Browse Month by มกราคม 2020
Uncategorized

มุมมืดอีสปอร์ต วงการเกมเติบโต แต่ทำไมบริษัทเกมถึงปลดพนักงานกันอย่างโหดร้าย

มุมมืดอีสปอร์ต วงการเกมเติบโต แต่ทำไมบริษัทเกมถึงปลดพนักงานกันอย่างโหดร้าย

อีสปอร์ต คือวงการกีฬาที่นับวันยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากเงินรางวัลในการแข่งขันรายการต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบริษัทและองค์กรต่างๆ ที่ทุ่มเงินมหาศาลให้การสนับสนุน ทำให้มูลค่าของวงการทั่วโลกในตอนนี้สูงถึงหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทว่าท่ามกลางเม็ดเงินอันมหาศาลที่ไหลผ่านวงการนี้ กลับมีสิ่งที่ดูจะสวนทางอยู่ไม่น้อยเกิดขึ้น นั่นคือ การที่บริษัทเกมปลดพนักงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ชนิดที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

คำถามคือ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้กันแน่?summary_fb

อีสปอร์ตโต…เกมโตกว่า

เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของมูลค่าวงการอีสปอร์ตที่สูงแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 31,000 ล้านบาท) กันมาบ่อยแล้ว แต่หากถามถึงอุตสาหกรรมเกม ต้นน้ำของการแข่งขันอีสปอร์ตล่ะ มันสูงขนาดไหน?

ข้อมูลที่ Newzoo ร่วมกับ GamesIndustry.biz สำรวจระบุว่า อุตสาหกรรมเกมในปี 2018 ทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึง 134,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าปี 2017 ถึง 10.9%

และหากแยกย่อยไปยังภาคส่วนต่างๆ ก็จะพบว่า เกมบนโทรศัพท์มือถือ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดถึง 47% ของทั้งหมด หรือราว 63,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) รองลงมาคือ คอนโซลอย่าง PlayStation หรือ XBOX ที่ 28% หรือราว 38,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) และคอมพิวเตอร์ 25% หรือราว 33,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1 ล้านล้านบาท) 

ตัวเลขที่กล่าวนี้คงช่วยยืนยันอย่างชัดแจ้งแล้วว่า อุตสาหกรรมเกมนั้น นับวันจะยิ่งเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และนั่นก็เป็นแรงหนุนให้วงการอีสปอร์ตเติบโตควบคู่ด้วยเช่นกัน

เงินสะพัดสวนทางเลย์ออฟกระจาย

จากตัวเลขทางเศรษฐกิจของวงการเกมที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าบริษัทเกมต่างๆ ก็มีรายได้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

Activision Blizzard บริษัทผู้สร้างเกมดังอย่าง Overwatch, StarCraft และ Hearthstone ซึ่งต่างก็เป็นเกมที่มีการแข่งขันอีสปอร์ตในวงกว้าง เปิดเผยรายรับประจำปี 2018 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2019 โดยพวกเขาสามารถทำรายได้ตลอดปีสูงถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 229,000 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมากกว่าปี 2017 ถึง 6.88%activision-office

ทว่าท่ามกลางข่าวดีทางรายได้ ก็มีข่าวร้ายตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว…

เพราะในวันเดียวกับที่มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้นั้นเอง ทาง Activision Blizzard ก็ได้ตัดสินใจ ปลดพนักงานเป็นจำนวนราว 800 คน คิดเป็นราว 8% ของพนักงานทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายประชาสัมพันธ์, การตลาด และอีสปอร์ต ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการปิดสตูดิโอย่อยของ King Games บริษัทในเครือผู้สร้างเกม Candy Crush Saga ไปถึง 2 แห่งอีกด้วย

นี่ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะข่าวการปลดคนงานออกจากอุตสาหกรรมเกมนั้นมีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ค่ายผู้สร้างเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Electronic Arts (EA) เคยสั่งปิดสตูดิโออย่าง Westwoord ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ Command & Conquer และอีกหลายสตูดิโอในเครือ, Disney ตัดสินใจปิด LucasArts ผู้สร้างเกมในตระกูล Star Wars ในส่วนของการสร้างเกมทั้งหมด เปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ในตัวเกมเพียงอย่างเดียว (ส่วนงานสร้างเกมถูกโอนไปให้ EA รับผิดชอบแทน) ขณะที่บางสตูดิโอ พวกเขาอาการหนักถึงขั้นล้มละลาย แบบเดียวกับ THQ ที่เคยสร้างเกมมวยปล้ำของ WWE ต้องประสบในปี 2013

เหตุผลของวงจรอุบาทว์

เห็นได้ชัดว่า การปลดคนงานของบริษัทเกมต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น พนักงานผู้โชคร้ายเหล่านี้ ล้วนมีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจน้อยมาก อย่างในกรณีของ Activision Blizzard เมื่อต้นปี 2019 มีรายงานว่า พนักงานที่ถูกปลด รู้ตัวว่าจะต้องออกจากงานเพียง 5 วันก่อนที่จะต้องเก็บข้าวของออกจากออฟฟิศด้วยซ้ำ2665f6516d27e773a9d74a729ae7026c

คำถามก็คือ เหตุใดการปลดพนักงานของบริษัทเกมถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหมือนเป็นประเพณีประจำปีไปเสียได้?

“สถานการณ์ในอุดมคติสำหรับบริษัทเกมนั้น คือการทำหลายโปรเจ็คท์เกมไปพร้อมๆ กัน เพื่อที่จะได้มีบุคลากรหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนได้ตามต้องการ” โฮลเดน ลิงค์ ผู้สร้างเกม ซึ่งอีกหนึ่งบทบาทคือผู้ทำเว็บไซต์ GameJobsWatch ที่ติดตามการปลดคนงานในอุตสาหกรรมเกมเผย

“ปกติแล้วเมื่อโปรเจ็คท์หนึ่งเสร็จสิ้นและวางจำหน่าย โปรเจ็คท์ต่อไปก็จะเริ่มต้นทันที ทว่าในบางครั้ง เรื่องมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด วงรอบการทำงานไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด บางโปรเจ็คท์อาจจะแค่ประสบความล่าช้า ขณะที่บางโปรเจ็คท์ประสบปัญหาจนต้องล้มเลิกการพัฒนา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแผนงานเหล่านี้ สามารถนำมาซึ่งการปลดพนักงาน ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘การปลดงานตามฤดูกาล’ (Seasonal Layoffs) ได้ทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ยังมีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นำมาซึ่งการปลดพนักงานในอุตสาหกรรมเกม นั่นคือการทำรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งจากสาเหตุที่กระแสตอบรับของเกมออกใหม่ไม่ดีอย่างคาดจนส่งผลกับยอดขาย, การวางจำหน่ายเกมหรือออกอัพเดทช้ากว่าที่กำหนดไว้ รวมถึงการแข่งขันในอุตสาหกรรมอันรุนแรง ซึ่งทาง แอนดรูว์ วิลสัน CEO ของ EA ก็ยอมรับผ่านทางบันทึกภายในกับพนักงาน ที่หลุดมาถึงมือสื่อและถูกเปิดเผยว่า “เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง”blizzard-interns-group

 

ประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จะด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในการพัฒนาเกม หรือรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่พ้น พนักงานที่อยู่ในห่วงโซ่ด้านล่างขององค์กรต่างๆ อยู่ดี

เคธี่ ชิโรนิส เกมดีไซเนอร์สาวเล่าประสบการณ์ชีวิตของเธอผ่านเว็บไซต์ Polygon ว่า เธอเริ่มทำงานเป็นนักพัฒนาเกมครั้งแรกในปี 2013 หลังสำเร็จการศึกษาใหม่ๆ กับ Microsoft Game Studios ทว่าอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ทำให้ต้องออกจากงาน แม้เธอจะได้งานใหม่ทันที แต่ปรากฎว่าทำได้เพียงไม่กี่เดือนก็โดนเลย์ออฟอีกครั้งเนื่องจากโปรเจ็คท์ต่างๆ ของบริษัทไม่เป็นไปตามแผน 

การถูกปลดออกจากงานครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เธอกับ แม็กซ์ สามีซึ่งพบรักกันที่ Microsoft ไม่กล้าที่จะวางแผนอะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย และถึงแม้เธอจะได้งานใหม่ที่ดูจะมั่นคงขึ้น แต่สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันทำให้เธอแทบจะอยู่ไม่เป็นสุขกับงานเลยแม้แต่น้อย

“ครั้งหนึ่ง บริษัทที่ฉันทำงานกำลังจะเปลี่ยนเอนจินที่ใช้ในการพัฒนาเกม ซึ่งฉันมีประสบการณ์มาก่อน ขณะที่หลายๆ คนไม่มี ตอนนั้นฉันก็รู้สึกแหม่งๆ แล้วล่ะว่าเรื่องร้ายๆ กำลังจะมา”

“แล้ววันหนึ่งช่วงก่อนเที่ยง คอมพิวเตอร์ของพนักงานหลายคนในออฟฟิศก็ล็อกเอาท์เองพร้อมๆ กัน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตอนแรก แต่หลังจากนั้นฝ่ายบุคคลก็โทรเรียกบุคคลเหล่านั้นขึ้นห้องประชุมทีละคนๆ และนั่นคือวันสุดท้ายที่พวกเขาเหล่านั้นได้ทำงานที่นี่ ส่วนฉันเองแม้จะรอดจากซองขาวได้ แต่ก็รู้สึกผิดในใจอยู่เหมือนกัน และมันก็ทำให้ฉันเริ่มมีอาการหวาดระแวงเกี่ยวกับเรื่องงานขึ้นมา”

 

ปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ประสบการณ์จริงที่ต้องเผชิญผ่านการทำงาน ทำให้คนในอุตสาหกรรมเกมต้องปรับตัว โดยหนึ่งในสิ่งที่ทำนั้น คือการผูกมิตรกับคนร่วมวงการไว้ ไม่ว่าจะทำงานในบริษัทที่เป็นคู่แข่งหรือไม่ เพราะเมื่อถึงวันที่อะไรต่างๆ ไม่เป็นไปดั่งที่คาดไว้ เพื่อนร่วมวงการก็จะช่วยเหลือกันให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ อย่างเช่นในตอนที่ Activision Blizzard ปลดพนักงาน อดีตคนงานก็ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Twitter, Linkedin ในการหางาน ทำให้พวกเขาได้งานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเกมขนาดกลางถึงใหญ่ หรือจะเป็นบริษัทที่เกิดใหม่ก็ตามelsinore_1400x700

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คนในวงการเกมต้องตระหนักอยู่เสมอ … “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ดังที่ เคธี่ ชิโรนิส เผยว่า

“เวลาผ่านไป ฉันก็รู้ว่า ความกลัวและความวิตกกังวลไม่ใช่แค่เพียงเรื่องปกติธรรมดา แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็นหากคุณต้องการมีอาชีพการทำงานที่ยืนยาว มันมีความเป็นไปได้อยู่เสมอว่าเกมนั้นอาจจะออกช้า อาจจะขายไม่ดี และสตูดิโอที่ทำงานอยู่อาจปิดตัวได้ทุกเมื่อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้แต่กับบริษัทที่มีเกมฮิตหลายๆ เกม”

“ที่สุดแล้ว งานในฝัน มันก็คืองานธรรมดาๆ อีกงานหนึ่งเท่านั้นเอง”

Uncategorized

ร็อบบี้ ซาเวจ นักเตะที่ถูกขนานนามว่า ‘สกปรกที่สุด’ ในพรีเมียร์ลีก

ร็อบบี้ ซาเวจ นักเตะที่ถูกขนานนามว่า ‘สกปรกที่สุด’ ในพรีเมียร์ลีก

สำหรับแฟนบอลรุ่นเก๋าที่ติดตามฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ มาไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี คงทราบกันดีว่าพรีเมียร์ลีกในยุคปลายทศวรรษที่ 90 ถึงต้นทศวรรษที่ 2000 นั้นช่างมีเสน่ห์ให้น่าหลงใหล และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทุกครั้งที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาถกในวงสนทนาก็ยังคงสนุกอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยน 

 

พรีเมียร์ลีกในยุคดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยผู้เล่นหลากหลายคาแรคเตอร์ ทั้งเทพบุตรสุดหล่อขวัญใจสาวๆ, เด็กหนุ่มผู้ทุ่มเท, หรือแม้กระทั่งดาวร้ายจอมกวนประสาท ซึ่งถ้าพูดถึงดาวร้ายแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ หลายคนคงนึกถึง “เครซี่แก๊ง” ที่ก่อวีรกรรมสุดฉาวเอาไว้มากมายในหน้าประวัติศาสตร์ แต่นอกจากเหล่าคนบ้าแห่งสโมสรวิมเบิลดันแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีผู้เล่นอีกหนึ่งคนที่แสบสันไม่แพ้กัน ถึงขั้นที่โดนสื่อหลายสำนักยกให้เป็น “นักฟุตบอลที่สกปรกที่สุดในพรีเมียร์ลีก” เลยทีเดียว ชื่อของเขาคือ “ร็อบบี้ ซาเวจ”

เรื่องราวของเขาเป็นมาอย่างไร? ทำไมเขาจึงเป็นจอมสกปรกที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ? และตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามกับเราได้ที่นี้article-2517643-0111CB0A00000578-385_964x649

ดูเผินๆ ก็เหมือนจะธรรมดา

ถ้าคุณกำลังคิดว่ากำลังจะได้อ่านเรื่องราววัยเด็กสุดแสนเข้มข้นเร้าใจของดาวเตะรายนี้แล้วล่ะก็ บอกได้เลยว่าคุณคิดผิด เพราะถึงแม้ ร็อบบี้ ซาเวจ จะขึ้นชื่อในการเป็นนักเตะจอมสกปรก แต่ชีวิตนอกสนามในวัยเด็กของเขานั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

“ตอนเด็กผมเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง”

“ผมมีครอบครัวที่ดี คุณพ่อของผมเป็นวิศวกร มีพี่ชายที่อายุมากกว่า 4 ปี เขานี่แหละเป็นคนบังคับให้ผมออกไปเตะฟุตบอลที่ข้างถนน ซึ่งมันค่อย ๆ หล่อหลอมให้ผมแข็งแกร่งขึ้น”

“ในทุกเช้าคุณพ่อมักจะตื่นตั้งแต่ตี 5 พาผมออกตระเวนไปทั่วประเทศตามรายการแข่งขันฟุตบอลต่างๆ และจะรอจนกว่าผมจะแข่งเสร็จจึงจะกลับบ้านมากินอาหารเย็นด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มแล้ว” ซาเวจ เล่าย้อนถึงเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กกับสื่อ The Guardianลังจากนั้นชีวิตของ ซาเวจ ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในเส้นทางสายฟุตบอล โดยเข้าสู่ชายคาทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฐานะนักเตะเยาวชน Class of ‘92 อันโด่งดัง อย่างไรก็ตามฝีเท้าของเขาไม่โดดเด่นพอที่จะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนจำใจต้องย้ายออกสู่ทีมในระดับต่ำกว่าอย่าง ครูว์ อเล็กซานดร้า เพื่อหาโอกาสลงสนาม และที่นี่เองที่ฝีเท้าของเขาเริ่มเฉิดฉาย ซาเวจ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการลงเล่นในลีกไป 77 นัด ยิงได้ 10 ประตู ภายในระยะเวลา 3 ปี Robbie_Savage2_3571757k

ด้วยฟอร์มการเล่นดังกล่าว สนามระดับลีกรองดูเหมือนว่าจะเล็กสำหรับเขาไปเสียแล้ว ทำให้ในปี 1997 เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก ตัดสินใจคว้าตัวเขาไปร่วมทัพด้วยค่าตัว 600,000 ปอนด์

ถึงแม้จะเข้าสู่สนามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ ซาเวจ เพราะเขาสามารถยืนระยะการค้าแข้งในระดับสูงได้นับ 10 ปี โดยเปลี่ยนต้นสังกัดไปเรื่อยๆ ตามวิถีนักฟุตบอล จาก เลสเตอร์ ซิตี้ สู่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ สู่  แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ก่อนจะแขวนสตั๊ดกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในปี 2011 ซึ่งไม่ว่าจะเล่นให้กับทีมไหนเขาก็ประคับประคองฟอร์มการเล่นอยู่ในระดับที่ดีได้ตลอด อาจจะไม่ถึงขั้นซูเปอร์สตาร์ประจำทีม แต่ก็เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะขาดไม่ได้

“ผมได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเสมอ พวกเขาไม่เคยอิจฉาในความสำเร็จของผม โดยเฉพาะคุณพ่อ ตลอดระยะเวลา 15 ปีในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของผม ท่านไม่เคยพลาดที่จะดูเกมที่ผมลงเตะเลยสักเกมเดียว”

ชีวิตของ ร็อบบี้ ซาเวจ นั้นช่างดูธรรมดา เติบโตในครอบครัวอบอุ่น คนรอบข้างสนับสนุน มีวิถีการค้าแข้งที่ไม่หวือหวา แล้วเหตุใดกันเล่าเขาถึงกลายเป็นนักเตะจอมสกปรกได้?

วายร้ายผู้เฉลียวฉลาด

หนึ่งสิ่งที่การันตีการเป็นนักเตะจอมสกปรกของ ซาเวจ ได้เป็นอย่างดี คือการที่เขาคือเจ้าของสถิติผู้เล่นที่ได้รับใบเหลืองมากที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวนมากถึง 87 ใบ

“ผมชอบในการเกเรอยู่เสมอ” 

“การเกเร เล่นตุกติกในสนามนั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ทุกคนเห็นผมเป็นแบบนั้นในสนามแล้วก็ตัดสินผม แต่จริงๆ แล้วตัวตนของผมนั้นคือคนที่ทำงานหนักอยู่เสมอ และออกจะหัวเราะง่ายด้วยซ้ำ” ร็อบบี้ ซาเวจ ตอบคำถามถึงสไตล์การเล่นของตัวเองกับ The Guardian

ถึงแม้จะได้รับใบเหลืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การันตีความเป็นนักเตะจอมสกปรก แต่ถึงอย่างนั้น ซาเวจ กลับแทบไม่มีวีรกรรมอะไรที่เด่นชัดให้คนจดจำได้เท่าไรนัก เพราะส่วนใหญ่เขามักจะเน้นไปที่การตุกติกเล็กๆ น้อยๆ เช่นการพุ่งล้มหรือการยั่วโมโหเสียมากกว่า เช่นในรอบชิงชนะเลิศลีกคัพ ฤดูกาล 1998-99 เขายั่วโมโหเสียจน “จัสติน เอดินเบิร์ก” นักเตะทีม ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สติหลุดโดนใบแดงไล่ออกไปในที่สุด หรืออีกเหตุการณ์คือการทะเลาะในอุโมงค์กับ “ริโอ เฟอร์ดินานด์” ยอดกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำให้ทั้งคู่เกลียดกันอยู่พักใหญ่

“พวกเราเกลียดกันเพราะเคยทะเลาะกันในอุโมงค์ของสนาม โอล์ด แทรฟฟอร์ด”

“ผมเริ่มผลักเขาจากด้านหลัง ก่อนที่เขาจะหันมาล็อกคอผม ทุกอย่างวุ่นวายกันไปใหญ่ จนในที่สุดหน่วยรักษาความปลอดภัยก็เข้ามาห้าม” ซาเวจ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์วันนั้นผ่าน Joe UK

นอกจากนั้นถ้าขุดสถิติให้ลึกลงไป จะพบว่าตลอดชีวิตการค้าแข้ง ร็อบบี้ ซาเวจ เคยได้รับใบแดงเพียงแค่ 2 ใบเท่านั้น และถ้านับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก เขามีใบแดงเพียงใบเดียว ซึ่งมาจากการแฮนด์บอล (อีกหนึ่งใบได้รับจากกเกมที่เล่นให้กับทีมชาติเวลส์)

“มันคือพรสวรรค์ ถึงผมจะเล่นตุกติกบ่อยครั้ง แต่ผมมีใบแดงแค่ใบเดียวในชีวิต นั่นเป็นเพราะผมฉลาด ผมรู้ว่าจะประคองตัวเองยังไงให้เล่นครบ 90 นาที ผมควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ไหลไปตามสถานการณ์ตรงหน้า”

“ผมคิดว่ากองเชียร์ทีมผมน่าจะรู้สึกดีใจที่มีนักเตะอย่างผมอยู่ในทีม ส่วนฝ่ายตรงข้าม แน่นอนว่าเขาต้องมองผมเป็นไอ้โรคจิต”

“แต่ยังไงนั่นก็คือตัวตนของผม”

 

จอมสกปรกผู้เปลี่ยนไป

“จริงๆ แล้ว ซาเวจเป็นคนน่ารักและอ่อนไหว” มาร์ก ฮิวจ์ส เคยพูดถึงลูกทีมของเขาคนนี้เอาไว้สมัยที่ทั้งคู่ร่วมงานกันที่สโมสร แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส และก็ดูว่าสิ่งนั้นจะเป็นความจริง เพราะปัจจุบัน ร็อบบี้ ซาเวจ ในวัย 45 ปี นั้นมีภาพลักษณ์ที่แทบจะเป็นคนละคนกับเมื่อสมัยยังเป็นนักเตะวัยละอ่อนโดยสิ้นเชิง เขาเป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์วิจารณ์เกมที่ได้รับการชื่นชมที่สุดของ BBCNINTCHDBPICT000383641038

“ซาเวจนั้นเป็นผู้เล่นมีคาแรคเตอร์ยามเมื่ออยู่ในสนาม แต่เมื่ออยู่นอกสนามเขาคือคนฉลาด และเมื่อสองสิ่งนี้รวมกัน นั่นทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเป็นนักวิจารณ์เกมฟุตบอล” 

“มีนักฟุตบอลเพียง 10-20% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในอาชีพหลังการค้าแข้ง และแน่นอนว่า ซาเวจ คือหนึ่งในนั้น” แฮรรี่ แคทเทิล นักข่าวจาก The Versed ให้ความเห็น

นอกจากการเป็นนักวิเคราะห์ชื่อดังแล้ว ใครจะเชื่อว่านักเตะจอมบ้าดีเดือดอย่าง ร็อบบี้ ซาเวจ จะหันมาให้ความสนใจกับการเต้นลีลาศ จริงจังถึงที่ว่าเข้าร่วมรายการประกวดเต้น “Strictly Come Dancing” อันโด่งดังของประเทศอังกฤษ ซึ่งถึงแม้ว่าลีลาบนฟลอร์ของเขาอาจจะยังไม่ดีนัก แต่ทุกคนก็ชื่นชอบที่ได้เห็นเขาออกมาเต้นแจกจ่ายรอยยิ้มให้กับผู้คน ตรงกันข้ามกับการแจกจ่ายคำสบถด่าสมัยยังค้าแข้งอยู่โดยสิ้นเชิง

“จริงๆ แล้วผมขี้อายมากนะ”

“การเต้นมันทำให้ผมได้ปลดปล่อยตัวเอง นอกจากนั้นมันยังรู้สึกดีมากๆ ด้วย เหมือนกับว่าผมเพิ่งเคยได้รับความรักจากผู้คนครั้งแรก เพราะสมัยที่ผมยังเป็นนักฟุตบอล สิ่งที่ได้ยินนั้นมีแต่คำด่ามาโดยตลอด”

