Browse Month by มีนาคม 2020
Uncategorized

เบลารุสลีก ลีกฟุตบอลเพียงหนึ่งเดียวที่ท้าทายโควิด-19 จนเป็นสวรรค์ของคอบอล

เบลารุสลีก ลีกฟุตบอลเพียงหนึ่งเดียวที่ท้าทายโควิด-19 จนเป็นสวรรค์ของคอบอล

ทุกคืนวันเสาร์มันคือสวรรค์สำหรับคอบอลบ้านเราอย่างแท้จริง เราจะเริ่มจากการดูฟุตบอลไทยลีกช่วงเย็น, ต่อบุนเดสลีก้าช่วงหัวคำ, ซ้ำด้วยพรีเมียร์ลีก และรู้ตัวอีกทีก็ตี 4 เจอกับฟุตบอลสเปน… นี่คือโปรเเกรมฟุตบอลที่เราทุกคนคุ้นชินเป็นอย่างดี

 

ทว่าค่ำคืนนี้เหลือบมองปฎิทินฟุตบอลช่างเงียบเหงาเสียจริงๆ โดยเฉพาะฟุตบอลยุโรปที่คุ้นเคยนั้นต้องหยุดพักลงแบบไม่มีกำหนดจากเหตุการณ์แพ่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เล่นงานทุกประเทศแบบไม่มีเลือกข้าง

อย่างไรก็ตามถ้าคุณคิดว่าไม่เหลือฟุตบอลให้ดูแล้ว คุณกำลังคิดผิด เพราะมี 1 เดียวในยุโรปที่ยังหาญกล้าให้แต่ละสโมสรส่งทีมลงเเข่งขันอย่างปกติ แถมยังอนุญาตให้กองเชียร์ เข้ามาได้มากเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่ต้องการ 

ยินดีต้อนรับสู่ลีกฟุตบอลของประเทศเบลารุส และเราจะเล่าให้คุณฟังว่าทำไมพวกเขาจึงทำเหมือนโควิดเป็นไข้หวัดธรรมดา และเลือกให้ฟุตบอลต้องมาก่อน?

 

ถามว่ากลัวไหม?

ตอนนี้มีฟุตบอลลีกทั่วโลกลงแข่งขันอยู่ทั้งหมด 5 ลีก แบ่งเป็นทวีปเอเชีย 2 ลีกคือ เติร์กเมนิสถาน และ เมียนมาร์, แอฟริกา 1 ลีก ได้แก่ บุรุนดี, อเมริกา 1 ลีก ได้แก่ นิคารากัว และลีกที่ใกล้หูใกล้ตาคนไทยที่สุดในชื่อทั้งหมดนี้ก็คือ เบลารุส ลีกที่มีทีมอย่าง บาเต้ โบริซอฟ, ดินาโม มินสก์ หรือดินาโม แบรสต์ ที่ได้เตะในเวทียุโรปทั้งเล็กและใหญ่ทุกๆปี นอกจากนี้ยังมี อเล็กซานเดอร์ เคล็บ อดีตนักเตะของอาร์เซน่อล และบาร์เซโลน่า เป็นตัวชูโรง aleksandr-hleb-isloch-1584033804-33620

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลีก เบลารุส มีมาตรฐานและการจัดการดีกว่าลีกอื่นๆอีก 4 ลีกอยู่พอสมควร อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของยูฟ่า อีกด้วย แต่ทำไมพวกเขาจึงไม่รับลูกเรื่องนโยบายความปลอดภัยจากช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 

แรกเริ่มเดิมทีมีหลายประเทศที่พยายามจะเเข่งขันฟุตบอลลีกต่อไป ที่ยุโรปมีตุรกีและรัสเซีย ที่พยายามจะไปต่อให้ได้ โดยเฉพาะที่รัสเซียนั้นแฟนๆที่นั่นแทบไม่แสดงถึงความกลัว และสนับสนุนให้เเข่งต่อออกไปอีกด้วย

