Browse Month by ธันวาคม 2019
Uncategorized

ชาคีม กริฟฟิน นักอเมริกันฟุตบอลผู้คว้าฝันด้วยมือขวา “ข้างเดียว”

ชาคีม กริฟฟิน นักอเมริกันฟุตบอลผู้คว้าฝันด้วยมือขวา “ข้างเดียว”

หากคุณไม่มีเงิน…คุณสามารถเป็นนักกีฬาได้

ถ้าคุณไม่มีการศึกษา…คุณเป็นนักกีฬาได้

แต่ถ้าคุณพิการล่ะ คุณคิดว่าคุณสามารถเป็นนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะกีฬาที่ใช้แรงปะทะอย่างอเมริกันฟุตบอลได้หรือเปล่า?

กันยายน 2018 แบรนด์กีฬาดังอย่าง ไนกี้ ปล่อยโฆษณาที่พูดถึงเหล่าผู้กล้าในวงการกีฬา กล้าที่จะเด็ดเดี่ยวในความฝัน กล้าที่จะแสดงจุดยืน และกล้าที่บ้าไปกับความท้าทาย

ไฮไลต์ของโฆษณานี้อยู่ที่ “โคลิน เคปเออร์นิก” อดีตควอเตอร์แบคของทีม “ซานฟรานซิสโก้ โฟร์ตี้ไนเนอร์ส” มาเป็นนายเเบบโฆษณาครบรอบ 30 ปีของคำขวัญ “Just Do It” โดยส่วนของ เคปเออร์นิก มีการใช้คำว่า “เชื่อในบางสิ่ง เเม้สิ่งนั้นอาจทำให้ต้องเสียสละทุกอย่าง” และยังเป็นคนพากย์เสียง ดำเนินเรื่องเป็นตัวละครหลักอีกด้วย

ย้อนกลับไปในปี 2016 เคปเออร์นิก เลือกที่จะคุกเข่า ไม่ยอมยืนตรงเคารพธงชาติก่อนเกมการแข่งขัน NFL เพราะไม่อยากเเสดงความภาคภูมิใจต่อธงชาติของประเทศที่เหยียดคนผิวดำเเละคนเชื้อชาติอื่นๆ ตลอดจนมีการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลังออกจากทีมโฟร์ตี้ไนเนอร์ส เขายังไร้สังกัดจนถึงทุกวันนี้ และเรื่องดังกล่าวยืดเยื้อถึงโรงถึงศาลเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตามส่วนเล็กๆ ของภาพยนตร์โฆษณาตัวนี้ ปรากฎภาพชายมือเดียวในยูนิฟอร์มนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่กำลังไล่หยุดคู่แข่ง และแสดงออกด้วยท่าทีดีใจอย่างสุดเหวี่ยง … ใช่ คุณฟังไม่ผิด เขาคนนี้มีมือข้างเดียวและห้ำหั่นกับเหล่ายักษ์ปักหลั่นในสนาม

และนี่คือเรื่องราวของชาคีม กริฟฟิน ไลน์แบ็คเกอร์รุกกี้ของทีมดังอย่าง ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ssssss

 

แฝดน้องผู้โชคร้าย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1995 แทนจี้ และ เทอร์รี่ กริฟฟิน 2 สามี-ภรรยาชาวอเมริกันต้องเครียดหนักกับการตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

แทนจี้ ผู้เป็นภรรยากำลังตั้งครรภ์อยู่และกำลังเข้าพบแพทย์ ซึ่งเเพทย์เจ้าของไข้บอกว่าเธอกำลังจะได้ลูกแฝด ในขณะที่ทั้งสองกำลังอมยิ้มให้กับ 2 ชีวิตใหม่ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง พวกเขาก็ต้องสะดุดกับคำพูดหนึ่งจากปากคุณหมอที่บอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น

ข่าวร้ายที่ไม่อยากได้ยินคือมีความผิดปกติในถุงน้ำคร่ำ มีบางสิ่งห่อหุ้มมือซ้ายของแฝดคนหนึ่งไว้

“หมอพยายามที่จะเอาสิ่งที่รัดเเขนซ้ายของแฝดคนหนึ่งออก แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็มีโอกาสที่จะรัดคอแฝดอีกคนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นฉันได้ตอบหมอไปว่า งั้นเรามาลองดูกันและหวังว่าทุกอย่างจะโอเค” แทนจี้ กล่าวถึงทางเลือกที่ดูไม่เหมือนทางเลือกในเวลานั้น

จากนั้นคู่แฝดก็ได้รับการทำคลอดก่อนกำหนด แฝดคนแรกคือ ชาคีล ที่ลืมตาดูโลกแบบปลอดภัยครบ 32 แต่อีกแฝดกลับมีความผิดปกติตัวตัวมาตั้งแต่เกิด นั่นคือมือซ้ายของเขามีอาการ Amniotic Band Syndrome หรือ พังผืดในถุงน้ำคร่ำ ไม่สามารถพัฒนาการให้เต็มที่ได้ และแฝดน้องผู้โชคร้ายคือ ชาคีม กริฟฟิน

การใช้ชีวิตอยู่กับความผิดปกติไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากที่ ชาคีม จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนกับคนอื่นๆ รอบตัวเเล้ว เขายังมีปัญหาใหญ่ที่มีเเต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถรู้สึกถึงมันได้ อาการนั้นคือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับมือซ้าย ซึ่งเป็นอาการที่เเวะเวียนมาทำร้ายเขาทุกวันจนกระทั่งอายุ 4 ขวบ

เย็นวันหนึ่ง แทนจี้ เดินเข้ามาที่ห้องครัวและได้เห็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ ชาคีม กำลังถือมีดเพื่อจะสับมือข้างซ้ายทิ้งเพราะทนไม่ไหวจากความทรมาน

“ชาคีม ร้องว่ามันเจ็บมาก เมื่อฉันเข้ามาถึงห้องครัวฉันเห็นมีดอยู่ในมือของเขา และเขากำลังเตรียมตัวที่จะตัดมันทิ้ง”

เช้าวันรุ่งขึ้นเธอจึงพา ชาคีม ไปหาหมอ ระหว่างทางนั้นตัว ชาคีม นั้นเผลอหลับไป และเมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่ามือซ้ายของเขาถูกตัดออกไปแล้ว

ช่วงพักฟื้น แม่ของเขาต้องคอยกำชับว่าห้ามเล่นลูกบอลเพราะต้องการให้เเผลสะอาด แต่ละสายตาได้ไม่ถึง 1 นาที ชาคีม ก็เอาบอลมาอยู่ในมือเสียเเล้ว

“เลือดเปรอะเต็มผ้าพันแผล เเละเขากำลังถือลูกฟุตบอล แม้มันจะดูเจ็บแต่ฉันสังเกตเห็นรอยยิ้มบนหน้าของเขา”

เมื่อรู้วาลูกชายฝาดแฝดทั้งสองคนรักในกีฬาอเมริกันฟุตบอล จึงทำให้พ่อและแม่ของเขาเตรียมผลักดันอย่างเต็มที่ แม้ว่าที่สุดเเล้วลูกชายคนหนึ่งของพวกเขาจะมีมือให้ใช้งานเพียงข้างเดียว แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดและเหตุผลที่พ่อและแม่ช่วยลูกกรุยทางสู่ฝันได้58081_163336353709460_7572514_n

 

อย่าคิดว่าเขาต่าง

วัยเด็กของ ชาคีม วนเวียนอยู่กับโรงพยาบาลและสายตาแปลกๆ จากคนรอบข้าง แต่เขาคือเด็กน้อยใจเเกร่ง และสิ่งที่ทำให้เขาทำได้แบบนั้นคือการสนับสนุนและความรักจากคนในครอบครัว

“เราปฎิบัติต่อเขาแบบไม่แตกต่างกับเด็กๆ คนอื่น และอย่าปล่อยให้เขาเผลอคิดไปว่าสภาพร่างกายของเขาเป็นอุปสรรค” นี่คือเคล็ดลับการเลี้ยงลูกของ เทอร์รี่ ผู้เป็นพ่อ

ชาคีล และ ชาคีม มีฝันเหมือนกันคือต้องการที่จะเป็นนักกีฬา ตัวของชาคีลที่ร่างกายครบ 32 สามารถพัฒนาขีดจำกัดของตัวเองได้โดยง่าย เขาสามารถออกแรงยกน้ำหนัก หรือเล่นอุปกรณ์ต่างๆ แบบไร้อุปสรรค ซึ่งจุดนี้ ชาคีม ผู้น้องเองก็อยากที่จะทำให้ได้เหมือนกับพี่เช่นกัน ทว่าถึงใจจะพร้อมแต่ร่างกายที่ไม่อำนวยทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเดินรอยตาม แต่พ่อของเขาคือฮีโร่ เทอร์รี่ จัดการรีโนเวตห้องออกกำลังกายที่บ้านใหม่ รวมถึงดัดแปลงอุปกรณ์บางอย่างเพื่อช่วยทำให้ ชาคีม สามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป

“สามีของฉันเหมือนพวกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง มีบางสิ่งที่ เทอร์รี่ เรียกว่า “เดอะ บุ๊ก” ที่เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ ชาคีม ยกน้้ำหนักได้อย่างสมดุล นอกจากนี้ยังมีสายรัดที่เมื่อนำมามัดกับเเขนเเล้วจะทำให้ ชาคีม สามารถยกดัมเบลล์ได้”

ด้วยอุปกรณ์ที่พ่อของเขาคิดค้น ช่วยทำให้ ชาคีม สามารถมีร่างกายที่เเข็งแรง เขาสามารถทำเบนช์เพรสส์ได้น้ำหนักถึง 260 ปอนด์ในช่วงที่เรียนไฮสคูล ทั้งๆ ที่ก่อนจะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือจากพ่อของเขายังทำได้เพียง 45 ปอนด์เท่านั้นเอง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ให้เขาก้าวผ่านความบกพร่องทางร่ายกายได้ คือการที่เขาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องเวชศาสตร์การกีฬา และปฎิบัติตามที่นายเเพทย์ เทรเวอร์ ฮิกส์ กำหนดให้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

“จากประสบการณ์ของผมในการฝึกผู้ป่วยที่ต้องตัดขาหรือแขนจนต้องใส่อุปกรณ์ช่วย พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้สู้ด้วยร่างกายเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้กับสภาพจิตใจ การสวมใส่อุปกรณ์จะทำให้เขาเคลื่อนที่ได้อย่างไม่อิสระและผิดธรรมชาติ ดังนั้นสมองก็ต้องปรับตัวด้วย ผมเคยเห็นหลายคนที่ปฎิเสธและยอมแพ้ไป แต่ผมได้เห็นความท้าทายที่น่าประทับใจและจบลงด้วยชัยชนะ”

ด้าน ชาคีล แฝดพี่เผยว่าน้องชายของเขาคือคนที่ไม่เคยโทษโชคชะตา หนำซ้ำยังเป็นแรงใจที่ทำให้ตัวของเขาฝึกฝนอย่างหนักเพื่อข้ามขีดจำกัดจนกระทั่งได้กลายเป็นผู้เล่นของทีม เลกวู้ด ไฮสคูล ก่อนจะพัฒนาตัวเองไปจนทีมระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงระดับอาชีพในที่สุด

“เขาคือแรงบันดาลใจของผม ชาคีม ไม่เคยโทษตัวเองและไม่มีข้ออ้างเลย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเเขนซ้ายของเขาคือเรื่องใหญ่มาก เขาแค่คิดถึงคนที่แย่กว่าตัวเอง ทุกครั้งที่ผมรู้สึกแย่เรื่องราวของ ชาคีม คอยเตือนผมได้เสมอ”

ชาคีม และ ชาคีล ได้รับทุนนักอเมริกันฟุตบอลจากมหาวิทยาลัย เซนทรัลฟลอริด้า ซึ่่งตัวของ ชาคีลล์ นั้นยอมปฎิเสธข้อเสนอจากทีมในฝันของเขาอย่าง ไมอามี่ เฮอร์ริเคนส์ ของมหาวิทยาลัยไมอามี่ เพื่อที่จะได้เล่นทีมเดียวกับน้องชายของเขา

ชาคีม มีปีแรกๆ ที่ไม่ค่อยดีนักจากการดูแลของโค้ช จอร์จ โอเลียรี ทว่าหลังจากนั้นในปีที่ 2 มีการเปลี่ยนโค้ชใหม่เป็น สก็อตต์ ฟรอสต์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองของ ชาคีม เพราะ ฟรอสต์ ให้โอกาสและดึกศักยาภพของเขาออกมาได้เต็มที่ จนกระทั้งได้รางวัล นักกีฬายอดเยี่ยม ในปี 2016 ตามด้วย พีช โบวล์ ดีเฟนซีฟ เอ็มวีพี (ผู้เล่นทีมรับยอดเยี่ยม) ในปี 2018

“ไม่มีผู้เล่นคนไหนที่ผมเคยเป็นโค้ชให้จะฝึกหนักกว่าเขา” ฟรอสต์ พูดถึง ชาคีม และยอมรับว่าในตอนแรกเขาไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่าลูกทีมของเขามีมือเพียงข้างเดียวเท่านั้นewq

 

แรงขับสู่จุดสูงสุด

หลังจากประสบความสำเร็จร่วมกันในระดับมหาวิทยาลัย ชาคีล แฝดพี่ได้โอกาสครั้งใหญ่ด้วยการถูก ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ ดราฟต์เป็นลำดับที่ 90 ไปร่วมทีมในปี 2017

นี่เป็นครั้งแรกที่แฝดพี่แฝดน้องจะต้องแยกจากกัน ชาคีล ลงเล่นให้ซีฮอว์กส์ไป 11 เกมใน NFL ปีแรก ขณะที่ ชาคีม ยังต้องสู้ต่อในการเล่นระดับมหาวิทยาลัย

ความแตกต่างของทั้งสองลีกมีช่องว่างอยู่มาก ทำให้ ชาคีม เจอกับความลำบากอีกครั้งที่จะตามรอยแฝดพี่  … “ผมบอกกับเขาว่าแม้จะเหลือโอกาสอีกแค่ 1% แต่นายต้องทำให้ได้นะเว้ย” ชาคีล พูดให้กำลังใจแฝดน้อง

1 ปีผ่านไปฤดูกาลแห่งการดราฟต์กลับมาอีกครั้ง ซึ่งแม้ตอนแรก ชาคีม จะไม่ถูกเชิญให้เข้าร่วมงาน สเกาติ้ง คอมไบน์ หรือการทดสอบฝีเท้าของนักกีฬาที่จะเข้าสู่การดราฟต์ที่จัดโดย NFL แต่ด้วยผลงานอันโดดเด่นในเกม ซีเนียร์ โบวล์ เกมออลสตาร์ของเหล่าผู้เล่นปี 4 ระดับคอลเลจ ซึ่งมีแมวมองจากแทบทุกทีมเข้ามาส่องฟอร์มการเล่น เขาก็ได้รับจดหมายเชิญเข้าร่วมงานนี้ในที่สุด

ชาคีม เข้าทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายทั้งหมดและทำสถิติวิ่ง 40 เมตรในเวลา 4.38 วินาทีซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดของผู้เล่นตำแหน่งไลน์แบ็คเกอร์ และยังเป็นสถิติตลอดกาลของ NFL อีกด้วย

นอกจากนี้เขายังยกเบนช์ เพรส น้ำหนัก 225 ปอนด์ (100 กิโลกรัม) โดยใส่อุปกรณ์ช่วยที่มือซ้ายได้ถึง 20 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติที่มากกว่าที่ ชาคีล พี่ชายของเขาเคยได้มาทดสอบเอาไว้ในปี 2017 เสียอีก

ความยอดเยี่ยมดังกล่าวทำให้เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน NFL ดราฟต์ และแม้จะไม่ได้เป็นตัวเต็งที่จะถูกเลือกในรอบแรก เจ้าตัวก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เพราะหากมีทีมใดเลือกเข้าทีม เขาจะเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ NFL ที่มีมือข้างเดียวทันที

วันแรกและวันสองผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เวลาบ่ายโมงของวันที่สาม โทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ชาคีม ไม่ได้รับสายเพราะเครื่องไม่ได้อยู่ใกล้ตัว แต่ตะโกนออกมาว่า “รอซักแป๊บสิโว้ยกำลังเข้าส้วมอยู่” เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา

ทว่าแฝดพี่อย่าง ชาคีล เริ่มรู้บางอย่างแล้วเพราะเห็นรหัส 425 ซึ่งเป็นเบอร์ท้องถิ่นของเมืองซีแอตเทิล เมืองที่เขาใช้ชีวิตในฐานะนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอาชีพ เขาจึงตะโกนให้น้องชายได้ยินว่า “รีบออกมารับโทรศัพท์ของแกซะ”

ปลายสายมีเสียงของ จอห์น ชไนเดอร์ GM (ผู้จัดการทั่วไป) ของ ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ และ พีท แคร์โรลล์ เฮดโค้ชของทีม โทรมาบอกข่าวดีว่าพวกเขาเลือก ชาคีม เป็นตัวเลือกลำดับ 141 เเละเป็นคนที่ 4 ในรอบที่ 5 เพื่อเข้ามาเสริมในตำแหน่งที่ทีมกำลังขาดอย่าง ไลน์แบ็คเกอร์

ชาคีม ถึงกับช็อกและตอบสั้นๆ เพียงว่า “ขอบคุณครับ” จากนั้นไม่นานเขาได้รับสัญญา 4 ปีมูลค่า 2.8 ล้านเหรียญ (92 ล้านบาท) จาก ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ ทีมเดียวกับที่ ชาคีล พี่ชายของเขาอยู่

“ผมแทบหยุดหายใจ งงจริงๆ พยายามจะพูดอะไรออกมาเเล้วแต่พูดไม่ออก ไม่รู้สินะ จากนี้ผมอยากแสดงให้ทั้งโลกเห็นว่าไม่ว่าจะมีมือเดียวหรือสองมือ คุณก็สามารถที่จะเล่นฟุตบอลได้”

ชาคีมกำลังจะเจอบททดสอบที่ยิ่งใหญ่สำหรับฤดูกาลที่จะเริ่ม เขาจะถูกจับตาจากสื่อ และอาจจะถูกค่อนขอดว่า “ไม่ๆ คนนี้เล่นไม่ได้” หลังจากมองมาที่มือซ้ายของเขา

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาเจออะไรแบบนี้มาตลอดชีวิตและใช้เวลาหลายปีเพื่อพิสูจน์ว่าใครที่มองเขาแบบนั้นกำลังคิดผิด

“ผมรอที่จะให้ใครมาชี้หน้าแล้วบอกว่าอย่างแกน่ะทำไม่ได้หรอก … พร้อมจะรับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ยังเด็กเเล้ว” ชาคีม กล่าว

ปัจจุบัน ชาคีม อายุ 23 ปี เขาได้ลงสนามในทุกเกมของซีฮอว์คส์ในฤดูกาล 2018 ซึ่งทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟเรียบร้อยแล้ว และแม้สถิติจะไม่ถึงกับโดดเด่นนัก จากการเข้าแท็คเกิ้ลได้เพียง 11 ครั้ง ไม่มีแซ็ค (อัดควอเตอร์แบ็คทีมคู่แข่งร่วงพื้น) ไม่มีอินเตอร์เซ็ปท์ ไม่ทำให้คู่แข่งฟัมเบิ้ล (บอลหลุดมือ) ได้สักครั้ง แต่นี่ถือเป็นปีแห่งการเรียนรู้เกมระดับอาชีพที่โหดหินกว่าสมัยเรียนไม่รู้กี่เท่า

เขาสู้กับสายตาดูถูก รวมถึงคำเหยียดหยามมาตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือทัศนะคติที่เเน่วแน่ และถึงเเม้เวลาจะผ่านไปแต่ภาพที่ ชาคีม กริฟฟิน ถือลูกฟุตบอลพร้อมกับรอยยิ้มก็ไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่ว่าหนนี้เขาไม่มีผ้าพันแผลที่ชุมเลือดเหมือนตอน 4 ขวบอีกเเล้ว ทุกการขับเคลื่อนของเขากลายสิ่งที่ยืนยันว่า หากคุณเห็นค่าในตัวเองแล้วไซร้ คำวิจารณ์จากไหนก็ทำอะไรคุณไม่ได้

Uncategorized

“MAYUMI” นางฟ้า LOL ชาวบราซิลวัย 17 ปีที่ทำวงการ E-SPORTS ต้องสั่นสะเทือน

“MAYUMI” นางฟ้า LOL ชาวบราซิลวัย 17 ปีที่ทำวงการ E-SPORTS ต้องสั่นสะเทือน

อีสปอร์ตส์ คือวงการที่เปิดกว้างกับทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นอายุมากหรือน้อย ไม่ว่าจะเพศชายหรือเพศหญิง เพราะไม่มีอะไรสำคัญกว่าฝีมือเมื่อพวกเขาเหล่านั้น ลงไปโชว์ผลงานในการแข่งขัน

 

แต่เราปฎิเสธไม่ได้หรอกว่า “วัยรุ่นชาย” ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดในวงการนี้ ดังนั้นเมื่อเด็กหนุ่มที่คลั่งไคล้เกมเมอร์ ได้พบเจอกับเกมเมอร์สาวที่มาพร้อมกับคุณสมบัติรอบด้าน ทั้งความสวยเฉียบและความเก่งกาจ การลุกฮือจนกลายเป็นกระแสก็เริ่มขึ้น

และนี่คือนางฟ้าแห่งวงการคนใหม่ที่ชื่อว่า Julia “Mayumi” Nakamura สาวลูกครึ่งบราซิล-ญี่ปุ่น ที่โด่งดังจนแฟนต้องถามหาหลังจากเธอถูกประกาศเป็นไลน์อัพของทีม LOL ที่ชื่ว่า INTZ ทีมดังจากบราซิล

ติดตามเรื่องราวของสาวน้อยสวยสังหารวัย 17 ปีได้ที่นี่Mayumi-INTZ-2-768x512

INTZ … เปรี้ยงเดียวคนมองทั้งโลก

การจะทำให้สักอย่างให้โลกจดจำนั้น 1 ในวิธีที่ดีที่สุดคือการทำอะไรให้แตกต่างจากที่คนอื่นเคยทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้เริ่มต้นเป็นคนแรกเท่าไหร่ยิ่งดี…