ความสนุกกับชีวิตของอดีตนักเตะจอมสกปรกวัยกลางคนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา ซาเวจ เพิ่งทำการช็อกวงการด้วยการประกาศกลับคืนสู่สนามหญ้าอีกครั้ง โดยตกลงค้าแข้งให้กับ สต็อกพอร์ท ทาวน์ ทีมในลีก North West Counties League Division One South หรือลีกระดับ 10 ของประเทศอังกฤษ

“ผมอยากจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเยาวชน”

“นอกจากนั้นผมยังรู้สึกว่าอยากให้โอกาสตัวเองกลับมาเตะฟุตบอลดูอีกครั้ง”

“เด็กๆ ในทีมน่าจะดีใจนะที่ได้เล่นร่วมกับตำนานอย่างผม” ซาเวจ ให้สัมภาษณ์ติดตลกกับ BBC

จากวายร้ายจอมสกปรกในสนามสมัยวัยหนุ่ม แต่ปัจจุบันผู้ชายที่ชื่อ ร็อบบี้ ซาเวจ เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่พยายามทำเพื่อคนอื่น เป็นผู้ให้ และเลือกที่จะแจกจ่ายรอยยิ้มเสียงหัวเราะแทนคำสบถอันหยาบคาย 

เรื่องราวในอดีตอาจเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำในวันนี้ หากจะเรียกเขาว่า “วายร้ายที่ทุกคนรัก” ก็คงจะไม่ผิดอะไรหรอกกระมัง

Uncategorized

Ufabetgo Sex Story : สำเร็จความใคร่กับสาวนักศึกษา…

Ufabetgo Sex Story : สำเร็จความใคร่กับสาวนักศึกษา…332222

 ชุดนักศึกษาไทยนี่มันช่างเร้าอารมณ์ทางเพศเสียจริง เห็นทีไรเป็นควยโด่ ยิ่งมหาลัยที่ผมเรียนอยู่นี่นะ มีแต่พวกเด็กไฮโซ ขาวๆ หมวยๆกันทั้งนั้น อื้อหือ ได้เห็นพวกเธอในชุดนักศึกษาทีไรไม่เป็นอันเรียนทุกที เพราะเหตุนี้งัยเกรดผมเลยตกต่ำสิ้นดี ก็เวลาเรียนน่ะตั้งใจฟังอาจารย์ซะที่ไหนล่ะ นู่น สายตาจับจ้องอยู่ที่เพื่อนๆหญิงตลอด ก็มีทั้งขาว ทั้งอวบ ทั้งเซอร์ ทั้งหมวย เรียกได้ว่าอยากดูแบบไหนมีให้ดูหมด ดูกันจนควยระเบิดไปเลย
ยิ่งถ้าเป็นคลาสใหญ่ๆสัก400-500คนนะ ผมจะถือโอกาสชักว่าวในคลาสแม่งไปเลย เริ่มจากเดินอ้อมไปดูหน้าอีพวกนี้ จดจำเอาหน้าสวยๆมาไว้จินตนาการเวลาชักว่าว แล้วเหลียวลงมาดูเรียวขาขาวๆของพวกเธอ ถ้าวันไหนโชคดีเธอมุ่งมั่นกับการเล็กเชอร์จนลืมตัว หัวเข่ากลมมนสองข้างก็จะค่อยๆอ้าออกจากกัน ทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นต้นขาขาวๆ กางเกงในสวยๆ เนินหีโหนกๆ ยิ่งถ้าโชคดีหน่อยบางวันมองเห็นถึงเส้นหมอยแพลมออกมาจากกางเกงในเธอทีเดียว นึกแล้วอยากเอาหน้าไปซุกที่หว่างขา ถลกกระโปรงขึ้นไปกองที่หน้าท้องแล้วลงลิ้นเลียหีให้เธอน้ำเงี่ยนไหลทะลัก ร้องสยิวลั่นมหาลัย ขาเรียวๆขาวๆมันก็ช่างน่าจับมาพาดบ่านัก เห็นแล้วอยากแหกขายาวๆมาพาดบ่าแล้วยัดควยเข้าไปทะลวงรูหีให้แหกยับไปเลย
เสร็จจากภารกิจด้านหน้าก็อ้อมมาด้านข้าง เวลาเล็กเชอร์เค้าไม่ค่อยสนใจตัวเองกันนักหรอกครับ สมาธิมุ่งมั่นกันอยู่แต่กับสิ่งที่เรียนนู่น ก็มหาลัยผมมันมีแต่เด็กเรียนเก่งๆทั้งนั้นนี่ เมื่อสมาธิไปอยู่ที่อื่น พวกเธอจึงไม่รู้เลยว่าเพื่อนชายข้างๆกำลังตาลุกโพลงจ้องจ้องมองเนินนมขาว สล้างที่โผล่พ้นร่องกระดุมวับแวมพอให้ควยลุก ใครขาวมาก ใครขาวน้อย ใครอึ๋ม ใครแบน ก็ได้เห็นกันตอนนี้ล่ะ
เก็บข้อมูลใส่เมมโมรี่ในสมองครบถ้วนก็ได้เวลาปฏิบัติภารกิจล่ะครับ คราวนี้ก็อ้อมไปนั่งด้านหลังเธอ ตาจ้องมองสัดส่วนทรวดทรงองค์เอว ชุดนักศึกษารัดเปรี้ยะมันทำให้เห็นเอวเห็นอกเว้าโค้งตามสัดส่วนจริงเหมือน ไม่ได้ใส่อะไรอยู่ ด้านล่างก็เช่นกัน ถ้าใครใส่กระโปรงทรงเอ เวลาก้มตัวเขียนหนังสือกระโปรงก็จะรัดตึงเห็นก้นงอนๆได้รูป ส่วนถ้าใครใส่พลีทก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผ้ามันๆบางๆของกระโปรงพลีทจะไล้โลมราบเรียบกับแก้มก้นของพวกเธอจนเห็นเป็น รูปทรงสองก้นเว้าโค้งเต็มๆตา แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้วที่ได้ชักว่าวโดยมีผู้หญิงสวยๆไม่ซ้ำหน้ามาเป็นนาง แบบให้อย่างนี้
วันนี้ก็เช่นกัน ผมเดินควยโด่มาตั้งแต่เช้าเพราะดันไปเจอนักศึกษาหน้าตาหวานๆอ้อนควยคนหนึ่ง ก้มเก็บชีทโชว์เนินอกขาวๆให้มีอารมณ์ตั้งแต่เช้า วันนี้เลยไม่รงไม่เรียนมันแล้ว ชักว่าวใส่นักศึกษาสาวเล่นดีกว่า แล้วเทวดาก็เมตตาส่งเหยื่อสาวมาให้ผม ไม่ใช่คนอื่นไกลครับ เธอเป็นเพื่อนในคณะรัฐศาสตร์ของผมนั่นเอง มดเป็นนักศึกษาเรียนดีกำลังลุ้นเกียรตินิยมอันดับสอง เคยได้ทุนนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปเรียนที่อเมริกามาหนึ่งปีด้วย ถ้าเป็นคนอื่นผมคงคิดว่าโดนนิโกรเย็ดไปแล้ว แต่สำหรับมดนี่ผมเชื่อว่าเธอยังซิงๆแน่นอน เพราะมดเป็นคนเรียบร้อยมากๆ ฐานะที่บ้านก็คงจะดีเพราะเห็นขับรถมาเรียนเองทุกวัน คิดดูสิครับ ขนาดตอนปีหนึ่งต้องทำกิจกรรมดึกๆเธอยังกลับบ้านเกินหกโมงเย็นไม่ได้เพราะที่ บ่านเป็นห่วง มึงเอ๋ย วันนี้ล่ะกูจะให้อีคุณหนูคนนี้ได้รู้จักน้ำว่าว ให้ร่างสวยๆของมันเปรอะน้ำว่าวกูซะให้เข็ด
ผมเดินผ่านเธอ เธอก็ไม่เอะใจสงสัยเลยครับว่าวันนี้จะต้องกลายเป็นเครื่องมือบำบัดความใคร่ ให้ผม หน้าหวานๆอ้อนควยยังคงส่งยิ้มให้ผมจนตาโตของเธอหยีเล็กตามปกติ มดคงสงสัยว่าทำไมผมไม่ยอมไปนั่งด้วยกับเธอ แต่เธอก็คิดไม่ได้อะไรมาก ที่จริงแล้วผมไม่ได้กะจะไปทักทายอะไรเธอหรอก แค่จะเดินอ้อมไปดูหน้าสวยของมดเพื่อเก็บเอามาจินตนาการตอนชักว่าวเท่านั้น แหละ แต่เออแหะผมลืมไป ที่จริงผมมีไฮไฟว์มดนี่หน่า พอหาที่นั่งว่างๆข้างหลังเธอได้ผมเลยควักโน้ตบุ๊กออกมาเปิดไวร์เลสหารูปในไฮ ไฟว์ของเธอ แล้วก็ได้รูปโดนใจมารูปหนึ่ง เป็นรูปที่เธอกำลังเม้มปาก กะจะเอาไปจินตนาการว่าเอาควยยัดริมฝีปากสวยๆนั้นให้แหกอ้าอมลำควยทั้งลำ ดูดเลียจนน้ำเงี่ยนไหลหลั่งผ่านมุมปากไปเลย

วันนี้มดใส่กระโปรงทรงเอโชว์เรียวขาขาวยาวๆน่าจับมาพาดบ่าเสียจริง ผมไม่รอช้ารีบควักควยออกมาสาวเมื่อแน่ใจว่าคนอื่นๆกำลังมุ่งมั่นกับการจด เลกเชอร์อยู่ มดก็เช่นกัน เธอโน้มตัวลงไปจดทำให้หน้าอกสวยของเธอไปวางค้างอยู่ที่โต๊ะเลกเชอร์พอดี มันจึงเหมือนกับเธอตั้งนมทั้งเต้าอวดสายตาผมเต็มๆ มดมักขเม้นกับการจดโดยไม่รู้เลยว่าเพื่อนของเธอกำลังจ้องมองทรวดทรงของเธอ จากทางด้านหลังพร้อมกับจ้องมองรูปเธอแล้วชักว่าวไปด้วย ความรู้สึกที่ได้ชักว่าวสดๆต่อหน้าผู้หญิงสวยๆโดยที่กลิ่มหอมของเธอยังโชยมา เตะจมูกอยู่อย่างนี้มันช่างสุดยอดจริง ผมไล่ตาไปตั้งแต่รอยเสื้อชั้นในสีขาวที่เห็นเด่นชัดเพราะความบางของเสื้อนัก ศึกษา ไล่ตาไปมองแขนขาวๆและลำคอระหงที่ตัดกันกับสีขาวของเสื้อนักศึกษาตัวเล็ก เอวของมดขอดกิ่วและทุกทีที่เธอโน้มตัวลงไปเขียน ชุดนักศึกษาคับติ้วจะรัดรึงให้เห็นสะโพกและบั้นท้ายกลมมนของมด กระโปรงนักศึกษาฟิตเปรี๊ยะรัดรูปทำให้เห็นความเว้าโค้งของแก้มก้นทั้งสองลูก อย่างชัดเจน มันคงจะทั้งเนียนทั้งนุ่มน่าขยำหมับให้เต็มมือ ยิ่งไล่ตาลงมาที่ขายิ่งเงี่ยนเข้าไปใหญ่ ขาขาวๆถูกสีดำของกระโปรงและรองเท้าที่เธอสวมอยู่ขับเน้นให้เห็นถึงความขาว เนียนจนแทบจะสะท้อนแสงเข้าตาผม ยิ่งประกอบกับใบหน้ายิ้มหวานอาโนเนะในไฮไฟว์ที่กำลังส่งสายตายั่วควยให้ผม อีก ผมยิ่งอยากลุกขึ้นไปเอาควยฟาดหน้าเธอเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ตาก็ดู จมูกก็โน้มไปดมกลิ่นกายสาว ส่วนมือก็เร่งซอยยิกๆจนในที่สุดก็สุดจะกลั้น น้ำเงี่ยนขาวขุ่นที่อั้นไว้นานไหลทะลักออกมาเต็มกางเกงในผมไปหมด ก่อนที่มันจะไหลรินเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ผมรีบเอามือป้ายเอาน้ำเงี่ยนกองนั้นมาไว้ในอุ้งมือ และแน่นอนครับ ก่อนจะจากไป ในฐานะที่มดวันนี้ช่วยกรุณามาเป็นของเล่นบำบัดความใคร่ให้ผม ผมจะมอบน้ำเงี่ยนสุดพิเศษของผมนี่ให้เป็นของขวัญขอบคุณเธอ
อูย พอมอบเสร็จแล้วควยผมก็แข็งโด่ขึ้นมาอีก ก็ภาพที่เห็นอยู่ต่อหน้าคือภาพตูดงอนๆของอีมดมีน้ำเงี่ยนกองใหญ่เปรอะติด อยู่กับกระโปรงสีดำเต็มไปหมด ตอนนี้มันยังไม่ซึมลงไปเธอคงยังไม่รู้สึกตัว ผมจึงรีบชิ่งออกไปสังเกตการณ์ไกลๆ น้ำเงี่ยนสีขาวขุ่นค่อยๆไหลรินไปตามความโค้งมนของตูดนักศึกษาสาว ในที่สุดมันก็ไหลลงไปจนถึงเก้าอี้ ตอนนี้เธอจึงกลายเป็นว่านั่งทับน้ำเงี่ยนผมอยู่ น้ำเงี่ยนของผมกำลังซึมผ่านเข้าไปสัมผัสกับก้นนุ่มๆของอีมด นักศึกษาทุนเรียนดีจากต่างประเทศที่ใครๆในคณะก็ได้แต่แอบมอง แต่ผมนั่งมองซึ่งๆหน้าแถมยังว่าวใส่ตูดมันอีก ตอนนี้มดคงรู้ตัวแล้วว่ามีอะไรเปียกๆที่ก้นเธอ และก็เป็นไปตามที่คิด เธอเอามือไปคลำๆดูที่ก้น แบบนี้ก็เสร็จผมสิครับ มือขาวๆนุ่มๆของมดที่ไม่เคยสัมผัสอะไรสกปรกมาก่อน บัดนี้เปรอะไปด้วยน้ำเงี่ยนสดๆจากควยของผมเองเต็มไปหมด โอย แล้วเธอยังไม่รู้อีกว่ามันเป็นอะไร ดันยกขึ้นมาดมซะงั้น น้ำเงี่ยนหอมๆของผมจึงแทบจะสัมผัสกับจมูกของมด ไม่ไหวแล้ว ผมจะแตกอีกรอบแล้ว
มดคงรู้แล้วล่ะว่ามันคืออะไร เธอทำหน้าเหรอหราเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก หน้าหวานหันรีหันขวางเหมือนพยายามจะมองหาที่มาของน้ำเงี่ยนที่ละเลงเต็มตัว เธอตอนนี้ สักพักเธอก็ทำหน้าขมวดเหมือนกับจะร้องไห้ เมื่อตั้งสติได้จึงรีบเดินออกจากห้องไป
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยตามเหยื่อออกไป แต่มดนี่มันสุดยอดจริงๆ อยากเย็ดตั้งแต่แรกเห็นหน้าแล้ว จึงเอาวะ เป็นงัยเป็นกัน ผมเดินตามมดออกไปนอกห้องเรียน ระหว่างทางนั้นมดรีบวิ่งเลยครับ ไม่สนใจว่าจะมีใครตามมาหรือเปล่า ผมจึงได้เห็นภาพชวนควยลุกอีก คือภาพตูดงอนๆของอีมดยักย้ายขึ้นลงตามจังหวะการวิ่งเหมือนกับกำลังยักคิ้ว ให้ผม น้ำเงี่ยนที่กระจุกเป็นหย่อมเมื่อเธอวิ่งมันจึงกระจายตัวเต็มกระโปรงเธอไป หมดแล้วตอนนี้ แน่นอนครับเธอมุ่งตรงไปยังห้องน้ำหญิง ผมจึงตัดสินใจเสี่ยงแอบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องข้างๆเธอแล้วปีนดู
555 เธอกำลังสาละวนกับการใช้ทิชชู่พยายามเช็ดน้ำเงี่ยนออกจากกระโปรง แต่มันคงไม่ค่อยถนัดนักเพราะเธอต้องเอี้ยวจนเกือบสุดตัว ผมลุ้นว่าเธอจะทำให้มันสะดวกขึ้นหรือเปล่า แล้วหัวใจผมก็แทบวาย เธอทำตามที่ผมภาวนาจริงๆ มดค่อยๆรูดซิปกระโปรงออก สะโพกขาวนวลเนียนจึงค่อยๆปรากฎต่อสายตาผมช้าๆ ความขาวที่ค่อยๆปรากฎมันล่อควยผมให้ลุกจนจะระเบิด ยิ่งเมื่อเธอค่อยๆเลื่อนกระโปรงลงไปจนสุดปลายเท้า บั้นท้ายกลมกลึงของมดที่มีเพียงกางเกงในสีขาวตัวจิ๋วห่อหุ้มอยู่จึงปรากฏต่อ สายตาผมเต็มๆ
อีมดเอ้ย อีลูกผู้ดี มึงจะรู้มั้ยนะว่าตอนนี้ที่มึงกำลังก้มเช็ดกระโปรงอยู่นี่ มึงกำลังแอ่นตูดมึงให้เพื่อนที่มึงไว้ใจเห็นเต็มๆสองตา แก้มก้นของมดเนียนเรียบไม่มีไฝฝ้าราคีหรือเม็ดสิว การที่มดก้มลงทำให้ก้นเธอลอยเด่นเป็นสง่า ก้นใหญ่ๆขาวเนียนได้รูปน่าสัมผัสน่าจูบเป็นที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น กางเกงในสีขาวมันก็ช่างเล็กเหลือเกิน มันจึงเลื่อนไถลจากการที่เกาะเกี่ยวอยู่ที่แก้มก้น ไปกองรวมกันอยู่ที่ร่องก้นของเธอ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทำให้ปรากฎเห็นรอยแดงๆที่เคยเป็นรอยกางเกงในตัดกับ เนื้อก้นขาวๆดูเซ็กซี่เป็นที่สุด กางเกงในที่กองรวมกันอยู่ร่องก้นเป็นสีขาว แต่มีเส้นขนสีดำแพลมออกมานิดๆ อูย อีมด กูไม่เคยคิดเลยว่าวันนึงจะมีโอกาสให้เห็นหมอยมึง
ก้นของมดที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมมันช่างเต่งตึงงอนงามได้รูปอะไรอย่างนี้ ผมชอบผู้หญิงตูดงอนๆอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือดาวคณะและกำลังแอ่นตูดเปลือยให้ผมดูเต็มๆตาอยู่ นานสองนาน โดยเฉพาะเมื่อมดต้องออกแรงถูให้รอยน้ำเงี่ยนจางหายไป ก้นของเธอจะโยกขึ้นลงตามจังหวะออกแรง ก้นงอนๆกระเพื่อมเป็นจังหวะ อีมดดดดดด กูอยากพังประตูห้องน้ำเข้าไปเอาควยประกบก้นนุ่มๆของมึงจังเลย กูจะเอาควยกูยัดรูตูดมึง ขยำตูดขาวๆ เย็ดตูดขาวๆ ให้ช้ำแดงแหลกเหลวไปเลยอีสัด
คราบน้ำเงี่ยนมันเป็นคราบที่ถูเท่าไหร่ก็ถูไม่ออกหรอกครับ สักพักเธอก็ต้องถอดใจ แต่อ้าว เธอยังไม่ใส่กระโปรงกลับคืน ผมเข้าใจแล้ว มดจะถือโอกาสฉี่ด้วยนี่เอง โอยอีมด เมื่อกี้ได้เห็นแค่ตูดมึง น้ำเงี่ยนกูยังแทบทะลัก คราวนี้มึงจะแหกหีให้กูดูเหรอ
เอางัยเอากัน แม้จะเสี่ยงแต่ผมก็ค่อยๆแอบออกมาจากห้องน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ ห้องน้ำเป็นแบบนั่งยองยองคราวนี้ผมต้องใช้มุมมองด้านหน้าผมจึงจะเห็นของดี จึงค่อยๆแนบสายตาลงมองลอดช่องหว่างระหว่างประตูกับพื้น รองเท้าส้นสูงสีดำ ปลีน่องขาวผ่อง แก้มก้นเต่งตึง และนั่นในที่สุด……..
มด นักศึกษาเรียบร้อย เป็นกุลสตรีไทยทุกระเบียดนิ้ว แม้แต่ขาอ่อนขาวๆก็ยังไม่มีใครเคยได้เห็น แต่ ณ บัดนี้ เธอกำลังนั่งแหกหีให้ผมเห็นเต็มๆทั้งสองตาอยู่! เนินหีของมดโหนกนูนจนไม่น่าเชื่อเมื่อคำนึงถึงว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หีโหนกนูนของมดประดับประดาด้วยพงหมอยดำๆหรอมแรมตัดกับสีขาวของเนียนเนื้อดู โดดเด่น และโดดเด่นชวนควยลุกมากขึ้นไปอีกเมื่อตัดกับหลืบหีแดงๆ กลีบหีของมดยังสีแดงแจ๋และคงยังปิดแนบสนิท แต่ตอนนี้มดแหกหีอ้าเต็มที่ให้ผมพิจารณาทุกอณูเลยครับ ยิ่งเมื่อเธอฉี่เสร็จ เธอโยกก้นขึ้นลงสองสามทีเพื่อให้ฉี่สะเด็ดน้ำ ผมเลยพาลไปนึกจินตนาการว่ามดเป็นนางเอกหนังเอวีที่กำลังขึ้นควบควยผมอยู่ จังหวะโยกก้นของเธอมันยังติดตาผมมาทุกวันนี้และเห็นหน้าเธอเมื่อไหร่ผมก็นึก ภาพหีเธอโยกขึ้นลงเป็นจังหวะทุกที