“เราทุกคนติดเชื้อฟุตบอล และเรายอมตายเพื่อเซนิต” นี่คือข้อความบนป้ายผ้าของแฟนๆทีม เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในเกมที่ เซนิต ถล่ม อูราล 7-1 … และเป็นเกมสุดท้ายก่อนที่ลีกจะประกาศหยุดใหญ่เพราะถึงแม้แฟนบอลจะไม่กลัว แต่นักเตะหรือผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันยืนยันว่าจะเอาชีวิตมาเสี่ยงแบบนี้ไม่ได้  และการปิดลีกของ ตุรกี กับ รัสเซีย จึงทำให้เหลือ 1 เดียวในยุโรปที่ไม่กลัวตายจากโควิด นั่น คือ เบลารุส 

ถามว่านักเตะในลีกเบลารุสกลัวกันหรือไม่กับการลงเล่นต่อไปในขณะที่ประเทศข้างเคียง และเพื่อนร่วมทวีปยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตรอด … คำตอบคือ “ไม่แน่ใจนักว่าจะกลัวดีหรือเปล่า?” อีกทั้งเมื่อไม่มีคำสั่งหยุด พวกเขาก็ต้องทำตามหน้าที่นั่นคือ “เล่นต่อไป”77442-large

“มีหลายเหตุผลที่ทำไมฟุตบอลของเราจึงเตะต่อไป หนึ่งในนั้นคือเจตจำนงค์ทางการเมืองของผู้นำของเรา ตอนนี้ฟุตบอลของเราเริ่มถ่ายทอดไปสดยังประเทศเพื่อนบ้านเเล้ว ซึ่งมันก็ดีเหมือนกันที่มันเป็นที่นิยมขึ้นมา” 

“แต่ผมยังอดคิดไม่ได้ว่ามันยังพอมีโอกาสที่ลีกของเราจะถูกระงับ สมาคมฟุตบอลของเบลารุสและกระทรวงกีฬาน่าจะได้รับแรงกดดันจากยูฟ่าบ้างแหละนะ” อังเดรย์ เฟราพอนตอฟ โค้ชของทีม  FC Ruh บอกเล่าถึงความรู้สึกส่วนตัวของเขา ซึ่งก็ยังกึ่งๆว่า จะกลัวโควิดดีหรือไม่? หรือควรจะเตะต่อไปดี? 

 

ทำไมถึงไม่กลัว? 

ในขณะที่ประเทศอื่นผวาโควิดกันหมด แต่ เบลารุส ไม่คิดอย่างนั้น เรื่องทั้งหมดเกิดจากการประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลเบลารุส และด้วยตัวเลขที่มีผู้ติดเชื้อ 94 คน (รักษาหายแล้ว 55 คน อาการหนัก 2 คน) แถมยังไม่มีคนเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นสถิติที่น้อยที่สุดในยุโรป… ก็ทำให้ทุกอย่างดูไม่ร้ายแรงจนขั้นที่จะทำให้ อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก้ ประธานาธิบดีของประเทศผู้ได้ฉายาว่า “ผู้นำเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป” ต้องรู้สึกว่าจะทำอะไรให้แตกต่างไปจากที่เคยทำ 

“โควิด-19 มันเหมือนโรคจิตชนิดหนึ่ง มันมีประโยชน์สำหรับคนบางจำพวก แต่อีกมุมมันก็โคตรอันตรายกับชีวิตคนอื่น” เผด็จการคนสุดท้ายให้สัมภาษณ์เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน 

“โลกศิวิไลซ์กำลังบ้าคลั่งและพากันตื่นตระหนกจนเกินไป มันช่างโง่เขลาสิ้นดีที่ภาครัฐจะปิดประเทศด้วยความผวา เพราะการปิดประเทศนี่แหละมันทำร้ายตัวเองได้มากยิ่งกว่าไวรัสอีกต่างหาก” 

“เช่นเดียวกับในยุโรปตะวันตก เราควรจะดื่มวอดก้าวันละเป๊ก (40-50 กรัม) ทุกๆวัน จากนั้นก็เข้าห้องอบซาวน่าซักวัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำงานหนักๆในฟาร์มทุกวัน ผมจะบอกว่างานหนักและการขับรถแทร็คเตอร์ในไร่ในสวนนี่แหละที่สามารถเยียวยาได้ทุกสิ่ง”  

ทุกสิ่งที่กล่าวมาทำให้กิจกรรมทุกอย่างในประเทศ เบลารุส ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีอะไรผิดปกติ ซึ่งการยืนยันถึงความปลอดภัยของประชากรในประเทศของท่านประธานาธิบดีก็ทำให้อีกหลายคนคล้อยตามได้เหมือนกัน 