ทีม intz นั้นเป็นทีมอีสปอร์ตส์สัญชาติบราซิลที่ส่งผู้เล่นลงเเข่งขันหลายเกม อย่างไรก็ตามในเกม League Of Legends นั้นมีความพิเศษแตกต่างกับเกมแนว Moba อื่นๆอยู่พอสมควร ตรงที่เป็นเกมที่มีผู้หญิงเล่นมากเป็นพิเศษ

การเปิดเผยจาก Interpret.la เว็บไซต์สำรวจสถิติต่างๆของวงการอีสปอร์ตส์ ได้ระบุว่า LoL มีสัดส่วนผู้เล่นที่เป็นผู้หญิงสูงถึง 30% ของจำนวนผู้เล่นทั้งหมด ด้วยเหตุผลของตัวเกมที่ออกแบบมาได้ดี โดนใจทั้งชายและหญิงนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อมีคนเล่นที่เป็นผู้หญิงมากๆเข้า มันจึงเป็นเรื่องที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวเกมและต้นสังกัดที่สร้างทีมเป็นอย่างดี หากพวกเขาสามารถหาผู้เล่นที่เป็นผู้หญิงที่มีทั้งเสน่ห์และฝีมือด้วยเเล้วมันสามารถตอบโจทย์ที่แฟนๆต้องการอย่างที่สุดintz-e-sports-will-qualify-for-the-cblol-slot-in-the-iwc-qualifiers-1468154394654-1

สำหรับ LoL นั้นเคยมีทีมผู้หญิงล้วนที่เน้นสาวสวยลงเเข่งขันในรอบคัดเลือก World 2019 มาเเล้ว ชื่อทีมว่า Vaevictis eSPORTS ที่ประกอบด้วยผู้เล่นสาวสวยทั้ง 5 คน 

Diana «TR1GGERED» Ivanchenko
JUNGLE: Aida «Merao» Kazaryan
MID: Elena «VioletFairy» Koval
ADC: Ksenia «Trianna» Mescheryakova
SUPPORT: Nataliya «Ankote» Zayko

อย่างไรก็ตามปัญหาก็คือพวกเธอเป็นเพลเยอร์ระดับ Rookies หรือมือใหม่เท่านั้น ไม่เคยมีประสบการณ์ในระดับ  Professional มาก่อนเลย ดังนั้นเมื่อถึงการแข่งขันจริง ทีม Vaevictis eSPORTS จึงไม่ประสบความสำเร็จและทำให้พวกเธอไม่ได้โด่งดังอะไรมากมายนัก 

ทว่าที่สุดเเล้วการฟอร์มทีมที่ล้มเหลวเรื่องรางวัลและเกียรติยศ ก็มีด้านดีเช่นกัน เพราะ  Vaevictis eSPORTS ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเพลเยอร์เพศหญิง ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับวงการอีสปอร์ตส์โดยเฉพาะเกม LoL ได้เป็นอย่างดี

หลังจากการดังขึ้นมาวูบหนึ่งของ Vaevictis eSPORTS  ผ่านไป 10 เดือน สุดท้ายแรร์ไอเทมที่เปรียบได้กับดอกไม้แห่งวงการอีสปอร์ตส์ก็ได้เผยโฉม เมื่อ INTZ ได้ประกาศไลน์อัพของทีมใหม่ทั้ง 5 คน แต่คนที่อยู่ในสายตาของมวลชนมากที่สุดคือ “Mayumi” ผู้เล่นตำแหน่งซัพพอร์ท ที่สวยจนสตั๊นกันทั้งวงการVaevictis

การเปิดตัว Julia “Mayumi” Nakamura กลายเป็นการระเบิดแบบเปรี้ยงเดียวที่ทำให้ INTZ อยู่ในความสนใจของทุกสื่อทันที และทุกอยากรู้ว่าสาวสวยสไตล์เอเชียรายนี้คือใครกันแน่ เธอมาอยู่ทีมระดับโปรเพลเยอร์ด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือฝีมือเธอเก่งจริงๆ นี่คือสิ่งที่ใครก็อยากรู้

 

ดอกไม้ในดงอสูร

Julia Nakamura คือเด็กสาววัยรุ่นที่เป็นลูกครึ่งบราซิล-ญี่ปุ่น โดยเค้าโครงหน้าของเธอนั้นออกมาทางเอเชียมากเป็นพิเศษ ดังนั้นการที่ตลาดอีสปอร์ตส์หรือเกม LoL ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย จึงทำให้เธอถูกจริตหนุ่มๆโลกตะวันออกเป็นอย่างมาก และทำให้เธอดังขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืน

ข้อมูลส่วนตัวและประวัติต่างๆของเธอมีไม่มากนัก แม้แต่บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ใหญ่ๆระดับโลกก็ยังไม่ปรากฎมาเลยสักที่ เนื่องจากเธอยังใหม่มากในวงการอีสปอร์ตส์ สิ่งเดียวที่อ้างอิงได้ว่าเธอโด่งดังจากการเป็นโปรเพลเยอร์ก็คือ Instagram ของเธอ ที่มีตัวเลขคนติดตามเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนธันวาคม ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 120,000 คน และแต่ละรูปมีคนกดไลก์ระดับ 2-3 หมื่นไลก์เป็นอย่างน้อย แตกต่างกับเมื่อสิงหาคม ปี 2018 เธอที่ยังมีคนกดไลก์อยู่ไม่เกิน 1-2 พันไลก์อยู่เลยi1575233409224906

จะเรียกได้ว่า “Mayumi” คือเดิมพันของ INTZ เลยก็ว่าได้ เพราะเธอเองก็มีประสบการณ์ในการเเข่งระดับอาชีพน้อยมาก โดยจุดที่ทำให้เธอเข้าตาของ INTZ คือผลงานในรายการ GIRLGAMER ที่ “Mayumi” ออกแนวได้หมดทั้งบู๊และบุ๋น  ซึ่งถ้าเทียบกับผู้หญิงด้วยกันเเล้วเธอถือว่าเป็นยอดฝีมือที่โดดเด่นและอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว

จุดเด่นของ “Mayumi” คือเป็นคนที่มีความหลากหลายมากทั้งในฐานะตัวบุคคลและในฐานะโปรเพลเยอร์  เธอพูดได้หลายภาษา และว่ากันว่า INTZ ตามฟอร์มของเธอมานานพอสมควร กล่าวคือไม่ได้ตัดสินเธอแต่เรื่องของเพศและรูปลักษณ์เท่านั้นแต่พวกเขา เฝ้าดูการพิสูจน์ตัวเองของเธอในรายการ Girl Gaming ว่าเอาเข้าจริงแล้วสามารถต่อกรและมีความสามารถการเเข่งระดับสูงหรือเปล่า

ซึ่งจุดนี้ INTZ นำมาเปิดเผยภายหลังว่าพวกเขาได้เซ็นสัญญากับเธอไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2019 แล้ว แต่ให้เธอพิสูจน์ตัวเองไปก่อน จนกระทั่งทุกอย่างมาลงตัวหลังเธอสามารถไต่ Rank ได้ไปถึงระดับ ชาเลนเจอร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของเกมนี้ และด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมใน GIRLGAMER ทุกอย่างเลยประจวบเหมาะนำไปสู่การเปิดตัวในฐานะสมาชิกตำแหน่งซัพพอร์ทของทีมไปในท้ายที่สุด

โดยหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับทีม “Mayumi” ก็ลงเเข่งขันให้ INTZ ทันทีในรายการ Superliga ABCDE2019 ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แม้สุดท้ายทีม INTZ จะตกรอบในเกมที่ 2 แต่ทุกคนรู้สึกชื่นชม “Mayumi” ว่ามีฝีมือไม่ได้ด้อยกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆเลย และที่สำคัญเธอเป็นคนที่รับมือกับความกดดันได้เก่งมากอีกด้วย 

“การเเข่งครั้งนี้ค่อนข้างสบายๆมากนะ เพราะฉันเข้ากับเพื่อนในทีมได้ค่อนข้างเร็วมากเลย เวลาเเข่งเเล้วรู้สึกไม่ได้กดดันอะไร มันอาจจะน่าเสียดายที่เราแพ้ แต่เป็นประสบการณ์ที่เจ๋งในระดับที่หาอะไรมาเปรียบเทียบยากมากจริงๆ” เธอให้สัมภาษณ์กับ www.maisesports.com.br

 

ทัศนคติคือสิ่งสำคัญ

งานยากของ “Mayumi” ไม่ใช่แค่การแข่งให้ชนะ แต่เธอเองต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีการเป็นโปรเพลเยอร์ด้วย ปกติเเล้วเธอไม่เคยถึงขั้นต้องเอาจริงเอาจังเข้าแคมป์เพื่อเก็บตัวอะไรเลย แต่การเป็นสมาชิกของ INTZ คือสิ่งที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนกิจวัตรไปเลยทีเดียว

สิ่งสำคัญคือ “Mayumi” มาถูกทีม เพราะเธอเองก็เปิดเผยว่าการต้องมาคลุกคลีกับกลุ่มผู้ชายตอนแรกเธอคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่อึดอัดเข้ากันไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้วสมาชิก INZT ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติเธอเสมอ นั่นจึงทำให้ตอนนี้เส้นทางของเธอมองไปยังอนาคตที่ไกลยิ่งกว่าเดิมเเล้ว

“ปกติเเล้วฉันเล่นเกมในห้องคนเดียว ไม่ได้มาคลุกคลีกับใครหรอก เพียงแต่ประสบการณ์แบบนี้มันเจ๋งมาก เพื่อนร่วมทีมเคารพฉันดี และมันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ ที่จะเล่นด้วยกับทุกคน มันได้รับความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอะไรทำนองนั้นเลยนะ”  

อย่างไรก็ตามทุกอย่างยังคงตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน ในโลกของ อีสปอร์ตส์ นั้นเหล่าเกมเมอร์ต้องเเข่งขันกันตลอดเวลา และบางครั้งหากใครก็ตามที่เผอเรอก็มีสิทธิ์ที่จะถูกคลื่นลูกใหม่ไล่หลังและกลืนกิน ซึ่งตัวของ “Mayumi” เข้าใจเรื่องนี้ดีและหวังว่าเธอจะพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพร้อมสำหรับงานใหญ่ในปี 2020 อย่าง CBLoL 

“ไม่มีใครรู้ว่าเราจะอยู่จุดไหนในเวลานั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับฟอร์มการเล่นของฉันนับจากนี้ ฉันเองยังไม่กล้าบอกกับใครด้วยซ้ำว่าฉันพร้อมสำหรับรายการใหญ่ เอาเป็นว่าให้ฝีมือของฉัน เป็นกระบอกเสียงช่วยบอกเเทนเเล้วกันนะ” เธอ  ยอมรับตรงๆแต่ก็เชื่อว่าการที่เธอมาอยู่ในจุดนี้ได้แม้จะไม่ถึงกับระดับเป็นแชมป์โลก แต่สุดท้ายมันก็จะเป็นเเรงกระเพื่อมให้เกมเมอร์หญิงรุ่นหลังๆเลิกกลัวที่จะเล่นกับผู้ชาย ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อนร่วมทีมหรือคู่แข่งก็ตาม

“สิ่งสำคัญที่สุดกับเรื่องของฉันคือการทำให้ผู้หญิงแสดงตัวออกมาในฐานะสื่อหลักๆบ้าง จริงๆแล้วมันมีไม่มากหรอกสำหรับผู้หญิงที่เล่นได้เก่งเว่อร์อะไรแบบนั้น แต่สำคัญคือต้องมีโอกาสให้พวกเธอได้ลงเเข่งและปรากฎตัวบ้างอย่างรายการ Girl Gamer และการแข่งขันชิงแชมป์หญิงอื่น ๆ สุดท้ายผู้หญิงเราถ้าได้โอกาสก็มีโอกาสที่จะพัฒนาเหมือนกับคนอื่นๆนั่นแหละ ต้องขอบคุณ INTZ จริงๆที่มอบโอกาสนี้ให้กับฉัน”

ณ เวลานี้เรื่องราวของ “Mayumi” อาจจะยังไม่ใช่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ในโลกอีสปอร์ตส์อะไรนัก แต่ในวัย 17 ปีและทัศนคติของเธอที่แสดงออกให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการพิสูจน์ตัวเอง เชื่อว่าเราจะได้อ่านและได้ติดตามเรื่องราวของเธอมากขึ้นยิ่งกว่านี้แน่นอนในอนาคต

Uncategorized

เพราะเหตุใด โกลเด้นโกล กฎสุดตื่นเต้นจึงหายไปจากโลกลูกหนัง

เพราะเหตุใด โกลเด้นโกล กฎสุดตื่นเต้นจึงหายไปจากโลกลูกหนัง

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด เช่นเดียวกับกฎของมัน ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และแก้ไข ที่ทำให้กฎบางกฎเพิ่มเข้ามาใหม่ และบางกฎหายไป

 

หนึ่งในนั้นคือ “โกลเด้นโกล” กฎง่ายๆ ที่มีเงื่อนไขเพียงแค่ว่าในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมไหนยิงประตูได้ก่อน ทีมนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ ที่เคยสร้างความสนุกและตื่นเต้นในโลกลูกหนังมาแล้วนักต่อนัก 

ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ยูโร 2000 การทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่ทีมชาติไทยเอง ก็เคยสร้างปาฏิหาริย์จากโกลเด้นโกล ในเอเชียนเกมส์เมื่อปี 1998 มาแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ดี กฎนี้กลับอยู่ในวงการลูกหนังได้เพียงแค่ 10 กว่าปี ก่อนจะที่จะหายไป อะไรคือสาเหตุนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

ไอเดียจากอเมริกันเกมส์ 

การกำเนิดของเรื่องบางเรื่อง หรือไอเดียบางไอเดีย ที่สร้างปรากฎการณ์บนโลก บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องง่ายๆ และโกลเด้นโกล ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

มันมีจุดเริ่มต้นมาจากความสนุกของฟุตบอลที่เริ่มหายไปในการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์ ที่หลายทีมเอาแต่เล่นแบบรัดกุมในช่วงต่อเวลาพิเศษ ที่เริ่มเด่นชัดในฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี ซึ่งหลายเกมต้องตัดสินด้วยการดวลลูกจุดโทษ 

ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า หัวเรือใหญ่ของโลกลูกหนัง พยายามคิดและเสาะหาวิธีที่จะแก้ไขปัญหานี้ ที่จะทำให้ฟุตบอลไม่น่าเบื่อเกินไป จนออกมาเป็น “ซัดเดนเดธ” หรือ “โกลเด้นโกล”

มันเป็นกฎที่มีเงื่อนไขไม่ซับซ้อน นั่นก็คือหากเกมเสมอกันใน 90 นาที จะตัดสินด้วยการต่อเวลาพิเศษออกไป 30 นาที และภายใน 30 นาทีนั้น ทีมไหนยิงประตูได้ก่อน ทีมนั้นจะกลายเป็นผู้ชนะทันที

2819076_big-lnd

อันที่จริงโกลเด้นโกล ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะกฎในลักษณะนี้เคยมีมาก่อนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นอเมริกันฟุตบอล ที่ใช้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 หรือแม้แต่ฟุตบอลเอง ก็เคยใช้ในถ้วยยูดานคัพ ถ้วยเก่าแก่ของอังกฤษ เมื่อ 100 กว่าปีก่อน 

ก่อนที่มันจะหวนคืนสู่วงการลูกหนังในปี 1993 หลังฟีฟ่าแนะนำมันให้สาธารณชนได้รู้จักอย่างเป็นทางการ โดยมีศึกฟุตบอลเยาวชนโลก 1993 ที่ออสเตรเลีย เป็นสังเวียนแรกที่ทดลองใช้ 

“เบื้องหลังไอเดียของโกลเด้นโกลคือเพื่อให้เกิดทัศนคติในการเล่นเกมรุกมากขึ้น ให้ทีมมุ่งไปข้างหน้า เพราะพวกเขารู้ว่าแค่ประตูเดียวก็จะเป็นผู้ชนะ” แอนดรูว์ คูเปอร์ โฆษกของฟีฟ่าในตอนนั้นกล่าว

อย่างไรก็ดี โกลเด้นโกล กลับไม่ค่อยได้รับการจดจำมากนัก เมื่อตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ มันได้มีโอกาสใช้เพียงครั้งเดียว นั่นคือเกมระหว่างเจ้าภาพออสเตรเลียและอุรุกวัยในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่กลายเป็นแข้งจิงโจ้ คว้าชัยไปได้จากกฎใหม่นี้  

หลังจากนั้นกฎนี้ยังมีโอกาสเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันสุดแปลกของโลก ในศึกแคริเบียนคัพ ในปี 1994 ที่ทำให้ทีมหนึ่งต้องยิงประตูตัวเองเพื่อผ่านเข้ารอบ 

มันเป็นเกมระหว่าง เกรนาดา และ บาร์บาดอส ที่แม้จะเป็นรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็เอากฎโกลเด้นโกลมาใช้ ในขณะที่ บาร์บาดอส นำ เกรนาดา อยู่ 2-1 ซึ่งจบสกอร์นี้พวกเขาจะตกรอบเพราะต้องยิง 2 ลูกขึ้นไป หลังเสียประตูให้อีกฝ่าย บาร์บาดอสก็ทำสิ่งไม่คาดคิด ด้วยการยิงประตูตัวเอง เพื่อให้มีการต่อเวลาพิเศษออกไป 

เนื่องจากกฎโกลเด้นโกลในทัวร์นาเม้นต์นั้นระบุว่า หากยิงได้ในช่วงต่อเวลา ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้ชนะ ประตูที่ทำได้จะถูกนับเป็นสองลูก และบาร์บาดอสก็ทำได้จริง พวกเขายิงโกลเด้นโกลได้ในเกมนั้น พร้อมได้ประตูบวกเป็น 2 ประตู และผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้สำเร็จ 

>> ยิงประตูตัวเองเพื่อเข้ารอบ : บาร์บาดอส-เกรนาดา เกมการแข่งขันสุดเพี้ยนของโลก

ทว่า มันก็ไม่ได้ทำให้โลกรู้จักโกลเด้นโกลมากนัก จนกระทั่งยูโร 1996 ได้อุบัติขึ้น 

 

สีสันแห่งโลกลูกหนัง 

หลังจากประเดิมใช้ครั้งแรกในศึกเยาวชนโลก 1993 โกลเด้นโกล ก็ถูกนำไปใช้มากขึ้นในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ เช่นเดียวกับ เช่นเดียวกับที่อังกฤษ มันถูกนำไปใช้ในศึก Auto Windscreens Shield (EFL โทรฟีในปัจจุบัน) ปี 1995 ที่ พอล เทธ กลายเป็นฮีโร ของเบอร์มิงแฮม ยิงโกลเด้นโกล ช่วยให้ทีมเอาชนะ คาร์ไลส์ ได้สำเร็จ

ก่อนที่หนึ่งปีต่อมา โกลเด้นโกล จะเริ่มคุ้นหูในหมู่แฟนบอลมากขึ้น เมื่อมันถูกนำมาใช้ในศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ และกลายเป็นเครื่องตัดสินแชมป์ หลัง โอลิเวอร์ เบียร์ฮอฟฟ์ พลิกยิงแฉลบกองหลังเช็ก เป็นประตูชัยให้เยอรมันคว้าแชมป์ยูโร สมัยที่ 3 มาครอง 

หลังจากนั้นกฎก็กลายเป็นที่รู้จักเต็มตัว เริ่มตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่มีส่วนที่ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะ ปารากวัยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนจะกรุยทางไปถึงแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์ และดูเหมือนว่าทัพตราไก่ จะถูกโฉลกกับกฎนี้ เมื่อในอีก 2 ปีต่อมา มันยังทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ยูโรได้อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นจุดโทษของ ซีเนดิน ซีดาน ในรอบรองชนะเลิศ ที่ช่วยให้ฝรั่งเศสเอาชนะโปรตุเกสไปได้ 2-1 หรือลูกวอลเลย์สุดสวยของ ดาวิด เทรเซเกต์ ในนัดชิงชนะเลิศกับอิตาลี ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์โลก แล้วสามารถคว้าแชมป์ยุโรปต่อได้

ในขณะที่ฝั่งเอเชีย มันเป็นที่จดจำในฐานะประตูที่ทำให้ญี่ปุ่นได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก หลังเอาชนะอิหร่านด้วยลูกโกลเด้นโกลของ มาซายูกิ โอคาโนะ ในเกมเพลย์ออฟที่มาเลเซีย เมื่อปี 1997 

แต่ที่ลืมไม่ลงสำหรับแฟนบอลชาวไทย น่าจะเป็นฟุตบอลเอเชียนเกมส์ เมื่อปี 1998 เมื่อมันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ล้มยักษ์อย่างเกาหลีใต้ได้อย่างเหลือเชื่อ

มันเกิดขึ้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังเสมอกัน 1-1 ในเวลาปกติ และต้องต่อเวลาพิเศษออกไป ในนาทีที่ 95 แฟนบอลไทยในสนามราชมังคลากีฬาสถานได้เฮทั้งสนาม เมื่อดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยบอลให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ยิงเสียบคานเข้าไป เป็นประตูโกลเด้นโกลให้ไทย หักด่านเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ 

“ตอนเจอเกาหลีใต้เป็นรอบ 8 ทีมในเวลาเราเสมอเขา 1-1 ก็ต้องต่อเวลาไปอีกเป็นช่วงโกลเด้นโกล” โค้ชวังกล่าวกับ Fox Sport Thailand 

“ไทยเราตอนนั้นมาเหลือ 9 คนก็ยิ่งเสียเปรียบเขาไปอีก ก่อนจะยิงฟรีคิกลูกนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกับพี่โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) หรอก แต่จริงๆ โค้ช (ปีเตอร์ วิธ) เขามอบหมายให้ผมลงไปทำหน้าที่เล่นลูกเซ็ตพีซอยู่แล้ว” 