ไม่ไหวแล้วครับ ในที่สุดผมก็เสียน้ำให้มดอีกรอบ แต่ผมไม่มีเวลาอ้อยอิ่งนานนัก ต้องรีบกลับไปนั่งในห้องเรียนเดี๋ยวจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตามด ผมไปนั่งทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไม่รู้เรื่องในห้อง ส่วนมดนั้นเมื่อกลับมาเธอพยายามเต็มที่ที่จะเดินเอียงๆเพื่อไม่ให้คนอื่น เห็นคราบน้ำเงี่ยนที่เป็นรอยขาวยาวตามกระโปรงของเธอ
ตอนนั้นมันก็ไม่มีใครสังเกตหรอกครับ เพราะทุกคนกำลังตั้งใจเรียนกันอยู่ แต่ตอนเลิกเรียนนี่สิ แม้จะพยายามเอาหนังสือมาปิดคราบขาว แต่มันก็ยิ่งเหมือนกับดึงดูดความสนใจให้คนมองเข้าไปใหญ่ หลายๆคนกระซิบกันให้มองกระโปรงของมด พวกผู้ชายที่ผมเชื่อว่าอยากเย็ดมดทุกคนพากันจ้องมองคราบขาวพร้อมกับถือโอกาส จ้องตูดงอนๆแล้วหัวร่อต่อกระซิก มึงไม่รู้หรอกเว้ยว่าตูดที่มึงหมายปองอยู่น่ะ ถูกน้ำเงี่ยนกูราดไปเต็มๆ แล้วยังใจดีโก่งให้กูดูความขาวเนียนเต็มๆตา แล้วยังไม่พอ ยังอุตส่าห์แหกหีให้ดูอีกหลายนาที มดเอ๋ยมด ร่างกายเธอน่ะ ไม่เป็นความลับสำหรับเราอีกแล้ว 555
ยิ่งมีคนจ้องมดยิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมจึงสวมบทพระเอกเข้าไปเดินเป็นเพื่อนมดแล้วพาเธอออกมาจากตึกเรียนให้เร็ว ที่สุด ผมชวนเธอไปกินข้าวเพราะอยากโชว์ผลงานให้คนทั้งมหาลัยเห็น แต่แน่นอนล่ะว่าเธอไม่ไป ร้องจะกลับบ้านท่าเดียว ผมเลยแกล้งทำเป็นห่วงกลัวหิวกลางทางเลยอาสาไปซื้อนมกับขนมมาให้กินระหว่าง ที่เธอเดินไปที่จอดรถ
555 แล้วผมก็นึกแผนการชั่วร้ายออกอีก นมน่ะเป็นนมไวตามิลค์ธรรมดา แต่มดเอ้ย ไหนๆวันนี้ก็ทั้งสัมผัสน้ำเงี่ยนเรา ทั้งดมน้ำเงี่ยนเราไปแล้ว เอาไปกินอีกหน่อยเป็นงัย ขนมที่ผมเลือกซื้อให้เธอจึงเป็นขนมชนิดพิเศษ ที่จริงมันก็เป็นแซนด์วิชทูน่ามายองเนสธรรมดา แต่ผมบรรจงแกะห่อออกแล้วใส่มายองเนสชนิดพิเศษเพิ่มลงไป น้ำควยที่ยังเกรอะอยู่ในกางเกงในผมนั่นเอง!
เมื่อผมคะยั้นคะยอให้มดกิน เธอก็กินตามอย่างว่าง่าย ริมฝีปากแดงๆอ้าอมเอาแซนด์วิชเข้าไป แต่ภาพในใจผมมันไม่ใช่ยังงั้น มันกลับกลายเป็นภาพมดสาวสวยกำลังอ้าอมเอาท่อนควยของผมเข้าไปทั้งลำ ก็สิ่งที่เธอกินอยู่มันคือน้ำควยของผมทั้งนั้นนี่นา เมื่อเธอกินเข้าไปหมดทั้งอันและแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แค่นี้ผมก็อวดอ้างได้แล้วว่า มด ว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับสอง เคยดูดเลียกินน้ำควยผมอย่างเอร็ดอร่อย ต่อจากนี้ไปทุกทีที่ผมเห็นหน้าเธอ ผมคงควยโด่ทุกครั้งเพราะภาพเหตุการณ์วันนี้ทุกช็อตมันติดตา 555
“ไปแล้วนะชัย ขอบคุณมากๆที่ไปซื้อขนมให้มด”
จังหวะนั้นในใจผมอยากจะตะโกนออกไปให้ลั่นเลยว่า
“กูก็ขอบใจมึงอีมด ที่ละเลงน้ำควยกูเล่น ขอบใจที่มึงดมน้ำควยกู ขอบใจที่โก่งก้นขาวๆให้กูดู ขอบใจที่แหกหีให้กูชักว่าว แล้วยังอุตส่าห์มีน้ำใจดูดเลียน้ำว่าวกูอีก วันนี้กูน้ำเงี่ยนแตกไปตั้งสามทีเพราะหน้าอ้อนควยของมึงคนเดียวอีสัด 555”

Uncategorized

Ufabetgo Sex Story : เมื่อเมียผมเป็นนางแบบเปลือย…

Ufabetgo Sex Story : เมื่อเมียผมเป็นนางแบบเปลือย…b3881991711e2625325a771635b12dfb

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว ช่วงนั้นผมตกงานครับ โดนพิษIMFตัวเลยกลับไปอยู่บ้านที่ระยอง โดยหิ้วเมียรักไปอยู่ด้วย แต่ไม่มีลูกครับก็สบายไปอย่าง พอดีที่บ้านอยู๋ริมทะเลก็เลยไปจับงานรับซื้อปูปลาเล็กๆน้อยๆไปส่งตลาดในตัวจังหวัด มีรายได้น้อยกว่าสมัยอยู่กรุงเทพ แต่ก็พอประคองตัวไปได้
วันหนึ่งตอนปลายเดือนเมษา มีเด็กนักศึกษากลุ่มหนึ่ง5-6คน มาถามหาเรือเช่า อยากจะไปหาวิววาดรูปตามเกาะ พอดีที่บ้านผมมีเรือเล็กๆ เอาไว้วางเบ็ดราว แต่พอดีน้องชายที่เป็นเจ้าของเรือไม่อยู่ ผมว่างๆพอดีก็เลยรับอาสารับจ้างพาเด็กนักศึกษาพวกนั้นไปเอง เพราะผมก็พอจะชำนาญเรืออยู่ พอดีเมียผมก็ไม่ได้ทำอะไรด้วย ก็เลยชวนเมียไปด้วยอีกคนหนึ่ง กะว่าจะได้ถือโอกาสไปพักผ่อนปล่อยสมองแก้เซ็ง แต่ผมบอกเมียผมว่า อย่าแสดงตัวว่าเป็นผัวเมียกันก็แล้วกันนะ เพราะไม่อยากให้พวกนักศึกษาคิดว่าผมกระเตงเมียไปด้วย ดูไม่ดี ให้บอกว่า เป็นญาติกันแล้วกัน จะได้ไม่น่าเกลียด เมียผมก้ไม่ว่าอะไร
เมียผมเป็นคนสวยพอใช้ล่ะครับ อายุก็แค่ 22 ยังไม่แยะมาก ผิวขาวเพราะเป็นลูกจีน คนเค้าว่าไม่สมกับผมกันทั้งนั้น เพราะผมตัวดำสูงใหญ่ แต่เราก็รักกันดี พวกนักศึกษาเหล่านั้นพอเห็นเมียผมไปด้วยก็ชอบกันใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าเธอมีเจ้าของแล้ว ผมบอกแค่ว่า เป็นญาติที่ขอติดเรือไปเที่ยวด้วยมาเท่านั้น
พอบ่ายเราก็ออกเรือไปทางเกาะเสม็ด คลื่นลมกำลังสงบดี ผมก็วนเรือไปให้พวกนั้นเลือกทำเลที่พอใจ ไปได้เอาเกาะหนึ่งทางทิศตะวันออกของเกาะเสม็ด เป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีคนมาเที่ยวเพราะไม่มีเรือวิ่งประจำ ถ้าคนไปเที่ยวเกาะเสม้ดบ่อยๆจะพอเดาได้ว่าผมหมายถึงเกาะอะไร ที่เกาะแห่งนั้น พวกนักศึกษาก็พออกพอใจเพราะวิวสวย พอไปุถึงพวกเขาก็แยกย้ายกันหามุมนั่งวาดรูป บางคนก็เอากล้องมาถ่ายภาพมุมสวยของเกาะ ส่วนผมกับเมียก็นั่งพักในร่มแบบสบายๆ บางทีพวกนักศึกษาก็มาพุดคุยกระเซ้าเย้าแหย่
แปลกนะครับ เวลาผมเห็นพวกนักศึกษาแอบมองเมียผมเพราะเธอสวยน่ารัก ผมจะเกิดความรู้สึกตื่นตัวแปลกๆ ยิ่งเห็นเธอหัวเราะต่อกระซิกกับพวกนั้นก็ยิ่งมีอารมณ์ ผมอาจจะมีอารมณ์ในทางสวิงก้ได้ เพราะผมก็ชอบอ่านเรื่องแบบนั้น ผมเลยกระซิบบอกเมียผมว่า นึกอยากพูดคุยอะไรกับพวกนั้นก็ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ คิดว่า ไม่ใช่เมียผมแล้วกัน เมียผมก็มองหน้าผมแบบยิ้มๆเหมือนเข้าใจอารมณ์ผมดี
พอซักบ่ายสามโมง คนชื่อเกริกที่เป็นเหมือนหัวโจกของนักศึกษาะพวกนั้นก็ดึงมือผมไปปรึกษา โดยบอกว่า พวกเขาอยากวาดภาพแบบนู้ดเพื่อส่งงานอาจารย์แต่ไม่มีนางแบบ เพราะนัดกันไว้แล้วก็ไม่มา อยากจะจ้างเมียผมให้ช่วยเป็นนางแบบ (เค้าไม่รู้นะครับว่าเป็นเมียผม)โดยเค้ารวบรวมเงินเป็นค่าจ้างให้1,500บาท อยากให้ผมลองเจรจาดู ผมได้ฟังก็นึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที อยากจะลองดูเหมือนกัน ผมก็เลยไปคุยกับเมีย เธอก็อายๆ แต่ก็บอกว่า ตามใจผมก็แล้วกัน แต่ต้องไม่โป๊อะไรนะ ผมดีใจมากก็เลยบอกพวกนั้นว่า ตกลง เกริกกับเพื่อนๆเลยพอใจกันมาก
ตอนนั้นเมียผมใส่ผ้าถุงและเสื้อยืดสีขาว เกริกก็บอกให้เธอถอดเสื้อออก แล้วนุ่งผ้าถุงแบบกระโจมอก พอเธอถอดเสื้อออกก็เห็นผิวเนื้อขาวผ่องเชียวครับ ผมตื่นเต้นมากจัง เช่นเดียวกับพวกนศ.ซึ่งดูจะพอใจกับความน่ารักของเมียผมมาก เมียผมก็ออกอาการอายๆ แต่เธอก็ตามใจพวกนั้น เกริกให้เธอลงไปแช่น้ำเพื่อให้ตัวเปียกๆภาพจะได้สวยๆ แล้วก็ให้เธอมานั่งโพสต์ท่าบนก้อนหินเล็กๆก้อนหนึ่งที่ริมหาด ผมเห็นหัวนมเธอตั้งเลยครับ เพราะผ้าเปียกจะรัดรูปร่างเธอมาก แต่เมียผมก็ดูจะสนุกนะครับ
พวกนั้นล้อมวงวาดรูปเธอกันใหญ่ บางคนก็ถ่ายภาพ ผมเดินดูฝีมือพวกนั้นก็ไม่เลวครับ เป็นภาพลายเส้นที่ดูสวยดี พอเห็นภาพหนึ่งเค้าก็ให้เมียผมเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ มันเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นเต้นมากครับที่ได้เห็นเมียตัวเองมาโชว์รูปร่างให้คนอื่นดู พวกนักศึกษานั่นเก่งครับ จะมีวิธีพูดคุยแบบสนุกไม่ให้เมียผมเขิน เมียผมเลยดูผ่อนคลายไม่เกรงหรือเขินอายมากนัก ทั้งๆที่เธอไม่เคยมาโชว์รูปร่างแบบนี้มาก่อน พอวาดไปซักชั่วโมงกว่า เกริกก็มาพูดแหย่ทีเล่นทีจริงขอให้เมียผมเปลือยอกเพราะเค้าจะได้วาดภาพนู้ด โดยตะล่อมเมียผมว่า เป็นงานศิลปะไม่ได้อนาจารอะไร พวกเค้าเห็นมามากมาย ดังนั้นจึงไม่ต้องอายอะไร เมียผมก็เขินครับ มองหน้าผมหลายครั้ง พอเห็นผมอมยิ้มเฉยๆไม่ว่าอะไรก็เลยรู้ว่าผมไม่ขัดข้อง ก็เลยไม่นานนัก พอถูกกล่อมอยู่อีกพักหนึ่งเธอก็เลยยอมปล่อยผ้าถุงให้ลงมากรอมอยู่ที่เอว โชว์นมคู่สวยให้พวกนั้นวาดภาพกัน เป็นภาพที่สวยมากทำให้ผมตื่นเต้นจนแข็งปั๋งเลยครับ
พวกนักศึกษาตะลึงมองนมขาวๆของเมียผมกันใหญ่ แต่ก็ไม่ต้องมองมากจนน่าเกลียด มีการเย้าแหย่พูดชมให้เมียผมหายเขิน ก้อดีครับ ทำให้เธอผ่อนคลายไม่อายจนเกินไป ทีนี้เลยนั่งแอ่นอกโชว์นมเป็นนางแบบจำเป็นอย่างน่าตื่นเต้นมาก
พอเสร็จภาพแรก ก้อพักกินอาหารว่างกัน พวกนั้นยังไม่ยอมให้เมียผมเอาผ้าถุงขึ้นกระโจกอกแบบเดิม แต่ขอให้นุ่งผ้าพันไว้แค่เอว บอกว่าจะได้ดูนมสวยๆของเมียผม เธออายมากนะครับแต่ก็สนุกไปด้วยละมั้งก็เลยตามใจ มานั่งคุยกับพวกนั้นโดยปล่อยนมสองข้างอะร้าอร่าม ผมเองก็ตื่นเต้นจนแทบระเบิดออกมาที่เห็นเมียรักนั่งเปลือยอกนั่งคุยอยู่ในวงล้อมของหนุ่มๆยิ่งได้ยินพวกนั้นชมเมียผมอย่างนั้นอย่างนี้ผมยิ่งมีอารมณ์ เกริกยังมากระซิบกับผมว่า\”ผมขออนุญาติพี่ด้วยนะ พวกผมทะลึ่งกันหน่อย แต่ไม่มีอะไร พี่คงไม่ว่าอะไรนะ\” ผมก็เลยบอกว่า ตามสบายเลย เพราะเธอก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าเธอยินยอม\” เกริกเลยหัวเราะชอบใจ
พอพักผ่อนกันพักใหญ่พวกนั้นก้อชวนกันวาดรุปกันต่อ ตอนนี้ดูเมียผมสนิทสนมกับพวกนี้มากเพราะพวกนักศึกษานี่คุยเก่งมาก มีการเย้าแหย่สองแง่สองงาม ทำเอาเมียผมหัวเราะระริกตลอด พอถึงภาพชุดหลัง พวกนั้นก็เริ่มรุกเลยครับ ด้วยการกล่อมเมียผมให้ถอดผ้าถุงออก เรียกว่าให้เปลือยหมดตัว โดยบอกว่า เพื่อจะได้เป็นภาพศิลปะที่สวยงาม อย่าคิดอะไรแบบอกุศล ผมก็ตื่นเต้นแทบบ้า เลยยืนกอดอกดูซิว่าจะจบยังไง จริงๆก็อยากเห็นเมียผมแก้ผ้าโชว์เหมอืนกัน ความหึงหวงไม่รู้หายไปไหนหมด เมียผมก็อายใหญ่เลย เพราะอยู่ๆดีจะให้เธอมาแก้ผ้าแก้ผ่อนต่อหน้าคนแยะๆ แต่ไม่ทราบพวกนั้นคุยแบบไหน ไม่นานผมก็เห็นเกริกดึงผ้าถุงผืนนั้นออกไปจากร่างเมียผมจนได้ โดยเธอบอดตัวแบบเอียงอายอยู่หน่อยหนึ่งก็ยอมให้เกริกดึงผ้าออกไปจากตัวเหลือแต่ร่างขาวผ่อง อวดนมอวดก้นเต็มตา ผมเห็นแก้มเธอแดงด้วยความขวยเขิน แต่เธอก็ตื่รนเต้นครับ ผมดุก็รู้ ส่วนผมไม่ต้องพูดกัน แข็งจนต้องนั่งลงเพื่อปกปิดหลักฐาน
พอถึงตอนนี้ก็เลยกลายเป็นอะไรไม่รู้ เมียผมกลายเป็นนางแบบโป๊มายืนโพสต์ท่าตามสั่งให้พวกนั้นวาดรูป มองเห็นทุกส่วนสัดชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเนินสวรรค์ที่อวบอูมมีเส้นขนดำสนิทปกคลุมไม่มากนัก นมคู่สวย หรือก้นอวบๆ พวกนั้นก็เอ่ยปากชมรปร่างเมียผมไม่ขาดปาก สายตาก็จ้องสำรวจไป มือก็สเก้ตภาพกันสนุก ผมเองก็ยอมรับครับว่าไม่เคยเห็นเมียตัวเองสวยขนาดนี้มาก่อนเลย คงเพราะอารมณ์ที่กำลังร้อนนั่นเอง พวกนั้นให้เมียผมแก้ผ้าเป็นแบบอยู่นานก็วาดภาพเสร็จ พอเสร็จแล้วก็ชวนเมียผมลงไปเล่นน้ำแก้ร้อนกัน พร้อมกับหันมาพยักหน้าชวนผมด้วย ผมก็เอาซีครับ ก็เลยวิ่งวลงไปทะเลไป ดดยพวกนั้นดึงมือเมียผมให้วิ่งตามลงไปโดยไม่ยอมให้เธอนุ่งผ้า เธอก็เลยปล่อยตัวเลยตามเลยวิ่งลงไปเว่นน้ำทั้งที่ยังล่อนจ้อนอยู่แบบนั้น
ทีนี่ก็สนุก เมียผมก็ดูจะไม่อายอะไรแล้ว เธอว่ายน้ำหัวเราะระริกแบบสนุกสนาน จัวชาวโพลนอยู่ในวงล้อมของหนุ่มหลายๆคน บางจังหวะพวกนั้นก็ถือโอกาสแตะอั๋งเธอด้วยการดึงไปกอด หรือจับโน้นจับนี่เมียผมก็ร้องวิ๊ดว๊าย แต่ก็ไม่โกรธอะไร กลับหัวเราะสนุก ผมก็เลยถือโอกาสผสมโรง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าเมียตัวเอง ลงไปเย้าแหย่เธอเล่นมั่ง ก็แปลกดีนะครับ มาแตะอั๋งเมียตัวเองแท้ๆต่อหน้าคนอื่น โดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นเมียเรา ยิ่งตอนผมดึงเธอมากอดแบบเต็มวงแขน พวกนั้นก็ส่งเสียงเชียร์ทำให้ผมยิ่งเกิดอารมณ์ พอเห็นผมกอดได้เกริกกับเพื่อนก็เอาอย่าง เลยดึงเมียผมไปกอดเล่นมั่ง ตอนนั้นเมียผมดูจะสนุกแล้วก็เลยปล่อยตัว แต่ก็วิ๊ดว๊ายปัดป้องแบบเขินๆ ไปๆมาๆเลยโดยพวกนั้นดึงไปกอดเล่นจนครบทุกคน พอเห็นเมียผมค่อนข้างปล่อยตัวพวกนั้นก็เลยสนุกกันใหญ่ จากกอดก็กลายมาเป็นแกล้งจับโน่นจับนี่ โดยเฉพาะนมสวยๆ เมียผมก็เลยแกล้งไล่ตีพวกนั้นจนน้ำกระจาย สนุกมากครับ พักใหญ่เมียผมก็บอกหนาวแล้วขอขึ้นจากน้ำก่อน ก็เลยยกขบวนขึ้นจากทะเลกัน เกริกทำสนุกด้วยการจับเมียผมขี่หลังแบบม้าเดินนำหน้าขึ้นจากทะเล เมียผมก็ไม่ขัดขืนคงสนุกมากด้วย ก็เลยขี่หลังเกริก อวดก้นขาวผ่องให้พวกที่เดินตามหลังมองตามสบาย บางคนที่ทะลึ่งมากหน่อยก็ยื่นมือมาลูบแก้มก้นขาวๆของเมียผมเสียเลย

Uncategorized

ฆัวกิน ซานเชซ รักแรกและรักเดียว กับ สโมสร เรอัล เบติส

 ฆัวกิน ซานเชซ รักแรกและรักเดียว กับ สโมสร เรอัล เบติส

ในวัย 38 ปี ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายในฐานะนักเตะอาชีพ บางคนอาจจะเป็นเพียงตัวสำรองในลีกสูงสุด บางคนย้ายไปโกยเงินในลีกอย่าง จีน, อาหรับ, หรืออเมริกา หรือบางคนอาจจะลงเล่นให้กับทีมเล็กๆ ในลีกรองของประเทศ 

 

แต่ไม่ใช่สำหรับ ฆัวกิน ซานเชซ ปีกระดับตำนานของ เรอัล เบติส ที่กำลังเฉิดฉายในลีกสูงสุดของสเปน จากผลงาน 6 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์จาก 18 นัดในครึ่งแรกของฤดูกาล แถมเพิ่งทำแฮตทริคได้ในเกมพบ แอธเลติก บิลเบา เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว 

ฆัวกิน อาจจะมีผลงานที่ดีบ้างแย่บ้าง ในสีเสื้อของ บาเลนเซีย, มาลากา, และฟิออเรนตินา แต่กลับต่างออกไปเมื่อมีตราของเบติสอยู่ที่หน้าอกซ้าย ไม่ว่าจะเป็นสมัยดาวรุ่ง หรือในวัยใกล้ 40 ปี process

และนี่คือการได้รักและการเป็นคนที่ถูกรักของ ฆัวกิน กับสโมสรจากแคว้นอันดาลูเซีย ติดตามเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับเรา

รักแรกพบ 

ความรักของ ฆัวกิน เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเขาอายุ 16 ปี เมื่อเขาต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงเดินทางจาก เอล ปูเอตา เด ซานตา มาเรีย บ้านเกิดในจังหวัดกาดิซ ไปเมืองเซบียา เพื่อซ้อมกับทีมเยาวชนของ เรอัล เบติส เป็นประจำทุกวัน  

“ผมใช้เวลาไม่นานที่ได้เริ่มรักสีนี้ มันคือความฝันของผมตั้งแต่เด็กที่จะฝึกและเล่นให้กับสโมสร เมื่อคุณโชคดีพอที่ได้ทำมัน คุณก็จะรักมันตลอดไป” ฆัวกิน กล่าวกับ BBC Sports 

ฆัวกิน ประเดิมสนามให้กับ เบติส ตั้งแต่อายุ 19 ปี และแค่เพียงฤดูกาลแรกเขาก็ลงเล่นให้ทีมไปถึง 38 นัด ยิงไป 3 ประตู พร้อมช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาอยู่ในลาลีกา ลีกสูงสุดของสเปน  หลังตกชั้นไปแค่ปีเดียว 

การได้ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุด ทำให้เขาได้มีโอกาสโชว์ของมากขึ้น ลีลาการลากเลื้อยที่ยอดเยี่ยมในพื้นที่ริมเส้น กลายเป็นอาวุธสำคัญของเบติส ในการเล่นงานคู่แข่งจนช่วยให้ทีมจบในอันดับ 6 ของตาราง พร้อมได้สิทธิ์ลุยสโมสรยุโรปอย่างยูฟ่า คัพอย่างเซอร์ไพร์ส 

ด้วยผลงานที่โดดเด่น ทำให้ ฆัวกิน มีชื่อเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลทีมชาติสเปน ชุดลุยฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมพบทีมชาติแอฟริกาใต้ในรอบแรก ก่อนจะมีชื่ออีกครั้งในรอบก่อนรองชนะเลิศที่พบกับเกาหลีใต้ c7632371a463df8527a969ac5c47c626_crop_exact

แต่น่าเสียดายที่เกมนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาวมากมาย ที่เกิดจากการเป่าเอนเอียงของผู้ตัดสิน รวมไปถึงจังหวะที่ ฆัวกิน ลากบอลไปถึงริมเส้น ก่อนเปิดให้ เฟร์นันโด มอริเอนเตส โหม่งเข้าไป ซึ่งผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงว่าบอลออกไปแล้ว ทั้งที่วิดีโอย้อนหลังยืนยันชัดเจนว่าบอลยังไม่ข้ามเส้น แถมฆัวกิน ยังเป็นคนเดียวที่ยิงจุดโทษพลาด และทำให้สเปนต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบนี้   