จริงๆแล้ว เบลารุส นั้นสามารถหยุดการแข่งขันได้ง่ายที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาใช้ช่วงเวลาเปิด-ปิดลีกคล้ายๆกับฟุตบอลเอเชียที่มักจะเปิดซีซั่นต้นปี และปิดซีซั่นท้ายปีนั่นเอง ซึ่งก่อนที่ลีกๆอื่นในยุโรปจะหยุดหนีโควิด-19 ลีก เบลารุส ยังไม่เริ่มเปิดฤดูกาลด้วยซ้ำ 

ทว่าเมื่อผู้นำไม่กลัว พวกเขาก็ไม่กลัว ยิ่งมีตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่ยืนยันว่ามีแค่ 94 คน จากประชากรทั้งหมด 10 ล้านคน จึงทำให้ทุกส่วนเห็นพ้องต้องกันว่า เปิดฤดูกาลตามปกติดีที่สุด 79910688_2585920744822162_7323503642995064832_o

“ไม่มีเหตุผลอะไรยิ่งใหญ่มากพอ ดังนั้นเราจะเปิดฤดูกาลตามปกติ และเริ่มทำการไล่ล่าแชมป์กันตั้งแต่วันนี้เลย อย่าไปแพนิคเกินเหตุ คุณก็แค่ทำงานไปในหมู่บ้านของพวกคุณนั่นแหละ” วลาดิเมียร์ บาซานอฟ ประธานสมาคมฟุตบอลแห่งเบลารุสกล่าวอย่างมั่นใจ 

ไม่ใช่แค่ฝ่ายปฎิบัติการและกลยุทธ์เท่านั้น กลุ่มนักเตะ, สต๊าฟโค้ช และ เอเย่นต์ ต่างก็เชื่อมั่นกับการรับมือของรัฐบาลอย่างที่สุด และพร้อมจะลงเล่นแบบไร้ข้อสงสัยอีกด้วย

“ผมเชื่อในระบบการดูแลสุขภาพของเรา” วาลารี่ อิซาเยฟ หนึ่งในเอเย่นต์ฟุตบอลของประเทศกล่าว 

“ผมว่าเราทำได้ดีกว่าเพื่อนบ้านอย่าง รัสเซีย และ ยูเครน แน่นอนว่าผมเป็นห่วงนักเตะในการดูแลของผมเหมือนกัน แต่เรามันใจว่ามันจะไม่เกิดอะไรเลวร้าย ผมค่อนข้างเชื่อใจในข้อมูลที่เรามีตอนนี้” 

ขณะที่นักเตะอย่าง ซานโดร เซบา (Sandro Tsveiba) นักเตะของ Isloch ก็กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า “ไม่มีความตื่นตระหนกอะไรทั้งนั้น แน่นอนเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง การเปลี่ยนแปลงเดียว คือ เมื่อลงสนามเราจะไม่จับมือกันแค่นั้นแหละ บางทีเรายังแกล้งไอ และจามใส่กันตอนอยู่ในห้องแต่งตัวด้วย” 

เห็นได้ชัดว่าชาว เบลารุส ไม่กลัวไวรัสโควิด-19 กันแทบทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง…

อย่างไรก็ตามฝั่งผู้บริหารของประเทศก็คอยผลักดันเรื่องการดูแลตัวเองให้ประชากรในประเทศรู้ และเตือนว่าอยากวิตกกังวลมาเกินไป ขอแค่รับผิดชอบตัวเอง และดูแลคนรอบข้างให้ดี เมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่สบายจงอยู่กับบ้านอย่าออกไปไหนเด็ดขาด…90236165_2765315070216061_9188521134616739840_o

นี่อาจจะเป็นมาตรการที่ทุกประเทศทั่วโลกทำกัน แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเพราะเหตุใด เบลารุส จึงมีผู้ติดเชื้อน้อยมากทั้งๆที่กิจกรรมต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไป บางทีอาจจะเป็นเพราะประเทศนี้ปฎิบัติตาม “Social Distancing” โดยไม่รู้ตัวเพราะประชากรส่วนใหญ่ไม่ทำอุตสาหกรรมก็เป็นเกษตรกร อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศยังเป็นป่าไม้ถึง 40% นั่นหมายความว่าสังคมของพวกเขาไม่ได้แออัดเหมือนกับประเทศอื่นๆ 