“ตอนนั้นแน่นอนอยู่แล้วว่าเรื่องรูปร่างเราเสียเปรียบเขา และค่อนข้างจะไกล ฉะนั้นถ้าเราครอสเข้าไปโอกาสจะเสียเปรียบก็ค่อนข้างเยอะ เราก็ต้องพยายามยิงกึ่งยิงกึ่งผ่านถ้าไม่เข้าก็ให้บอลออกดีกว่าเราจะได้กลับไปตั้งรับได้เพราะคนน้อยกว่า ถ้าเราถูกเขาตัดได้จะโดนโต้กลับแน่นอน”

“พอบอลเข้าไปมันก็เป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่ทำให้เราดีใจกันมาก ผมว่ามันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เราประทับใจมากกับการรับใช้ชาติ และเป็นแมตช์ที่คนดูให้ความสนใจมากที่เจอกับเกาหลีใต้ ซึ่งเขาเป็นยักษ์ใหญ่ในเอเชียก็เป็นความสุขของคนไทยครั้งหนึ่งที่เห็นทีมสามารถล้มยักษ์ได้”

จากนั้น โกลเด้นโกล ก็กลายเป็นกฎที่เป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป และเป็นสีสันในฟุตบอลแบบน็อคเอาท์หลายรายการ รวมไปถึงเกมระดับสโมสร ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ กาลาตาซาราย พลิกเอาชนะ เรอัล มาดริด ใน ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ เมื่อปี 2000 หรือช่วยให้ลิเวอร์พูล คว้าชัยเหนือ อลาเบส ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ปี 2001 

ในขณะเดียวกัน มันก็ยังเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญในฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เจ้าภาพ หลังช่วยให้เกาหลีใต้เฉือนเอาชนะ อิตาลีอย่างสุดช็อก ที่ทำให้ อาห์น จุง วาน คนยิงประตูถูกไล่ออกจากสโมสรเปรูจา และมันยังมีส่วนที่ทำให้ ตุรกี สร้างประวัติศาสตร์ ทะลุผ่านเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ด้วยการเอาชนะเซเนกัล ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนจะคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวกลับเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายที่โลกได้เห็นกฎนี้ on06-JUN-World-Cup-South-Korea-Italy-2002

เหล้าเก่าในขวดใหม่ 

แม้ว่าโกลเด้นโกล จะเป็นที่จดจำอย่างมากในฟุตบอลโลก 2002 ในฐานะหนึ่งในเสน่ห์ของเกมลูกหนังที่ช่วยสร้างความตื่นเต้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีเสียงตำหนิในกฏนี้มาโดยตลอด 

สิ่งที่โดนโจมตีหนักที่สุดก็คือ แม้กฎนี้จะมีจุดประสงค์กระตุ้นให้แต่ละทีมเปิดเกมบุกมากขึ้น แต่ในทางกลับกันมันกลับมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะหากเสียประตูก็หมายความว่าจะต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านทันที 

นั่นจึงทำให้นับตั้งแต่นำกฎโกลเด้นโกลมาใช้ หลายเกมเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ เมื่อหลายทีมพยายามเล่นอย่างรัดกุมและปลอดภัย หวังเสมอและลุ้นไปยิงจุดโทษแทน 

จากสถิติระบุว่า นับตั้งแต่ยูโร 1996 ศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป มีเกมที่ต้องต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษถึง 5 ครั้งจาก 8 ครั้ง ในขณะที่ฟุตบอลโลกก็ใกล้เคียงกันเมื่อต้องไปถึงฎีกา 5 ครั้งจากทั้งหมด 9 ครั้ง 

ในขณะเดียวกัน แม้ว่ากฎนี้จะสร้างสีสันให้กับโลกฟุตบอล แต่นั่นก็สำหรับผู้ชนะเท่านั้น เพราะในมุมผู้แพ้มันช่างโหดร้าย พวกเขาแทบไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลยแม้แต่น้อย 

“เราได้คุยเกี่ยวกับปัญหานี้หลายครั้งในคณะกรรมการฝ่ายเทคนิค (ของยูฟ่า)” ไรนุส มิเชล อดีตตำนานทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่เคยรั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการของยูฟ่ากล่าวกับ uefa.com 

“โค้ชรู้สึกว่าทีมไม่มีโอกาสที่จะทำประตูตีเสมอหรือชนะในเกม มันสนุกสำหรับแฟนๆ และน่าสนใจสำหรับทีมชนะ แต่ไม่ใช่สำหรับทีมแพ้”

“จริงอยู่ที่มันก็ไม่ได้ผลเสมอไป แต่คุณก็ต้องมีวิธีตัดสินเกมอย่างเด็ดขาด และนั่นก็เป็นสิ่งที่โกลเด้นโกลและจุดโทษทำอยู่” คูเปอร์ อดีตโฆษกของฟีฟ่ากล่าว

เช่นเดียวกับ ปีเตอร์ คูบา ผู้รักษาประตูทีมชาติเช็กที่โดนเบียร์ฮอฟฟ์ยิงประตูโกลเด้นโกลในนัดชิงยูโร 1996 ก็เห็นตรงกัน ยิ่งไปกว่านั้นกฎนี้ยังได้สร้างบาดแผลในใจเขาไปตลอดชีวิตอีกด้วย 

“ผมรู้ว่ามันดูเหมือนเป็นประตูโง่ๆ ประตูหนึ่งก็ว่าได้” คูบากล่าวกับ FourFourTwo 

“หลังจากนั้นผมก็รู้สึกหดหู่ ผมไม่ได้อยากทำอย่างตลอดสัปดาห์หรอก แม้ว่าเราจะได้รับการต้อนรับเหมือนฮีโร่ตอนกลับมาถึงปราก แต่ผมรู้สึกเจ็บปวดจากข้างใน มันยังคงอยู่กับผมตลอดชีวิต ไม่ว่าจะพยายามลืมมันเท่าไร ทุกคนถามผมตลอด ผมตอบไปว่ามันคือโชคชะตา” 

“กฎ (โกเด้นโกล) ไม่ยุติธรรมและโหดร้าย ปกติถ้าคุณโดนยิงประตูนำ คุณยังจะมีเวลาที่จะบุก แต่ด้วยโกลเด้นโกล คุณจะไม่กล้าเสี่ยงอะไรเลย” 

นั่นจึงทำให้ฟุตบอลโลก 2002 โลกยังมีโอกาสได้เห็นกฎโกลเด้นโกล ในทัวร์นาเมนต์ของฟีฟ่าอีกครั้งในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2003 แค่รายการเดียว ก่อนที่มันจะถูกถอดออกจากกฎของฟีฟ่า 

อย่างไรก็ดี สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ยังคงเห็นข้อดีของกฎในลักษณะนี้ พวกเขาจึงนำ โกลเด้นโกล มาดัดแปลงใหม่ ในชื่อ ซิลเวอร์โกล โดยหวังว่ากฎใหม่นี้จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของโกลเด้นโกล แต่ยังคงเพิ่มความสนุกในเกมการแข่งขัน

“ภายใต้ระบบใหม่ ถ้าเกมเสมอกันใน 90 นาที ใน 15 นาทีแรกของช่วงต่อเวลาพิเศษ หากทีมไหนยิงประตูออกนำไปจนจบ 15 นาทีแรก ทีมนั้นจะเป็นผู้ชนะของการแข่งขัน” ยูฟ่าอธิบาย 

“เราเชื่อว่านี่จะดีสำหรับสโมสร นักเตะและแฟนบอล” ไมค์ ลี ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของยูฟ่ากล่าวเสริม 

“เราได้จัดการปัญหาที่เกิดจากโกลเด้นโกล ที่ถูกระบุไว้ในหลายเกม ระบบใหม่จะช่วยส่งเสริมฟุตบอลในเชิงบวกในช่วงต่อเวลาพิเศษ และสร้างความรู้สึกที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อเกมการแข่งขัน”204003_w2

อย่างไรก็ดี ซิลเวอร์โกล กลับมีอายุที่สั้นเหลือเกิน มันถูกเริ่มใช้ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และ ยูฟ่า คัพ  ฤดูกาล 2002-03 และถูกนำมาใช้ในทัวร์นาเมนต์อย่างยูโร 2004 ที่กรีซ ยิงซิลเวอร์โกลในรอบรองชนะเลิศที่พบกับเช็ก ก่อนจะทะลุไปคว้าแชมป์ในรายการนั้น

และมันคือรายการสุดท้ายที่ได้เห็นการต่อเวลาพิเศษลักษณะนี้ เนื่องจากซิลเวอร์โกลเองก็ถูกโจมตีไม่ต่างจากโกลเด้นโกล ในฐานะกฎที่ไม่ยุติธรรมไม่ต่างกัน 

ตัวอย่างเดียว แต่ชัดเจนก็คือเกมยูโร 2004 ระหว่างกรีซกับเช็ก ที่กรีซได้ประตูออกนำในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรก ซึ่งหากเป็นกฎปกติพวกเขาจะยังมีเวลาอีก 15 นาทีเพื่อตีเสมอ แต่สำหรับซิลเวอร์โกล โอกาสนั้นได้หลุดลอยหายไป 

นั่นจึงทำให้หลังยูโร 2004 โกลเด้นโกล และซิลเวอร์โกล จะถูกถอดออกจากกฎในฟีฟ่า ก่อนที่มันจะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา 

 

ครั้งหนึ่งในความทรงจำ 

นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 เกมการแข่งขันก็กลับมาใช้การต่อเวลาพิเศษตามปกติ 30 นาที ที่ทำให้ โกลเด้นโกล และซิลเวอร์โกล เป็นเพียงหนึ่งในความทรงจำของโลกลูกหนัง

แม้ว่าในช่วงปี 2010 จะมีกระแสเรียกร้องให้นำกฎนี้กลับมาใช้อีกครั้ง โดยมี เซปป์ แบลตเตอร์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้นเป็นโต้โผ แต่กระแสนี้ก็เงียบหายไปหลังเขาพ้นจากตำแหน่งจากคดีทุจริต 

อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ได้หายไปขนาดนั้น เมื่อในปัจจุบันยังสามารถพบเห็นโกลเด้นโกลอยู่บ้างในกีฬาอย่าง อเมริกันฟุตบอลของ NFL หรือ ฮอกกี้น้ำแข็ง ในขณะที่ฟุตบอล ก็ยังถูกใช้ในทัวร์นาเมนต์ระดับมหาวิทยาลัยของอเมริกา ทั้งฟุตบอลชายและฟุตบอลหญิง 

แต่สิ่งสำคัญที่สุดต้องยอมรับว่า แม้ว่ากฎนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ครั้งหนึ่งมันเคยสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฟุตบอล รวมไปถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์มากมาย  

มันจึงทำให้ “โกลเด้นโกล” กลายเป็นกฏที่กลายเป็นที่จดจำ และยังรู้สึกสนุกทุกครั้งที่นึกถึงมัน

Uncategorized

WWE ไลฟ์อิน ซาอุฯ กับความมืดดำ ภายใต้สังเวียนและถุงเงินก้อนโต

WWE ไลฟ์อิน ซาอุฯ กับความมืดดำ ภายใต้สังเวียนและถุงเงินก้อนโต

“WWE” คือ สมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก ในยุคปัจจุบัน อย่างไม่ต้องสงสัย ความนิยม ของสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ค่ายนี้ โด่งดังไปทั่วทุกผื้นที่ของโลก ตั้งแต่อเมริกา ผ่านข้ามยุโรป มาจนถึงเอเชีย

แต่มีอยู่ประเทศหนึ่ง ที่มีความสนใจ ในมวยปล้ำแบบฉบับ WWE ถึงขั้นทุ่มเงิน ทำลายสถิติทุกโชว์ ที่ WWE เคยจัดมา เพื่อให้สมาคมแห่งนี้ ไปจัดโชว์ระดับศึกใหญ่ ครั้งแรกในดินแดนแห่งนั้น 

ซาอุดิอาระเบีย คือ ประเทศนั้น พวกเขายอมทุ่มเงิน ระดับร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ จ้าง WWE ให้ไปจัดโชว์ศึกใหญ่ มาแล้วถึง 3 ครั้ง ในช่วงประมาณรอบปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเม็ดเงินมหาศาล ที่สามารถซื้อ WWE ให้ไปจัดโชว์ศึกใหญ่ ถึงดินแดนเอเชียตะวันออกกลาง อันห่างไกล แต่ไม่ได้หมายความว่าเงิน จะซื้อได้ทุกสิ่งfAX092x.0

นักมวยปล้ำหลายคน ปฏิเสธที่จะไปปล้ำที่ซาอุดิอาระเบีย และในขณะเดียวกัน นักมวยปล้ำบางคนก็ถูกปฏิเสธ ไม่ให้ขึ้นปล้ำที่นี่เช่นเดียวกัน

เรื่องราวอันซับซ้อนนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ขอเชิญไปพบกับเรื่องราว อันซับซ้อน ระหว่าง WWE กับซาอุดิอาระเบีย ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องราว บนเวทีมวยปล้ำ เพียงอย่างเดียว

เงิน เงิน เงิน

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจัดโชว์นอกประเทศของ WWE ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ พราะทุกหนแห่ง ที่ WWE ไปจัดโชว์ ต้องมั่นใจได้ว่า ตั๋วที่เปิดขาย จะต้องขายหมดเกลี้ยง และ ต้องเป็นพื้นที่ ซึ่งมวยปล้ำได้รับความนิยมเป็นกีฬาชั้นนำ

ด้วยเหตุนี้ WWE จึงนิยมจัดโชว์ อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก และประเทศญี่ปุ่น เป็นหลัก เพราะพื้นที่เหล่านี้ กีฬามวยปล้ำ ถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง มีสมาคมมวยปล้ำ กระจายอยู่ทุกหนแห่งเต็มไปหมด

กระนั้น ในเดือนธันวาคม ปี 2013 มีเรื่องราวที่น่าตกใจเล็กๆ เมื่อ WWE ประกาศจะจัดโชว์ แบบไม่ฉายทางโทรทัศน์ (ภาษามวยปล้ำเรียกว่า เฮาส์โชว์-House Show) ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ดินแดนที่ WWE ไม่เคยไปจัดโชว์มาก่อนหน้านี้shutterstock_9644655i

“เรามีความคิด ที่จะกลับมาจัดโชว์ที่ เอเชียตะวันออกกลาง มานานแล้ว การที่เราจะมาจัดโชว์ที่ ซาอุดิอาระเบีย คือก้าวสำคัญ ในการขยายตลาด ความนิยมของสมาคม ในภูมิภาคนี้” เกอร์ริต ไมเออร์ (Gerrit Meier) รองประธานของ WWE ในช่วงเวลานั้น กล่าวถึงเหตุผลที่ WWE ตัดสินใจจัดโชว์ที่ซาอุฯ

ในความเป็นจริงแล้ว แม้กีฬามวยปล้ำ จะไม่ใช่กีฬาที่ชาวตะวันออกกลางนิยมเล่น หรือมีสมาคมมวยปล้ำมากมาย แบบในอเมริกา 

แต่กีฬาชนิดนี้ ถือเป็นกีฬาที่มีเรตติ้งผู้ชม ทางโทรทัศน์ ระดับแถวหน้า ที่รายการรอว์ (Raw) และสแม็คดาวน์ (Smack Down) ของ WWE เป็นรายการกีฬาประจำสัปดาห์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในซาอุดิอาระเบีย

WWE ได้ลองชิมลาง จัดโชว์ไม่ออกทีวี ที่ซาอุดิอาระเบีย ตลอดช่วงปี 2014-2016 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนทำให้ WWE เกิดความคิด ที่จะเจาะตลาด ในพื้นที่เอเชียตะวันออกกลาง แบบจริงจัง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ ถึงขั้นทำช่องทีวี ของตัวเองโดยเฉพาะ เพื่อฉายในภูมิภาคนี้มาแล้ว 

ทว่า สิ่งที่ WWE ได้รับกลับมา จากความคิดนี้ มีมูลค่ามากกว่าที่ใครจะคาดถึง เมื่อรัฐบาลของซาอุฯ ยอมทุ่มเงินถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,567 ล้านบาทไทย) เพื่อให้ WWE ไปจัดโชว์ระดับศึกใหญ่ ที่ซาอุดิอาระเบีย

ซึ่งเงินก้อนนี้ คือเงินมากที่สุดที่ WWE เคยได้รับจากการจัดโชว์ทั้งหมด ในประวัติศาสตร์ ของสมาคม แม้แต่ Wrestlemania (เรสเซิลเมเนีย) โชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประจำปี ของ WWE ยังไม่เคยทำเงินให้กับสมาคม ได้เท่านี้มาก่อน

ด้วยเหตุนี้ WWE จึงรีบประกาศจัดโชว์ Greatest Royal Rumble (เกรตเตส รอยัล รัมเบิล) แบบกระทันหัน เพียงแค่ 1 เดือน ก่อนที่โชว์จะจัดขึ้นจริง ในวันที่ 27 เมษายน 2018 ทั้งที่โดยปกติแล้ว การประกาศจัดศึกใหญ่ ต้องประกาศล่วงหน้ากันเป็นปี เลยทีเดียว

เม็ดเงินมหาศาลทำให้ WWE ไม่สามารถปฏิเสธคำขอของซาอุดิอาระเบีย และหลายครั้ง ซาอุดิอาระเบีย สามารถถืออำนาจไว้เหนือ WWE นั่นคือสามารถจัดโชว์ หรือเลือกผลการปล้ำ ได้ตามที่ตัวเองต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นการจัดแมทช์ รอยัล รัมเบิล แมทช์การปล้ำขึ้นชื่อของ WWE ในโชว์ที่ซาอุ แถมมีนักมวยปล้ำร่วมปล้ำ มากถึง 50 คน, สร้างเข็มขัดของตัวเองในชื่อ WWE Greatest Royal Rumble (ดับเบิลยูดับเบิลยูอี เกรตเตส รอยัล รัมเบิล)

ไปจนถึง การเอานักมวยปล้ำอย่าง ชอว์น ไมเคิลส์ (Shawn Michaels) นักมวยปล้ำ ระดับตำนาน ที่เลิกปล้ำไปอย่างยาวนาน กลับคืนสู่สังเวียน ครั้งแรกในรอบ 8 ปี ขณะที่สตาร์ดังอย่าง ทริปเปิล เอช (Triple H) และ ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ (The Undertaker) ซึ่งไม่ได้ปล้ำแล้ว ในโชว์ปกติทั่วไป ล้วนปล้ำทั้ง 3 โชว์ที่จัดขึ่น ในซาอุดิอาระเบีย

หากจะหาคำตอบว่า ทำไม WWE ถึงต้องยอม จัดหนักจัดเต็มให้ซาอุดิอาระเบีย นั่นเป็นเพราะว่า สมาคมแห่งนี้ ทำสัญญายาว 10 ปี ในฐานะพาร์ทเนอร์ ด้านกีฬา ซึ่ง WWE ได้รับเงินตอบแทนมากถึง 450 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินง่ายๆ แค่ประมาณ 14,102 ล้านบาท เท่านั้นเอง

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

มีคำกล่าวว่า “เงินซื้อไม่ได้ทุกสิ่ง” เช่นเดียวกัน ในกรณีนี้ แม้ซาอุดิอาระเบีย จะสามารถดึงนักมวยปล้ำ ระดับตำนานให้กลับมาคืนสังเวียน หรือจัดแมทช์ เลือกผู้ชนะตามที่ตัวเองต้องการ แต่นักมวยปล้ำหลายคน ปฏิเสธที่จะทำงาน ให้กับ WWE ที่ซาอุดิอาระเบีย

เรื่องนี้เริ่มต้นจาก การเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา ของจามาล คาชอกกี (Jamal Khashoggi) นักข่าวชื่อดัง ชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกฆาตกรรม หลังจากหายตัวไป ในสถานกงสุลของซาอุฯ ที่ประเทศตุรกี และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

รัฐบาลของซาอุดิอาระเบีย ถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าอยู่เบื้องหลังการตาย ของจามาล เนื่องจาก จามาล เป็นนักเขียนที่ขึ้นชื่อ ในการวิจารณ์การทำงาน ของรัฐบาลซาอุฯ และด้วยความไม่เป็น ประชาธิปไตย ของสังคมซาอุฯ ทำให้จามาลถูกขู่ฆ่าหลายครั้ง จนเขาต้องอพยพ เป็นผู้ลี้ภัย ของสหรัฐอเมริกา

การเสียชีวิต ของจามาล ในฐานะผู้ลี้ภัย ของสหรัฐฯ และนักข่าว ของ วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) สร้างความเดือดดาล ให้กับ รัฐบาล และประชาชนชาวสหรัฐฯ อย่างมาก จนถึงขั้นมีการส่ง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ซีไอเอ (CIA) หน่วยสืบสวน ของสหรัฐฯ ไปที่ตุรกี เพื่อค้นหาความจริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้แรงกดดันข้ามมาถึง WWE ที่กำลังจะจัดโชว์ศึกใหญ่ครั้งที่ 2 ที่ซาอุฯ ในโชว์ Crown Jewel (คราวน์ จีเวล) ซึ่งการตายของจามาล เกิดขึ้นก่อนจัดโชว์นี้ เป็นเวลา 1 เดือนพอดิบพอดี

แม้จะมีแรงกดดัน จากฝั่งการเมือง ให้ WWE ยกเลิกโชว์ ที่ซาอุดิอาระเบีย แต่ WWE ที่รับเงินก้อนโต มาจากทางซาอุฯ ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า ยอมปิดตา และเดินหน้าจัดโชว์ต่อไป ท่ามกลางเสียงวิจาร์ณของสังคม

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้สตาร์ดัง อย่าง จอห์น ซีนา (John Cena) และ แดเนียล ไบรอัน (Daniel Bryan) ประกาศถอนตัว จากการปล้ำที่ซาอุฯ ทั้งที่สองคนนี้ แต่เดิมมีโปรแกรม ต้องขึ้นปล้ำ ในศึก Crown Jewelcena-bryan-jewel