อย่างไรก็ดี มันไม่ได้ทำให้ ฆัวกิน ยอมแพ้ ในทางกลับกัน ยิ่งทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นในสโมสร ปีกจอมลากเลื้อย ยังคงทำคงทำผลงานได้อย่างคงเส้นคงวา และเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของ เบติส 

เขาช่วยให้ เบติส จบในครึ่งบนของตาราง ก่อนที่ในฤดูกาล 2004-2005 เขาจะระเบิดฟอร์มด้วยการพาทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ และผ่านเข้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ผลงานที่ยอดเยี่ยม ทำให้ ฆัวกิน กลายเป็นหนึ่งในแข้งเนื้อหอมคนหนึ่งของยุโรป ในปี 2003 เขาเกือบจะย้ายไปสวมเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับ เรอัล มาดริด ในยุค กาลาติกอส แต่เพราะความรักทำให้มันไม่เคยเกิดขึ้น

“บางครั้งพ่อของผมก็ยังพูดว่า ความรักที่ผมมีต่อเบติส ทำให้ผมพลาดโอกาสครั้งสำคัญหลายครั้ง” ฆัวกินกล่าวกับ BBC Sports 

“ผมรู้ว่าผมพลาดโอกาสไปเล่นให้กับทีมใหญ่ มันอาจจะดี แต่พอม้องย้อนกลับไป ผมเห็นว่าโชคชะตามันไม่ได้กำหนดไว้อย่างนั้น” 

“บางครั้งผมยังคงถามตัวเองว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมย้ายไปมาดริด มันเป็นเรื่องจริงที่เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ เกือบมาก แต่ผมก็แค่รู้สึกว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นสำหรับผม” 

ทว่า การย้ายทีมก็เกิดขึ้นจนได้ในปี 2006 

ไม่ถูกรัก 

หลังจากเฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายครั้ง ในที่สุด ฆัวกิน ก็ต้องมีเหตุต้องอำลาถิ่น เอสตาดิโอ เบนิโต บียามาริน ในช่วงหน้าร้อนปี 2006 หลัง บาเลนเซีย ทุ่มเงินกว่า 25 ล้านยูโร กระชากตัวเขาไปร่วมทีม พร้อมทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ “ค้างคาว” ในตอนนั้น 6_201106265RJ9QP-e1344293885131

อย่างไรก็ดี เขากลับไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งสมัยเล่นให้กับ เบติส ได้เลย ฆัวกิน มีผลงานที่ดีบ้าง แย่บ้างสลับกันไปตลอด 5 ฤดูกาลกับบาเลนเซีย ในยุคที่สโมสรเต็มไปด้วยปัญหาและความวุ่นวาย จากเรื่องหนี้สิน และการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง 

“ความทรงจำของผมคือเขาเป็นผู้เล่นที่มีระดับ เป็นนักเตะที่สง่างามมาก ด้วยศักยภาพที่ล้นเหลือ แต่ที่บาเลนเซีย เขาถูกขอร้องให้ทำงานหนักขึ้น” คายตาโน รอส กล่าว นักข่าวและผู้ประกาศข่าวฟุตบอลสเปน ย้อนความหลังกับ Bleacher Report

“ผมจำได้ว่า กิเก ซานเชซ ฟลอเรส คือผู้จัดการทีมที่เซ็นเขามา เขาเคยบอกเขาว่าเขาต้องการให้ฝึกความสามารถโดยรวม เขาอยากให้เขา (ฆัวกิน) ทำงานหนักขึ้น” 

“นั่นคือสิ่งที่เป็นปัญหา ฆัวกิน มาสโมสรในช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิง มีปัญหามากมายในระดับผู้บริหาร พวกเขามีหนี้สะสมมากมาย โค้ชก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบภายในทีม เขามีค่าตัวมหาศาล 25 ล้านยูโร สโมสรจึงคาดหวังฟอร์มการเล่นของเขาเหมือนกับซูเปอร์สตาร์ แต่เขาไม่เคยไปถึงจุดนั้น เขาเป็นผู้เล่นที่ดี แต่ไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์” 

ยิ่งไปกว่านั้น การมาถึงของ โรนัลด์ คูมัน ที่เข้ามาแทน กิเก ฟลอเรส เมื่อปี 2007 ยังทำให้สถานการณ์ของ ฆัวกิน ย่ำแย่ลงไป แม้จะยังเป็นแกนหลักของทีม แต่ความคิดของเขา แทบจะไม่เคยเห็นตรงกับกับกุนซือชาวเนเธอร์แลนด์ 

“เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคูมัน คูมันไม่ต้องการเขา และฆัวกิน ก็พูดจารุนแรงกับคูมัน เขากล่าวหาคูมันว่าเป็นคนเมา และไม่เป็นมืออาชีพ ปัญหาสำหรับฆัวกิน คือ เขาไม่มีโค้ชคนไหนที่บาเลนเซียที่เข้าใจเขา” 

ในปี 2011 ฆัวกิน ตัดสินใจอำลา บาเลนเซีย ด้วยการย้ายไปร่วมทีม มาลากา พร้อมค่าตัว ราว 4 ล้านยูโร ในยุคที่ได้เศรษฐีจากกาตาร์มาเทคโอเวอร์ ร่วมกับนักเตะชื่อดังอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย, เจเรมี ตูอาลอง และ ซานติ กาซอร์ลา

แม้ ฆัวกิน จะทำผลงานได้ไม่เลว จนช่วยให้ทีมจบในอันดับ 4 ของตาราง พร้อมผ่านเข้าไปเล่นใน แชมเปียนส์ลีก แต่ยังห่างไกลจากฟอร์มสมัยที่เขาเล่นให้กับเบติส เขาอยู่กับมาลากา 2 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปหาความท้าทายในอิตาลีกับ ฟิออเรนตินา ในฤดูกาล 2013

หลังจากผจญภัยในลีกแดนมะกะโรนี 2 ปี เขาก็ตัดสินใจหวนคืนสู่ถิ่นเก่าอีกครั้งกับ เบติส ด้วยวัย 34 ปี ตอนแรกหลายฝ่ายคาดว่าเขาน่าจะแก่เกินแกงสำหรับสโมสร และอาจเป็นแค่ผู้เล่นที่ส่งลงมาประคองรุ่นน้องในช่วงท้ายเกม ทว่า พวกเขาเหล่านั้นต้องคิดผิด…

รักเราไม่เก่าเลย 

หลังจากอำลาทีมไป 10 ปี ฆัวกิน ก็มีโอกาสกลับมาเล่นในถิ่น เอสตาดิโอ เบนิโต บียามาริน อีกครั้งในปี 2015 โดยเซ็นสัญญายาว 3 ปี และเขาก็ตอบแทนความไว้ใจของสโมสร ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมsssss

ตลอด 4 ฤดูกาลครึ่งกับ เบติส ในการกลับมาคำรบสอง เขาทำไปถึง 21 ประตูกับ 23 แอสซิสต์ จาก 156 นัด แถมยังช่วยให้ เบติส ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรป ยูฟ่า ยูโรปาลีก เมื่อฤดูกาล 2018-2019 และเข้าไปถึงรอบ 32 ทีมสุดท้าย 

สิ่งหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า เขาไม่ได้ถูกเซ็นสัญญาเพื่อมาเป็นอะไหล่ แต่กลับมาเป็นตำนานสโมสรอีกครั้ง ปัจจุบัน เขารั้งอยู่ในอันดับ 5 ของนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดตลอดกาลของลาลีกา ด้วยผลงาน 535 นัด โดยมากกว่าผู้รักษาประตูอย่าง อิเกร์ กาซิยาส เสียอีก 

กุญแจสำคัญที่ทำให้ ฆัวกิน ยังคงเฉิดฉายในลีกระดับท็อปของยุโรป คือการเห็นคุณค่าในตัวเขาจาก กิเก เซเตียน อดีตกุนซือของเบติส ที่ดึงตัวเขากลับมาจากฟิออเรนตินา และทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่นักเตะผู้ร่วงโรยที่รอวันแขวนสตั๊ด

“เซเตียนเป็นโค้ชที่ชอบในฟุตบอลที่สวยงาม เขาแตกต่างจาก ซานเชซ ฟลอเรส ตัวอย่างเช่น เขาเป็นคนที่ชอบนักฟุตบอลที่เน้นพละกำลัง เป็นนักสู้ คนที่ทำงานหนัก แต่ฆัวกินไม่ได้เป็นนักเตะแบบนั้น” รอสกล่าว

การได้เจอคนที่เข้าใจ ทำให้ ฆัวกิน สามารถเค้นศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ แม้ เซเตียน จะอำลาทีมไปหลังจบฤดูกาล 2019 แต่ภายใต้การคุมทีมของ รูบี เขาก็ยังได้รับอิสระอยู่เหมือนเดิม 

นอกจากนี้การดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด และการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่น ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อดีตดาวรุ่งของวงการฟุตบอลสเปน สามารถระเบิดฟอร์มออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในวัยใกล้เลข 4 ก็ตาม

ผลงานล่าสุดของ ฆัวกิน คือการทำแฮตทริค ช่วยให้ เบติส เอาเอาชนะ แอธเลติก บิลเบา ไปได้ 3-2 เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดที่ทำแฮตทริคได้ในลาลีกา ในวัย 38 ปีกับ 140 วัน ทำลายสถิติเดิมของ อันเฟรด ดิ สเตฟานโน ตำนานของเรอัล มาดริด ด้วยวัย 37 ปี 255 วันที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 1964 

“ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้เล่นที่มีระดับ คุณจะไม่สามารถเล่นได้อย่างต่อเนื่องในเกมระดับสูงกับอายุเช่นนี้” มานู ซาอินซ์ นักข่าวจาก Diario AS กล่าวกับ Bleacher Report 

“มันแสดงให้เห็นว่าเขาดูแลตัวเอง ซึ่งทำให้เขายังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ มันน่าสนใจที่เขาสามารถสร้างรูปแบบใหม่ของตัวเอง ตอนนี้เขาเล่นเกมรุกอยู่ตรงกลาง ก่อนหน้านี้เขาอยู่ในพื้นที่จำกัดคือริมเส้น มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อสำหรับผู้เล่นในวัย 36-37 ปี ที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ในฐานะนักฟุตบอลในสไตล์ที่ต่างออกไป” 

“ตอนผู้เล่นอายุเท่านี้ สิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นกำลังวังชาของพวกเขาเริ่มจะหายไปและตาย ตัวทำประตูจะทำประตูไม่ได้ กองหลังจะช้าลง แต่ฆัวกินค้นพบทักษะใหม่ เขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และยังคงเป็นกำลังสำคัญต่อไป เขายังคงเล่นในระดับสูงสุด ในดิวิชั่น 1 ของสเปน และในยูฟ่า ยูโรปาลีก เขาไม่ได้เล่นอยู่ในซาอุดิอาระเบีย” 

“ผมไม่คิดว่าเขาจะฉลาดขนาดนี้ ที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ในฐานะนักฟุตบอลที่แตกต่างไปจากเดิม มันชัดเจนมากว่าเขาเข้าใจฟุตบอลจริงๆ” 

ล่าสุด ฆัวกิน เพิ่งจะได้รับการตอบแทนผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ด้วยการต่อสัญญาใหม่ไปจนถึงปี 2021 ที่จะทำให้เขามีอายุ 40 ปี ตอนครบสัญญา  

“ผมยังจำวันแรกที่ฆัวหิน เล่นให้เบติส มันคือตอน 14-15 ปีก่อน พ่อของเขาบอกกับเราว่าชายคนนี้จะเล่นจนอายุ 40 เราไม่เชื่อเขา แต่ความคิดของเขาไม่ได้เพ้อเจ้อแล้วในวันนี้” ราฟาเอล ปิเนดา นักข่าวจาก EL Paris กล่าว Bleacher Report 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้ 

 

คนที่เรารักและคนที่รักเรา 

ในวันที่เขาเปิดตัวกับเบติส เมื่อปี 2015 มีแฟนบอลกว่า 20,000 คนในสนาม เอสตาดิโอ เบนิโต บียามาริน มาคอยให้การต้อนรับเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ว่า ฆัวกิน จะอำลาทีมไปถึง 10 ปี แต่ความรักของแฟนบอลที่มีต่อตัวเขามันไม่เคยลดลงเลย

“เขาเป็นศิลปิน เป็นผู้ให้ความบันเทิงและเป็นคนที่พิเศษ” ราฟาเอล ปิเนดา ที่เคยสัมภาษณ์เขาเมื่อปี 2000 อธิบายกับ Bleacher Report 

ด้วยบุคลิกที่เป็นคนชอบล้อเล่น ชอบอำ และมักปรากฎตัวด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม ทำให้เขากลายเป็นที่รักโดยง่ายในหมู่แฟนบอลของเบติส ในขณะเดียวกัน แฟนบอลก็รู้จักเขาในฐานะคนตลกโปกฮา 

หลายปีก่อน เขาไปออกรายการ  El Hormiguero รายการโทรทัศน์ยอดฮิตของสเปน ในระหว่างการสัมภาษณ์ เขาได้โชว์การสะกดจิตแม่ไก่ จนเรียกเสียงฮาจากคนในห้องส่งมาแล้ว 

“เขาเป็นที่รักในเซบียา เขามาจากครอบครัวเล็กๆ และทำให้ทุกคนในครอบครัวร่ำรวย แต่เขาไม่เคยแอ๊คว่าตัวเองเป็นดารา เขาเป็นคนธรรมดา ติดดินมาก ที่มักจะอยู่ในงานการกุศล หรืองานที่ถูกชวนให้ทำ เขาเป็นคนแบบนั้น เมื่อไม่มีฟุตบอล เรามักจะเห็นเขาอยู่ในสื่อหรือทางโทรทัศน์”  ปิเนดากล่าวต่อ 

อย่างไรก็ดีมันไม่ใช่แค่ความรักที่แฟนบอลมีต่อตัวฆัวกินฝ่ายเดียว ในทางกลับกัน เขาเองก็พยายามตอบสนองต่อความรักเหล่านี้ ด้วยการพยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับ เรอัล เบติส สโมสรอันที่เป็นที่รักสำหรับเขาเช่นกัน 

ตอนที่เซ็นสัญญากับ เบติส เมื่อปี 2015  ฆัวกิน ไม่ได้กลับมาในฐานะนักเตะและกัปตันทีม เท่านั้น แต่เขามาในฐานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นของสโมสร หลังควักเงินกว่า 1 ล้านยูโร เพื่อซื้อหุ้น 2 เปอร์เซ็นต์ของทีม 

มันเป็นโครงการของ แองเคล ฮาโร และ โฆเซ มิเกล โลเปซ คาตาลัน สองนักธุรกิจที่เข้าเทคโอเวอร์ทีมเมื่อ 3 ปีก่อน และตัดสินใจเปิดขายหุ้นกว่า 14,000 หุ้นให้แฟนบอล โค้ช และอดีตนักเตะได้จับจอง เพื่อเป็นเงินทุนให้สโมสรได้เติบโตต่อไป  

“มันคือการตอบแทนอะไรบางอย่างหลังเบติสมอบทุกอย่างให้แก่ผม ผมรู้สึกและเป็นส่วนหนึ่งกับสโมสรแห่งนี้ ตอนที่มีการขายหุ้น ผมอยากมีส่วนร่วมกับมัน” ฆัวกินกล่าวกับ BBC Sports 

“ตอนนี้ผมล้อเล่นกับเพื่อนร่วมทีมว่าผมเป็นเหมือนกับบอส แต่จริงๆผมอยากให้เพื่อนร่วมทีมเป็นส่วนหนึ่งกับผม ผมพยายามที่จะทำให้พวกเขารู้สึกแบบนี้ อย่างที่ผมรู้สึก เพื่อเข้าใจว่ามันมีความหมายต่อผู้คนมากมาย และเพื่อมอบอะไรพิเศษบางอย่างในสนาม” 

มันคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ ฆัวกิน ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเอง เพราะ เบติส ไม่ได้เป็นแค่สโมสรที่จ่ายเงินเดือนให้เขาอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นครอบครัว และแน่นอนเป็นสโมสรที่เขารัก 

มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาพยายามทำงานหนัก เพื่อรักษาสภาพร่างกายของตัวเองให้เล่นกับ เบติส ให้นานที่สุด และลงเล่นอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่ได้รับโอกาสลงสนาม

“กุญแจสำคัญคือผมยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับวันแรกที่ได้เล่น ผมพยายามทำงานหนัก ผมรู้ถึงความสำคัญ และการได้ลงสนามก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สภาพจิตใจดี ซึ่งส่วนนี้ก็ไปช่วยในเรื่องของร่างกาย” ฆัวกิน กล่าวกับ BBC Sports 

“ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจกับอะไรเลยกับสิ่งที่เคยทำลงไปในโลกของฟุตบอล ผมอาจจะเคยเล่นให้กับทีมอื่น หรือย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่า แต่การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสุขของผมและครอบครัว ผมไม่ได้คิดเรื่องเงินเลย” 

สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนความรักที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีให้กัน ทั้งคนที่ฆัวกินรัก และคนที่รักฆัวกิน จนกลายเป็นพลังขับเคลื่อน ที่ทำให้ ฆัวกิน สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปัจจุบัน แม้จะมีอายุ 38 ปีก็ตาม  

“ฆัวกินคือสัญลักษณ์ของสโมสร เมื่อเขาเล่น เขาทำให้ทีมรู้สึกปลอดภัย ด้วยพลัง ด้วยความรัก” อันโตนิโอ เบรีย แฟนบอลของเบติส กล่าวกับ BBC Sports 

“ผมหวังว่าเขาจะเล่นจนอายุ 40 เขามีสภาพร่างกายที่ดีมากๆ เหมือนที่ ไรอัน กิกส์ เคยทำ”

 

Uncategorized

เดิร์ก เคาท์ มิสเตอร์ดูราเซลล์ผู้ไม่เด่นไม่ดัง แต่ทุกคนหลงรัก

เดิร์ก เคาท์ มิสเตอร์ดูราเซลล์ผู้ไม่เด่นไม่ดัง แต่ทุกคนหลงรัก

ด้วยผลงาน 7 โทรฟี ในตลอดชีวิต 20 ปีของการค้าแข้ง อาจจะเรียกไม่ได้ว่า เดิร์ก เคาท์ ประสบความสำเร็จเทียบชั้นระดับตำนานนักเตะชาวดัตช์คนอื่นๆ Kuyt

เขาอาจจะไม่ได้เป็นนักเตะที่มีทักษะเหลือร้ายแบบ รุด กุลลิท หรือยิงประตูได้อย่างคมกริบเหมือน มาร์โก ฟาน บาสเทน แต่กลับได้รับการยกย่องจาก โยฮันน์ ครัฟฟ์ ปรมาจารย์แห่งฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ผู้ล่วงลับ และเป็นขวัญใจของแฟนบอลเกือบทุกสโมสรที่ย้ายไปเล่น 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเราได้ที่นี้

ยอดดาวยิงแห่งแดนกังหัน 

“ผมรู้ว่าผมเป็นนักเตะที่พอใช้ได้ แต่ผมก็ไม่ได้คาดคิดว่านี่จะเป็นเส้นทางของผม” เคาท์ กล่าวกับ FourFourTwo

ไกลออกไปจากกรุงอัมสเตอร์ดัมทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 60 กิโลเมตร มีเมืองที่ชื่อว่า แค็ตไวจ์ค อัน ซี ตั้งอยู่ มันเป็นเมืองชายฝั่งทะเลของเนเธอร์แลนด์ ที่มีประชากรอยู่ราว 13,700 คน และที่สำคัญมันเป็นบ้านเกิดของชายที่ชื่อว่า เดิร์ก เคาท์ 

เคาท์ เติบโตขึ้นมาในครอบครัวของชาวประมงในเมืองแห่งนี้ เขาคือลูกคนที่ 3 ของครอบครัว และมีความชื่นชอบในการเล่นฟุตบอลมาก เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และเข้าร่วมทีม ควิก บอย สโมสรในท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่เป็นลูกหลานชาวประมง ซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดตามสายเลือด ทำให้ เคาท์ ได้เรียนรู้งานชาวประมงของพ่อไปพร้อมกับการเล่นฟุตบอล และบางครั้งก็มักจะตามพ่อออกทะเลอยู่บ่อยๆ 

ในตอนเด็กเขายังสามารถทำมันควบคู่ไปได้ แต่พอเขาอายุ 11 มันก็ถึงทางที่ต้องเลือก ระหว่างทะเลกับฟุตบอล เขาชอบมันทั้งสองอย่าง แต่การออกทะเลกับพ่อ จะทำให้เขาต้องพลาดซ้อมกับทีมในช่วงกลางสัปดาห์ 

“สมัยเด็กๆ ผมชอบเอซี มิลานมาก พวกเขาคว้าแชมป์ทุกอย่างด้วยนักเตะชาวดัตช์เก่งๆ กุลลิท, ฟาน บาสเทน, ไรจ์การ์ด แต่ผมก็รู้เสมอว่า ผมคงไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้น” เคาท์กล่าวกับ Daily Mail 

“ดูอย่าง (โรบิน) ฟาน เพอร์ซี เขาอาจจะไม่เก่งเท่าครัฟฟ์ แต่เขาเป็นนักเตะแบบที่นักเตะดัตช์ควรมี เขามีทักษะและพรสวรรค์ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่”  

“ผมบอกพ่อว่าผมอยากจะเป็นเหมือนเขา เป็นชาวประมง แต่ตอนผมอายุ 11 พ่อบอกผมผมว่าผมควรอยู่บนแผ่นดิน และพยายามเป็นนักฟุตบอลให้ได้ เขาบอกว่าผมต้องตัดสินใจเรื่องนี้”

แต่สุดท้ายเคาท์ก็เลือกฟุตบอลที่เขารัก เขาลงเล่นให้ควิกบอย ก่อนจะขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีม จนกระทั่งอายุ 17 ฝีเท้าเขาก็ไปเตะตา อูเทรคท์ ทีมในลีกสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ และได้ดึงตัวไปร่วมทีม นั่นคือจุดเริ่มต้นการเป็นยอดดาวยิงของเขา 

หลังได้ลงเล่นให้อูเทรคท์ ในเกมกระชับมิตรเพียงแค่ 2 เกม เขาก็ยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมมาครองได้อย่างไม่ยากเย็น ในฤดูกาลดังกล่าวเขายิงให้ทีมไป 6 ประตูจากตำแหน่งปีก แม้จะไม่มากมาย แต่ได้รับคำชมจากความทุ่มเท 

ในฤดูกาลต่อมา เขาถูกดันขึ้นไปเล่นกองหน้าอย่างเต็มตัว และค่อยๆ เพิ่มสถิติตัวเองขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ในปี 2003 เขาจะยิงได้ถึง 23 ประตูในทุกรายการ จนได้รับความสนใจจาก “บิ๊กทรี” ของเนเธอร์แลนด์ที่ประกอบไปด้วย อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และ เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม ก่อนที่จะลงเอยกับ เฟเยนูร์ด ในท้ายที่สุด 

แม้จะเปลี่ยนสีเสื้อ แต่ฟอร์มไม่เคยเปลี่ยน เขาทำงานหนัก และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนก้าวมาเป็นดาวยิงแถวหน้าของลีก เคาท์ยิงไป 24 ประตูในฤดูกาลแรก ก่อนจะคว้าดาวซัลโวเอเรดิวิซีในฤดูกาลต่อมา ด้วยผลงาน 29 ประตู และยิงอีก 22 ประตูในฤดูกาล 2005-06 

ผลงานอันลือลั่นของเขาทำให้เคาท์ได้รับความสนใจจากหลายทีมในยุโรป และหลายทีมในพรีเมียร์ลีก รวมไปถึง ลิเวอร์พูล และทันทีที่ทีมหงส์แดงกวักมือเรียก เขาก็ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด 

“มีโค้ชและแมวมองมาดูผมอยู่หลายครั้ง” เคาท์กล่าวก่อนเซ็นสัญญา

“แต่มีแค่ทีมเดียวที่อยู่ในฝันที่ผมอยากไปเล่น (ลิเวอร์พูล) และถ้าสโมสรแห่งนั้นต้องการผม ผมก็จะไป” 

กองหน้าตัวรับ 

ด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์ที่ถือว่าไม่ได้ถูกในสมัยนั้น บวกกับผลงานอันยอดเยี่ยมในเอเรดิวิซี ทำให้เคาท์ ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาเป็นยอดดาวยิงของทีม และในซีซั่นแรกก็ทำได้ไม่เลว หลังซัดไป 14 ประตูในทุกรายการ พร้อมทั้งคว้าตำแหน่งรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกกับทีม

อย่างไรก็ดี ภาพดาวเตะจอมถล่มตาข่ายที่ติดตัวมาจากลีกดัตช์ ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากตัวเขา เมื่อเคาท์ ถูกขยับไปเล่นในตำแหน่งปีกขวาบ่อยครั้ง และยิงไปเพียง 11 ประตูในซีซั่นต่อมา 

ในขณะเดียวกันบทบาทในสนามเขายังเปลี่ยนไป เขากลายเป็นกองหน้าที่คอยไล่กดดันคู่แข่งจากแดนหน้า มากกว่าการหาจังหวะยิงประตู และฉายา “กองหน้าตัวรับ” ก็ค่อยๆ กลายเป็นตัวตนของเขา 

หลังจากนั้น เคาท์ก็ไม่เคยเข้าใกล้ความเป็นยอดดาวยิงอีกเลย ตลอดการค้าแข้งกับหงส์แดง ไม่มีฤดูกาลไหนที่เขายิงได้เกิน 15 ประตู แถมบางฤดูกาล ยังยิงในลีกได้ไม่ถึง 5 ลูก สรุป 6 ปีในสีเสื้อของลิเวอร์พูล เขายิงไปเพียง 71 ลูก น้อยกว่า 3 ปีในสีเสื้อของเฟเยนูร์ดที่ทำไป 83 ลูกเสียอีก 

ในฐานะกองหน้า ต้องเรียกกว่าเกือบสอบตก แต่เคาท์ ก็ยังได้รับความไว้วางใจจาก ราฟา เบนิเตซ กุนซือของลิเวอร์พูลในสมัยนั้นอยู่เสมอ และก็ยังถูกส่งลงสนามบ่อยครั้งในระดับไม่เคยต่ำกว่า 30 นัด เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? 

