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาในรูปแบบของการครอบครองเสมอไป เมื่อบางครั้ง คอนเนคชั่น ก็ถือเป็นหนทางที่สามารถพาไปถึงฝั่งฝันได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดมากในประเทศจีน เมื่อมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ ต่างทุ่มเงินมหาศาลให้วงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ผู้ก่อตั้ง อาลีบาบา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของดินแดนหลังม่านไม่ไผ่ ที่ทุ่มเงิน 1,200 ล้านหยวน เพื่อซื้อหุ้น 50% ของ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมมหาอำนาจของวงการฟุตบอลจีน เช่นเดียวกับ ซูหนิง กรุ๊ป อีกหนึ่งกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศซึ่งมี จาง จินดง เป็นหัวเรือใหญ่ ที่นอกจากจะมีสโมสร เจียงซู ซูหนิง เป็นทีมในอาณัติแล้ว ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อินเตอร์ มิลาน ทีมดังแห่งกัลโช่ เซเรียอา รวมถึง ว่านต๋า กรุ๊ป กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แดนมังกรของ หวัง เจี้ยนหลิน ที่ถือหุ้นส่วนหนึ่งของ แอตเลติโก มาดริด หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของลาลีกา และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า อีกด้วย 

ด้วยเหตุที่กล่าวมา จึงทำให้การซื้อสโมสรฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียง ‘ของเล่นคนรวย’ ในสายตาของใครหลายคน เพราะในสายตาของนักธุรกิจนั้น พวกเขามองเห็นถึงชื่อเสียง และโอกาสในด้านต่างๆ ที่จะตามมาอย่างมากมายมหาศาล แม้ธุรกิจฟุตบอลที่มีความซับซ้อน มีนักเตะซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาไม่แน่นอนเป็นต้นทุนสำคัญ จะทำให้การเป็นเจ้าของทีมลูกหนังสักทีมนั้นต้องใช้ความอดทนไม่น้อยเพื่อปลุกปั้นทีมให้ไปถึงความสำเร็จอย่างที่วาดฝันไว้ แต่สภาพธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อนจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดซึ่งนับวันยิ่งมีราคาแพงมากขึ้น รวมถึงโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาภายหลังจากนั้น ก็ทำให้การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลถือเป็น ‘ความเสี่ยงที่น่าลอง’ ที่เศรษฐีหลายคนต้องการเข้ามาพิสูจน์ตัวเองสักครั้งในชีวิต