เนื่องจากทั้งสองคน ต้องการประท้วง ต่อการเสียชีวิต อย่างเป็นปริศนา ของจามาล รวมถึงเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเอง จากกรณีที่เกิดขึ้น แม้การเสียชีวิต ของจามาล จะไม่ได้เกิดขึ้นในดินแดนของ ซาอุดิอาระเบีย ก็ตาม

นอกจากสองรายข้างต้น แซมี เซย์น (Sami Zayn) เป็นอีกคนที่ปฏิเสธ การไปปล้ำที่ซาอุฯ เพราะเขาเป็นคนเชื้อสายซีเรีย ชาติที่มีปัญหาทางการเมือง กับซาอุฯ ในปัจจุบัน 

รวมไปถึงอดีตแชมป์โลก อย่าง เควิน โอเวนส์ (Kevin Owens) ซึ่งปฏิเสธ การไปทำงานที่ซาอุฯ เพื่อสนับสนุนจุดยืนของเพื่อนซี้ อย่างเซย์น ที่ต่อต้าน รัฐบาลซาอุฯ กับการมีส่วน สนับสนุน ให้เกิดสงครามกลางเมือง ในซีเรีย 

อย่างไรก็ตาม ขณะที่หลายคน สามารถถอนตัว ออกจากการปล้ำที่ซาอุฯ บางคนอาจไม่โชคดีแบบนั้น เดฟ เมลท์เซอร์ (Dave Meltzer) กูรูของวงการมวยปล้ำ เปิดเผยว่า นักมวยปล้ำส่วนใหญ่ ไม่ต้องการไปปล้ำที่ ซาอุดิอาระเบีย แต่ไม่ใช่ทุกคน ที่สามารถทำตามความปรารถนา ของตัวเอง

“ไบรอัน สามารถถอนตัวได้ เพราะเขามีอำนาจหลังฉาก เขาคือสตาร์ระดับสูง รับค่าเหนื่อยระดับต้นของสมาคม แต่คนอื่นไม่มีสิทธิ์แบบนั้น” 

“คนส่วนใหญ่ ไม่อยากไปปล้ำที่ซาอุฯ ทุกคนรู้ดีว่า การไปปล้ำที่นั่นจะเจอแต่ปัญหา หลายคนบอกผมว่า ที่นั่น ไม่ใช่สถานที่ ที่ควรจะจัดโชว์มวยปล้ำด้วยซ้ำ”

“นักมวยปล้ำบางคนบอกว่า การปล้ำที่นั่น มันแย่กว่าที่ทุกคนคิด มีนักมวยปล้ำคนหนึ่ง พูดกับผมว่า เขาจะไม่มีทาง กลับไปปล้ำที่นั่นอีก น่าเสียดาย ที่เขาไม่มีอำนาจ ตัดสินใจเรื่องนี้”

ไม่มีพื้นที่ สำหรับผู้หญิง

ในขณะที่นักมวยปล้ำชายบางคน ยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะไปทำงาน ที่ซาอุดิอาระเบียหรือไม่ แต่นักมวยปล้ำหญิง ไม่มีทางเลือกแบบนั้น เพราะพวกเธอ ไม่ได้รับสิทธิ์ให้ไปปล้ำที่ซาอุฯ ตามกฎหมายของชาติตะวันออกกลาง

เป็นที่รู้กันดีว่าสิทธิสตรี ในพื้นที่ของชาติอาหรับ ยังไม่ได้รับการเปิดรับ แบบชาติตะวันตก ก่อนหน้านี้ ที่ซาอุดิอาระเบีย ถึงขั้นมีกฎหมาย ห้ามผู้หญิงเล่นกีฬา เสียด้วยซ้ำ

แม้จะมีการผ่อนปรนในช่วงหลัง เช่น การส่งนักกีฬาหญิง เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก ครั้งแรกในปี 2012 แต่ประเภทกีฬา ยังคงถูกจำกัด แค่ 2-3 ชนิดกีฬา ซึ่งต้องเป็นกีฬา ที่ผู้หญิง สามารถใส่ชุดคลุมทั้งตัว (เว้นเพียงส่วนใบหน้า) ลงแข่งขันได้

ดังนั้น สำหรับกีฬามวยปล้ำอาชีพ ที่นักมวยปล้ำหญิง ใส่เครื่องแต่งกายน้อยชิ้น ขึ้นสู่สังเวียน จึงแทบเป็นไปไม่ได้ ที่กีฬาประเภทนี้ จะอนุญาตให้ผู้หญิงทำการแข่งขัน ในซาอุดิอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากแฟนมวยปล้ำ และนักสิทธิมนุษยชน ถาโถมโจมตี ไปหา WWE เนื่องจากก่อนหน้านี้ WWE มีส่วนสำคัญ ในการผลักดันสิทธิสตรี สร้างความเท่าเทียม มาโดยตลอด ถึงขั้นสามารถจัดแมทช์ มวยปล้ำหญิง ครั้งแรก ในพื้นที่เอเชียตะวันออกกลาง ที่อาบู ดาบี ประเทศสหรัฐ อาหรับ เอมิเรตส์ เมื่อปี 2017

การตกลงจัดโชว์ระดับศึกใหญ่ของ WWE ที่ซาอุฯ โดยไม่มีนักมวยปล้ำหญิงขึ้นปล้ำ จึงเป็นเหมือนการทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม จุดยืนที่ WWE ทำมาโดยตลอด และมีการเรียกร้อง ให้ยกเลิกจัดโชว์ที่ซาอุฯ

สมาคมมวยปล้ำ อันดับหนึ่งของโลกแห่งนี้ หนีไม่พ้นคำต่อวิจารณ์ ที่ว่า WWE ลืมอุดมการณ์ของตัวเอง และยอมแพ้ ให้กับเงินก้อนโต อันหอมหวานเสียแล้ว

“ผมเข้าใจถ้าคนจะตั้งคำถาม กับการกระทำของเรา แต่คุณต้องเข้าใจ ว่าวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน” ทริปเปิล เอช ผู้บริหารของ WWE ที่มีส่วนสำคัญ กับการผลักดันสิทธิสตรี ออกมาปกป้องการกระทำของสมาคม

อันที่จริงแล้ว WWE มีคววามพยายาม ที่จะจัดแมทช์การปล้ำ หญิงให้เกิดขึ้นให้ได้ ที่ซาอุดิอาระเบีย เช่น ในศึก Super ShowDown (ซุปเปอร์ โชว์ดาวน์) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในตอนแรก ทาง WWE ได้วางแมทช์การปล้ำ ของนักมวยปล้ำหญิงเอาไว้

อย่างไรก็ตาม แมทช์ที่วางเอาไว้กลับถูกถอดออกจากโชว์ เพราะทางรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ไม่อนุญาตให้ WWE จัดแมทช์ปล้ำหญิง ในประเทศของตัวเอง

สุดท้าย WWE ไม่สามารถหนีคำวิจารณ์ กับการร่วมมือกับทางซาอุฯ ในขณะที่ประเด็นสิทธิสตรี ยังไม่คืบหน้า แต่ WWE เชื่อว่า สักวันสมาคมแห่งนี้ จะจัดแมทช์มวยปล้ำหญิง ให้เกิดขึ้นจริง บนดินแดนแห่งนี้

“นักมวยปล้ำหญิงของเรา อาจไม่สามารถเข้าร่วม โชว์ที่ซาอุฯ ในเวลานี้ แต่เรากำลังหารือ ถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด ด้วยความหวังที่เรามี ผมเชื่อว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีแมทช์มวยปล้ำหญิง เกิดขึ้นใน WWE” ทริปเปิล เอช กล่าว

จนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่าง WWE กับซาอุดิอาระเบีย แม้จะโดนต่อต้านจากรอบด้าน ทั้งแฟนมวยปล้ำ ถึงคุณภาพโชว์สุดห่วย, จากนักสิทธิมนุษยชน ในด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในซาอุฯ

แต่จำนวนเงินมหาศาล ที่ WWE ได้จากรัฐบาลซาอุฯ ถือว่ามากพอ ทำให้ WWE มองข้ามเรื่องราวข่าวฉาว ที่เกิดขึ้น เพราะในโลกธุรกิจแล้ว กำไรและเม็ดเงิน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด มากกว่าสิทธิมนุษยชนข้อไหนๆ

Uncategorized

โรนัลโด้ (R9) ตัด ซาโมราโน่ (1+8) พระเอกมีได้แค่คนเดียว?

โรนัลโด้ (R9) ตัด ซาโมราโน่ (1+8)  พระเอกมีได้แค่คนเดียว?

โลกฟุตบอลมีเรื่องคลาสสิกเกิดขึ้นมากมายในทุกๆ ปี ถ้าพูดถึงใบเเดงนัดชิงเราก็จะนึกถึงเฮดบัตต์ของ ซีเนดีน ซีดาน ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006, ผู้รักษาประตูเหวอนัดชิงดำคงหนีไม่พ้นช็อตเหวอ 2 ครั้งซ้อนของ ลอริส คาริอุส ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2018, พลิกนรกใน 45 นาทีเราก็นึกถึง ลิเวอร์พูล ในรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2005 ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมาคือเรื่องที่คอลูกหนังทุกคนจำมันได้ดี และเชื่อว่าแทบทุกคนคงเคยเห็นมานักต่อนัก

 

ทว่าเรื่องที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือเรื่องของ “การแย่งเบอร์เสื้อ” ซึ่งหากจั่วหัวประเด็นนี้คงไม่มีเรื่องใดจะน่าสนใจไปมากกว่าตำนานหมายเลขเสื้อ 1+8 ของ อิวาน ซาโมราโน่ สมัยเล่นกับ อินเตอร์ มิลาน อีกเเล้ว …

ในช่วงที่ดีที่สุด ซาโมราโน่ ไม่เป็นสองรองใครสำหรับตำแหน่งดาวยิงหมายเลข 9 เขาไม่เลี้ยงบอลมากมาย ไม่มีสเต็ปเท้าที่รวดเร็ว เพียงแต่หากปล่อยให้เขาอยู่ในกรอบเขตโทษและมีพื้นที่เพียงนิดเดียวเขาจะจัดการฝังคุณจากการยิงได้ในทุกรูปแบบไม่ว่าจะ เท้าซ้าย, เท้าขวา และ การโหม่งประตู

หากใครที่ไม่เคยเห็นเขาเล่นมาก่อน อาจจะฟังดูเหมือนเว่อร์ แต่กับ 3 สโมสรก่อนหน้าที่เขาจะมาอยู่กับ อินเตอร์ (เซนต์ กัลเลน,เซบีย่า และ เรอัล มาดริด) ค่าเฉลี่ยในการยิงประตูของเขานั้นช่างยอดเยี่ยม ทุกๆ 2 เกม ซาโมราโน่ จะยิงประตูได้เสมอ นี่ยังไม่ย้อนไปถึงตอนที่เล่นในอเมริกาใต้ที่เขายิงประตูสูสีจำนวนเกมที่ลงสนามเลยทีเดียว

และต่อจากนี้เรากำลังจะเล่าถึงวันที่เขาเสียตำแหน่งดาวยิงให้กับผู้มาใหม่ ว่ากันว่าการมาของ โรนัลโด้ คือคนที่ทำให้เกิดเรื่องการเปลี่ยนเบอร์เสื้อสุดอลวนนี้…

แต่ความจริงมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น ใครกันแน่ที่ทำให้ฮีโร่คนเก่าดาวยิงเบอร์ 9 อย่าง “แบม แบม” ต้องยอมสละเบอร์แห่งดาวยิง และหาเบอร์ใหม่ใส่แบบกระทบ 2-3 ชิ่งจนมาลงเอยที่เบอรฺ์ 1+8 นี้…ติดตามเรื่องราวทั้งหมดกับเราได้ที่นี่Ivan Zamorano

น้องใหม่…ใหญ่คับทีม?

ย้อนไปเมื่อปี 1996 โรนัลโด้ คือดีลซูเปอร์คุ้มของ บาร์เซโลน่า เพราะในตอนที่ดึงตัวมาจาก พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น เขาคือนักเตะอายุเพียง 20 ปี แต่กลับถูกขนานนามว่าเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ทว่ายิ่งเก่งกลับยิ่งมีปัญหา เขาถือแต้มต่อเยอะและทาง บาร์ซ่า ก็เหมือนจะไม่อยากเสียเหลี่ยมให้นักเตะคนใดใหญ่กว่าทีม

ตลอดเวลากับ บาร์เซโลน่า เอเย่นต์ของ โรนัลโด้ พยายามจะพูดคุยเกี่ยวกับการต่อสัญญาใหม่ตลอดเวลา ด้าน บาร์เซโลน่า ก็ออกมาประกาศชัดเจนว่า “เขาจะเป็นของเราไปตลอดชีวิต” โดยคาดกันว่าจะมีการต่อสัญญาฉบับใหม่ยาวออกไปถึง 9 ปี ขณะที่ โรนัลโด้ จะได้ค่าตอบแทนปีละ 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่เพียงแค่วันต่อมา เรื่องราวก็พลิกกลับตาลปัตรราวกับดึงเบรกมือยูเทิร์น 180 องศา แถมยังมีรายงานว่าสิ่งต่างๆ ที่ประกาศกันใหญ่โตเกิดขึ้นเพราะเอเย่นต์ของโรนัลโด้ที่พยายามจะเล่นสงครามจิตวิทยากับบอร์ดบริหาร

“ทุกสิ่งที่ นูเญซ (ประธานสโมสร) บอกมามีเเต่เรื่องโกหก เราไม่เคยได้เจรจาเรื่องสัญญากับพวกเขาเลย” โรนัลโด้ เองก็โบ้ยว่าฝั่งเขาก็ไม่ได้รับอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน “เขาบอกอย่างหนึ่งและคุยกับเอเย่นต์ของผมอีกอย่างหนึ่ง เขาโกงเรามา 7 เดือนและมันเป็นเรื่องน่าเศร้า” “อิล เฟโนเมโน่” ให้สัมภาษณ์ย้อนไปในความเจ็บปวดกับปีที่เขาเป็นทุกอย่างให้ บาร์เซโลน่า แต่ข้อตกลงทั้งหมดกลับถูกเปลี่ยนแปลง

จังหวะนั้น อินเตอร์ มิลาน ที่มี มัสซิโม่ โมรัตติ เป็นนายหัวสบช่องมองเห็นโอกาสมากมายกับความระส่ำระสายที่ คาตาลัน เขารู้แน่ว่าหากใช้ทุกไม้ตายมาโน้มน้าวให้ โรนัลโด้ ย้ายมาอยู่กับ อินเตอร์ ได้ โอกาสที่ทีมจะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนยุค 1960 ก็เพียงแค่เอื้อม

“ไม่มีใครคิดว่าการดึงเขาออกจากอ้อมอกของ บาร์เซโลน่า จะเกิดขึ้นได้ นอกจากผมคนเดียวเท่านั้น” โมรัตติ เล่าถึงเหตุการซื้อตัวโลกตะลึงในเวลานั้น “เขามีปัญหากับ บาร์เซโลน่า ผมจึงมุ่งหน้าไปเจรจาเรื่องนี้ที่ ปาดัว พร้อมกับ จิโอวานนี่ บรังชินนี่ เพื่อปิดจ็อบของเรา”

ทุกอย่างที่ โมรัตติ ให้การไว้ตรงกับสิ่งที่ โรนัลโด้ บอกเป๊ะ นั่นจึงทำให้เช้าวันที่ 20 มิถุนายน 1997  สโมสร อินเตอร์ เปิดงานแถลงข่าวใหญ่โตด้วยการคว้าตัวโรนัลโด้ มาจาก บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวสถิติโลก 27 ล้านยูโรronaldo

สิ่งที่ตามมากับความดังกระหึ่มในการเปิดตัวนอกจากคุณภาพที่ดาวยิงวัยรุ่นผู้นี้มี คือเรื่องการตลาดนอกสนาม อินเตอร์ กลายเป็นทีมที่ดูหรูหราราคาแพงขึ้นมาชัดเจน ณ เวลานั้น เซเรีย อา กำลังครองโลก ในขณะที่ ยูเวนตุส มี อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ และ ซีดาน, มิลาน มี พาทริก ไคลเวิร์ต ดังนั้น อินเตอร์ ก็จำเป็นต้องซื้อ โรนัลโด้ เพื่อแสดงจุดยืนว่าพวกเขาเอาจริงมากแค่ไหน ขณะที่ โมรัตติ ก็สนิทสนมเอาใจดาวยิงคนใหม่เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตามซอกหลืบอีกมุมหนึ่ง ฮีโร่คนเก่าชาวชิลีก็ต้องยอมรับสถานะตัวเองอยู่กลายๆ ว่ากำลังถูกคลื่นลูกใหม่ไล่ซัด เขาคนนั้นคือ อิวาน ซาโมราโน่ ซึ่งกำลังอายุเข้าเลข 3 พอดิบพอดี

 

พระเอกโดนแย่งซีน

โรนัลโด้ เลือกเสื้อหมายเลข 10 ในปีแรกกับ เนรัซซูรี่ เขาไม่ปล่อยให้ใครติฉินว่าได้สิทธิพิเศษจากทีม โดยแสดงออกทันทีว่าเขาเก่งจริง ต่อให้เปลี่ยนสนาม เปลี่ยนลีก เปลี่ยนทีม เขาก็ยังเห็นการยิงประตูเป็นเหมือนของหวานอยู่ดี

เขายิงไป 34 ลูกตลอดทั้งฤดูกาลและพา อินเตอร์ คว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ขณะที่ ซาโมราโน่ ที่ในฤดูกาล 1997-98 ยังคงสวมเสื้อหมายเลข 9 อยู่ กลับมีสถิติการยิงประตูตลอดฤดูกาลเพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น จากที่เคยทำได้ 14 ประตูในปีที่เเล้ว ขณะที่โอกาสลงสนามของเขามีเพียง 20 เกม นับว่าหายไปแบบครึ่งต่อครึ่งเพราะในฤดูกาล 1996-97 เขาลงเล่นมากถึง 47 นัด เลยทีเดียว

หากบอกด้วยตัวเลขอาจจะยังไม่เห็นภาพ ช่วงเวลาก่อนที่ โรนัลโด้ จะมานอกจากหน้าที่ยิงประตูจะเป็นของ ซาโมราโน่ แล้ว เขายังเป็นพี่ใหญ่ในห้องเเต่งตัว ปลุกใจขับเคลื่อนเพื่อนๆ ในทีมไปข้างหน้าได้ นี่คือเรื่องที่แม้แต่คนเป็นโค้ชยังยอมซูฮก

“ผมยังจำได้ดี เขาเป็นเหมือนจิตวิญญาณของทีม” จิจี้ ซิโมนี่ กุนซือของ อินเตอร์ ในช่วงที่ซาโมราโน่คุมทัพอยู่กล่าว “ยังจำภาพที่เขาปลุกใจทุกคนในทีมก่อนลงสนามได้อยู่เลย การเเข่งขันแต่ละนัดเป็นเหมือนสงครามของเขา ไม่ใช่เรื่องของจิตใจอย่างเดียวนะ หมอนี่ยังเป็นนักเตะที่เก่งสุดๆ ไปเลย”

ว่าก็ว่าเถอะนอกจากจะเสียตำแหน่งในสนามเเล้ว ซาโมราโน่ ยังเสียตำแหน่งลูกรักของ โมรัตติ ให้กับ โรนัลโด้ ไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ครั้งหนึ่งย้อนกลับไปสัก 2 ปี โมรัตติ เองก็เคยทำกับ ซาโมราโน่ เหมือนกับที่เคยทำกับ โรนัลโด้ โดยเฉพาะในช่วงปี 1996 ช่วงที่ท่านประธานลงทุนเจรจาดีลแลกตัวระหว่าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็คซ้ายที่อยู่กับ อินเตอร์ เพื่อแลกกับ ซาโมราโน่ ที่ตอนนั้นเล่นให้กับ เรอัล มาดริด จนมีเรื่องกับ ฮอร์เก้ บัลดาโน่ บอร์ดบริหารทีมชุดขาว

“ในปี 1996 ผมมีข้อเสนอเยอะมาก บาเยิร์น, โมนาโก, ยูเวนตุส และ แอตฯ มาดริด แต่หลังจากที่พบกับ โมรัตติ ผมรู้ทันทีว่าเจอทีมที่ใช่แล้ว เขาชวนผมมาอยู่กับอินเตอร์ด้วยตัวเองเลย” วันหวานๆ ของ ซาโมราโน่ และ โมรัตติ ก็เป็นเช่นนี้เอง

นักเตะจากละตินหลายคนไม่ค่อยชอบนักที่จะเป็นรองใคร พวกเขามีอีโก้สูงๆ กันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่กับ ซาโมราโน่ เขาเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี เขาไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด โรนัลโด้ เลยแม้แต่น้อย และยังพูดถึงในแง่ของความยอดเยี่ยมของ โรนัลโด้ เสมอ

ทว่าในฤดูกาล 1998-99 โรนัลโด้ ก็เปลี่ยนจากที่เคยสวมเสื้อหมายเลข 10 ของ อินเตอร์ เป็นเบอร์ 9 ที่ ซาโมราโน่ ใส่มาตลอดไม่ว่าจะกับสโมสรไหนหรือในทีมชาติก็ตาม จุดนี้นี่เองที่ทำให้ใครต่อใครมโนกันไปไกลหลายลี้ “โรนัลโด้เอาจนได้สินะ” “โมรัตติ ตัดสินเเล้วว่าใครเป็นลูกรักเบอร์ 1” “ซาโมราโน่ กำลังประชดสโมสรด้วยการใส่เสื้อ 1+8 ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเเล้วแน่นอน” นี่คือสมมุติฐานที่โลกต่างวิพากษ์ถึงกรณีเปลี่ยนเบอร์เสื้อครั้งนี้

นี่ไม่ใช่เรื่องของ ซาโมราโน่ กับ โรนัลโด้ เลยแม้แต่น้อย มันมีบุคคลที่ 2, 3 และ 4 เข้ามาเอี่ยวด้วย

 

ไม่ต้องขอก็จะให้

ถ้าคุณคิดว่า โรนัลโด้ มาเพราะยิงประตูแบบระเบิดเถิดเทิงเเละพา อินเตอร์ คว้าแชมป์เพียงอย่างเดียวขอบอกว่าคุณพลาดเเล้วล่ะ!ronaldo zamorano