หนึ่งในนั้นคือการเป็นผู้เล่นที่ชอบยิงประตูสำคัญอยู่เสมอ เขามักจะอยู่ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย ของลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเป็นไม่ว่าจะเป็นการยิงจุดโทษ ช่วยให้หงส์แดง เอาชนะการดวลเป้ากับเชลซี ในยูฟา แชมเปียนส์ลีก เมื่อปี 2007 หรือโหม่งประตูตีตื้นในนัดชิง UCL ที่พ่าย เอซี มิลาน ในปีเดียวกัน

แต่ที่แฟนบอลจดจำที่สุดคือการซัดแฮตทริคใส่คู่รักคู่แค้นอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึกแดงเดือดในเดือนมีนาคม ปี 2011 และเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 21 ปีของ ลิเวอร์พูล ที่ยิงได้ถึง 3 ประตูในการพบกับปีศาจแดง 

หรือการลงมาเป็นตัวสำรองและสามารถยิงประตูขึ้นนำในนัดชิงชนะเลิศลีกคัพ 2012 กับ คาร์ดิฟฟ์ ก่อนที่สุดท้ายทีมจะคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นโทรฟีเดียวของเคาท์ในสีเสื้อลิเวอร์พูลอีกด้วย 

ตลอดชีวิตในพรีเมียร์ลีก เคาท์ ยิงได้ถึง 5 ประตูในเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์กับ เอฟเวอร์ตัน, ยิง 4 ประตูใส่ แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และยิง 3 ประตูในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี รวมแล้ว 28 เปอร์เซนต์ของประตูที่เขาทำให้ลิเวอร์พูล ล้วนเกิดขึ้นกับเหล่า “บิ๊ก 6” และเอฟเวอร์ตัน  

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียว ที่ทำให้ผู้จัดการทีมรักเขา 

มิสเตอร์ดูราเซลล์ 

เคาท์ อาจจะไม่ใช่นักเตะที่มีความเร็ว มีเทคนิคแพรวพราว หรือยิงประตูได้อย่างเฉียบคม แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่ผู้จัดการทุกคนชอบ นั่นคือความขยัน ในแผนกองหน้าสามตัวของ ราฟา เบนิเตซ เขาคือคนที่คอยวิ่งกดดันคู่แข่งตลอดทั้งเกม จนได้รับฉายาว่า “มิสเตอร์ดูราเซลล์” Rafael+Benitez+Dirk+Kuyt+Liverpool+v+Manchester+2KXvbgFdOVPl

เขายังมีความฟิตเป็นระดับต้นๆ ของทีม สมัยเล่นที่เนเธอร์แลนด์ ดาวเตะผมบลอนด์พลาดโอกาสลงสนามไปเพียง 5 เกมจาก 232 เกม ตลอด 7 ปีกับอูเทรคท์และเฟเยนูร์ด และเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นติดต่อกัน 179 นัดในช่วงเดือนมีนาคม 2001 ถึงเดือนเมษายน 2008 

“คุณสามารถเรียกเขาว่ามิสเตอร์ดูราเซลล์ เพราะวิธีที่เขาเล่น เขาวิ่งอยู่ตลอดเวลาและวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เรารู้ตอนที่เราเซ็นสัญญาว่าเขาเป็นนักเตะแบบนั้น เพราะสิ่งที่เขาทำมานานหลายปี” เบนิเตซกล่าวกับ Telegraph เมื่อปี 2009 

“คุณสามารถใช้เขาได้ในหลายทาง ดังนั้นจึงค่อนข้างการันตีว่าเขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน” 

นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพ เคาท์ไม่เคยปริปากบ่นไม่ว่าผู้จัดการทีมจะให้เล่นตำแหน่งไหน แค่เพียงสั่งมาเขาพร้อมที่จะลงเล่นเพื่อทีมเสมอ

“เคาท์มีสภาพจิตใจที่ยอดเยี่ยม เราคุยเรื่องเขาที่เป็นกองหน้า และต้องเล่นฝั่งขวาเพราะเราต้องการแบบนั้น เขายังเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำได้อีกด้วย” เบนิเตซกล่าวกับ Goal 

“ตอนที่เราเล่นบอลถ้วย และ ฟิลิปป์ เดเกน มีอาการเป็นตะคริว เขาบอกผมว่าถ้าคุณต้องการ ผมเล่นแบ็คขวาให้ได้นะ” 

หรือในเกมทีมชาตินัดที่ 100 ที่พบเม็กซิโก ในฟุตบอลโลก 2014 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในตำแหน่งวิงแบ็คซ้าย และถูกโยกไปเล่นแบ็คขวา และเมื่อทีมต้องการประตูเขาก็ย้ายมาเล่นกองหน้า และจบเกมด้วยตำแหน่งวิงแบ็คขวา 

หากเป็นนักเตะคนอื่นอาจจะหัวเสียที่ถูกสลับตำแหน่งจนไม่รู้ว่าตำแหน่งจริงๆ ของตัวเองคือตำแหน่งไหน แต่ไม่ใช่สำหรับเคาท์ เขาพร้อมที่จะเล่นทุกตำแหน่งโดยไม่อิดออด หากผู้จัดการเห็นว่าเหมาะสม

“ผมได้พูดอะไรกับเขานิดนึง ผมบอกเขาว่าผมภูมิใจในตัวเขา และเขาก็เป็นตัวอย่างให้กับทั้งพวกดาวรุ่งและพวกวัยเก๋า” โรบิน ฟาน เฟอร์ซี กองหน้าเพื่อนร่วมชาติกล่าวหลังเกมกับเม็กซิโก 

“มันมหัศจรรย์มาก (ที่เล่นให้ฮอลแลนด์ครบ 100 นัด) หากใครควรได้รับสิ่งนี้ ก็ต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน” 

เขาคือนักตะที่รับประกันความทุ่มเท ไม่ว่าโอกาสไหน คู่แข่งคือใคร หรือลงเล่นที่ไหน เขาพร้อมที่จะลงเล่นเพื่อทีม แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง

 

ที่หนึ่งไม่ไหว เต็มใจเป็นที่สอง 

แม้ว่าจะแจ้งเกิดจากตำแหน่งกองหน้าในลีกแดนกังหันลม แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าภาพจำที่สร้างชื่อให้กับเคาท์ คือความทุ่มเท และความพร้อมที่จะเป็นตัวสนับสนุนทีม

เขายอมที่จะไม่เป็นเบอร์หนึ่ง และยอมลดบทบาท หากมันทำให้ทีมชนะ ในตอนที่ เฟร์นันโด ตอร์เรส เข้ามาในปี 2007 หากเป็นผู้เล่นคนอื่น อาจจะต้องกลัวว่าตัวเองหลุดตำแหน่ง แต่ไม่ใช่สำหรับเคาท์ เขาปรับตัวให้เขากับเพื่อนร่วมทีมใหม่ ถอยตัวเองลงมาเป็นตัวสนับสนุน และช่วยให้กองหน้าชาวสเปนยิงประตูได้อย่างถล่มทลาย โดยที่เขาทำไป 4 แอสซิสต์ 

“กองหน้าบางคนอาจจะไม่ชอบที่เห็นใครสักคนอย่างตอร์เรสเข้ามา และยิงประตูได้มากมาย” เคาท์กล่าว 

“แต่สำหรับผม ผมภูมิใจที่ได้เล่นเคียงข้างเขา และภูมิใจที่ได้เล่นกับ สตีวี (เจอร์ราร์ด) เช่นกัน ถ้าเป็นเรื่องคุณสมบัติของผม หนึ่งในนั้นคือการเล่นได้หลายตำแหน่ง และผมก็มีความสุขกับความทุ่มเทที่ผมสร้างขึ้น โค้ชเคยบอกผมว่าไม่ต้องวิ่งเยอะหรอก ถ้าผมสามารถออมแรง ผมจะมีพลังในการทำประตู” 

“แต่ผมอยากชนะ และเพื่อชัยชนะคุณก็ต้องทำงาน ผมชอบวิ่งและชอบเล่นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ยิ่งผมได้เล่นมากขึ้น ผมก็จะรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น” 

เขาเป็นเหมือนผู้ช่วยของซูเปอร์สตาร์ หลังจากตอร์เรส ย้ายไปร่วมทีมเชลซี หลุยส์ ซัวเรซ ก็เข้ามา ตอนนั้น ดาวเตะชาวอุรุกวัยแทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และเป็น เคาท์ ที่ช่วยเป็นล่ามให้ จากการที่ซัวเรซ พูดภาษาดัตช์ได้ตั้งแต่สมัยเล่นในเนเธอร์แลนด์ West-Bromwich-Albion-v-Liverpool-Barclays-Premier-League-17509

ในขณะเดียวกันในสนามเขาก็เล่นอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนความสามารถของซัวเรซ ที่มีทั้งทักษะ ความเร็ว และความสามารถเฉพาะตัว รวมไปถึงการจบสกอร์ที่แม่นยำ 

“ผมเข้าใจเดิร์กในสนามได้ทันที เพราะว่าเราทั้งคู่มาจากโรงเรียนฟุตบอลของดัตช์ เวลาที่ต้องจ่ายแล้วไป ชิ่งแล้วไปอะไรประมาณนั้น เราต่างทันกัน” ซัวเรซกล่าวใน Crossing the Line หนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองเมื่อปี 2014

การเล่นอย่างทุ่มเท ความไม่เห็นแก่ตัว และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ ทำให้ เคาท์ สามารถเล่นร่วมกับนักเตะได้ทุกระดับ พรสวรรค์ได้อย่างไม่ติดขัด และได้รับความเชื่อใจจากผู้จัดการทีม ในฟุตบอลโลก 2010 ที่เนเธอร์แลนด์คว้ารองแชมป์ เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงครบทั้ง 7 นัด 

“มันไม่ใช่แค่ความสามารถรอบด้านของเขา แต่ความเป็นจริงคือความฟิตเขาดีมากๆ มันคือความสามารถทางจิตใจ เขาพร้อมเสมอที่จะช่วยทีม เขาเป็นผู้เล่นที่ผู้จัดการทีมทุกคนอยากมีอยู่ในทีม คุณจะให้เขาลงเล่นหรือไม่ก็ตาม แต่เขาเล่นได้เสมอ เขาพร้อมเสมอ และช่วยทีมได้ตลอด” เบนิเตซกล่าว 

“เวลาพูดถึงชุดนักเตะหรือทีมที่จะเอาชนะ เราจำเป็นต้องมีผู้เล่นที่มีสภาพจิตใจเช่นนี้ ถ้าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อเกม หรือเอาผู้เล่นไปอยู่ในตำแหน่งอื่น เขาเล่นได้เสมอ นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับผู้จัดการทีม”

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ทัศนคติ และความปรารถนาที่จะลงรับใช้ทีมอย่างสุดความสามารถ ที่ทำให้เขากลายเป็นที่รักแก่ผู้จัดการทีม และแฟนบอล 

“เดิร์ก เคาท์ เกินกว่าความเป็นเลิศ เขาคือนักเตะที่ทำเพื่อทีม” เบิร์ต ฟาน มาร์ไวจ์ค อดีตกุนซือเนเธอร์แลนด์กล่าว 

“เขาคือตัวอย่างของนักเตะอัจฉริยะเพื่อทีมที่แท้จริง เขาจดจ่อ เขาทำงานหนักเพื่อทีม และส่งสัญญาณบวกไปให้ผู้เล่นคนอื่น ผมรู้สึกยินดีที่มีเขาในทีม”

 

ปิดฉากเยี่ยงราชา 

ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่มีสูตรสำเร็จ ไม่ใช่กีฬาที่ซูเปอร์สตาร์ 11 คน ลงไปเล่นแล้วทำให้ทีมชนะ มันต้องมีผู้เล่นที่คอยทำหน้าที่ที่ไม่มีใครอยากทำ และเป็นเคาท์ ที่เป็นคนซึ่งรับมันไปทำโดยตลอด feyenoord-eredivisie-champions-kampioenen_y8s8gp52h78n1a239ja2gdpv1

“มันจะมีนักเตะแบบที่เปลี่ยนเกมเพียงแค่การสัมผัสบอลแค่ครั้งเดียว และอีกแบบคือคนที่คอยสนับสนุนช่วยทีม ผมไม่มีปัญหาและยอมรับว่าผมเป็นอย่างหลัง ผมพยายามทำในสิ่งที่ผมทำได้เพื่อชัยชนะในแต่ละเกม ผมคือตัวชน” เคาท์กล่าวกับ Goal 

“ทุกเกมสำคัญเท่ากันสำหรับผม และหากคุณเอาชนะได้ทุกครั้ง สุดท้ายแชมป์ก็จะมาหาเอง” 

เขายอมเป็นนักเตะที่ไม่โดดเด่น แต่มีประโยชน์สำหรับทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอด 20 ปีในชีวิตการค้าแข้ง และในที่สุดความทุ่มเทของเขา ก็ได้รับการตอบแทนในปีสุดท้ายของการเป็นนักฟุตบอล 

หลังย้ายกลับมาร่วมทัพเฟเยนูร์ดในปี 2015 เขาใช้เวลาเพียงสองปี ก็สามารถช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการทำแฮตทริคในนัดสุดท้าย พาทีมเอาชนะ เฮราเคิล อัลเมโล 3-1 พร้อมผงาดคว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ก่อนที่ 3 วันถัดมาเขาจะประกาศเลิกเล่นอย่างเป็นทางการ

“ตลอดชีวิตนักฟุตบอลของผม ผมมักจะทำตามหัวใจอยู่เสมอ ทั้งตอนที่ตัดสินใจและอะไรที่เป็นแบบนี้” แถลงการณ์ของเคาท์ผ่านสโมสร 

“สำหรับผม ผมรู้สึกว่าเป็นเวลาที่พอดีที่ผมจะเลิกเล่น ผมมีสองปีสุดมหัศจรรย์นับตั้งแต่กลับมาเฟเยนูร์ด และด้วยการคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดอย่างสมบูรณ์ ผมเคยฝันที่จะคว้าถ้วยและเป็นแชมป์กับเฟเยนูร์ด ตอนนี้ฝันทุกอย่างของผมเป็นจริงแล้ว” 

มันคือรางวัลที่เขาสมควรได้รับ เป็นของขวัญทั้งตัวเขาและแฟนบอลรอคอย และเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามของเขามันไม่เคยสูญเปล่า ที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของทีม อย่างที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ปรมาจารย์แห่งฟุตบอลดัตช์ผู้ล่วงลับกล่าวเอาไว้

“อาร์เยน ร็อบเบน อาจจะเป็นสตาร์ เวสลีย์ ชไนเดอร์ อาจจะเป็นฮีโรผู้ถูกลืมที่เสียสละตัวเอง แต่สัญลักษณ์ของทีมคือ เดิร์ก เคาท์” ครัฟฟ์กล่าว 

“เหมือนฟ้ามาโปรดถ้าทีมมีคนอย่างเขาวิ่งไปรอบๆ การมีเคาท์ ทำให้คุณสามารถวางแทคติกได้ทุกรูปแบบจริงๆ”

Uncategorized

“ชัตเติล แต๋น” ภาพสะท้อน MOTO GP ฉบับบุรีรัมย์ที่ทุกชนชั้นมีส่วนร่วม

“ชัตเติล แต๋น” ภาพสะท้อน MOTO GP ฉบับบุรีรัมย์ที่ทุกชนชั้นมีส่วนร่วม

ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่ง “รถอีแต๋น” ยานพาหนะคู่ใจเกษตรกรไทย จะกลายมาเป็นสิ่งที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก สามารถจดจำได้มากสุดสิ่งหนึ่ง เมื่อนึกถึงการจัด MOTO GP ครั้งแรกบนแผ่นดินไทย43040105_1600392233396350_1817372624838197248_n

หากว่ากันตามตรง… สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองบุรีรัมย์ ตลอดช่วง 3 วันในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก“Moto GP” คือภาพที่คนไทยทั่วไปแทบไม่เคยจินตนาการมาก่อน

ทั้งการได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประเทศไทย ยังไม่เคยมีสนามแข่งขันที่ผ่านสแตนดาร์ด “FIM Grade A” จากสมาพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) เพื่อใช้รองรับทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว

ประกอบกับปัจจัยด้านการลงทุนที่ต้องการกำลังเงินมหาศาลในการซื้อลิขสิทธิ์ และจัดการแข่งขันที่ต้องระดมสรรพกำลังอย่างเต็มพิกัด  นั่นจึงทำให้ Moto GP กับประเทศไทย อยู่ห่างไกลกันพอสมควร ที่แม้แต่ภาครัฐบาล ก็ยังไม่เคยมี ผู้นำคนใด กล้าลงทุนสร้างสนามแข่งรถมาตรฐานระดับโลกเช่นนี้ ในแผ่นดินไทยยิ่งถ้าบอกว่า จะมีการจัดแข่งขัน Moto GP ในจังหวัดที่เคยถูกมองว่า เป็นพื้นที่ยากจนสุดในประเทศ โดยมีรถอีแต๋นวิ่งไปมาเต็มพื้นที่รอบสนามแข่งขัน ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่คิด และมองว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร

สุดท้ายสิ่งที่ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ในการแข่งขัน “PTT Thailand Gran Prix” สนามที่ 15 ประจำฤดูกาล 2018 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่เราได้เห็น จังหวัดบุรีรัมย์ ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และมากกว่าแค่ที่เห็นจากฟุตบอล

โดยเฉพาะ “รถอีแต๋น” ที่ถูกแปลงสภาพจากรถขนส่งของ ชาวไร่ ชาวนา กลายมาเป็น “ชัดเติล แต๋น” (Shuttle Tan) ยานพาหนะที่ ทำหน้าที่รับส่งนักท่องเที่ยว แฟนๆ Moto GP ทั้งไทยและเทศ ไปรอบบริเวณงาน

แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ “ชัตเติล แต๋น” นั้น กลับมีมากกว่าแค่ ยานพาหนะที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ แก่แขกต่างบ้านเมืองที่ได้เห็นเจ้ารถคันนี้… เพราะนี่คือภาพบางอย่าง ที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งจังหวัด ต้องการสะท้อนความคิด จิตวิญญาณ ออกไปสู่สายตาชาวโลก ผ่านรถ 4-6 ล้อที่เคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าที่คนไทยเรียกกันว่า “รถอีแต๋น”

เมืองตำน้ำกินกับอีเวนท์ระดับโลก

“พระเจ้าไม่ให้ภูเขา พระเจ้าไม่ให้ทะเลแก่เมืองบุรีรัมย์ พระเจ้าให้แต่พื้นที่แห้งแล้งแก่เรา” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยอธิบายถึงลักษณะของจังหวัดบุรีรัมย์ ในอดีตให้ฟัง

นี่ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง หากผู้อ่านเคยมีโอกาสได้นั่งรถไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ ภาพที่เห็นสองฝั่งข้างทาง จะเป็นพื้นที่ในทำเกษตรและป่าเสียเป็นส่วนใหญ่ มีแค่พื้นที่ในตัวเมืองเท่านั้นที่ดูทันสมัย มี สนามฟุตบอล สนามแข่งรถ และห้างร้านธุรกิจ โรงแรมที่พัก อยู่บ้าง

วิถีชีวิตของผู้คนในจังหวัดนี้ จึงมีความผูกพันกับอาชีพเกษตรกรรมมาหลายชั่วอายุคน แม้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง ปราสาทหินพนมรุ้ง แต่บุรีรัมย์ก็ไม่ได้ถูกจัดให้เป็น จังหวัดท่องเที่ยว หรือ พื้นที่เศรษฐกิจ อย่างหัวเมืองใหญ่อื่นๆ

ตรงกันข้ามพวกเขาถูกมองว่าเป็น จังหวัดที่ยากจนมากสุดแห่งหนึ่ง ถึงขนาดมีคำพังเพยออกมาว่า “บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” อันหมายถึง ในยุคสมัยหนึ่ง เมืองๆนี้ประสบภาวะขาดแคลนน้ำ จนชาวบ้านจะแก้ปัญหาด้วยการขุดหลุมดิน แล้วนำเอาน้ำจากโคลน ในบ่อ ในสระ มาเทใส่หลุมที่ขุดไว้ ก่อนย่ำด้วยเท้าและเอาไม้ไผ่ตำ ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินตกตะกอนอยู่ข้างล่าง ส่วนด้านบนจะได้น้ำใสพอไปบริโภคได้

“บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” จึงเป็นคำพังเพยที่สะท้อนให้เห็นภาพในอดีตของเมืองบุรีรัมย์ ว่ามีลักษณะอย่างไร ประชาชนมีแนวคิดแบบไหน? ในการต่อสู้ดำรงชีวิต ท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกบอกสอนและส่งต่อมายังรุ่นสู่รุ่น

“รถอีแต๋น” ก็เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาท้องถิ่น ของชาวเกษตรกรของไทย ในพื้นที่ห่างไกลๆ ที่มีการประกอบรถขึ้นมาใช้งานในการทำเกษตรกรรม

โดยใช้อะไหล่และเครื่องจากรถยนต์ ทั้งมือ 1 มือ 2 มารวมร่าง จนได้รถที่พอจะสามารถขับขี่ ขนส่ง และใช้ในงานเกษตรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินราคาแพงเพื่อซื้อรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่กว่า เครื่องแรงกว่า และราคาแพงกว่า

แต่ถึงกระนั้น รถอีแต๋น ก็ยังถูกมองว่าเป็น พาหนะของคนชนชั้นเกษตรกรเท่านั้น และจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ยังเป็นเพียงแค่จังหวัดหนึ่งที่ไม่ใช่หัวเมืองใหญ่ของประเทศไทย เมื่อหลายสิบปีก่อน

กระทั่งทุกอย่างในจังหวัดเปลี่ยนไป โดย “กีฬา” จากหมุดหมายแรกในปี 2010 ที่ เนวิน ชิดชอบ มาลงทุนสร้างและพัฒนาด้านกีฬา ในฐานะเอกชนรายหนึ่ง43266167_1604045659697674_3797985111077552128_n

จนวันหนึ่งจังหวัดที่ไม่น่าเชื่อว่า จะได้รับเลือกให้จัด Moto GP ก็ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ภายใต้สัญญา 3 ปีสำหรับคนไทยในจังหวัดอื่นๆ ก็อาจจะรู้สึกยินดีไปด้วย ที่ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์จัดการแข่งขันรายการใหญ่ระดับโลกเช่นนี้เป็นครั้งแรก

แต่สำหรับคนบุรีรัมย์ นี่อาจจะเป็นวันที่หลายๆ คน รอคอยมาชั่วชีวิต ที่จะได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ของคนในภายจังหวัด ในการรับมือการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ แม้พวกเขาเคยจะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน และในประวัติศาสตร์ของจังหวัดนี้ ไม่เคยผ่านงานสเกลใหญ่ขนาดนี้

ไม่มีใครรู้เลยว่า เมื่อการแข่งขันดำเนินไปถึงวันสุดท้าย ทุกอย่างที่ถูกจัดขึ้นจะ “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” เพราะเส้นแบ่งของสองอย่างนี้อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม

พลังของท้องถิ่น

อย่างที่ทราบกันดีว่า Moto GP จัดเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่เปรียบได้ดั่งฟุตบอลโลกของ วงการสองล้อ ด้วยกระแสความนิยมที่แพร่กระจายไปถึงผู้ชมทั่วโลก ความตื่นเต้น สนุกเร้าใจของการได้ชมลีลา ชั้นเชิง ของนักบิดระดับโลกมากมาย ในการช่วงชิงจังหวะเพื่อขึ้นโพเดียมในแต่ละสนาม ที่มีความยากแตกต่างกันออกไป

โดยในฤดูกาล 2018 มีเพียงแค่ 16 ประเทศเท่านั้น ที่ได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันดังกล่าว ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศมหาอำนาจด้านกีฬา และเศรษฐกิจทั้งนั้น อาทิ สเปน ที่มีจัดแข่งขันใน 4 เมือง, สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, อิตาลี ฯ

ทำให้การจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกระดับนี้ได้นั้น ย่อมต้องอาศัยทุนทรัพย์ที่มากพอสมควร อย่างในอดีต คนไทยที่ชื่นชอบ และอยากไปดูการแข่งขันติดขอบสนาม ก็ต้องบินไปดูที่สนามใกล้สุด คือ เซปัง ประเทศมาเลเซีย

ดังนั้นนี่จึงเป็นการแข่งขันที่ใกล้ชิดกับคนชนชั้นบน และชนชั้นกลางของไทย มากกว่าชนชั้นล่าง จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งที่ กลุ่มคนอาชีพเกษตรกรจากไทย จะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้

ท่ามกลางระยะความห่างของสองอย่างนี้ “บุรีรัมย์” เจ้าของสนาม และผู้บริหารจัดการสิทธิประโยชน์และจัดการแข่งขันครั้งนี้ กลับมองเห็นความสำคัญของอีกหนึ่ง กลุ่มชนชั้นอื่นๆด้วย เริ่มจากการจำหน่ายราคาบัตรเข้าชม Moto GP ที่ถูกสุดในโลก ภายใต้แนวคิด “Moto GP ที่คนดูมีความสุขที่สุด”

แม้จะต้องเจอปัญหา และข้อจำกัดมากมายในช่วงก่อนเริ่มงาน ทั้ง ด้านบริการขนส่งสาธารณะ, ที่พักอาศัย, การบริการ ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณ และจำนวนแรงงานหลายพันชีวิต ในการขับเคลื่อนให้งานดังกล่าวผ่านไปได้ด้วยดี

แทนที่ บุรีรัมย์ จะจ้างคนจำนวนมากเพื่อทำงานเหล่านี้ด้วยเงิน แต่สิ่งที่ ซีอีโอของบุรีรัมย์ คิดกลับกัน เป็นการทำให้ชุมชน คนในพื้นที่ ทุกชนชั้นของจังหวัด เกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ และได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันครั้งนี้ และอยากจะมาทำงานนี้ด้วยใจ

จริงอยู่ที่ถ้าจ้างด้วยเงิน ก็ได้งาน แต่ความรู้สึกและภาคภูมิใจจะแตกต่างกันออกไป ชาวบ้านเหล่านั้น อาจไม่ได้รู้สึกว่า Moto GP ครั้งนี้ เขาได้มีส่วนร่วมกับงาน

กลับกันเมื่อไม่ได้มีการจ้างด้วยเงิน แล้วสามารถโน้มน้าวใจให้ คนในจังหวัด อยากออกมาช่วยงาน เมื่อนั้น ชาวบ้านจะมีความรู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของงานจริงๆ

ในช่วงก่อนวันแข่งขัน ได้มีการเปิดรับสมัคร อาสาสมัครที่จะทำหน้าที่ต่างๆ เช่น ASK ME (คนบอกทาง, ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวผู้มาร่วมงาน) GU เก็บ (อาสาสมัครทำหน้าที่เดินเก็บขยะทั่วงาน) คนทำความสะอาดต่างๆ, คนดูแลการจราจรโบกรถ รวมถึง คนทำหน้าที่ดูแล-ขับรถรับส่ง ผู้เข้าร่วมงานภายในพื้นที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่กลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของงานในครั้งนี้43339445_1603087756460131_6968217638962987008_n

หากเป็นการแข่งขันรายการอื่นๆ รถที่จะถูกนำมาใช้ขนส่งบริเวณโดยรอบ ก็คงเป็นรถประเภท Shuttle Bus ที่ถูกออกแบบมาเพื่องานลักษณะนี้ แต่สิ่งที่ บุรีรัมย์ นำเสนอออกมา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พวกเขาต้องการให้ Moto GP เป็นการแข่งขันระดับโลกที่เกิดขึ้นมาจากพลังของคนในจังหวัด ในทุกๆชนชั้น

“รถอีแต๋น” คือรถที่ทางฝ่ายจัดฯ เลือกที่จะใช้มาเป็น รถขนส่งผู้โดยสาร โดยได้รวบรวมรถอีแต๋นจากชาวนา ชาวไร่ ในจังหวัด จำนวน 1,200 คัน มาไว้ 3 จุดหลักของงาน เพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 200,000 ชีวิต ตลอด 3 วัน

นี่คือความตั้งใจและไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ บุรีรัมย์ ต้องการให้กลุ่มคนชนชั้นเกษตรกรในจังหวัด รู้สึกได้เป็นส่วนหนึ่งของงานแข่งรถระดับโลกในครั้งนี้

ด้วยการเปิดให้ พวกเขาเหล่านี้ได้นำรถอีแต๋น ที่ใช้งานอยู่ในภาคเกษตร  มาอวดโฉมและทำหน้าที่รับส่งให้ ชาวโลกได้รับรู้ และเกิดภาพจำที่ดีต่อเกษตรกรไทย รวมถึงทึ่งในภูมิปัญญาของคนไทยที่คิดและดัดแปลง สร้างสรรค์ ในการประกอบรถให้กลายมาเป็น ยานพาหนะ สำหรับการทำเกษตร และการขนส่งได้

“ผมต้องขอบคุณพี่น้องชาวจังหวัดบุรีรัมย์ทุกคนจริงๆครับ เราทุ่มเททุกอย่าง เพื่อการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ขอบคุณพี่น้องเกษตรกรที่เป็นเจ้าของรถอีแต๋น ที่ในชีวิตของพวกเขา คงไม่เคยขับรถเกินวันละ 2 ชั่วโมงหรอกครับ สำหรับการขับรถอีแต๋นจากบ้านไปสวน ไปนา”

“แต่เขาก็เสียสละมาขับรถอีแต๋น ตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่มกว่าๆ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ นี่คือกลุ่มคนตัวเล็กๆที่หัวใจใหญ่”43281682_1603088376460069_3074221811043401728_n

“เราไม่ได้เสียค่าเช่ารถ พวกเขาขอแต่เพียงค่าน้ำมันรถ ขอเพียงข้าว และที่นอน ที่ต้องการให้เราจัดให้ ด้วยหัวใจที่ อยากจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาได้จดจำ Moto GP ไทยแลนด์ ในอีกมิติหนึ่ง อันนี้ต้องขอบคุณเขาจริงๆ”

“คนทั้งโลกรู้จักรถอีแต๋น เพราะพวกเขา เห็นไหมครับว่า มีใครไหมที่ขึ้นรถแล้วไม่เอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ขอให้สู้กันอย่างสุดใจ จำไว้นะครับ ไม่ว่าจะทำอะไร บุรีรัมย์เราจะเป็นที่ 1” เนวิน ชิดชอบ กล่าว

MOTO GP ของคนบุรีรัมย์ (โดยแท้จริง)

พลันที่ มาร์ก มาร์เกซ นักบิดชาวสเปนแชมป์ Moto GP 4 สมัย จากทีม Repsol Honda ขึ้นโพเดียมในฐานะแชมป์ Moto GP คนแรกของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต

นี่ถือเป็นวินาทีที่คนทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ น่าจะอิ่มเอมหัวใจที่สุด ในช่วงชีวิตหนึ่งของพวกเขา ก็ได้เห็นการแข่งขันระดับโลกเช่นนี้สำเร็จไปได้ ด้วยพลังและการร่วมมือร่วมใจของทุกส่วนในจังหวัด

นอกจากตัวเลขผู้เข้าชม ที่มียอดรวม 3 วัน เป็นสนามที่มียอดสูงสุดในฤดูกาลนี้ (เหลืออีก 4 สนาม) ถึง 222,535 คน แล้ว

อีกหนึ่งในความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็คือ การบริหารจัดการแข่งขันของจังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาด้านอาชญกรรม หรือปัญหาอื่นๆที่สะท้อนภาพด้านลบของเมืองแห่งนี้เกิดขึ้นเลย

สิ่งนี้แสดงออกให้เห็นว่า คนในจังหวัด มีความรู้สึกร่วม หวงแหน และต้องการทำให้คนทั้งโลกเห็นว่า บุรีรัมย์ มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถจัดการแข่งขันรายการใหญ่ระดับโลกได้

แม้พระเจ้าจะไม่เนรมิตภูเขา ทะเล หรือแหล่งน้ำให้ แต่พวกเขาก็จะผ่านทุกอย่างไปได้ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ต้องตำน้ำกิน หรือ วันที่สามารถขับรถอีแต๋นไปอวดชาวโลกได้อย่างไม่อายใคร

Moto GP ฉบับบุรีรัมย์ จึงเป็นโมเดลที่ดีสำหรับจังหวัดอื่นๆ ในไทย หลายจังหวัดอยากมีทัวร์นาเมนต์ การแข่งขัน ระดับโลก หรือแม้แต่มีสโมสรกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูง กระจายตัวไปแข่งขันในท้องถิ่นตัวเองแต่หากมองไปที่รากของความสำเร็จของ Moto GP ครั้งแรกของประเทศไทย กลับไม่ได้มาจากการที่  บุรีรัมย์ มีทัวร์นาเมนต์ระดับโลกมาลง มีสนามแข่งขันระดับโลกตั้งอยู่เพียงอย่างเดียว แต่รากความสำเร็จในครั้งนี้ มาจากการที่“บุรีรัมย์” สามารถสร้างความรู้สึกร่วม ให้แก่ทุกคน ทุกชนชั้น ในจังหวัดได้เป็นเจ้าของจริงๆเพราะต่อให้คุณจะมีรายการระดับโลก สนามมาตรฐานสูง ตั้งอยู่ในจังหวัด แต่หากปราศจากพลังจาก ภายในท้องถิ่น และการสร้างความภาคภูมิใจแก่พวกเขา ก็คงไม่มีทางที่การแข่งขันรายการนั้น จะประสบความสำเร็จและลุล่วงไปได้ด้วยดีเช่นนี้

Uncategorized

การปล่อยตัว ‘มินามิโนะ’ ลุยยุโรปที่เดิมพันอนาคตฟุตบอลญี่ปุ่น

การปล่อยตัว ‘มินามิโนะ’ ลุยยุโรปที่เดิมพันอนาคตฟุตบอลญี่ปุ่น

เซเรโซ โอซาก้า คือสโมสรที่มีธรรมเนียมพิเศษไม่เหมือนใครอยู่ 1 อย่าง นั่นคือหากมีนักเตะคนใดที่พวกเขาพร้อมจะปั้นและส่งออกไปยังยุโรป พวกเขาจะให้นักเตะคนนั้นใส่เสื้อหมายเลข 8 ของทีม และเมื่อใดที่มีทีมติดต่อมาพวกเขาก็พร้อมจะขายออกไปในราคาที่ถูกแบบไม่น่าเชื่อ … เพื่ออนาคตของนักเตะ และวงการฟุตบอลญี่ปุ่น 

 

ชินจิ คากาวะ, ทาคาชิ อินุอิ, ฮิโรชิ คิโยทาเกะ และ โยอิชิโระ คาคิตานิ ที่ไปเล่นในต่างแดนก่อนหน้านี้ต่างก็เคยสวมเบอร์ 8 ของ เซเรโซ มาแล้วทั้งนั้น 

แต่มีนักเตะอยู่คนหนึ่งที่ขึ้นชุดใหญ่ได้เพียงไม่กี่ปีและถูกวางให้เป็นเบอร์ 8 คนต่อไป ทว่าทุกอย่างผิดแผนเพราะเขาดันเก่งจนเข้าตาแมวมองในยุโรปตั้งแต่อายุ 18 ปีเท่านั้น … 

เขาใส่เสื้อเบอร์ 13 และมีชื่อว่า ทาคุมิ มินามิโนะ นักเตะที่กำลังมีข่าวว่าจะได้กลายเป็นสมาชิกใหม่ของ ลิเวอร์พูล ในปี 2020 นี้

ติดตามเรื่องราวของนักเตะที่แหกขนบของ เซเรโซ เพราะความสามารถที่มาเร็วกว่าเหล่ารุ่นพี่ได้ที่นี่ 

เบอร์ 8 แห่ง เซเรโซ 

เซเรโซ โอซาก้า คือ 1 ในสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น แต่ประเด็นคือพวกเขาไม่เคยคว้าแชมป์ เจลีก ได้เลย แม้ว่าจะก่อตั้งสโมสรมากว่า 63 ปี นับตั้งแต่สมัยใช้ชื่อว่า ยันมาร์ ดีเซล … อย่างไรก็ตามมีปณิธานข้อหนึ่งที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าสโมสรอื่นๆ นั่นคือการสร้างทีมเพื่อความแข็งแกร่งของภาพรวมวงการญี่ปุ่น ส่วนแชมป์นั้น “แค่เรื่องเล็ก” img_index_06

แม้ฟังดูแล้วจะเป็นนโยบายที่ดูโลกสวยสวนทางกับโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน แต่ความจริงคือ เซเรโซ คือทีมที่ตั้งใจจะสร้างนักฟุตบอลท้องถิ่นให้ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะแถวหน้าของประเทศ และเมื่อไปถึงจุดนั้นได้แล้ว ก็จะเป็นสเต็ปต่อไปที่พูดได้ว่าเป็นการเสียสละเต็มรูปแบบของสโมสร นั่นคือพวกเขาจะปล่อยเด็กๆ ที่ขุนขึ้นมากับมือให้ไปเล่นกับสโมสรในยุโรปด้วยค่าตัวที่ถูกเสียยิ่งกว่าถูก … จะด้วยอำนาจในการต่อรองหรืออะไรก็ตาม ค่าตัวของนักเตะบางคนถูกกว่าการซื้อขายนักเตะในไทยลีกยุคปัจจุบันเลยด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตามการปั้นนักเตะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะอยากปั้นดาวรุ่งขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ความจริงคือ การจะก้าวจากระดับลีกญี่ปุ่นสู่ลีกยุโรปนั้น มีโควค้าเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น และโควต้าดังกล่าวจะต้องเป็นของนักเตะที่เก่งจริง ในระดับ “เดอะ แบก” ที่ทีมขาดไม่ได้ 

หากไล่เรียงนักเตะที่ เซเรโซ ปลุกปั้นและส่งไปยุโรป ไล่เรียงมาตั้งแต่ ชินจิ คากาวะ (250,000 ยูโร ไป โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), ทาคาชิ อินุอิ (500,000 ยูโร ไป โบคุ่ม), ฮิโรชิ คิโยทาเกะ (1 ล้านยูโร ไป เนิร์นแบร์ก), โยอิชิโระ คาคิตานิ (1.5 ล้านยูโร ไป บาเซิล) โฮตารุ ยามากุชิ (1 ล้านยูโร ไป ฮันโนเวอร์) และสุดท้าย ทาคุมิ มินามิโนะ (800,000 ยูโร ไป เร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก) 

จากราคาการปล่อยนักเตะระดับคีย์แมนเหล่านี้จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก หากเทียบกับตลาดซื้อขายในยุคที่นักเตะเกรดธรรมดาๆ โดนซื้อกันในราคาหลัก 10 ล้านยูโร ในตลาดโลก ซึ่งการที่ เซเรโซ่ ยอมปล่อยสมบัติของสโมสรออกไปในราคาที่ถูกขนาดนี้ ก็พอจะที่จะยืนยันถึงปณิธานของสโมสรที่ต้องการสร้างความแข็งแกร่งในภาพรวมของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นได้เป็นอย่าง

มีตัวเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ อยู่กรณีหนึ่ง ซึ่งเป็นรายของเพลย์เมคเกอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ชื่อว่า คิม โบ คยอง ที่ เซเรโซ ดึงตัวมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ก่อนจะขายให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ด้วยราคาถึง 3 ล้านปอนด์ มากกว่าค่าตัวของทั้ง คากาวะ, มินามิโนะ และ คิโยทาเกะ รวมกันอีกด้วยซ้ำ 

กลับมาที่นักเตะที่ เซเรโซ่ ปั้นขายเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักเตะเกมรุกสไตล์เพลย์เมคเกอร์ และที่ เซเรโซ่ มีสิ่งที่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะเป็นคนต่อไปที่ได้ไปยุโรปนั่นก็คือ “เบอร์เสื้อหมายเลข 8” ซึ่งหากใครได้สวมใส่เสื้อตัวนี้เปรียบได้กับสัญญาณเตือนว่า เตรียมตัวให้พร้อม คุณจะได้ไปเล่นในยุโรปในอนาคตแน่นอน ซึ่งเบอร์ 8 นี้ก็ถูกสวมใส่ทั้ง คากาวะ, อินุอิ, คิโยทาเกะ และ คาคิตานิ ก็เคยใส่เสื้อเบอร์นี้ทั้งนั้น 

อย่างไรก็ตามสำหรับ มินามิโนะ นั้นเป็นอะไรที่แตกต่างออกไปจากรุ่นพี่ของเขา เพราะ มินามิโนะ นั้นใส่เสื้อหมายเลข 13 ซึ่ง ณ ช่วงปี 2014 เขาอายุแค่ 18 ปี และกำลังจะโดนดันไปใส่หมายเลข 8 นักเตะเก่งๆ ก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่าเขาเก่งเกินไปจนได้ย้ายไปออกจากญี่ปุ่นตั้งแต่อายุย่าง 19 ปีเท่านั้น

 

ก้าวกระโดด 

มินามิโนะ นั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ เซเรโซ่ ตั้งแต่อายุ 17 ปี และก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัว ชินจิ คากาวะ มาจาก ดอร์ทมุนด์ ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ และหลังจากทีมปีศาจแดงคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัย 20 พวกเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาปรีซีซั่นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมี เซเรโซ่ โอซาก้า เป็นทีมที่อยู่ในโปรแกรมนั้น … จุดเชื่อมโยงของเรื่องนี้ดูจะมีเหตุผลด้านธุรกิจอยู่ด้วย เพราะในขณะนั้น ยันมาร์ เจ้าของทีมเซเรโซ เป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมปีศาจแดงอยู่พอดี609353-liverpool-close-on-red-bull-salzburg-star-takumi-minamino-and-can-sign-him-for

ในขณะที่แฟนเซเรโซส่วนใหญ่ตั้งตารอการกลับมาเยือนถิ่นเก่าของ คากาวะ แต่เมื่อเกมเริ่มขึ้นกลับกลายเป็นว่าดาวรุ่งอย่าง มินามิโนะ โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ และกลายเป็นผู้ยิงประตูในเกมดังกล่าวที่เสมอกัน 2-2 ได้อีกด้วย ซึ่งในฤดูกาลนั้น มินามิโนะ ในตำแหน่งปีกซ้ายลงเล่นถึง 42 เกม ยิงได้ 8 ประตูเป็นรองเพียง ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ดาวยิงชาวอุรุกวัยคนเดียวเท่านั้น ซึ่งหลังจากจบฤดูกาล 2014 เร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก ก็คว้าตัวไปร่วมทีม แม้ในปีนั้น เซเรโซ จะตกชั้นจาก J1 ลีกสูงสุดก็ตาม

แน่นอนว่าในรายของ มินามิโนะ นั้นเป็นแข้งส่งออกที่อายุน้อยที่สุดที่ เซเรโซ่ เคยปล่อยไปเล่นในยุโรป แม้ว่าด้วยวัยแค่ 19 ปี บางครั้งมันอาจจะดูเหมือนว่าเร็วเกินไป แต่ เซเรโซ มีเหตุผลที่ปล่อยไปยัง ซัลซ์บวร์ก เพราะทีมดังจากลีก ออสเตรีย เป็นทีมที่มีระบบการบริหารคล้ายๆ กันในส่วนของปลายทาง นั่นคือการสร้างนักเตะเพื่อขายให้กับสโมสรที่ใหญ่กว่า เพียงแต่ต่างกันในส่วนของอุดมการณ์เท่านั้น เซเรโซ่ ขายนักเตะเพื่อพัฒนาการต่อยอด แต่ ซัลซ์บวร์ก ขายเพื่อทำกำไร 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่การันตีแน่นอนเมื่อ ซัลซ์บวร์ก สนใจนักเตะนอกประเทศ คือนักเตะคนนั้นมีแววจะไปต่อได้ เพราะก่อนหน้านี้อดีตนักเตะชื่อดังทั้ง ซาดิโอ มาเน่ และ นาบี เกอิตา ที่ปัจจุบันอยู่กับ ลิเวอร์พูล ก็มีช่วงเวลาเริ่มต้นอาชีพในลีกยุโรปกับ ซัลซ์บวร์ก ทั้งนั้น หากเด็กคนไหน เล่นดี มีของ รับรองว่าโอกาสลงสนามนั้นย่อมเปิดกว้างเป็นเงาตามตัว