ในช่วงก่อนที่จะได้ตัว โรนัลโด้ จาก บาร์เซโลน่า ในปี 1997 นั้น อินเตอร์ มิลาน เหลือสัญญาสปอนเซอร์ชุดแข่งจาก อัมโบร เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น นายหัวโมรัตติ จัดการทำในสิ่งที่แยบยลขึ้น โดยที่น้อยคนนักจะหยั่งถึงการเดินหมากของเขาครั้งนี้

“ผมบอกกับ ไนกี้ ว่าหากผมเอา โรนัลโด้ มาอยู่ในทีมได้ พวกเขาจะต้องมอบข้อเสนอก้อนโต แตกต่างจากที่ให้กับทีมอื่นสำหรับ อินเตอร์ มิลาน เท่านั้น” โมรัตติ เล่าถึงวิธีการเจรจาแบบ Like A Boss ในวันนั้น

ทาง ไนกี้ รับเดิมพันทันที พวกเขาไม่คิดว่า อินเตอร์ จะเอา โรนัลโด้ มาได้ … แต่ถ้าได้มาจริงๆ แล้วจะมีอะไรเสียหายล่ะ? ไนกี้ ก็จะได้ไปอยู่บนหน้าอกของนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก ซึ่งสวมสตั๊ดตรา Swoosh ตั้งแต่ตอนย้ายมาเล่นในยุโรปกับ PSV และถ้าไม่ได้พวกเขาก็จะกำไรไปอีก เพราะจะจ่ายค่าสนับสนุนให้ อินเตอร์ น้อยลง เรียกว่างานนี้ไนกี้มองตัวเองว่าเหลี่ยมไหนก็วิน ซึ่ง โมรัตติ เองเก็งข้อสอบถูกเป๊ะ ปลาใหญ่ฮุบเหยื่อของเขาเข้าเเล้ว

“พวกเขาไม่เชื่อผมหรอกถึงบอกตกลงในตอนแรก มันเป็นความตั้งใจของผมเอง เมื่อคุณซื้อสโมสรคุณย่อมฝันที่จะได้เห็นสิ่งพิเศษอะไรบางอย่าง เช่นสิ่งที่ผมกำลังทำ นั่นคือการซื้อ-ขายที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด” โมรัตติ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ก่อนฤดูกาล 1998-99 จะเริ่ม ไนกี้ ต้องจ่ายเงินก้อนโตกับการเป็นสปอนเซอร์ให้กับ อินเตอร์ อย่างเต็มตัว แต่ขนหน้าแข้งกลับไม่ร่วง เพราะพวกเขาเองก็ดีอกดีใจมากเมื่อการดีลกับ อินเตอร์ ทำให้พวกเขาจะได้สิทธิ์ในตัว โรนัลโด้ ทั้งในทีมชาติ (ไนกี้เป็นผู้สนับสนุนบราซิลตั้งแต่ปี 1997 ถึงปัจจุบัน) และในสโมสร ในเวลาเดียวกันอีกต่างหาก  

ทุกอย่างประดังประดาเข้ามาพร้อมกันหมด ในฟุตบอลโลกปี 1998 โรนัลโด้ ระเบิดฟอร์มจนโด่งดังคนรู้จักไปทั่ว ภาพหนุ่มหัวโล้นใส่เสื้อสีเหลืองหมายเลข 9 ติดตาคนทั้งโลกจากฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสครั้งนั้น ดังนั้น ไนกี้ จึงมองการไกลด้วยการสร้างแบรนด์ให้กับ โรนัลโด้ นั่นคือ “R9” ซึ่งหมายความว่าการโปรโมตจะสมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อหอกชาวบราซิลได้ใส่เบอร์ 9 กับ อินเตอร์ ด้วย … นั่นหมายถึงเสื้อของ ซาโมราโน่ นั่นเอง

เรื่องนี้เหนื่อยถึงมือ โมรัตติ ประธานสโมสรที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะต้องรับบทบาทคนไปบอกกับ ซาโมราโน่ ว่าเสื้อเบอร์ 9 ของเขากำลังจะเป็นของ โรนัลโด้ ในฤดูกาลใหม่ ทว่าเมื่อ โมรัตติ เอ่ยปากได้ไม่ทันจบประโยค ซาโมราโน่ ทำให้ทุกคนผิดคาดหมด เพราะ “เอาไปสิ” คือสิ่งที่เจ้าตัวเอ่ย

“โรนัลโด้ คือปรากฎการณ์ที่แท้จริง ผมจำได้ว่าโมรัตติตัดสินใจจะเลือกเบอร์ 9 ให้กับ โรนัลโด้ หลังจากที่เขาแพ้ในรอบชิงฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งผมไม่ติดใจอะไรเลยสำหรับเรื่องนี้” แบม แบม มีความเป็นมืออาชีพเต็ม 100 และเข้าใจโลกของฟุตบอลที่มีธุรกิจมาเกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้

“ผมเป็นคนเริ่มเรื่องนี้เอง โรนัลโด้ กลับมาจากฟุตบอลโลกปี 1998 และเขากำลังดังระเบิด ผมเลยตัดสินใจยกเสื้อหมายเลข 9 ให้กับเขาด้วยตัวเองนี่แหละ”

เขายกให้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง และทั้ง 2 คนยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนถึงทุกวันนี้ …

ยัง! ยังไม่จบ การใส่ 1+8 ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เพราะแค่โดนเเย่งเบอร์ 9 ไป ไม่น่าจะใช่ปัญหาเพราะ ซาโมราโน่ สามารถสลับไปใส่เบอร์ 10 ของโรนัลโด้ได้ และสำหรับนักเตะอเมริกาใต้เสื้อเบอร์ 10 ก็เท่ไม่หยอกเลยทีเดียว ดาวยิงชาวชิลีกำลังจะเลือกเบอร์ 10 อยู่แล้วแท้ๆ สุดท้ายก็มีเรื่องให้ปวดหัวจนได้

 

จบเรื่องด้วย 1+8

เสื้อเบอร์ 10 ของ โรนัลโด้ กลายเป็นของผู้มาใหม่ และเขาคนนั้นคือ โรแบร์โต้ บาจโจ้ เทพบุตรเปียทองคำของวงการฟุตบอลอิตาลี

แน่นอนว่า บาจโจ้ เติบโตมาตั้งแต่หนุ่มยันเเก่ก็สวมเบอร์ 10 ตลอด ตั้งแต่ ฟิออเรนติน่า, ยูเวนตุส, มิลาน และ ทีมชาติอิตาลี แล้วเเบบนี้ชายผู้เสียสละอย่าง ซาโมราโน่ ต้องทำอย่างไรต่อ?

เป็นอีกครั้งที่ความง่ายของ ซาโมราโน่ ทำให้ทุกอย่างไม่ต้องถกเถียงกันเยอะ อย่างที่เคยได้บอกไว้เขาเป็นแข้งละตินที่เถรตรง ฟุตบอลคือการวัดฝีเท้ากันในสนาม เรื่องเบอร์เป็นเพียงองค์ประกอบที่ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขานัก เขาตัดปัญหาทุกอย่างด้วยการไม่เลือกเบอร์ 10 ซึ่งอาจจะทำให้เรื่องยาวได้ ด้วยการเปลี่ยนเบอร์ใหม่เสียให้เป็นเบอร์ 18 แถมทำให้เก๋ขึ้นด้วยการใส่เครื่องหมาย + เข้าไปด้วย นั่นหมายความว่า 1+8 = 9 เขาเเค่เปลี่ยนเบอร์เสื้อเท่านั้นแต่ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิมzamorano-inter

“เบอร์ 1+8 มายังไงน่ะเหรอ? อ๋อ ก็ผมยกเบอร์ 9 ให้กับ โรนัลโด้ ไง จากนั้นผมเลยไปปรึกษากับ ซานโดร มาซโซล่า และเขาก็บอกให้ผมใส่เบอร์ 18 แล้วเติมเครื่องหมาย + ไปตรงกลาง เราขออนุญาตไปยังสมาพันธ์ด้วยนะ ทุกอย่างถูกต้องทั้งหมด มันเลยเป็นประวัติศาสตร์ยังไงล่ะ”

ในแง่มุมของมนุษย์คนหนึ่ง ซาโมราโน่ คือไอ้หนุ่มที่มองโลกในแง่ดีอย่างที่สุด นั่นคือเหตุผลที่เขาจึงเป็นที่รักของแฟนๆ อินเตอร์ มิลาน และถูกสโมสรเชิญกลับมาเป็นแขก VIP ในวาระสำคัญต่างของสโมสรจนถึงทุกวันนี้

“สำหรับผม ฟุตบอลคือความพยายามและความมุ่งมั่น ผมอาจจะไม่ใช่นักเตะที่ยอดเยี่ยมแต่แฟนๆ มักจะพูดถึงผมในเรื่องนี้ ผมคิดเสมอว่าทุกครั้งที่บอลอยู่กับเท้าคือการได้จับบอลเป็นครั้งสุดท้าย”“ส่วนเรื่องเบอร์เสื้อน่ะเหรอ? ก็ให้เขาไปเถอะเบอร์ 9 น่ะ ผมปลอบใจตัวเองด้วยเบอร์ 1+8 … แล้วมันดันดังซะด้วยสิ” เขาหัวเราะส่งท้าย

Uncategorized

เมียจ๋าอย่าดิ้น “แบกเมียเข้าเส้นชัย” กีฬาใจๆ ของพ่อบ้าน (ใจกล้า)

เมียจ๋าอย่าดิ้น “แบกเมียเข้าเส้นชัย” กีฬาใจๆ ของพ่อบ้าน (ใจกล้า)

โลกเรานี้มันมีเรื่องแปลกๆมากมาย บางครั้งเราเองก็ไม่แน่ใจว่ากิจกรรมบางอย่างของคนบางกลุ่มถูกยอมรับในสากลได้อย่างไร นั่นล่ะครับเรากำลังจะพูดถึงเรื่องเด่นของเราในวันนี้ นั่นคือกีฬา “แข่งแบกเมีย”

 

แค่ชื่อก็ดูๆไปแล้วเหมือนหาเรื่องใส่ตัวสำหรับผู้เข้าเเข่งกันฝ่ายชายเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้อ่านมีประสบการณ์ชีวิตคู่ก็น่าจะพอเข้าใจความรู้สึกได้ว่า ยิ่งคบกันนานเท่าไหร่ น้ำหนักของเหล่ากวางน้อยของก็เรายิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น…ก็เหมือนความรักเราสองคนเลย

จากกรณีดังกล่าวแค่อุ้มเฉยๆก็หลังแทบยอกเเล้ว แต่เมื่อคุณลงเเข่งขัน Wife carrying คุณต้องแบกเมียสุดที่รักวิ่งข้ามอุปสรรคต่างๆนาๆ บ่อโคลนบ้างล่ะ กระโดดข้ามกองฟางบ้างล่ะ หรือแม้แต่วิ่งลุยน้ำก็ยังมี มันจะลำบากแค่ไหนกันหนอ แค่คิดภาพก็ปวดบั้นเอวเเล้ว

กระนั้นมนุษย์เราก็ดั้นด้นผลักดันกีฬาแบกเมียให้เป็นกิจกรรมที่ใหญ่โตระดับโลกจนได้ และถ้าคุณสงสัยว่าพ่อบ้านเหล่านี้คิดอะไรจึงหาเรื่องใส่ตัวแทนที่จะเอาแรงไว้เตะฟุตบอลกลับเอามาแบกเมีย  นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เราจะพาคุณไปล้วงลึกถึงตำนานกีฬาชนิดนี้วิ่งแบกเมีย

ขุดกันตั้งแต่ต้นกำเนิด

เมื่อมันเป็นกีฬาที่มีความแหวกก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้นกำเนิดมันจะแปลกๆไปตามๆกัน คือเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 1800 ซึ่งมีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งชื่อว่า “แก๊ง รอนไคเน่น” ซึ่งถึงว่าเป็นอภิมหาชั่วตัวท็อปแห่งยุคเลยก็ว่าได้พวกเขาเหล่านี้นอกจากยกเค้า, ปล้น และ ขโมยทรัพย์สินมีค่าแล้ว ยังขยี้หัวใจเจ้าของบ้านด้วยการแบกหญิงสาวในหมู่บ้านขึ้นบ่า ก่อนจะพากลับไปยังดินเเดนของตนเเละเปลี่ยน “เมียคนอื่น” ให้เป็น “เมียของข้า” ในช่วงเวลาหลังจากนั้น

ว่ากันว่าเจ้าแก๊ง “รอนไคเน่น” ตำนานแห่งเเดนฟินเเลนด์นั้น เอาจริงเอาจังมากๆกับการขโมยเมียของชาวบ้าน ถึงขนาดที่ว่ามีการฝึกฝนเรื่องการแบกหามโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าฝีมือการใช้อาวุธนั้นไม่สำคัญเท่าพลังการแบกหากคุณอยากจะอยู่แก๊งนี้

โดยตามตำนานว่ากันแก๊งคนโฉดนี้สามารถแบกของได้หนักกว่าน้ำหนักตัวเอง 2-3 เท่า และกิจกรรมยามว่างของพวกเขาคือการซ้อมแบกกระสอบเพื่อทำให้การปล้นแต่ละครั้งเสร็จกิจไวที่สุด     

แม้คุณผู้อ่านจะคิดในใจว่า “เอ๊ะ แทนที่จะเอาเวลาไปแบกกระสอบเป็นปีๆ เพื่อไปเอาไปแบกเมียคนอื่นเเล้ววิ่งหนี สู้เอาเวลาไปจีบสาวเสียเองเลยมันจะไม่ประหยัดเวลากว่าหรือ?” ….ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าา “ใช่ เราก็คิดแบบนั้น”  แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ รสนิยมของคนเราไม่เหมือนกัน พวกเขาเหล่านั้นอาจจะชอบเสพความตื่นเต้นจากการแย่งชิงก็เป็นได้….  

ทุกตำนานย่อมมีเหตุผลและมีเบื้องลึกที่อาจคลาดเคลื่อนกันได้เสมอดังคำกล่าวที่ว่าประวัติศาสตร์เปลี่ยนได้ด้วยปากกา จากการฝึกซ้อมเพื่อแย่งเมียคนอื่นก็กลายเป็นการฝึกซ้อมความแข็งแกร่งเพื่อแบกเมียของตัวเอง ซึ่งที่สุดเเล้วจากวีรกรรมของขุนโจร ก็กลายมาเป็นกีฬาของเหล่าพ่อบ้านของประเทศฟินแลนด์ใช้เเสดงความรักต่อศรีภรรยาคู่ใจในท้ายที่สุดการแข่งขันแบกเมียแบบยุคใหม่ครั้งแรกเริ่มขึ้นในเมืองซอนคายาร์วี่ ประเทศฟินเเลนด์ในปี 1992  ซึ่ง ณ เวลานั้นยังเป็นการแข่งกันเองในประเทศ เรียกได้ว่าเป็นงานตามรอยตำนานหากจะพูดให้เห็นภาพก็คงเหมือนเมืองไทยที่มีตลาดน้ำย้อนยุคที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะแต่งตัวในแบบยุคโบราณอะไรประมาณนั้น เพราะผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่จแต่งตัวเหมือนพวกแก๊ง “รอนไคเน่น” ทั้งชุดเกราะและหมวกไวกิ้งเป็นพร็อพที่จะขาดไปเสียไม่ได้

หลังจากผ่านการแข่งขันในปีแรก ก็เริ่มได้รับความสนใจจากคู่ ผัว-เมีย จากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลกที่อยากพิสูจน์ความแข็งแกร่งและความรัก จนกระทั่งที่สุดเเล้วก็มีการใช้ชื่อรายการอย่างเป็นทางการว่า “Wife Carrying World Championships” และเพิ่มระดับความยากขึ้นด้วยการเติมอุปสรรคเข้าไปหลายๆด่านทั้งน้ำ, ทราย และ โคลน จากที่ตอนแรกเป็นการวิ่งแข่งกันเท่านั้น

 

เขาเเข่งกันอย่างไร?

แม้จะเป็นกีฬาที่ดูเหมือนจะเอาฮา แต่เมื่อเป็นการเเข่งขันระดับโลกแล้วก็ต้องมีกฎและกติกากันสักหน่อย เพียงแต่ว่าอ่านมาถึงกฎข้อแรกก็รับรู้ได้เเล้วว่ากีฬาชนิดนี้ไม่ธรรมดา เพราะพวกเขาระบุไว้ว่า “ผู้เข้าร่วมทุกคนต้องสนุกกับการเเข่งขัน” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเตือนเอาไว้ก่อนว่าหากแพ้ก็อย่าได้ถือโทษโกรธผัว เพราะกฎข้อต่อไปบอกว่า ภรรยา ที่เป็นฝ่ายถูกแบกจะต้องมีอายุเกิน 17 ปี และมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 49 กิโลกรัม  แต่ถ้าอยากจะเเข่งจริง แต่น้ำหนักเบากว่ากำหนด ก็สามารถใส่ที่ถ่วงน้ำหนักเพิ่มให้ครบ 49 กิโลกรัมได้วิ่งแบกเมีย

แต่ละกฎกติกาดูเหมือนว่าจะไม่ได้คำนึงถึงผลแพ้ชนะกันมากมายนัก นอกจากนี้ยังอนุญาตให้คู่ที่เข้าแแข่งขันไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สามี-ภรรยา กันจริงๆก็ได้

แม้ทุกอย่างจะดูชิลๆทว่าเหล่าผู้เข้าแข่งขันก็พยายามจะคิดค้นหาเทคนิคที่จะประหยัดแรงคนแบกให้มากที่สุดจนกระทั่งได้เจอท่าไม้ตายที่เรียกได้กลายเป็นท่าฮ็อตฮิตติดลมบนจนทุกคู่ที่เข้าเเข่งขันวิ่งแบกเมียต้องใช้ท่านี้ ซึ่งนั่นคือท่า “เอสโตเนีย แคร์รี” ซึ่งท่านี้จะให้ผู้หญิงพลิกกลับสลับหัวท้ายกับผู้ชาย และใช้ขาของผู้หญิงมาเป็นที่จับเพื่อช่วยผ่อนแรง ขณะที่ฝ่ายหญิงที่กำลังกลับหัวต้องกอดเอวผู้ชายเอาไว้ให้แน่นเพื่อกันหลุดและหัวทิ่มพื้น ตลอดระยะเส้นทางการแข่งขัน 253.5 เมตร

โดยท่านี้มีต้นกำเนิดจากนักเเข่งสัญชาติเอสโตเนีย ซึ่งนักแข่งสัญชาตินี้คว้าแชมป์ถึง 10 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 1998 ถึงปี 2008 เรียกได้ว่าตั้งแต่ฟินเเลนด์เปิดให้คนต่างชาติเข้าแข่ง ชาวเอสโตเนีย และเทคนิคที่เปลี่ยนโลกของพวกเขา ทำให้ไม่ต้องแบ่งแชมป์ให้กับใครเลยเป็นเวลาร่วมทศวรรษ

“ผมไม่มีความลับอะไรหรอก ก็แค่วิ่งให้เร็วและออกกำลังกายช่วงขาเยอะๆ กางแขนออกจะช่วยรักษาบาลานซ์ระหว่างเดินได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยผ่อนแรงด้วยนะ” นี่คือสิ่งที่มาร์โก้ อูซอร์ก ผู้เข้าเเข่งขันเจ้าของต้นตำรับท่า “เอสโตเนีย แคร์รี่” และคว้าแชมป์ที่ฟินแลนด์ได้ถึง 5 ครั้งเปิดใจถึงเบื้องหลังชัยชนะอันยิ่งใหญ่

แต่จริงๆแล้วหลังจากเราได้ค้นข้อมูลของ อูซอร์ก เเล้วเนี่ย เราคิดว่าเขามีความลับนะ เพียงแน่ว่าเขาคงไม่อยากจะบอกในวงกว้างสักเท่าไหร่ เพราะผู้หญิงที่เขาแบกในการเเข่งขันนี้ชื่อ เอเกิล ซอลล์ … ซึ่งเธอไม่ใช่ภรรยาของเขา  เหตุผลที่เขากล้าทำแบบนั้นก็เพราะว่า สุดที่รักของเขามีน้ำหนักมากเกินไป เรียกได้ว่าถ้ามัวแต่รักเมียจนถึงขั้นเอามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการเเข่งด้วยเเล้วรับรองว่าความฝันแชมป์โลกของ อูซอร์ก จอดไม่ต้องแจวแน่ๆ

“ก็เธอหนักเกินไปอะ …เดี๋ยวนะ นั่นฟังดูไม่ค่อยน่าจะดีเท่าไหร่ เอาใหม่ดีกว่า ผมคิดว่าเธอไม่อ้วนหรอก เพียงแต่เธอหนักเกินไปสำหรับการเเข่งขันนี้” เขากำลังให้สัมภาษณ์แบบเสี่ยงตายถึงคู่ชีวิตของเขาที่มีความสูงเกือบ 6 ฟุต และหนักถึง 127 ปอนด์ ขณะที่ ซอลล์ คู่จิ้นในสนามของเขาสูงแค่ 5 ฟุตและหนัก 101 ปอนด์เท่านั้นเอง

กฎข้อแรกของการเเข่งขันแบกเมีย “ผู้เข้าร่วมทุกคนต้องสนุกกับการเเข่งขัน” แต่ดูเหมือนว่า อูซอร์ก จะไม่สนซะเเล้ว เพราะแม้แต่เมียเขาก็ยังไม่กลัว กล้าแบกสาวอื่นๆด้วยท่าทางที่ประหลาดๆ แม้จะเเลกมาด้วยการเป็นเจ้าของสถิติโลกในเวลานี่ 56.9 วินาที แค่นี้ก็ต้องยอมรับว่าเขาช่างเป็น “พ่อบ้านใจกล้า” ตัวจริง

 

ฮิตนะครับเป็นเล่นไป

ณ ด้วยความแหวกแนวของการแข่งขัน ที่มีทั้งแบบเเข่งขันกันแบบจริงจังอย่างได้ที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว การแข่งขันแบกเมียนี้ยังถูกจัดประเภทให้สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ไม่ได้หวังชนะแต่อยากจะมาสนุกด้วยการแจกรางวัลคอสตูมหรือเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีการเรียกเสียงฮาด้วยสลับให้ภรรยามาแบกสามีก็มีวิ่งแบกเมีย

ความหลากลายในรูปแบบทำให้ปัจจุบันการแข่งขันแบกเมียชิงแชมป์โลกแข่งขันกันมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน นับรวมเป็นระยะเวลา 21 ปี นอกจากนี้ยังมีการแตกสาขาเป็นระดับชิงแชมป์หลายสนามหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย, หลายชาติในอเมริกาเหนือ, สหราชอณาจักร, สหรัฐอเมริกา และ เอเชีย โดยเฉพาะฝั่งเอเชียนั้นฮิตมากจนถูกไปทำหนังบอลลีวู้ดชื่อว่า Dum Laga Ke Haisha ซึ่งทำออกมาเป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้

กีฬาแบกเมียประสบความสำเร็จไปทั่วบ้านทั่วเมือง และมีชื่อเสียง ถูกพูดถึงในหน้าสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ แชมป์ของสหรัฐอเมริกาอย่าง เอห์ริน และ เอพริล อาร์มสตรอง มีชื่อเสียงโด่งดังได้ไปเป็นแขกรับเชิญของเกมโชว์อย่าง I’ve Got a Secret.นอกจากนี้คู่หูผู้ประกาศข่าวอย่าง BBC ไมค์ เบอร์เชล และ สเตฟ แม็คโกเวิร์น ก็ยังถึงกับต้องทำสกู๊ป และลงเเข่งขันเองในปี 2013 ซึ่งการแข่งขันในปีนั้น สเตฟ ที่เป็นผ่ายหญิงเป็นคนที่แบก ไมค์ พิธีกรชายวิ่งเข้าเส้นชัยอีกต่างหาก

ยิ่งเวลาผ่านไปกีฬาแบกเมียยิ่งจะฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี 2019 ที่ผ่านมาก็เพิ่งได้แชมป์ไปสดๆ ร้อนๆ โดยแชมป์เป็นของ วีเทาทัส เกิร์กลิอุสคัส และ เนรินกา เคอร์เคียอุสเกียเน จากลิธัวเนีย ที่เฉือนชนะคู่แข่งจาก ฟินแลนด์ ด้วยเวลา 66.7 วินาที และถือเป็นแชมป์ 2 ปีซ้อนอีกด้วย ซึ่งหลังจากได้แชมป์เขาไม่มีสิ่งใดจะพูดนอกจากบอกว่า “ไม่มีอะไรมาก เมียของผมเธอสุดยอดจริงๆ” … แบบนี้เรียกว่าอยู่เป็น 

เราคิดว่าพ่อบ้านไทยเองก็ไม่น่าจะแพ้ชาติใดในโลกหากมีโอกาสก็ควรจะพาสุดที่รักของคุณไปแบกแข่งกับนักเเข่งทั่วโลก แต่ถ้านั่นเสียวไส้ไม่พอเราขอแนะนำให้คุณแบกคนอื่นที่ไม่ใช่เมีย …ไม่แน่คุณอาจจะเป็นเจ้าของสถิติโลกเหมือนกับ อูซอร์ก ตำนานแห่งเอสโตเนียก็เป็นได้อย่างไรก็ตาม บอกไว้ก่อนนะว่าเราไม่รับประกันหากคุณกลับถึงไทยและเมียของคุณมารอรับฮีโร่แชมป์โลกที่สนามบินเหมือนกีฬาอื่นๆ  ถึงตอนนั้นแล้วล่ะก็โลกจะได้รู้ว่าคุณเเกร่งจริงจนถึงขั้นรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชหรือเปล่า..

Uncategorized

มีคู่มือพร้อม! ‘เป่ายิ้งฉุบ’ การวัดดวงประจำวันที่กลายเป็นการแข่งขันระดับโลก

มีคู่มือพร้อม! ‘เป่ายิ้งฉุบ’ การวัดดวงประจำวันที่กลายเป็นการแข่งขันระดับโลก

เป่า ยิ้งงงง(ลากเสียง) ชุ้บ! นี่คือเกมที่ไร้อุปกรณ์ใดนอกจากแค่มือของคุณเท่านั้น  เกมๆนี้อยู่กับเรามานานตั้งแต่จำความได้เป่ายิ้งฉุบ

เรามักจะใช้มันในการตัดสินในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเสมอๆ อาทิ “เป่ายิ้งฉุบกันใครแพ้ลงไปทิ้งขยะ,เป่ายิ้งฉุบกันใครชนะได้เลือกก่อน” อะไรเทือกนี้

เรียกได้ว่ามันคือความแฟร์ที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องใช้กรรมการ ทุกคนบนโลกนี้ เข้าใจกติกาของมันเป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุด ผู้แพ้มักจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ได้แบบไร้ข้อโต้แย้ง (ยกเว้นเสียว่าผู้ชนะจะออกช้ากว่าจนน่าเกลียด)

อย่างไรก็ตาม ในความง่ายนี้ มีเรื่องราวมากมายอยู่เบื้องหลังการ เป่ายิ้งฉุบ ทั้งที่มาที่ไป และศาสตร์ที่ลึกซึ้ง รวมถึงผลประโยชน์ระดับมหาศาลจนคุณไม่อยากจะเชื่อ และนี่คือตำนานเกมที่ฮิตที่สุดในโลก ที่เราอยากให้คุณทึ่งกับมันมากกว่าที่เป็นอยู่

ศาสตร์ที่มนุษย์อยากเอาชนะ

“ด้วยมือแค่ข้างเดียวคุณสามารถเอาชนะคู่แข่งได้” เรื่องราวเริ่มต้น อาจจะไม่เข้มข้นเหมือนการประดาบของของจอมยุทธ์ ทว่ามันคือการใช้สมองมากกว่ากำลัง และกำเนิดในอาณาจักรจีนสมัยราชวงฮั่น เมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว

โดยที่มาที่ไปของการใช้ กรรไกร ค้อน กระดาษ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียม ทั้ง 3 สิ่ง สามารถเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ ได้ในรูปแบบบของงูกินหาง

ค้อน : ชนะกรรไกร แต่แพ้กระดาษ
กระดาษ : ชนะค้อน แต่แพ้กรรไกร
กรรไกร : ชนะกระดาษ แต่แพ้ค้อน

มันจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับการตัดสินอะไรบางอย่างที่หาข้อตกลงไม่ได้ ความง่ายและเที่ยงตรง ไม่ต้องใช้สถานที่ ไม่ต้องมีอุปกรณ์

ร่างกายของคู่ดวลทั้งสองคนไม่จำเป็นต้องแข็งแรง และไม่จำเป็นต้องซ้อมการเป่ายิ้งฉุบ ทำให้ช่วงเวลาหลังจากนั้นการละเล่นดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังอารยธรรมต่างๆในหลายดินแดนของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างในแต่ละท้องถิ่่น จนกระทั่งในปี 1924 มีการถูกส่งต่อไปสหราชอณาจักร  ในที่สุดแล้วก็กลายเป็นที่เข้าใจตรงกันทั่วโลก

หลายร้อยปีผ่านไป บนความง่ายนี้เอง กลับกลายเป็นความท้าทาย เมื่อมีคำกล่าวที่ว่าเป่ายิ้งฉุบขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆไม่มีใครชนะได้ตลอด ก็ได้เวลาเหล่ามนุษย์ขี้สงสัยอย่างเราๆ จะต้องทำการทดลองกันว่าจริงหรือไม่กับคำนิยามนี้

จนที่สุดเเล้วการเเข่งขันเพื่อพิสูจน์ว่า เป่ายิ้มฉุบ ไม่ใช่เรื่องของดวงแต่เป็นเรื่องของฝีมือ ก็เกิดขึ้นแบบจริงจังเมื่อปี 2002 ที่มีการแข่งขันเป่ายิ้งฉุ บชิงแชมป์โลก ภายใต้การจัดของ  World Rock Paper Scissors Society หรือสมาคมคนรักการเป่ายิ้งฉุบนั่นเอง

 

ความยากของการเอาชนะเกมที่ง่ายที่สุด

เหล่าผู้อยากเอาชนะเเม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเป่ายิ้งฉุบรวมตัวกันในชื่อของ  World Rock Paper Scissors Societyในปี 2002 เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเทคนิคการเอาชนะในเกมเป่ายิ้งฉุบระหว่างสมาชิกในเครือข่ายพวกเขาอยากที่จะเป็นมืออาชีพในการเป่ายิ้งฉุบ และร่วมกันผลักดันจนเกิดการเขียนหนังสือที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีบนโลกนี้อย่าง  “The Official Rock Paper, Scissors Strategy Guide” (แนะนำการเล่นเป่ายิ้งฉุบอย่างเป็นทางการ) ได้ยินทีแรกคงไม่มีใครคิดจะควักเงินในกระเป๋าซื้อความรู้ในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วคู่มือเป่ายิ้งฉุบ

อย่างไรก็ตามอย่าให้หน้าปกของหนังสือเล่มนี้หลอกคุณได้ เพราะก่อนจะออกมาเป็นสมาคมและหนังสือสักเล่ม

พวกเขาพยายามที่จะผลักดันเป่ายิ้งฉุบให้เป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่ช่วงปี 1995 จนกระทั่งการเวลาผ่านไป “สมาคมลับ” ก็มีสมาชิกเยอะขึ้นเรื่อยๆ พวกเขามีผู้สมัครใหม่ๆที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆกว่า 20 ประเทศ จนถึงตรงนี้พวกเขารู้แล้วว่ามีคนเห็นพ้องต้องกันจำนวนไม่น้อย จนในที่สุดเเล้วเรื่องของการแข่งขันชิงแชมป์โลกก็เกิดขึ้นจนได้

“มีหลายคนบนโลกนี้ที่ไม่น่าจะได้มีโอกาสแข่งขันในมหกรรมกีฬาใหญ่ๆ การจะทำแบบนั้นได้คุณต้องฝึกหนังทั้งชีวิตไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลโลก การได้ไปโอลิมปิก หรือการได้เป็นนักกีฬาอาชีพในระดับสูง”

“แต่เป่ายิ้งฉุบนั้นแตกต่าง ทุกคนมีโอกาสที่จะเเข่งขันและเป็นแชมป์โลกได้ ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงมีสมาชิกมาจากมากมายหลายประเทศ” เกรแฮม วอล์คเกอร์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมเป่ายิ้งฉุบกล่าว

ในปี 2002 พวกเขามีการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรก ณ เวลานั้นไม่มีใครบนโลกนี้คิดว่าจะมีการแข่งขันเป่ายิ้งฉุบที่จริงจังและทุ่มทุนสร้างได้ขนาดนี้ นั่นจึงทำให้นักข่าวจากทั่วทุกสารทิศ มาติดตามรายการข่าว เหนือไปกว่านั้นคือผู้เดินทางมาเเข่งขันที่มากกว่าที่คาดไว้เยอะมาก  

มันเหมือนกับที่ วอล์เกอร์ เคยกล่าวไว้ สำหรับเป่ายิ้งฉุบทุกคนมีโอกาสเป็นแชมป์โลกได้ทั้งนั้น และการมีชื่อประดับในฐานะเเชมป์ครั้งแรก ย่อมดึงดูดผู้เข้าเเข่งที่ตั้งใจมาเเข่งโดยเฉพาะ หรือนักท่องเที่ยวที่ถือโอกาสมาลองวัดดวงกันเป็น

“คุณและเพื่อนของคุณสามารถเข้าเเข่งกันในเกมนี้ได้พร้อมๆกัน สิ่งที่คุณต้องเตรียมมามีเพียง 4 อย่างเท่านั้นนั่นคือ ค้อน กรรไกร กระดาษ และ เซ้นส์ของคุณเอง” วอล์คเกอร์ เผยถึงเหตุผลทีกระแสตอบรับการแข่งขันของเขาล้นหลามแบบไม่น่าเชื่อ

ส่วนกติกาคร่าวๆของการเป่ายิ้งฉุบยิงแชมป์โลกคือการเล่นกันแบบ 2 ใน 3 (ใครชนะถึง 2 ครั้งก่อนก็ถือเป็นผู้ชนะในเกมไป) นอกจากนี้ยังมีกติกายิบย่อย อีกมากมายหลายจุด อาทิ การนับจังหวะก่อนลงที่คำว่าฉุบ! หรือ ก่อนที่จะเริ่มดวลกันต้องได้ยินทั้งสองฝ่ายพูดว่าพร้อมก่อน เพื่อกันการเล่นที่เผลอ

การแข่งขันเป่ายิ้งฉุบ ชิงแชมป์โลก มีมาอย่างต่อเนื่องถึง 11 ปี ซึ่งความแตกต่างก็คือไม่มีใครผูกขาดแชมป์ได้ โลกของกอล์ฟอาจจะมีไทเกอร์ วู้ด และโลกของการว่ายน้ำอาจจะมีไมเคิล เฟลป์ส แต่สำหรับโลกของการเป่ายิ้งฉุบแทบไม่มีใครทำแบบที่กล่าวมาได้เลย  มีผู้เล่นจาก แคนาดา เพียงคนเดียวเท่านั้นที่คว้าแชมป์ได้ 2 ครั้งติดต่อกัน

ค้อน กรรไกร กระดาษ คือ 3 สิ่งทีมีอยู่กับตัว แต่ เซ้นส์ คือสิ่งที่ตัดสินเกมนี้ และศาสตร์แห่งการเอาชนะแบ่งแยกออกเป็นหลากหลายวิธี ซึ่งสิ่งที่ไม่น่าเชื่อสำหรับเรื่องนี้คิอมีทฤษฎีที่กล่าวถึงวิทีการเอาชนะเป่ายิ้งฉุบเยอะมาก

และต้องกล่าวคำว่า “ไม่น่าเชื่อ” อีกสักครั้งว่าเรื่องเล็กๆแบบนี้จะกลายเป็นบทความยอดฮิตของวารสารทางวิชาการต่างๆเลยทีเดียว

สำนักข่าวใหญ่อย่าง foxnews ยืนยันว่ามีความแตกต่างระหว่างนักเป่ายิ้มฉุบมือโปรกับมือใหม่ เรียกง่ายๆว่าพวกมือใหม่มักจะเล่นแบบไมได้วิเคราะห์อะไร และจากการจดสถิติพวกเขาจะไม่ออกอย่างเดิมซ้ำสองครั้ง

ถ้าเหล่าบีกินเนอร์ออกค้อนในตาแรก รอบต่อไปให้คุณเตรียมตัวออกกรรไกรไว้ได้เลย เพราะมีโอกาสสูงเนื่องจากพวกเขามักจะออกไม่กรรไกรและกระดาษในต่าต่อไป นี่คือแท็คติกที่มีชื่อในวงการเป่ายิ่งฉุบว่า “The Roshambollah Trap.”

นอกจากนี้ยังมีการแสดงออกทางกายภาพที่จะออกมาเอง โดยธรรมมาชาติหากไม่ยอมปิดซ่อนไว้  อาทิการสวิงข้อศอกไปมาเกิน 2 ครั้ง สิ่งที่ตามมาคือผู้เล่นคนนั้นจะออกกระดาษ

และอีกทริกหนึ่งคือหากผู้เล่นทำการกำมือและเขย่าขึ้นลงก่อนสิ่้งที่ตามมาหลังจากนั้นคือการออกค้อน  เรียกได้ว่าทักษะแบบนี้ต้องอาศัยการจับตามอง และตัดสินใจในเสี้ยววินาทีกันเลยทีเดียว

ด้าน เกรแฮม วอล์คเกอ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมเป่ายิ้งฉุบ (World Rock-Paper-Scissors Society) แนะนำไว้ 4 วิธีนั่นคือ การประเมินสถานการณ์ก่อนว่า เรานำอยู่หรือตามอยู่ (จากการแข่งขัน 2 ใน3 )

และหลังจากนั้นจึงไปสู่ขั้นต่อไปได้ หากเราเป็นฝ่ายตามหลัง มีโอกาสมากที่อีกฝั่งจะออกกรรไกรเพราะ(เชื่อกันว่ากรรไกรเป็นตัวแทนทางสัญลักษณ์ของการโจมตี)

ขณะที่การออกกระดาษนั้นมักจะออกมาในรูปแบบของสถานการณ์แบ่งรับแบ่งสู้ (อารมณ์ประมาณว่าแพ้ได้อีก 1 ครั้งไม่เป็นไร) แต่ก็ยังเห็นเหลี่ยมชนะอยู่บ้าง และท้ายที่สุดผู้เล่นมักจะออกค้อนในสถานการณ์หลังชนฝา

ยัง…ยังไม่จบ งานวิจัยของ Chris Wang นักคณิตศาสตร์ได้วิเคราะห์การเป่ายิ้งฉุบด้วยทฤษฎีเกมแบบคลาสสิก (Classical game theory)  ซึ่งเขาก็พบว่าจะ1ให้ดีต้องอย่าเล่นแบบสุ่มหรืออกมั่ว ผู้เล่นจะต้องออกค้อน กรรไกร กระดาษโดยไม่ซ้ำกันในแต่ละรอบ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถคาดเดาเกมการเล่นของตัวเองได้

ทฤษฏีนี้มีการทดลองกับคนจำนวน 360 คน และแต่ละคนจะเล่นคนละ 300 รอบ ซึ่งผลที่ออกมาก็คล้ายไปทางเดียวกันคือเขาจับสังเกตได้ว่าผู้ชนะมักจะออกซ้ำอย่างเดิม และผู้เเพ้จะเป็นฝ่ายเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เพื่อแก้เกม  นอกจากนี้ยังมีสถิติเล็กๆน้อยที่น่าสนใจมากมาย เช่น การออกกรรไกรในตาแรกมีสถิติที่จะมีโอกาสชนะมากที่สุดเป็นต้น

Zhijian Wang จากมหาวิทยาลัย Zhejiang University ในประเทศจีนเรียกทฤษฎีดังกล่าวว่า “การตอบสนองตามเงื่อนไขของเกม” ซึ่งแม้จะฟังดูง่าย แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะมีใครเร็วพอที่จะตรวจสอบสิ่งต่างๆรอบข้างของตัวเองและคู่แข่งได้ทัน ก่อนจะถึงการแข่งครั้งต่อไป  

จากงานวิจัยและการทดลองที่เอ่ยมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าค่อนข้างจะไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การออกแบบสุ่มไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก   

ฉะนั้นจงเข้าใจไว้เสียแม้แต่เกมง่ายๆอย่างเป่ายิ้งฉุบ คุณก็สามารถจะขยับโอกาสการเอาชนะได้หากมีการวางแผนที่ดีตามที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญว่าเอาไว้แข่งเป่ายิ้งฉุบ

เป่ายิ้งฉุบเอามาใช้กับเรื่องใหญ่ๆในชีวิตประจำวันได้จริงหรือ?

การแข่งขันเป่ายิ้งฉุบชิงแชมป์โลกอาจจะไกลตัวของเราเกินไป ดังนั้นเราจึงขยับมาดูเรื่องที่ใกล้ตัวขึ้นมาอีกนิด โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น และเกิดขึ้นกับวงไอดอลชื่อดังอย่าง AKB48 ที่หยิบเอาเป่ายิ้งฉุบมาทำให้เป็นเกมที่ตื่นเต้น จนเหล่าแฟนคลับติดกันงอมแงม

โดยปกติเเล้วการเลือก เซ็นเตอร์ ของแต่ละซิงเกิ้ลนั้นเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก เมื่อเหล่าไอดอลแต่ละคนมีโอตะเป็นของตัวเอง ที่พร้อมจะเปย์ทุกสิ่งทุกอย่างให้กับคามิโอชิ (คนที่ชอบที่สุดในวง) ได้รับหน้าที่การเป็นศูนย์กลางของเพลงที่คนทั้งโลกจะได้เห็น  

ดังนั้นโดยปกติเเล้วการตัดสินเลือกสมาชิกเซ็นบัตสึ หรือเซ็นเตอร์ แบบเดิมคือการคัดเลือกจากสายตาของผู้บริหาร ที่มองว่าใครเด่น ใครทำผลงานดีเหมาะกับซิงเกิลนั้นๆ

หรือในช่วงที่ใช้การตัดสินจากผลโหวตและผู้บริหารนั้นมีแต่ไอดอลคนเดิมๆที่ได้รับการคัดเลือก จึงทำให้เกิดความไม่แฟร์สำหรับเหล่าไอดอลที่ไม่ได้มีแฟนคลับมากมายนัก ในฐานะผู้สนุบสนุนพวกเขา ต่างคิดว่าคามิโอชิของตัวเอง ก็มีดีไม่แพ้ใครอยู่แล้ว  

ปัญหานี้เกิดขึ้นมาสักพัก จนที่สุดแล้ว ทีมงานก็ตัดสินใจลบคำครหาทุกสิ่งอย่าง ด้วยการเพิ่มวิธีเลือกเซ็นเตอร์ อีกหนึ่งทาง ด้วยการเป่ายิ้งฉุบง่ายๆสั้นๆอย่างนั้นเลย ….