ในส่วนของ มินามิโนะ ก็เช่นกันตัวเลขและสถิติการลงสนามให้ ซัลซ์บวร์ก ของเขามีพัฒนาการขึ้นแทบทุกปี แม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ้าง แต่ทุกฤดูกาลเขาจะได้ลงเล่นเฉลี่ยฤดูกาลละ 30 นัดขึ้นไป และมีประตูเฉลี่ยปีละ 10 ลูก ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะไม่ทันได้สวมเบอร์ 8 ของ เซเรโซ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามาทางลัดข้ามขั้นต่อแต่อย่างใด

“ผมมาถึงออสเตรียและเริ่มเรียนภาษาเยอรมันหนักมาก (คนออสเตรียส่วนใหญ่พูดเยอรมัน) และมันดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ (ณ ปี 2016) มันยังห่างไกลจากคำว่าพูดพูดคล่องปร๋อคุยกับคนอื่นได้คล่องแคล่ว แต่รวมๆ แล้วผมสามารถสื่้อสารกับเพื่อนร่วมทีมในสนามได้แล้ว และสามารถสั่งอาหารที่ตัวเองอยากกินได้ด้วย”  มินามิโนะ เล่าย้อนกลับไปในวันแรกที่เขามาที่ ออสเตรีย และเริ่มทำในสิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง รวมถึงผลงานที่ดีในสนาม

สิ่งหนึ่งที่เขาแสดงออกมาตอนเล่นกับ ซัลซ์บวร์ก คือความมุ่งมั่น ที่เป็นลายเซ็นของนักเตะญี่ปุ่นแทบทุกคน ตัวของ มินามิโนะ นั้นมาถึง ออสเตรีย และเริ่มฝึกภาษาเยอรมันทันที ช่วงเวลาแค่ไม่กี่เดือนเขาสามารถเรียนรู้ภาษาเยอรมันเบื้องต้นได้บ้างแล้ว แม้ว่าสโมสรจะมีล่ามส่วนตัวให้ก็ตาม นอกจากนี้เขายังเริ่มปรับตัวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งเรื่องอาหารการกินต่างๆ เพื่อให้เข้ากับทีมได้ไวขึ้น มีเรื่องขำๆ ที่เขาเป็นคนเล่าว่าตอนแรกเขากินเส้นพาสต้าแบบเพื่อนๆ ไม่ได้เลย จนต้องเอาหม้อหุงข้าวมาหุงข้าวกินเอง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเลิกใช้มันและปรับตัวใช้ชีวิต กิน-อยู่ ให้เหมือนกับคนท้องถิ่นมากที่สุด 

ช้าหรือเร็วไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าเมื่ออกมาจากคอมฟอร์ทโซนแล้ว มินามิโนะ สามารถรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี มันมีเรื่องราวเดิมๆ ที่เราได้ยินมาจนเบื่อว่ายอดนักเตะมักจะมาสนามซ้อมก่อน และกลับทีหลัง ซึ่งตัวของ มินามิโนะ เองก็ไม่ต่างกัน เขาเข้าใจดีว่าการมาอยู่ ณ จุดนี้ สิ่งจำเป็นคือการต้องไปข้างหน้าห้ามหยุด เพราะที่ ซัลซ์บวร์ก มีนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีจากทั่วโลกเข้ามาสู่ทีมแทบทุกปี 

“ผมดีใจนะที่ได้มาที่นี่ และได้พัฒนาการเล่นของตัวเองขึ้นมาอีก ซึ่งบอกตรงๆ ผมยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องปรับปรุง มีอีกเยอะที่ผมต้องเรียนรู้ ทุกการฝึกซ้อมผมใส่หมดแม็กซ์เลยเพราะมันหมายถึงโอกาสลงสนามที่มากขึ้น โดยส่วนตัวแล้วผมประเมินตัวเองว่าผมทำได้ดีนะ ผมทำให้โค้ชพอใจกับฟอร์มการเล่นในระดับหนึ่ง” เขาว่าต่อ 

 

ประกาศจบการศึกษากับ “ซัลซ์บวร์ก”

มินามิโนะ อยู่กับ ซัลซ์บวร์ก ตั้งแต่ปี 2014 ถึงตอนนี้ก็ 5 ปี เข้าไปแล้ว ถือว่าเป็นการปั้นนักเตะคนหนึ่งที่ใช้ระยะเวลานานพอดู เพราะปกตินักเตะดาวรุ่งที่มาฟักตัวกับ ซัลซ์บวร์ก มักจะโดนขายทำกำไรทันทีในระยะการปลุกปั้นอยู่ที่ไม่เกิน 3 ปี (มาเน่ 2 ปีครึ่ง, เกอิต้า ใช้เวลา 2 ปี)61.783

นอกจากนี้ระยะเวลา 5 ปี สามารถบอกเราได้ว่าแม้ความสามารถของ มินามิโนะ จะโดดเด่นแค่ไหน แต่ขีดจำกัดของเขาคือเรื่องที่ยังต้องพิสูจน์กันต่อไป และแฟนๆ ที่หวังในตัวของเขาต้องใจเย็นๆ ดูไปทีละสเต็ป เพราะโดยปกติแล้วนักเตะระดับคีย์เพลย์เยอร์ของ ซัลซ์บวร์ก ที่มีค่าฉีกสัญญาแค่ราวๆ 7 ล้านปอนด์ น่าจะโดนทีมใหญ่ๆ ปาดหน้าเค้กไปก่อนเสมอ ไม่น่าจะอยู่กับทีมได้นานถึงขนาดนี้ เพราะนักเตะที่ขายไปก่อนหน้านี้ทำเงินให้ทีมก้อนโตทั้งนั้น ราคา 7 ล้านปอนด์ นั้นถือเป็นราคาขายที่อยู่ในลำดับที่ 20 ของสโมสรเลยทีเดียว นักเตะ 5 อันดับแรกที่แพงที่สุดที่ ซัลซ์บวร์ก ขายได้ มีค่าตัวเกิน 20 ล้านยูโรทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงการเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้เท่านั้น เพราะความจริงคือสิ่งที่ยังต้องพิสูจน์กันต่อไป และนักเตะบางคนก็ต้องการที่ทางที่ถูกต้องของตัวเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะย้ายออกไปในราคาแพงและจะประสบความสำเร็จ และมีไม่น้อยที่นักเตะราคาถูกๆ สามารถพัฒนาตัวเองไปได้ไกลกว่าที่ใครคาดคิดไว้

ณ ตอนนี้อย่างที่ทุกคนทราบกัน ทั้งสื่อจากอังกฤษและคนวงในของซัลซ์บวร์กต่างก็ยืนยันว่า มินามิโนะ กำลังจะกลายเป็นนักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่ได้อยู่กับ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ยุโรป ณ ปัจจุบัน หลังจากโชว์ผลงานให้เห็นแบบจะๆ ในฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มที่สามารถใช้คำว่า “เล่นดีทุกนัด” โดยเฉพาะเกมกับ ลิเวอร์พูล ที่ แอนฟิลด์ ที่เขาสามารถทำประตูได้ด้วย 

ในส่วนของแท็คติกและแผนการเล่นนั้น มีหลายเว็บไซต์ของต่างประเทศเริ่มเขียนบทความวิเคราะห์สไตล์ของ มินามิโนะ ออกมาบ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ชี้ชัดไปในทิศทางคล้ายๆ กันว่า เขาเป็นนักเตะตัวรุกสมัยใหม่ที่สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงเกมรุกหลังกองหน้า และจุดเด่นทางด้านทักษะคือการเล่นบอลจังหวะแรกที่ได้เปรียบ และเป็นนักเตะที่มีความเข้าใจเกมสูง มักมองหาเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าเขาเพื่อผ่านบอลให้ยิงประตูเสมอ 

แต่ส่วนที่น่าสนใจที่พอจะบอกได้ว่าทำไม ลิเวอร์พูล สนใจจะคว้าตัวเขาคือ การเป็นนักเตะที่เล่นเกมรับตั้งแต่แดนหน้าได้ดี โดยมีข้อมูลฮีทแมพแสดงพื้นที่การวิ่งจากเว็บไซต์ totalfootballanalysis.com ที่บอกว่า มินามิโนะ เป็นคนที่วิ่งถอยมาเป็นปีกตัวรับ และช่วยให้นักเตะในแนวรับของทีมมีงานที่เบาลง ส่วนใหญ่เขาจะเข้ามาเพื่อช่วยรุมแย่งแบบ 2 ต่อ 1 หรือ 3 ต่อ 1 เพื่อนำเอาบอลกลับมาเล่นให้เร็วที่สุด  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทางเว็บไซต์ดังกล่าวได้ตามเก็บข้อมูลและลงบทวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2018 แน่นอนว่าก่อนที่เขาจะกลายเป็นกระแสอย่างทุกวันนี้ 

การมีทักษะที่ค่อนข้างรอบด้าน และตอบโจทย์กับบอลของ ลิเวอร์พูล ที่เน้นความเข้าใจเกม การเคลื่อนที่ และการเล่นเกมรับ-รุก พร้อมกันทั้งทีม นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม หงส์แดง จึงยอมจ่ายเงินฉีกสัญญาเพื่อให้ได้เขามาร่วมทีม  

แม้จะมีการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา แต่ความจริงคือลีกออสเตรีย นั้นไม่ได้มีคู่แข่งที่สามารถท้าทายเขาได้มากมายนัก และ 5 ปีที่นั่นพร้อมทั้งคว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่งขันในประเทศ ก็เพียงพอแล้วที่ มินามิโนะ จะต้องพิสูจน์ตัวเองในก้าวต่อไปที่ใหญ่และท้าทายกว่า

ตลอดระยะเวลาที่พรีเมียร์ลีกเริ่มแข่งขันในปี 1992 ไม่เคยมีนักเตะญี่ปุ่นคนใดเลยที่สามารถใช้คำว่า “สร้างปรากฎการณ์” แบบจริงๆ จังๆได้ มีเพียง ชินจิ คากาวะ กับ ชินจิ โอกาซากิ ที่ไปถึงตำแหน่งแชมป์ลีกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เลสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้น ทว่าในแง่ของผลงานส่วนตัวก็ยังถือว่าไม่ใช่ตัวหลักที่ทีมยังขาดไม่ได้ ส่วนนักเตะญี่ปุ่นคนอื่นๆ อย่าง จุนอิจิ อินาโมโตะ หรือ เรียว มิยาอิจิ ก็หนักไปทางจะล้มเหลวและถูกมองว่าเป็นดีลการตลาดด้วยซ้ำ

6 ปีก่อน ชินจิ คากาวะ ผู้เริ่มตำนานหมายเลข 8 ที่ออกจาก เซเรโซ่ โอซาก้า มาสิ้นท่าที่พรีเมียร์ลีกไปแล้ว 1 คน และหนนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็ถึงคราวที่นักเตะที่เก่งจนต้องย้ายออกก่อนจะได้สวมหมายเลข 8 อย่าง มินามิโนะ นักเตะผู้มีอนาคตที่ตื่นเต้นที่สุดของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นยุคนี้ จะต้องมาลองของด้วยตัวเองบ้าง … 

Uncategorized

อันโคน่า ทีมฟุตบอลหนุนหลังโดยวาติกัน และใช้คำสอนศาสนาลงแข่ง

อันโคน่า ทีมฟุตบอลหนุนหลังโดยวาติกัน และใช้คำสอนศาสนาลงแข่ง

สโมสรที่เป็นตัวแทนของเมืองประสบปัญหามากมายทั้งฟอร์มในสนามและพฤติกรรมของนักเตะ ไปจนถึงประธานสโมสรที่ต้องเข้าๆ ออกๆ คุกจากการทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเมืองนั้นแน่ 

เมื่อปล่อยไว้เห็นทีจะไม่ได้เรื่องและมีแต่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เหล่าผู้ศรัทธาจึงต้องรวมพลังกันเพื่อต่อต้านความชั่วร้ายในโลกฟุตบอล พวกเขาลงขันซื้อทีม อันโคน่า และเปลี่ยนแปลงทีมด้วยการใช้คำสอนของศาสนา

แม้หลายคนจะบอกว่าทางธรรมนั้นเป็นเส้นขนานจากทางโลก ทว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วที่ อันโคน่า ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่Clericus-cup

อันโคน่า เมืองเหม็นโฉ่

อันโคน่า คือสโมสรฟุตบอลในประเทศอิตาลีที่มีอายุยาวนานเพราะก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปี 1905 โดยช่วงเวลาส่วนใหญ่ของ อันโคน่า นั้นไม่ได้เป็นที่จดจำของแฟนฟุตบอลทั่วโลกเท่าไรนัก เพราะไม่เคยได้แชมป์ระดับเมเจอร์เลยแม้แต่รายการเดียวแถมยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในลีกระดับล่างของประเทศอีกด้วย

ช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับความสำเร็จมากที่สุดคือในช่วงเข้าสู่ยุค ‘90 เป็นต้นมา จากการเข้ามาเทคโอเวอร์ของ เอร์มานโน่ ปิเอโรนี่ ชายผู้เคยทำงานกับ เปรูจา และสร้างชื่อกับทีมชุดนั้นด้วยการดึงผู้เล่น อย่าง ฮิเดโตชิ นากาตะ ซูเปอร์สตาร์ชาวญี่ปุ่นเข้าสู่ทีม โดยเขาใช้เวลาไม่นานก็พาอันโคน่าขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดได้ในปี 2003 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่พวกเขาได้เล่นในเซเรีย อา 

ช่วงเวลาดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่แฟนๆ ของ อันโคน่า จะฝันถึง อย่างไรก็ตามฤดูกาล 2003/04 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่ 2 ในลีกสูงสุดของพวกเขาเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะฟอร์มการเล่นของทีมตกต่ำมาก ทำสถิติไม่ชนะใคร 28 เกมติดต่อกัน และในช่วงที่ยากลำบากนั้นพวกเขาก็ต้องเสียศูนย์อีกเพราะการซื้อขายที่ผิดพลาดเน้นซื้อผู้เล่นที่มีอายุมากและค่าเหนื่อยแพงแต่ผลงานไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายสโมสรก็ตกชั้น, ติดหนี้ และโดนโทษปรับให้ตกชั้นในระดับ เซเรีย ซี 2 (เซเรีย ดี ในปัจจุบัน) หรือระดับดิวิชั่น 4 ของประเทศเลยทีเดียว

การตกชั้นครั้งนั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทีม อันโคน่า ไร้หางเสือเล่นกันแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย เนื่องจากผลประกอบการที่ขาดทุนไปถึง 37 ล้านยูโร นอกจากสถานะของทีมยังมีปัญหาแล้ว ในปี 2004 ตัวของ ปิเอโรนี่ เองก็โซซัดโซเซไม่แพ้กัน เขาถูกศาลสั่งฟ้องฐานฉ้อโกงและเลี่ยงภาษี โดย ปิเอโรนี่ นั้นโกงบัญชีจากกองทุนสังคมซึ่งเงินที่โกงไปมีมูลค่า 12 ล้านยูโร จากความผิดครั้งดังกล่าวถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาถึง 4 ปี … เรียกได้ว่า อันโคน่า ในตอนนี้มีแค่รอวันล่มสลายเท่านั้นเอง 

“90% ของสโมสรนี้อยู่ในเส้นสีแดงไปแล้ว มันมีมากมายหลายเรื่องเหลือเกิน อย่างน้อยๆ ประธานสโมสรของเราก็เข้าๆ ออกๆ คุกอยู่เรื่อย” เคลาดิโอ อามิกุชชี่ แฟนบอลของ อันโคน่า ให้สัมภาษณ์ถึงทีมรักของเขาแบบเห็นภาพ  

เห็นได้ชัดว่าทีมต้องการใครสักคนเข้ามาซื้อสโมสรและสร้างมันขึ้นมาใหม่ ปลุกศรัทธาจากแฟนบอลอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นนักธุรกิจใหญ่จากที่ต่างๆ แต่ไม่ใช่กับ อันโคน่า เพราะมีบางองค์กรที่จ้องมองความมืดมนของทีมมาอย่างยาวนาน พวกเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ไม่ใช่แค่เรื่องผลงานในสนามหรือเรื่องเงินเท่านั้น แต่มันจะต้องดีขึ้นในทุกๆ ด้าน นั่นรวมถึงด้านจริยธรรมด้วยancona-calcio03_04

ล้างไพ่ด้วยศาสนา 

และเมื่อทีมฟุตบอลที่เหมือนเป็นตัวแทนของเมืองส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ มันทำให้มีองค์กรหนึ่งยอมไม่ได้ พวกเขาจะไม่ปล่อยมันไว้แบบนี้และสร้างผลลัพธ์ที่เลวร้ายลงทุกวันๆ แน่นอน เมื่อถึงเวลาอันสมควร เอโดอาร์โด้ เมนิเชลี่ หัวหน้าอาร์คบิชอปแห่ง อันโคน่า ก็ออกโรงทันที 

ไม่ใช่แค่เรื่องของทีม อันโคน่า ทีมเดียวที่น่าเป็นห่วงเพราะทางคริสตจักรมองว่าฟุตบอลอิตาลีกำลังป่วย มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นพร้อมกันหลายๆ อย่างทั้งคดีกัลโช่โปลี ที่มีหลายสโมสรโดนเล่นงานในช่วงปี 2006 แม้แต่ทีมใหญ่อย่าง ยูเวนตุส และ เอซี มิลาน ก็ยังมีเอี่ยว นอกจากนี้ยังมีความรุนแรงนอกสนามจากเหล่าฮูลิแกน เพราะในปีเดียวกันนั้นเองมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตกับการปะทะกับแฟนบอลที่สนามกีฬา ซิซิเลีย อีกด้วย เรื่องทั้งหมดทำให้ คริสตจักร จึงคิดริเริ่มเปลี่ยนแปลงของวงการฟุตบอลโดยเริ่มจากทีมใกล้ตัวอย่าง อันโคน่า 

แต่เดิมนั้นคริสตจักรคาทอลิกมีความสัมพันธ์กับเรื่องของฟุตบอลในชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะคริสตจักรที่ อันโคน่า ซึ่งขึ้นตรงกับนครวาติกันด้วยแล้ว พวกเขาจึงให้ความสำคัญมากกับเรื่องเยาวชนและสังคม โดยจะมีสโมสรฟุตบอลเพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสลงสนาม นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมายในระดับสโมสรเล็กๆ สโมสรหนึ่งเลยทีเดียว

“เราอยากจะนำจรรยาบรรณที่ดีกลับสู่เกมฟุตบอลอีกครั้ง ตอนนี้ฟุตบอลมันรุนแรงร้ายกาจเกินกว่าคำว่ากีฬาไปแล้ว” เมนิเชลี่ หัวหน้า อาร์คบิชอปแห่งเมือง อันโคน่า เปิดเผยถึงโปรเจ็คท์นี้กับสื่อดังอังกฤษอย่าง The Telegraph

เรื่องดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากจากคนภายในของสโมสรอันโคน่า พวกเขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต แต่ที่แน่ๆ มันจะต้องดีกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน 

“จากเรื่องราวอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนังอิตาลีอย่างต่อเนื่อง มันทำให้เราเห็นว่า อันที่จริงแฟนๆ น่ะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนะ แต่พวกเขาทำเป็นไม่ใส่ใจ ซึ่งถ้าไม่มีใครกล้าท้าทายกับเรื่องพวกนี้ แน่นอนว่าท้ายที่สุดฟุตบอลอิตาลีจะต้องเล่นกันในสนามเปล่าๆ โดยไร้คนดูแน่นอน” มัสซิโม่ อชินี่ หนึ่งในบอร์ดบริหารของ อันโคน่า กล่าว Ancona-1905

การเจรจาเป็นไปอย่างจริงจังถึงขนาดมีข่าวว่าพระคาร์ดินัล (ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นใหญ่รองจากประสันตะปาปา) ทาร์ซิซิโอ แบร์โตเน่ ต้องทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการเทคโอเวอร์สโมสรครังนี้ ตัวของพระคาร์ดินัลนั้นชื่นชอบฟุตบอลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อมีโครงการนี้ท่านมั่นใจว่าจะสามารถ “นำคุณค่าของมนุษย์และจิตวิญญาณในกีฬาออกมาได้แน่นอน”

แต่พอถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงสงสัยว่า “แล้วทางคริสตจักรวาติกันสามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกได้หรือ?” เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เรื่องราวทางโลกกับทางธรรม ตามหลักแล้วไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกัน และเมื่อเรื่องราวดูจะถูกขยายความไปกันใหญ่ ทางวาติกันจึงต้องเข้ามาชี้แจงให้เข้าใจตรงกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบาทหลวง เฟเดริโก ลอมบาร์ดี้ ที่ดูแลด้านการสื่อสารกับมวลชนของคริสตจักรเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2007 ว่า

“เรื่องดังกล่าวถือเป็นการริเริ่มที่มีจุดมุ่งหมายอันน่ายกย่อง แต่ทางคริสตจักรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด”

คำถามแรกได้รับการชี้แจงแถลงไข แต่ก็นำมาซึ่งคำถามสืบเนื่องว่า แล้วกลุ่มผู้น้อมนำคำสอนพระเยซูมาใช้กับวงการฟุตบอลด้วยการซื้อทีมนั้นเป็นใคร? คำตอบที่ดูจะใกล้เคียงที่สุดคือ กลุ่มนักธุรกิจผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ไม่ประสงค์จะออกนาม โดยได้รับการสนับสนุนจาก CSI (Centro Sportivo Italiano) องค์กรกีฬาภาครัฐประจำเมือง ซึ่ง เอดิโอ คอนสแตนตินี่ ประธาน CSI ของเมืองอันโคน่าซึ่งมีส่วนในการสนับสนุนเปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าว่า

“มันเป็นวิธีที่จะทำให้ฟุตบอลกลับมามีจริยธรรมอีกครั้ง เราพร้อมจะเผชิญกับค่านิยม การลงทุนของเราครั้งนี้มีความหมายที่แท้จริงซ่อนอยู่ เราหาความหมายที่แท้จริงของกีฬา เราจะต้องการให้ฟุตบอลเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการศึกษา โดยไม่ผูกติดกับเรื่องธุรกิจการเงินที่เคร่งครัด” 

เมื่อมีคนถามว่า พวกเขาโลกสวยไปหรือเปล่าที่คิดอะไรแบบนั้นในโลกยุคปัจจุบัน? เขาตอบกลับอย่างชัดเจนและมั่นใจว่า “เราจะแสดงให้เด็กๆ เห็นว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตา และเราจะไม่ทำตัวอย่างที่เลวร้ายให้พวกเขาเห็นแน่นอน เชื่อได้เลย”