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามันได้ผล เพราะมีคนสนใจที่จะเข้าชมเป็นจำนวนมหาศาล เรียกได้ว่าการออก ค้อน กรรไกร กระดาษ เพียงแค่ 3 อย่างนี้ มีโอกาสเปลี่ยนอนาคตกันได้ง่ายๆ

โดยมีการเลือกเซ็นเตอร์ จากการเป่ายิ้งฉุบมาเเล้วตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่า้เป็นการตัดสินที่เห็นชัดๆ ว่า ใครแพ้ ใครชนะ

และเมื่อยิ่งงานเป่ายิ้งฉุบได้รับความสนใจจากแฟนๆมากขึ้นกว่าเดิม ทางค่ายก็ถือโอกาสหารายได้จากจุดนี้ทันที  สรุปได้ว่าเป็นการหาทางออกที่วินๆกันทุกฝ่ายเสียจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเคสที่ใช้การเป่ายิ้งฉุบชี้ขาดสิทธ์ประโยชน์มูลค่ามหาศาล ในปี 2005 ทาคาชิ ฮาชิยาม่า ซีอีโอ ของบริษัทผลิตโทรทัศน์ของญี่ปุ่นตัดสินใจขายรูปวาดจากศิลปินชื่อดังอย่าง ปิกัสโซ่ หรือ แวน โก๊ะ ที่เขาเก็บสะสมไว้สู่เวทีประมูล  

ซึ่งที่สุดแล้วก็มี 2 บริษัทที่ยื่นข้อเสนอในระดับที่พอๆกัน จนทำให้เขาตัดสินใจไม่ได้ว่าจะขายรูปภาพที่มีมูลค่า 16 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯให้ใครดี  สุดท้าย ฮาชิยามะ จึงให้ทั้งสองบริษัทเป่ายิ้งฉุบกันตัดสินผลชี้ขาดไปเลย

“มันอาจจะดูแปลกนะ แต่ผมเชื่อว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดของการเลือก 2 สิ่งที่ดีเท่าๆกัน” ฮาชิยาม่า กล่าวถึงวิธีที่ทำให้เข้าเลิกปวดหัวแบบติดตลก

โลกของการเป่ายิ้งฉุบนั้นกว้างใหญ่กว่าที่เราคิด มีทั้งเทคนิค และ เดิมพันจำนวมาก จนทำให้มันเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจเเละเรียนรู้เอาไว ้

เพราะถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เอาไปแข่งชิงแชมป์โลก,ชิงตำแหน่งเซ็นเตอร์ในบางซิงเกิลของวง AKB48 และ ประมูลรูปวาด แต่ถ้าคุณมีเข้าใจหลักทางจิตรวิทยาของการ เป่ายิ้งฉุบ เเล้วล่ะก็อย่างน้อยๆ คุณจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แน่ …

หลังจากนี้การเป่ายิ้งฉุบอาจจะทำให้คุณไม่ต้องเป็นคนคอยวิ่งไปซื้อข้าวยามที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน หรือเป็นคนล้างห้องน้ำในตอนที่อยู่กับแฟนของคุณก็เป็นได้

Uncategorized

เหตุผลที่คนรัก ‘นิ้วกลาง’ ของ ‘สโตน โคลด์’ สตีฟ ออสติน

เหตุผลที่คนรัก ‘นิ้วกลาง’ ของ ‘สโตน โคลด์’ สตีฟ ออสติน

“มันถือเป็นหนึ่งในท่าทางแห่งการดูหมิ่นที่เก่าแก่ที่สุด … นิ้วกลางคือองคชาติ และนิ้วที่งอทั้งสองด้านคือลูกอัณฑะ การที่คุณทำแบบนี้เป็นการแสดงสัญลักษณ์ขององคชาติต่อผู้อื่น เพื่อสื่อว่า นี่คือองคชาติที่คุณมอบให้กับพวกเขาซึ่งเป็นการแสดงออกที่มีความเก่าแก่มากๆ”

 

นี่คือวาทะจาก เดสมอนด์ มอร์ริส นักมานุษยวิทยา ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของการใช้ ‘นิ้วกลาง’ เพื่อแสดงความดูหมิ่นเหยียดหยาม ซึ่งหากจะสืบสาวราวเรื่องก็จะพบว่า มีการใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสื่อความหมายทำนองนี้ตั้งแต่สมัยโรมัน กับการมีชื่อเรียกนิ้วกลางเฉพาะว่า ‘digitus impudicus’ หรือ ‘นิ้วแห่งความหยาบคาย ไร้ยางอาย‘ เลยทีเดียว

แม้นิ้วกลางจะเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนเข้าใจถึงความหมาย แต่กลับมีอยู่หนึ่งคน ที่เมื่อเขาชูนิ้วกลางคราใด สิ่งที่ผู้คนโดยรอบตอบรับกลับไม่ใช่การโห่ แต่เป็นเสียงเฮกระหึ่ม แถมบางคนยังชูนิ้วกลางกลับคืนให้ด้วยความยินดี …

‘สโตน โคลด์’ สตีฟ ออสติน นั่นเองSteve_Austin

AUSTIN 3:16

แม้ สตีฟ ออสติน จะเคยผ่านประสบการณ์มวยปล้ำอาชีพในเวที WCW และ ECW แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เวทีที่สร้างชื่อให้เขากลายเป็นตำนานอย่างแท้จริง คือ WWF หรือ WWE ในปัจจุบัน

ออสตินเข้าสู่เวที WWF เมื่อปี 1995 ในฐานะลูกน้องของ เท็ด ดิบีอาซี่ ซีเนียร์ ในกลุ่ม The Million Dollar Corporation แต่เรื่องราวการสร้างชื่อของเขา เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาสามารถคว้าแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ King of the Ring ในปี 1996

ในรอบชิงชนะเลิศ ออสตินสามารถเอาชนะ เจค ‘เดอะ สเนค’ โรเบิร์ตส์ ที่ในขณะนั้นกำลังใช้กิมมิคผู้ศรัทธาที่ได้กำเนิดใหม่อีกครั้งด้วยศาสนาคริสต์ และหลังจบแมตช์ เจ้าตัวก็ได้เอ่ยวาทะหยามคู่ต่อสู้ ซึ่งกลายเป็นประโยคตำนานในเวลาต่อมาว่า

“มึงนั่นอยู่ตรงนั้นและเปิดคัมภีร์ไบเบิล เริ่มสวดอธิษฐาน แต่มันก็ไม่ทำให้มึงได้ไปไหน พูดถึงบทสวด พูดถึง ยอห์น 3:16 … ออสติน 3:16 บอกว่า กูเพิ่งฟาดก้นมึงเต็มๆ เลยว่ะ”

โดย ‘ยอห์น 3:16’ ที่ออสตินอ้างถึงในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น อ้างอิงมาจากบทหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิล ความว่า

“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจถึงที่มาของ ‘ออสติน 3:16’ กับสื่อในภายหลังว่า

“ตอนนั้นเหมือนผมจะได้ยิน เจค โรเบิร์ตส์ ให้สัมภาษณ์พาดพิงผมแล้วเอา ยอห์น 3:16 มาอ้างอิง พอหลังจากที่ผมชนะมัน ไอ้คำนั้นก็วาบขึ้นมาในหัว แล้วผมก็จัดไปเลย ขอชี้แจงนะว่าผมไม่ได้ดูหมิ่นศาสนา แต่ก็ยอมรับว่ามันก็เป็นโชคนิดๆ ที่ ออสติน 3:16 ดังขึ้นมาได้ ซึ่งถ้าใครไม่ชอบ … ก็ช่างหัวแม่งสิวะ”

เมื่อลูกน้องไม่กลัวเจ้านาย

หลังจากนั้น ออสติน 3:16 ก็ได้มาเป็นหนึ่งในกิมมิคของ สตีฟ ออสติน ซึ่งนอกจากจะได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลามแล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์ คนจริงไม่สนอะไร อยากทำอะไรก็ทำ ของเจ้าตัวเริ่มขับให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆSteve-Austin-Vince-McMahon

ขณะเดียวกัน สงครามคืนวันจันทร์ หรือ ‘Monday Night Wars’ ในการแย่งชิงเรตติ้งผู้ชมมวยปล้ำระหว่าง WWF กับ WCW ก็กำลังทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ WCW ที่มี เท็ด เทอร์เนอร์ เจ้าพ่อวงการสื่อเป็นหัวเรือใหญ่ ใช้พลังเงินดูดสตาร์จาก WWF มาสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับค่ายของตัว

วินซ์ แม็คมาน ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งค่าย WWF จึงต้องคิดหาวิธีในการทำให้ค่ายของตนกลับมากุมความได้เปรียบอีกครั้ง ซึ่งเขาตัดสินใจไม่ง้อสตาร์ค่าเหนื่อยแพง ให้ความสำคัญกับการปั้นนักมวยปล้ำที่เคยเป็นตัวรอง (มิดการ์ด) สู่ตัวหลัก (เมนอีเวนท์) มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น แม็คมานเองยังได้นำตัวเขาเข้าไปร่วมสงครามบนเวทีมวยปล้ำ กับกิมมิค ‘มิสเตอร์ แม็คมาน’ บอสใหญ่บ้าอำนาจของค่ายผู้เลือกที่รัก มักที่ชัง ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของตน

เมื่อเรื่องราวมาถึงตรงนี้ ก็ต้องมีนักมวยปล้ำสักคนที่จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อคนที่ถูกกดขี่ ตามสูตรความบาดหมางระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง และผู้ที่ต้องมารับบทนี้ก็คือ สตีฟ ออสติน ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็น ทวีนเนอร์ หรือ แอนตี้ฮีโร่ ผู้ยืนอยู่คาบเส้นระหว่างนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ (เฟซ) กับอธรรม (ฮีล) และพร้อมทำทุกอย่างตามที่ตัวเองเห็นสมควร

นั่นเองทำให้ออสตินตัดสินใจทำบางสิ่ง เพื่อขับภาพลักษณ์ใหม่นี้ให้สมบูรณ์มากขึ้น …

 

‘นิ้วกลาง’ ที่แฟนๆ รัก

ด้วยการที่กิมมิคของ สตีฟ ออสติน คือคนจริงผู้ไม่สนอะไรอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมก็มีเพียงแค่เล็กน้อยเพื่อขับภาพลักษณ์ให้กลายเป็น ‘คนหัวขบถ’ อย่างสมบูรณ์แบบ และวิธีการที่เขาเลือกใช้ก็คือ การซดเบียร์โฮกๆ บนเวที และแจกนิ้วกลางให้กับทุกคนแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ถึงกระนั้นในหลังฉาก ก็ใช่ว่าจะมีทุกคนที่ชอบใจไอเดียนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ วินซ์ แม็คมาน บอสใหญ่ WWF ผู้ที่ต้องเป็นศัตรูกับเขาหน้าฉากนั่นเอง

“จริงๆ วินซ์เขาโอเคกับเรื่องซดเบียร์นะ เขาไม่สนอะไรเลยด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นผมก็อายุ 30 กว่าแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ใช่วัยที่มีปัญหาเรื่องการดื่มเท่าไหร่ อีกอย่าง การกระดกเบียร์ซักหน่อยหลังเลิกงานก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป” ออสตินเปิดใจกับ Sports Illustrated ถึงเรื่องราวในตอนนั้น

“แต่ไอ้เรื่องแจกนิ้วกลางเนี่ย ยังไงมันก็คือแจกนิ้วกลาง ไม่ว่าคนนั้นจะอายุเท่าไหร่มันก็มีความหมายเหมือนกัน วินซ์เลยคุยกับผมหลังฉากว่า ‘สตีฟ เวลานายแจกนิ้วกลางใส่ใครๆ เนี่ย คนทั้งสหรัฐอเมริกามันก็ด่าพวกเรานะ'”

ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การชูนิ้วกลางใส่หน้าทุกคนของ สตีฟ ออสติน คือสิ่งซึ่งแฟนๆ รักที่จะเห็น เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหน้าฉากระหว่างความบาดหมางระหว่างเขากับ วินซ์ แม็คมาน คือฝ่ายหลังพร้อมจะกระทำสารพัดเพื่อตัดอนาคตของอีกฝ่าย

การได้เห็นออสตินตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นชูนิ้วกลาง, ซดเบียร์ หรือแม้แต่ใส่ สตันเนอร์ ท่าไม้ตายใส่แม็คมาน ถือเป็นการตอบสนองความต้องการลึกๆ ของคนดูที่ต้องอดทนกับการโดนเจ้านายหรือคนที่ไม่ชอบหน้าทำเรื่องแย่ๆ มากมายใส่พวกเขา โดยที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ และมันก็ทำให้แฟนๆ รักเขามากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ว่าอะไร การชูนิ้วกลางคือหนึ่งในสาระสำคัญที่จะขาดไม่ได้ …Steve-Austin

“วินซ์เองเขาก็ถามนะว่า ‘มันมีสัญลักษณ์อื่นมั้ยที่ทุกคนจะใช้ได้ หากไม่ใช่นิ้วกลาง?’ ผมก็บอก ‘ไม่มี ผมจะไม่เปลี่ยนห่าอะไรทั้งนั้น’ ซึ่งวินซ์ก็แบบ ‘อ่อ โอเค’ คือคุณต้องเข้าใจด้วยว่า กว่าที่ผมจะได้แจ้งเกิดก็ต้องใช้เวลานาน แล้วพอมีโอกาสฉายแสง ก็โดนเจ้านายบ้าอำนาจเลื่อยขาอีก แน่นอน เป็นใครก็ไม่พอใจ ทุกคนย่อมไม่พอใจอยู่แล้วเวลาโดนพรากอะไรไปแบบไม่สมควร ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องทำในบทบาทคือ ถ้ามึงเล่นงานกู กูก็ต้องเล่นคืน เพื่อให้กูได้ในสิ่งที่ควรได้”

การยืนยันถึงสิ่งที่มันควรจะต้องเป็นเพื่อความสมจริงและเพื่อกระแสตอบรับจากแฟนๆ ทำให้เรตติ้งของ WWF ค่อยๆ ดีขึ้น กระทั่งสามารถเอาชนะ WCW ในสงครามคืนวันจันทร์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นิ้วกลางของ สตีฟ ออสติน คืออีกหนึ่งสิ่งเล็กๆ ที่มีบทบาทสำคัญ และนั่นทำให้การชูนิ้วกลางของเขากลายเป็นที่รักของแฟนๆ มาจนถึงทุกวันนี้

“มันก็นะ … พอผมชูนิ้วกลาง เงินทองมันก็ไหลเข้าไม่หยุด เราก็เลยชูนิ้วกลางกันมาเรื่อยๆ นี่แหละครับ” บุรุษผู้สามารถเรียกเสียงเฮได้ทุกครั้งยามชูนิ้วกลางทิ้งท้าย

Uncategorized

ไม้จากป่า น้ำประปาฟรี โรนัลดินโญ่ นักฟุตบอลที่โดนปรับหมดตัวจากคดีบุกรุกที่ดินป่า

ไม้จากป่า น้ำประปาฟรี โรนัลดินโญ่ นักฟุตบอลที่โดนปรับหมดตัวจากคดีบุกรุกที่ดินป่า

อาณาจักรลูกหนังที่ โรนัลดินโญ่ สร้างด้วยฝีเท้าของตัวเองนั้นยิ่งใหญ่จนหาใครมาเปรียบเทียบยาก ในวันที่เขาพีกที่สุดไม่มีใครบอกได้ว่าต้องใช้คนกี่คนเพื่อหยุดยั้งเขา 

ความยอดเยี่ยมนั้นนำพาชื่อเสียง เกียรติยศ และเงินทองให้แก่เขาในระดับที่ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่มีวันหมด … อย่างไรก็ตามโลกนี้อะไรก็ไม่แน่นอน การเดินหมากชีวิตพลาดเพียงตาเดียว อาจจะทำให้ชีวิตของคุณล้มทั้งกระดานได้ และโรนัลดินโญ่ เองก็เช่นกัน

แม้จะรวยล้นฟ้าแต่เมื่อวันหนึ่งเขา “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ด้วยการบุกรุกพื้นที่ป่าและบอกว่าทำเพื่อประเทศ ซึ่งผลที่ตามจากหมากเกมนี้มันร้ายแรงจนถึงขั้นเขาต้องเสียทรัพย์หลักหมดเนื้อหมดตัวเลยทีเดียวronaldinho

รายได้ไม่สำคัญ…เท่ารายจ่าย

โรนัลดินโญ่ เก่งแค่ไหนคำถามนี้ง่ายมาก แม้แต่คนที่ไม่ดูฟุตบอลก็ยังตอบได้ว่าเขาดังเกินกว่าระดับนักฟุตบอลทั่วไปเสียอีก แม้ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้งลายเซ็นของเขาก็ยังมีความหมาย การที่ทีมไหนจะได้ตัวเขาไปรับรองและการันตีได้เลยว่ายอดคนดูในสนามพุ่งทะยานขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ทีมๆ นั้นก็จะปรากฎชื่อบนหน้าสื่อมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

สิ่งนี้เราเรียกมันว่า “มูลค่านอกสนาม” ต่อให้โรนัลดินโญ่ ในวัย 35 ปี เดินพุงพลุ้ยลงแข่งเกมที่จริงจังทุกคนก็อยากจะดูเขาเล่นอยู่ดี และเมื่อเป็นเช่นนั้น โรนัลดินโญ่ จึงเป็นที่ต้องการของแบรนด์ต่างๆ ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้เขามีเงินใช้ไม่ขาดมือ

อย่างไรก็ตามแม้ โรนัลดินโญ่ จะเป็นคนหาเงินเก่ง แต่เขาก็เป็นคนที่ใช้เงินเก่งไม่แพ้กัน เขาคือคนที่เรียกได้ว่า “บราซิเลี่ยนแท้ 100%” ซึ่งผู้ชายบราซิลส่วนใหญ่นั้นจะมีนิสัยชอบการดื่มกิน, ปาร์ตี้ และ ท่องเที่ยว ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา

เหล่านี้และอีกสารพัดค่าใช้จ่ายทำให้หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ด เขาจึงได้เริ่มรู้จักคำว่าฝืดเคืองขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะมีการแบ่งเงินไปลงทุนกับหลายสิ่งอย่างทั้งการสร้างโรงแรม และศูนย์พัฒนาฟุตบอลสำหรับเยาวชน แต่ไม่มีธุรกิจใดที่ทำให้ โรนัลดินโญ่ ประสบความสำเร็จเลย

รายได้ทางเดียวของเขาคือการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าต่างๆ อาทิ Nike แบรนด์คู่บุญที่อยู่กับเขามานมนาน นอกจากนี้ยังมีการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ที่จะต้องเดินทางไปแข่งขันฟุตบอลการกุศลตามที่ต่างๆ ทั่วโลก 

ซึ่งรายได้ที่ว่ามานั้นคงจะน้อยกว่าสมัยเป็นนักเตะพอสมควร มิเช่นนั้นคงไม่มีข่าวว่า เขากำลังจะถังแตกและมีหนี้สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ 

มีการเปิดเผยว่าเขามีหนี้สะสมราว 2 ล้านยูโร และมีทรัพย์สินถึง 57 รายการของเขาที่ถูกยึดอยู่ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าเขาชักหน้าไม่ถึงหลังหาเงินมาจ่ายนี้ก้อนนั้นไม่ได้ จนถึงขั้นโดนยึดพาสปอร์ตเพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศบราซิลเลยทีเดียว  

ทั้งหมดนี้บอกให้เรารู้ว่าต่อให้รายได้มากมายแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณไม่สามารถควบคุมรายจ่ายให้อยู่ในสมดุลเท่าที่จ่ายไหว โรนัลดินโญ่ พลาดเต็มๆ สำหรับเรื่องนี้ และพลาดเข้าไปอีกด้วยความเจ้าสำราญของเขาอีกเช่นเคย 

ศูนย์ฝึกเพื่อเยาวชน

เงินของโรนัลดินโญ่ไม่ได้หมดไปกับเหล้ายาปาร์ตี้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะในอีกแง่มุมหนึ่งเขาก็คืนกำไรให้สังคมเช่นกัน ในปี 2015 โรนัลดินโญ่ ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ (UN) ในการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลสำหรับเยาวชนที่ชื่อว่า “Ronaldinho Gaucho Institute”

“UN แสดงความเคารพต่อ โรนัลดินโญ่ และครอบครัวที่ได้แสดงให้เห็นว่ากีฬาจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตเด็กและเยาวชน” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติกล่าวในวันเกิดสถานฝึกสอนแห่งนี้

ศูนย์ฝึกโรนัลดินโญ่ ตั้งอยู่ในเมือง ปอร์โต้ อเลเกร บ้านเกิดของเขา เขามีเด็กๆ ให้ดูแลกว่า 700 คน ที่แห่งนี้ให้ทั้งการศึกษา การฝึกฟุตบอล และการดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วน นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ อย่างไรก็ตามศูนย์ฝึกนี้มีเบื้องหลังที่ไม่สวยงามนักศูนย์ฝึกเยาวชน

เดือนพฤษภาคมปี 2018 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศบราซิลเมื่อนาย ชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี โดยมีนโยบายปราบปรามทุจริตในประเทศทุกรูปแบบ ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้รับคะแนนโหวตจากชาวบราซิลอย่างล้นหลาม

ช่วงเวลาที่ โบลโซนาโร ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศ เป็นช่วงเวลาที่เกี่ยวเนื่องกับที่ศูนย์ฝึกของ โรนัลดินโญ่ เกี่ยวพันกับเรื่องทุจริตแบบพอดิบพอดี โดยคดีที่โดนคือบุกรุกพื้นที่ป่า … 

คดีศูนย์ฝึกโรนัลดินโญ่ ถูกนำไปพิจารณาในชั้นศาลและถูกตัดสินให้เขาต้องจ่ายค่าปรับทั้งหมด 2 ล้านยูโร (ราวๆ 75 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามทีมทนายความของ โรนัลดินโญ่ ยืนยันว่า “ไม่มีเงิน” สำหรับนำมาจ่ายค่าปรับนี้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตามแต่เมื่อรัฐบาลตรวจสอบบัญชีของ โรนัลดินโญ่ ดูแล้วกลับพบว่าเขาเหลือเงินอยู่แค่ 5 ยูโรเท่านั้น (ไม่ถึง 300 บาท)

การไม่มีเงินจ่ายค่าปรับดูจะเป็นไปได้เมื่อผูกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เขาสร้างมาตลอดหลังเลิกเล่น เมื่อไม่มีเงินศาลจึงสั่งยึดยึดรถหรูของโรนัลดินโญ่ 3 คัน รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ราคาแพง เช่น โทรทัศน์, โต๊ะสนุกเกอร์ รวมถึงภาพวาดที่มีราคาอีกด้วย

ทุกคำถามต้องย้อนกลับไปในช่วงที่สถานที่แห่งนี้ก่อสร้าง และสงสัยว่าแล้วทำไมตอนนั้นถึงไม่มีใครเบรกโรนัลดินโญ่ เพราะการเปิดศูนย์ฝึกของเขานั้นเป็นข่าวใหญ่โตถึงขั้น UN ส่งคนเข้ามาแสดงความยินดี?