แต่ถึงแม้ทางวาติกันจะประกาศอย่างชัดแจ้งว่า พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่คริสตจักรก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงการสนับสนุนอย่างดี ด้วยการอนุญาตให้สมาชิกของทีมอันโคน่าเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปา เบเนดิกท์ที่ 16 หลังจากที่การซื้อขายทีมลุ่ล่วง ซึ่งประมุขนิกายโรมันคาทอลิกก็ได้ตรัสว่า

“ฟุตบอล ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยสอนให้ผู้คนได้รู้ถึงคุณธรรมและจิตวิญญาณของชีวิต”

 

อันโคน่า ยุคเปลี่ยนแปลง

ก่อนหน้านี้ อันโคน่า มักจะซื้อนักเตะตามใบสั่งเอเย่นต์ นักเตะอายุมากและค่าเหนื่อยแพง และไม่ค่อยสนผลงานทีมเท่าไรนักเพราะพวกเขาอยู่ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง ตอนนี้นโยบายการสร้างทีมเปลี่ยนไป พวกเขาอยากจะได้นักกีฬาที่เป็นนักกีฬาจริงๆ โดยเห็นเหตุผลของเงินเป็นเรื่องรองที่สวนทางกับโลกปัจจุบันอย่างชัดเจน16114775_1360500520666706_8534723091467975996_n

อันโคน่า ชุดฤดูกาล 2007-08 เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ต่างไปแบบสุดขั้วทุกๆ ด้านหลังจากที่หุ้นของสโมสร 80% เป็นของกลุ่มทุนคาทอลิกหน้าใหม่ และอีก 20% เป็นของประธานสโมสรคนก่อนหน้าอย่าง แซร์จิโอ เชียโวนี่ ที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย เริ่มจากนักเตะที่เคยเป็นประเภทแบดบอยก็ต้องเล่นแบบตามกติกาไม่คิดร้ายกับคู่แข่ง ทีมจะหันกลับมาใช้ผู้เล่นดาวรุ่งที่พร้อมจะลงสนามแม้ว่าค่าตอบแทนจะไม่สูงมากมายนักหากเทียบกับทีมอื่นๆ

ขณะที่แฟนบอลที่เคยเชียร์แบบดุเดือดก็จะถูกห้ามปรามไม่ให้เย้ยหยันคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะทางคำพูดหรือป้ายแบนเนอร์ข้อความข้างสนามซึ่งช่วงเวลานั้นฟุตบอลอิตาลีนั้นมีการเหยียดผิวบ่อยๆ อีกด้วย นอกจากนี้ อันโคน่า ยังประกาศลดค่าตั๋วเกมเหย้าเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถพาเด็กๆ เข้ามาดูฟุตบอลในสนามได้ แม้ว่ากำไรจะน้อยลงแต่ อันโคน่า เอากำไรจากค่าเข้าชมทั้งหมดไปบริจาคเพื่อโครงการพัฒนาประเทศโลกที่ 3 อีกด้วย

แม้จะดูแปลกไม่คุ้นเคย แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการทำเช่นนี้ทำให้บรรยากาศภายในทีมดีขึ้นมาก ผู้เล่นทุกคนมีความตั้งใจมากขึ้น และรู้สึกแฮปปี้กับแนวทางใหม่ของสโมสร

“ทีมเล่นดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ ผมหวังว่าเราจะรักษาผลงานแบบนี้ต่อไปได้” อันเดรีย สตาฟโฟนาลี่ กองหน้าวัย 24 ปีของทีมกล่าว

“มีหลายอย่างเปลี่ยนไป ตัวอย่างง่ายๆ เลยถ้าคุณโดนใบแดงคุณต้องออกไปทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม เราพูดคุยกันรู้เรื่องมากทุกครั้งที่อยู่ในห้องแต่งตัวและเราพร้อมมากๆ ที่จะทำตามนโยบายของทีม”15400983_1328264707223621_1300881702987153110_n

อันโคน่า สามารถขยับเลื่อนชั้นสู่ เซเรีย บี ได้ในทันทีแบบไม่น่าเชื่อทั้งๆ ที่ฤดูกาลก่อนหน้านี้พวกเขาได้อันดับที่ 16 ของตารางจากจำนวนทีม 18 ทีม และยังสามารถเอาตัวรอดได้ในฤดูกาล 2008/09 ได้อย่างเหลือเชื่อหลังชนะเกมเพลย์ออฟหนีตกชั้น

ฤดูกาล 2009/10 อันโคน่าต้องเจอกับบททดสอบสำคัญ เมื่อปัญหาจากยุคประธานสโมสรเก่าทำให้พวกเขาถูกตัด 2 คะแนน แต่สุดท้าย อันโคน่า ก็จบในอันดับที่ 17 และรอดตกชั้นได้ในท้ายที่สุด … ทว่าทั้งๆ ที่ทุกอย่างกำลังจะดีอยู่แล้ว แต่สุดท้ายปัญหาจากทีมผู้บริหารชุดเก่าที่ทำทีมติดหนี้มากถึง 32 ล้านยูโร ก็มากเกินกว่าที่คริสตจักรจะชำระให้ได้ 

แม้หลายฝ่ายจะช่วยกันมาทางแก้ไขปัญหาแต่สุดท้ายก็ไม่ทันกาลเพราะปัญหาที่สร้างไว้มันนานเกินกว่าจะแก้ไขในชั่วข้ามคืนได้ สุดท้ายเป็นที่น่าเสียดายเพราะ อันโคน่า โดนสั่งฟ้องล้มละลาย และหลังจากนั้นไม่นานก็ต้องยุบทีมไปในท้ายที่สุด 

สิ่งที่ วาติกัน และคริสตจักรมองเห็นนั้นแตกต่างกับฟุตบอลยุคปัจจุบันมากเกินไป เพราะทุกวันนี้ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬาแต่มันกลายเป็นธุรกิจไปเรียบร้อยแล้ว และการใช้แต่ความดีอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเพียงไม่กี่ปีที่ คริสตจักรในฐานะตัวแทนของ วาติกัน ได้เข้ามาจัดการฟุตบอลในแบบที่พวกเขาวางแผนไว้ แต่ผลออกมาก็ใช่ว่าทางโลกกับทางธรรมจะไปกันไม่ได้โดยปริยายไปเลยเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยๆ แม้จะไม่มีความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอัน อันโคน่า ก็กลายเป็นทีมฟุตบอลที่ดีขึ้นกว่าเดิมทั้งผลงานในสนาม และความสุขที่ได้จากทุกฝ่าย

Uncategorized

เบอร์นาร์ด โทมิช แบดบอยแห่งวงการเทนนิสยุคใหม่ ผู้ไม่ต้องการใช้พรสวรรค์

เบอร์นาร์ด โทมิช แบดบอยแห่งวงการเทนนิสยุคใหม่ ผู้ไม่ต้องการใช้พรสวรรค์

“คุณจะสนใจอะไรถ้าคุณอายุ 23 และมีรายได้เกินกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” แบร์นาร์ด โมมิช ลั่นวาจาเอาไว้ หลังถูกต่อว่าจากความไม่ทุ่มเท 

ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นความหวังแห่งวงการเทนนิสออสเตรเลีย จากผลงานในสมัยดาวรุ่ง แม้ถึงทุกวันนี้เขายังอยู่เส้นทางลูกสักหลาด แต่ก็ผิดจากที่คาดกันไว้พอสมควร เขาไปไกลที่สุดในการแข่งขันระดับแกรนด์สแลมคือรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดัน  และคว้าแชมป์ระดับ ATP มาได้ 4 รายการ ทั้งที่น่าจะรุ่งโรจน์กว่านี้ 

อะไรที่ทำให้เขาไปไม่สุด และนี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มฝีมือดี แต่ทัศนคติสวนทางBernard-Tomic-825607

เยาวชนเบอร์หนึ่งของโลก

แม้ว่าพ่อจะเป็นชาวโครเอเชีย แม่เป็นชาวบอสเนีย และเกิดที่สตุ๊ตการ์ท เยอรมัน แต่สำหรับเทนนิส โทมิช เลือกเล่นให้กับออสเตรเลีย ประเทศที่พ่อและแม่ของเขาย้ายมาตั้งรกรากตั้งแต่เขาอายุเพียง 3 ขวบ 

โทมิชได้รับการสอนเทนนิสโดย จอห์น โทมิช พ่อของเขา ที่หวังให้เขาและน้องสาวเติบใหญ่เป็นสตาร์ของวงการเทนนิสโลก และเขา ก็ไม่ทำให้ความพยายามของพ่อต้องสูญเปล่า เมื่อสถาปณาตัวเองขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในระดับเยาวชน เดินหน้ากวาดถ้วยรางวัลมาประดับตู้โชว์อย่างมากมาย ด้วยสไตล์การเล่นที่รวดเร็วและเทคนิคที่แพรวพราว 

โทมิช สามารถคว้ามาได้ทั้งแชมป์ออเรนจ์โบล์ว 3 สมัยตั้งแต่ปี 2007-2010 แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนจูเนียร์ในปี 2009 ที่กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่คว้าถ้วยนี้ และในปีต่อมาเขายังเดินหน้าความสำเร็จด้วยแชมป์ยูเอสโอเพน จูเนียร์ 

ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2011 เขายังทำสถิติกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทะลุเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในศึกวิมเบิลดัน นับตั้งแต่ บอริส เบ็คเกอร์ เคยทำได้ตั้งแต่ปี 1986 ด้วยวัย 18 ปี

เขายังได้รับการดูแลจาก IMG บริษัทชื่อดังตั้งแต่ปี 2006  และมีสปอนเซอร์เป็นบริษัทกีฬาข้ามชาติอย่างไนกี้ ทั้งที่เพิ่งอายุเพียง 13 ปี ทำให้เขากลายเป็นความหวังใหม่ของประเทศ ในเวลานั้นทุกสายตาเชื่อว่าเจ้าชายคนใหม่ของวงการเทนนิสแดนจิงโจ้ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว 

แต่เขาก็ทำให้ทุกคนคิดผิด

ปีนเกลียวรุ่นพี่-ขู่หนีจากออสเตรเลีย  

หลังจากเข้าสู่วงการมืออาชีพตั้งแต่ปี 2008 เขาก็กลายเป็นที่สนใจจากคนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาชนะ ยื่อ ซู่ หวัง ชาวไต้หวันในนัดชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน 

ทว่าในปี 2009 ในขณะที่เขารั้งอันดับ 354 ของโลก ตอนที่ลงแข่งในศึก วิมเบิลดัน จูเนียร์ส เขากลับทำเรื่องสุดช็อคด้วยการปฎิเสธลงซ้อมกับ เลย์ตัน ฮิววิตต์ นักหวดรุ่นพี่ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแชมป์เก่าวิมเบิลดัน ที่กำลังเตรียมลงแข่งในรอบ 4 ของรายการนั้น 

ทีมงานของฮิววิตต์ อ้างว่าพวกเขาได้โทรไปชวน โทมิช หนึ่งวันก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ทว่าตอนที่ฮิววิตต์เดินทางไปถึงคอร์ท กลับพบ โทมิช อยู่ที่สนามซ้อมอยู่แล้ว

อิวาน กูเตียเรซ นักกายภาพของฮิววิตต์ เข้าใจว่า โทมิช วัย 16 ในตอนนั้น รอที่จะลงซ้อมกับรุ่นพี่ แต่ทันทีที่เข้าไปหากลับผิดคาด เมื่อตัวแทนของ โทมิช บอกกูเตียเรซว่า “เขาจะไม่เล่นกับ เลย์ตัน เพราะเลย์ตันฝีมือดีไม่พอ” 

อย่างไรก็ดี ภายหลัง โทมิช ก็มาโต้ว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธไอดอลและรุ่นพี่เพียงเพราะฝีมือไม่ดีพอ แต่เนื่องมาจากตอนนั้นเขาป่วยเป็นไข้หวัดหมูมากกว่า 

“สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น (ที่วิมเบิลดัน) ถือเป็นความลับ ผมมีไข้หวัดหมู และอาจจะไม่ได้เล่น ดังนั้นมันจึงไม่ยุติธรรมที่จะบอกเลย์ตันเกี่ยวกับอาการป่วยของผม” โทมิชกล่าว

“หมอบอกผมว่า ผมอาจจะไม่ได้เล่น และคุณสามารถตรวจสอบกับหมอได้หากคุณอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น”   

นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของของ โทมิช ที่สร้างปัญหาตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม 20 เมื่อในปีต่อมา เขายังสร้างชื่อ (เสีย) อย่างต่อเนื่อง ด้วยขอร้องแกมขู่สมาคมเทนนิสออสเตรเลียให้เปลี่ยนเวลาลงแข่งให้เขาโดยนำเรื่องอายุมาอ้าง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในศึกออสเตรเลียน โอเพน 2010 เมื่อโทมิช โคจรมาพบกับ มาร์ริน ซิลิค มืออันดับ 14 ของโลก เกมคู่คี่สูสีจนต้องเล่นกันถึง 5 เซ็ต และลากยาวมาจนถึงตีสองของอีกวัน 

ทว่าหลังการต่อสู้อันยาวนานที่จบลงด้วยชัยชนะของคู่แข่ง โทมิช ก็ออกมาโวยว่าการแข่งขันนั้นดึกเกินไปสำหรับเด็กอายุ 17 และขอให้เขาได้แข่งในช่วงกลางวัน ในขณะเดียวกัน พ่อของเขายังขู่สมาคมเทนนิสว่าจะให้ลูกชายไปเล่นให้กับโครเอเชียหากไม่ทำตามที่ร้องขอ 

“สำหรับคนทั่วไป ผมอยากขอร้องให้เล่นตอนกลางวัน และมันก็ไม่เคยเกิดขึ้น ผมคิดว่ามันตลกมาก โดยเฉพาะผม ในวัยนี้มันยากมาก” โทมิชกล่าว

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักเทนนิสจอมโวย แต่นั่นไม่ใช่วีรกรรมสุดท้ายของเขา imagev1be0996a078f35df37a6b00583b8a24f3-3expca6ihk4k3ghgap2

TOMIC THE TANK ENGINE

หลังเทิร์นโปร โทมิช เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นที่สนใจในวงการเทนนิสโลก นอกจากการเข้าไปถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในศึกวิมเบิลดันเมื่อปี 2011 เขายังเดินหน้าสานความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศระดับ ATP เป็นครั้งแรกใน บริสเบน อินเตอร์เนชั่นแนล ในปี 2012 ต่อด้วยการคว้าแชมป์ ATP ในปีต่อมาจนทำให้เขาขึ้นไปรั้งอันดับ 51 ของโลกในวัย 21 ปี 

แม้ว่าในคอร์ทจะเริ่มประสบความสำเร็จ แต่นอกสนามกลับตรงกันข้าม เขาสร้างปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะการควบ BMW M3 เร็วเกินกำหนดจนถูกใบสั่ง 3 ครั้งรวด ก่อนจะหนีเข้าบ้านและขังตัวเองอยู่ในนั้น เมื่อปี 2012 จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล แถมยังมาถูกจับเรื่องขับรถเร็วอีกครั้งในปีต่อมา ซึ่งครั้งนี้ถึงขั้นโดนยึดใบขับขี่เลยทีเดียว 

เขายังเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายอีกมากมาย ทั้งมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่ Surfers Paradise ในห้องสปา จนต้องเรียกตำรวจมาระงับเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเพิ่งเคลียร์คดีขับรถเร็วเกินกำหนดของปี 2012 เพียงแค่หนึ่งวัน หรือการที่พ่อของเขาเอาหัวไปโขกคู่ซ้อมระหว่างการแข่งขันมาดริดโอเพน จนถูกตัดสินจำคุก 8 เดือน รวมไปถึงการถูกจับที่ไมอามี หลังปาร์ตีจนเกือบเช้าและพยายามปฏิเสธการจับกุมจากเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2015

นอกจากนี้เขายังมีปัญหาเรื่องทัศนคติ โทมิช มักถูกวิจารณ์เรื่องความทุ่มเท ในศึก ยูเอส โอเพน 2012 รอบที่สอง เขาพ่ายให้กับ แอนดี ร็อดดิค 3 เซ็ตรวด ซึ่งฟอร์มของเขาในวันนั้นถึงขั้นรับไม่ได้จน จอห์น แม็คเอ็นโร  อดีตนักเทนนิสระดับตำนานของโลกชาวอเมริกันต้องออกมาตำหนิ 

“โทมิช กำลังทำมัน มันเหมือนกับการเล่นไม่เต็มที่ มันน่าละอายมาก คุณคงไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้” แม็คเอ็นโร ให้ความเห็น 

โทมิช มักจะทิ้งเกมหากเขารู้สึกว่าไม่สามารถเอาชนะได้ในเกมนั้น ซึ่งทัศนคติของที่เลวร้ายแบบนี้ทำให้เขาถูกแบนจากทีมชาติออสเตรเลีย ในศึกเดวิส คัพ ในช่วงปลายปี 2012 และปี 2015 ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาคือผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ติดทีมชาติออสเตรเลียในวัย 17 ปีเมื่อปี 2010 

“(แพท ราฟเตอร์ กัปตันเดวิสคัพ) ตัดสินใจก่อนที่จะแข่งนัดแรกในปีหน้า เบอร์นาร์ดจะไม่ถูกรับเลือก” เครก ไทเลย์ จากสมาคมเทนนิสออสเตรเลียกล่าว

“ในฐานะทีม เราเพียงรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เราทำระหว่างนักกีฬากับนักกีฬา คือการทำให้กีฬาลงแข่งอย่างเต็มร้อยอยู่เสมอ และทุ่มเทในการแข่งขันเพื่อประเทศของเรา” 

ความทุ่มเทของเขายังเป็นคำถามอย่างต่อเนื่อง ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกโห่จากแฟนในสนาม หลังขอถอนตัวโดยอ้างว่ามีอาการบาดเจ็บ ในเกมพบกับ ราฟาเอล นาดาล ยอดนักเทนนิส และขอถอนตัวจากทีมชาติในโอลิมปิก 2016 โดยอ้างว่ามีภาระงานมากเกินไป  

แต่ที่โด่งดังที่สุดคือในศึกมาดริด โอเพน 2016 ที่พบกับ ฟาบิโอ ฟ็อกนินี ในแมตช์พอยท์ โทมิช ทำเรื่องไม่น่าเชื่อด้วยการถือแร็คเก็ตทางด้านตาข่ายและหงายด้านมือจับขึ้น แน่นอนว่าหลังเกมวันนั้นเขาถูกวิจารณ์อย่างหนักจากสื่อในออสเตรเลียและถูกตั้งฉายาว่า “Tomic the Tank Engine” 

“คุณคือคนที่มีชื่อเสียงด้วยหัวใจขนาดถั่วลิสง เป็นคนถูกประทานพรสวรรค์ที่เกินคนธรรมดา แต่กลับใจเสาะ ไม่สามารถเอากึ๋นออกมาใช้” ปีเตอร์ ฟิตซ์ไซมอน คอลัมนิสต์จาก Sydney Morning Herald กล่าว

“คุณกำลังแบกอะไรอยู่ อะไรอยู่ในหัวของคุณ มันช่างน่าอายสำหรับประเทศของเรา” 

อะไรที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้? 827d398601480fb15c4faba101f029ad

มีพรสวรรค์แต่ไม่อยากใช้ 

แพท ราฟเตอร์ กัปตันเดวิสคัพ เคยกล่าวเอาไว้เมื่อปี 2013 ว่า โทมิช น่าจะขึ้นไปถึงอันดับ 10 ของโลกได้หากเขาใช้ตั้งใจมากกว่านี้ ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาทำนายไว้ เมื่อนักหวดพรสวรรค์รายนี้ไปไกลที่สุดแค่เพียงอันดับ 17 ของโลกเมื่อปี 2016 

อย่างไรก็ดี มันอาจจะเป็นสิ่งที่โทมิชตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เพราะที่จริงแล้ว เขาเองก็ไม่ได้ชอบเทนนิสมากนัก แต่ที่เล่นอยู่เพราะรายได้ของมัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่ปรับปรุงตัวเองจากเสียงวิจารณ์ 

“ผมไม่แคร์เกี่ยวกับแมตช์พอยท์ คุณจะสนใจอะไรถ้าคุณอายุ 23 และมีรายได้เกินกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” โทมิชกล่าวหลังแมตช์อื้อฉาวในมาดริดโอเพนเมื่อปี 2016

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ โทมิช เป็นแบบนี้เพราะว่าเขาเริ่มเบื่อเทนนิส เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มร้อย หากเฉลี่ยแล้วเขาใช้ความสามารถไปเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“เทนนิสเลือกผม มันเป็นอะไรที่ผมไม่เคยตกหลุมรัก” โทมิชกล่าวกับ Australia’s Channel Seven

“ตลอดชีวิตอาชีพผมให้เต็มร้อย แต่บางทีผมก็ใช้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณอยากให้มันสมดุล ผมคิดว่าตลอดชีวิตอาชีพของผมน่าจะใช้ความสามารถไปราว 50 เปอร์เซ็นต์ 

“ผมไม่เคยเหนื่อยจริงๆ และยังคงประสบความสำเร็จ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งน่าทึ่งที่ผมทำได้” 

สำหรับนักเทนนิสทั่วไป การคว้าแชมป์คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด หากได้มีโอกาสลงแข่ง แต่สำหรับโทมิชกลับต่างออกไป 

“ผมรู้สึกว่าการได้ยกถ้วย หรือทำผลงานได้ดี ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกพอใจอีกต่อไป” โทมิชกล่าวต่อ

“ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น ผมไม่สนใจว่าผมจะเข้ารอบ 4 ยูเอสโอเพน หรือตกรอบแรก สำหรับผมทุกอย่างก็เหมือนกัน” 

ฟังดูเหมือนว่าเขาจะหมดไฟ และจะเลิกเล่นในอีกไม่ช้า แต่กลับไม่ใช่ โทมิช ยืนยันอย่างหนักแน่นเมื่อปี 2017 ว่าเขาจะยังเล่นต่อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี หรือจนกระทั่งอายุ 34 ปี 

“อย่างที่คุณรู้ ผมจะเล่นต่อไปอีก 10 ปี ผมรู้ว่าหลังจากผมเลิกเล่น ผมจะไม่สามารถทำงานได้อีกครั้ง”

ทุกวันนี้ โทมิช ยังคงไล่ล่าความสำเร็จ (หรือเงินทอง) ต่อไป เขามีผลงานที่ดีเมื่อปี 2018 ด้วยการคว้าแชมป์ระดับ ATP ในเฉิงตูโอเพน แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงรอบลึกแกรนด์สแลมได้อีกเลย นับตั้งแต่ทำได้ตั้งแต่สมัยเป็นเยาวชน

นับเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับวงการเทนนิสออสเตรเลีย และเทนนิสโลก ที่มีนักหวดดาวรุ่งอนาคตไกล เพียงแต่ไม่ได้ใช้พรสวรรค์ในทางที่ถูก ทั้งที่ด้วยฝีมือน่าจะก้าวขึ้นไปรั้งอันดับต้นๆของโลกได้

“ชาวออสเตรเลียพยายามให้อภัย แต่เขาไม่เคยยอมรับ และยังทำนิสัยเแย่ๆต่อไปเรื่อยๆ” ราฟเตอร์กล่าว 

“ผมอยากจะคิดว่าเขาสามารถยอมรับความผิดพลาดในอดีต และเป็นผู้ใหญ่พอที่จะตระหนักว่า หลังจากนี้เขาสามารถกลับมาเป็นคนดีได้”