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว 

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งจริงๆ ก่อนจะสร้างศูนย์ฝึกมีการประชุมกันของสภาเมือง ปอร์โต อเลเกร แล้วว่าสถาบันฝึกสอนนี้สามารถสร้างในจุดที่วางแผนได้หรือไม่?

และในการประชุมสภาเมืองนั้นมีถึง 7 จาก 10 เสียงที่บอกว่าศูนย์ฝึกนี้สร้างได้สบายมาก พวกเขาเห็นชอบว่าการบุกรุกพื้นที่ป่านั้นไม่มีการฉ้อโกงแต่อย่างใด และกฎกติกามีอยู่ว่าศูนย์ฝึกนี้จะต้องคืนเงินให้กองทุนเมืองด้วย นอกจากนี้ที่ดินนี้ยังสามารถถูกเวรคืนเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ 

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และประกาศใช้นโยบายปราบทุจริต เรื่องเหล่านี้จึงถูกนำมาพิจารณาบนชั้นศาลอีกครั้ง แต่หนนี้คำตัดสินเป็นไปคนละเรื่องกับที่สภาเมืองเคยยกมือในครั้งแรก เนื่องจากศาลตัดสินให้ โรนัลดินโญ่ และ โรแบร์โต้ พี่ชายของเขามีความผิดในฐานรุกรานพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการตัดป่าพื้นเมืองและยังดำเนินการระบายน้ำเสียจากศูนย์ฝึกโดยไม่มีใบอนุญาตอีกด้วย 

แต่เรื่องนี้มันมีอะไรแปลกๆ ที่แม้แต่คนบราซิลเองก็ยังสงสัย นั่นคือทำไม โรนัลดินโญ่ จึงรู้งานยอมให้ยึดของแต่ไม่ให้ยึดเงินสด ทั้งๆ ที่หลายคนก็รู้ว่าแม้เงินของเขาจะไม่มากเท่าสมัยเป็นผู้เล่น แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเหลือเงินติดบัญชีแค่ 5 ยูโรเท่านั้นronaldinho

มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นบ้างบางข้อ ว่ากันว่านี่คือการหาทางลงของทั้ง โรนัลดินโญ่ และ รัฐบาลบราซิลของนาย โบลโซนาโร ที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างเจ็บตัวน้อยที่สุด เพราะในปี 2017 ที่เริ่มหาเสียงประธานาธิบดีนั้น โรนัลดินโญ่ ถือเป็นหัวคะแนนใหญ่ของ โบลโซนาโร เลยทีเดียว เขาสนับสนุนและชูมือนโยบายล้างบางการทุจริตและปราบพวกมาเฟียมาโดยตลอด 

ดังนั้นมันจึงมีความเป็นไปได้ว่าโรนัลดินโญ่ รู้ตัวก่อนแล้วว่าคดีนี้จะถูกมาคุยกันในชั้นศาล เขาจึงโยกย้ายทรัพย์สินและเงินไปยังบัญชีอื่นๆ (ของใครก็ตามแต่) เพื่อสามารถให้นโยบายของรัฐบาลบราซิลเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ขรุขระ ชาวบราซิลจะได้เห็นว่าปราบปรามได้จริง แม้กระทั่งกับฮีโร่ของประเทศอย่าง โรนัลดินโญ่ ขณะที่ โรนัลดินโญ่ ก็เสียทรัพย์สินไปเพียงไม่กี่อย่าง แถมตอนนี้ทนายของเขายังคงสู้คดีนี้อยู่อีกด้วย 

สิ่งที่ชวนคิดไปกว่านั้นคือเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา โรนัลดินโญ่ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลบราซิลเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศบราซิล ซึ่งโดยปกติแล้วตำแหน่งนี้ต้องเดินทางไปหลายๆ ที่เพื่อโปรโมตประเทศบราซิลให้กับชาวโลกได้รู้ ซึ่งอย่างที่รู้ๆ กันโรนัลดินโญ่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หลังจากพาสปอร์ตทั้งของ บราซิล และ สเปนโดนระงับจากคดีบุกรุกป่าใน ปอร์โต อเลเกร เมื่อ 1 ปีก่อน ซึ่งการแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งนี้อาจจะทำให้มีข้อยกเว้นบางข้อเกิดขั้นในอนาคตก็เป็นได้ … 

อย่างไรก็ตามนี่คือทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นการจับแพะชนแกะจากใครสักคนที่ฝ่ายตรงกันข้ามก็เป็นกันได้ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ … การตัดสินคดีในอนาคต (ที่ยังไม่มีกำหนด) เท่านั้นจะบอกได้ว่าเรื่องนึ้จะจบลงอย่างไรกันแน่

Uncategorized

ทำไมสแลมดังค์เป็นการ์ตูนกีฬาขายดีที่สุดในญี่ปุ่น?

ทำไมสแลมดังค์เป็นการ์ตูนกีฬาขายดีที่สุดในญี่ปุ่น?

ในแง่กีฬาอาจจะเป็นรองทั้งฟุตบอลและเบสบอล แต่ในแง่การ์ตูนกลับเป็นการ์ตูนกีฬาที่ขายดีที่สุดในแดนอาทิตย์อุทัย

 

แม้จะรูดม่านปิดฉากลงไปอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1996 แต่สแลมดังค์ การ์ตูนบาสเก็ตบอล จากปลายปากกาของ ทาเคฮิโกะ อิโนะอุเอะ ก็ยังครองตำแหน่งการ์ตูนกีฬาขายดีที่สุดตลอดกาลมาจนถึงทุกวันนี้

จากสถิติของ Manga Zenkan ระบุว่าสแลมดังค์ทำยอดขายไปได้ทั้งสิ้น 120 ล้านเล่มมากกว่าการ์ตูนขึ้นหิ้งอย่าง โดราเอมอน, ทัชจิ หรือการ์ตูนที่ยังไม่จบทั้ง โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ และกัปตันสึบาสะ ทั้งที่ไม่มีภาคต่อและมีแค่ 31 เล่มจบเท่านั้น  

อะไรที่ทำให้การ์ตูนบาสเก็ตบอลเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ทั้งที่ในความเป็นจริงความนิยมของกีฬาชนิดนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นรองทั้งเบสบอล และฟุตบอล อย่างเทียบไม่ติดSlam-Dunk

ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ อายุเพียงแค่ 23 ปี ตอนที่ “สแลมดังค์” มังงะเรื่องที่ 2 ในชีวิตตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1990 เขาก็เหมือนเด็กญี่ปุ่นทั่วไปที่สนใจการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก หลังได้รู้จักกับ “โดคาเบง” การ์ตูนเบสบอลในยุค 80

“(โดคาเบง) มีตัวละครที่มีเสน่ห์ วิธีการเล่นเบสบอลและร่างกายของพวกเขาที่ถูกวาดขึ้น ดูเท่ไปหมด” อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN

อิโนะอุเอะ เคยเล่นบาสฯมาก่อนสมัยมัธยมปลาย และชื่นชอบในกีฬาชนิดนี้มาก ในวันที่ได้รับโอกาสเป็นทั้งผู้เขียนและผู้แต่งเรื่องครั้งแรก เขาจึงตัดสินใจที่จะวาดการ์ตูนบาสเก็ตบอล ซึ่งที่ญี่ปุ่นยังเป็นที่รู้จักกันแค่ในวงแคบในสมัยนั้น

แม้ว่าในขณะนั้นกระแส “การ์ตูนกีฬา” กำลังมาแรง หลังจาก กัปตันสึบาสะ เปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจ เคียงข้างกับการ์ตูนแนวต่อสู้พลังพิเศษอย่าง ดราก้อนบอล หรือโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ แต่อิโนะอุเอะ กลับเลือกสิ่งที่ต่างออกไป เมื่อการ์ตูนของเขาเน้นความสมจริงและออกแบบตัวละครให้มีความเป็นมนุษย์ที่สุด

“ผมวาดมันในแบบที่ผมชอบ ทำในสิ่งที่อยากทำ” อิโนะอุเอะอธิบาย

สแลมดังด์ เปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของ ซากุรางิ ฮานามิจิ เด็กหนุ่มผู้ถูกปฏิเสธความรักมาแล้ว 50 ครั้ง ก่อนจะเข้ามาเรียนต่อที่โชโฮคุ และตัดสินใจเข้าชมรมบาสฯ หลังจากตกหลุมรัก ฮารุโกะ อาคางิ น้องสาวกัปตันชมรมฯ ทั้งที่ไม่เคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อน

ฟังดูอาจจะเหมือนการ์ตูนความรักวัยรุ่นทั่วไป แต่หลังจากนั้น อิโนะอุเอะ ก็เริ่มพาเราเข้าไปรู้จักกับโลกของบาสเก็ตบอล เขาค่อยๆนำเสนอกฎและพื้นฐานการเล่นตั้งแต่เริ่มต้นผ่านมุมมองของซากุรางิ และ ดร.ที (กรอบเชิงอรรถที่แทรกอยู่เป็นระยะในช่วงต้น) ตั้งแต่การเลี้ยงบอล การจ่ายบอล การเลย์อัพ การกระโดดยิงด้วยท่ายิงที่ถูกต้อง การรีบาวด์ ไปจนถึงกฎอื่นๆในสนาม

ในเรื่องสแลมดังค์ เน้นย้ำเสมอในเรื่องพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ จากการที่ซากุรางิ เป็นมือใหม่ทำให้เขาต้องฝึกเบสิคอย่างหนัก และซ้อมมากกว่าคนอื่น แถมยังต้องฝึกพิเศษในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ต้องซ้อมยิงให้ได้ถึงสองหมื่นลูก

ดังนั้นพัฒนาการของซากุรางิ จึงอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง แน่นอนว่าเขาอาจจะมีพรสวรรค์เรียนรู้ได้เร็ว แต่การที่สามารถไล่ตามคนอื่นได้ ล้วนมากจากความพยายามของหนุ่มผมแดงคนนี้เป็นหลัก ไม่มีใครอยากจะมาฝึกเบสิคซ้ำๆ เหมือนกับตอนแรกที่ซากุรางิ เอาแต่โวยวายว่าเมื่อไรจะได้ลงสนามเสียที แต่ท้ายที่สุดพื้นฐานพวกนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาก้าวไปเป็นตัวหลักของทีม

สิ่งนี้ทำให้สแลมดังค์กลายเป็นการ์ตูนที่เข้าถึงง่าย เพราะแม้แต่คนที่ไม่เคยเล่นบาสเก็ตบอล ก็สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับตัวเอก ในขณะเดียวกัน การเริ่มต้นตั้งแต่ 0 ของซากุรางิ ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ไม่เคยสัมผัสกีฬาชนิดนี้ หันสนใจบาสเก็ตบอลมากขึ้น ในความรู้สึกว่า “ขนาดซากุรางิยังทำได้”

 

ตัวละครที่โดดเด่น

“มังงะที่ผมวาดไม่ใช่เทพนิยายหรือแฟนตาซี ตัวละครของผมอาจจะจินตนาการได้ แต่ผมวาดมันเหมือนกับมันอยู่ในสารคดี” อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN  

“นั่นคือสิ่งที่ผมมองต่อมังงะของผม และแน่นอนผมคิดว่ามังงะที่ดีควรจะเป็นแบบนี้”

แน่นอนว่าตามขนบของการ์ตูนเรื่องเยี่ยม ตัวเอกเพียงคนเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องให้ดำเนินต่อไปได้อย่างสนุก หากไม่มีตัวละครรองที่มาสนับสนุนเขา

เช่นเดียวกับ สแลมดังค์ แม้ว่าจะเริ่มต้นโดยมี ซากุรางิ เป็นศูนย์กลางเป็นหลัก แต่หลังจากนั้น ตัวละครรองเหล่านี้ก็ช่วยขยายขอบเขตเรื่องราวให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรื่องลึกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแก๊งอันธพาล เพื่อนร่วมทีมโชโฮคุ ไปจนถึงทีมคู่แข่ง   

อิโนะอุเอะ ประณีตในการออกแบบตัวละคร และเบื้องหลังที่ช่วยอธิบายว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเป็นแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตัวเอก หรือแม้แต่ตัวละครรอง เขาก็พยายามเก็บรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่ปฎิกริยาของคนดูต่อเหตุการณ์นั้นๆ

ทำให้ตัวละครของสแลมดังค์ล้วนมีเสน่ห์และทำให้ผู้อ่านจดจำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนซากุรางิ ที่ตามไปเชียร์ทุกนัด กัปตันกอริลลา ทาเคโนริ อาคางิ ผู้เป็นศูนย์รวมของโชโฮคุ, คาเอเดะ รุคาวา ยอดรุกกี้ที่ ซากุรางิ มองเป็นคู่แข่งแย่งความรัก, มิตสึอิ ฮิซาชิ อดีต MVP ม.ต้นผู้เคยเดินผิดทาง ไปจนถึงคู่แข่งอย่าง จุน อุโอสุมิ เซ็นเตอร์เรียวนันที่ต้องไปเป็นกุ๊กหลังเรียนจบ, อาคิระ เซนโด มือหนึ่งสายชิลของเรียวนัน หรือแม้แต่เออิจิ ซาวาคิตะ ตัวทำแต้มของเทคโน ซังโน ที่มีเบื้องหลังลึกกว่า ซากุรางิ ที่เป็นตัวเอกเสียอีกสแลมดังค์

“หากคุณสามารถวาดตัวละครที่โดดเด่น มันจะสร้างเนื้อเรื่องด้วยตัวมันเอง ด้วยการเอาพวกเขาไปใส่ไว้ในสถานการณ์บางอย่าง หรือให้เจอกับคนอื่น เขาจะสร้างเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติด้วยการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น” อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN

และเคล็ดลับที่ทำให้อิโนะอุเอะสื่อออกมาได้อย่างลึกซึ้งคือการพยายามจินตนาการว่าหากเราเป็นตัวละครตัวนี้เราจะรู้สึกอย่างไร และแสดงสีหน้าออกมาแบบไหน เขาอินกับตัวละครจนมีคนเคยบอกว่าเขาทำหน้าเหมือนกับตัวละครที่กำลังวาดเลยทีเดียว

“ผมพยายามที่จะแสดงความรู้สึกที่ตัวละครมี และความรู้สึกนั้นชัดเจนแค่ไหน หากมันออกมาจากตัวของผม มันเหมือนกับว่าผมเป็นส่วนหนึ่งกับตัวละคร ผมคิดว่ามันคล้ายกับการแสดง”

“ตอนที่ผมกำลังวาดหน้าตาของตัวละครนั้น ผมก็มีหน้าเหมือนกับตัวละครตัวนั้น ไม่เคยรู้สึกได้ด้วยตัวเอง แต่คนอื่นบอกผมมาแบบนี้”

 

การก้าวพ้นวัย

มังงะแบบก้าวพ้นวัย หรือ Coming of Age เป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมในการ์ตูนกีฬา เนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในช่วงมัธยมปลาย ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในชีวิต

สแลมดังค์ ก็เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ใช้แนวทางนี้ดำเนินเรื่อง ทุกคนล้วนมีอุปสรรคต้องก้าวข้ามผ่านให้ได้ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคจากภายนอก หรืออุปสรรคภายในจิตใจของเราเอง

ตัวละครในเรื่องไม่ว่าจะเป็นซากุรางิ จึงต้องก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้แทบทั้งสิ้น เขาต้องเจอกับผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกันอย่าง ฟุคุดะ ของเรียวนัน, เคียวตะ โนบุนางะ ของไคนัน และ มิคิโอะ ของเทคโนฯซังโน ที่นอกจากเป็นคู่แข่ง ยังเป็นเหมือนตัวแทนที่ทำให้เขาเก่งขึ้นในด้านนั้นๆ

หรือแม้แต่ คาเอเดะ รุคาวา ที่มีฝีมืออยู่แล้ว แต่การยึดติดกับชัยชนะมากเกินไป และพยายามเอาชนะในการดวลตัวต่อตัวกับกับ อากิระ เซ็นโด ที่มีบุคลิกสบายๆ ก็เกือบทำให้ทีมพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับ อาคางิ กัปตันผู้เยือกเย็นที่การพบกับเทคโนฯซังโน ทำให้เขาสมาธิหลุด และคิดว่า หากตัวเองไม่สามารถเอาชนะ คาวาตะ ได้ โชโฮคุ จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก่อนจะมาได้ อุโอสุมิ เตือนสติ

“ตัวละครที่ผมวาดทุกตัวมีบางอย่างมาจากตัวผม ผมให้พวกเขาเจอกับความท้าทายยากๆในเรื่องราว และยอมรับความท้าทายนั้นในฐานะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งกับตัวละคร”  อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN

สิ่งสำคัญที่ทำให้ สแลมดังค์ อยู่ในใจผู้อ่านคือทุกการเติบโต ล้วนง่ายต่อการจดจำจากการก้าวผ่านของ ซากุรางิ และเหล่าสหายที่ไว้ใจได้ของเขา มันมีทั้งความท้าทาย ความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง และการพยายามแก้ตัว เพื่อให้ก้าวผ่านอุปสรรคนั้นได้ ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์ตรงของอิโนะอุเอะเอง

“ตอนเด็กๆผมไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นนักเขียนการ์ตูน ผมแค่ไปโรงเรียนและเล่นบาสฯ ผมเคยอยู่ทีมบาสฯของโรงเรียน ผมสนุกกับมัน ผมไม่เคยเจอกับความลำบากเลย ทีมของเราอาจจะไม่เก่ง แต่เราก็สนุกกับพัฒนาการของเรา” อิโนะอุเอะกล่าวกับ Shueisha

“ในชีวิตมัธยมปลาย ผมเคยทุ่มเท ผมมีพัฒนาการ แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาในบางอย่าง ผมชนะ ผมแพ้ ผมมีประสบการณ์ในหลายอย่างจากการเติบโต ผลการแข่งขันของทีมเราไม่ค่อยดี แต่ผมก็ได้เรียนรู้บางสิ่งจากสามปีนั้น มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผม ดังผมจึงอยากจะขอบคุณบาสเก็ตบอล”

 

เชื่อมกับโลกความจริง

อิโนะอุเอะ ก็เหมือนแฟนบาสฯทั่วไป ที่หลงใหลในการแข่งขัน NBA ลีกบาสเก็ตบอลที่ดีที่สุดในโลก และอิทธิพลของมันก็ถูกส่งต่อมาถึงการ์ตูนสแลมดังค์ที่เขาวาด

ทำให้ตัวละครหลายคน ถูกนำไปเทียบกับนักกีฬาจริงๆ ของ NBA จนแฟนๆ หลายคนสับสนว่ามันเป็นความบังเอิญ หรือแรงบันดาลใจจริงๆ กระทั่งทุกวันนี้ เริ่มตั้งแต่ ซากุรางิ ที่ถูกเทียบกับ เดนนิส รอดแมน อดีตฟอร์เวิร์ดของ ชิคาโก บูลส์ ในเรื่องการเป็นราชารีบาวด์ และความบ้าระห่ำ, กัปตันอาคางิ ที่คล้ายกับ แพทริค ยูวิง ด้วยทรงผมแบบทหาร และการเล่นแบบทุ่มเท

หรือตัวยิงวงนอก มิตสึอิ ฮิซาชิ ที่ท่าชู้ตแนวตรงเหมือนกับ เจฟ ฮอร์นาเช็ค แต่ความแม่นคือ เรจจี้ มิลเลอร์ ส่วน เรียวตะ มิยางิ พอยท์การ์ดมากลีลา ถูกเทียบกับ ไอเซย์ โธมัส ที่มีส่วนสูงเพียง 175 เซ็นติเมตร ในขณะที่ คาเอเดะ รุคาวา ถูกยกไปเปรียบเทียบกับ ไมเคิล จอร์แดน ยุคที่เป็นดาวรุ่ง ในเรื่องการเล่นที่เร้าใจ การยึดติดกับชัยชนะ และความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าเป้าหมายส่วนรวมสแลมดังค์

ไม่เพียงแต่ตัวละครของโชโฮคุเท่านั้น คู่แข่งของพวกเขาก็ถูกนำไปเทียบกับนักกีฬา NBA ไม่ว่าจะเป็น ชินอิจิ มากิ ตำนานแห่งคานางาวะ ที่ถูกนำไปเทียบกับ แมจิก จอห์นสัน ทั้งสไตล์การเล่นและความมีเสน่ห์, จุน อุโอสุมิ คู่แข่งของอาคางิ ที่ถูกเทียบกับ อลองโซ่ มัวร์นิง และ อากิระ เซ็นโด ที่ดูคล้ายกับ สก็อตตี้ พิพเพน

อิทธิพลของ NBA ยังส่งผลต่อสแลมดังค์ในส่วนของเหตุการณ์ ฉากบางฉากถูกนำไปเทียบกับเหตุการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดของ ซากุรางิ ที่ส่งบอลให้ ทาคาซาโกะ ของไคนัน เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาคางิ ในนัดชิงชนะเลิศจังหวัดคานางาวะ ที่ทำให้ โชโฮคุแพ้ไปเพียงแค่ 2 คะแนน ก็ถูกนำไปเทียบกับจังหวะจ่ายบอลพลาดของ ไอเซย์ โธมัส สมัยอยู่ ดีทรอยต์ พิสตันส์ ในวินาทีสุดท้ายที่ถูก แลร์รี่ เบิร์ด ขโมยบอลไปได้ และทำให้ บอสตัน เซลติกส์ เอาชนะไปในเกม 5 ของรอบชิงแชมป์สายตะวันออกปี 1987 หรือการดวลผลัดกันทำคะแนนระหว่าง รุคาวา และ เซ็นโด ก็ถูกนำไปเทียบกับการดวลกันของ แลร์รี่ เบิร์ด และ โดมินิก วิลกิ้นส์ ในเกมตัดสินของรอบรองชนะเลิศสายตะวันออกปี 1988

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญให้สแลมดังค์ได้รับความนิยม แม้กระทั่งในปัจจุบัน