นี่คือเหตุผลที่ดีที่สุดที่เราพอจะเอามาอ้างอิงได้ว่าทำไมพวกเขาติดโรคน้อยและไม่กลัวเหมือนประเทศอื่นๆ… วอดก้า, ซาวน่า, รถแทร็คเตอร์,ป่าไม้ และทุ่งนา นี่คือบทสรุปจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลเบลารุสให้การณ์ว่า “ช่วยได้” 

 

สวรรค์นักเดิมพัน

การแข่งขันฟุตบอลต่ออย่างปกติและเปิดให้คนดูเข้าชมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างที่คุณรู้ “พวกเขาคือลีกเดียวในยุโรปที่ยังเเข่งขันอยู่” ดังนั้นมันจึงมีข้อดีบ้างเหมือนกัน 

ตอนนี้หลายบริษัทพนันถูกกฎหมายได้ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลลีกเบลารุส เพื่อมาสตรีมผ่านเว็บไซต์องพวกเขาเพื่อเปิดราคาให้นักเดิมพันได้แทงกันในช่วงที่ชีวิตไร้ทางเลือก ตอนนี้มีทั้งเว็บไซต์อย่าง Bet365,William Hill, SportingBet และ BetVictor ที่หันมาให้ความสนใจ และออกราคาเดิมพันกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในเวลานี้

อเล็กซานเดอร์ เคล็บ ที่เเขวนสตั๊ดไปในฤดูกาลที่แล้วกับสโมสรใน เบลารุส ที่ชื่อว่า  Isloch Minsk ทุกวันนี้มันก็แปลกๆที่เห็นคนทั้งโลกต่างสนใจกับลีก เบลารุส ลีกฟุตบอลที่โดนมองข้ามมาตลอด แถมยังติดตลกว่าหาก ลิโอเนล เมสซี่ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังอยากเล่นฟุตบอลอยู่ก็น่าจะลองย้ายมาเล่นที่เบลารุสดู

“ตอนนี้ทุกคนในโลกนั่งดูลีกเบลารุสผ่านโทรทัศน์ มันเป็นที่เดียวในยุโรปที่สามารถเล่นฟุตบอลได้ อย่างน้อยที่สุดคน เบลารุส เขาก็มีความสุขกันดี  ไม่แน่หลังจากนี้ เมสซี่ หรือ โรนัลโด้ อาจจะมาเล่นที่นี่ก็ได้”  เขากล่าวแบบติดมุกในการให้สัมภาษณ์กับ The Sun 

“ทุกคนรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างที่สเปนและอิตาลี แต่ที่ เบลารุส มันเหมือนกับว่าไม่มีคนสนใจ มันเหลือเชื่อจริงๆ แต่ก็ไม่แน่หรอกในอีก 2-3 สัปดาห์เราอาจจะต้องหยุดเตะกันก็ได้ ตอนนี้ประธานาธิบดีกำลังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างจากไวรัสนี้”

“ตอนนี้คนหนุ่มสาวและหมู่นักเรียนนักศึกษายังคิดกันเช่นนี้ ตัวของผมอยู่บ้านกับครอบครัวตลอด แต่เมื่อได้ออกไปนอกบ้านผมก็ยังพบว่าตามท้องถนนและร้านอาหารก็มีคนอยู่เต็มไปหมด”  เคล็บ เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของเขา  

ไม่ต้องแปลกใจว่าเงินจะสะพัดขึ้นแน่จากความนิยมแบบเลี่ยงไม่ได้ครั้งนี้ เงินจำนวนมากจากเว็บพนันอาจจะทำให้ลีกฟุตบอลเบลารุสพัฒนาขึ้นแน่ และมันคงเข้ามาเรื่อยๆจนกว่าลีกอื่นๆในยุโรปจะกลับมาแข่ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ฟุตบอลของ เบลารุส มีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตามทุกอย่างมีความเสี่ยง การเข้าสนามฟุตบอลและใช้ชีวิตปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการแพร่เชื้อ อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่เกินกว่าที่กลุ่มคนใหญ่คนโตจะคาดคิดและระวังตัวทัน

ถึงตอนนี้ต้องติดตามชมกันต่อไปว่าการโยนหัวก้อยของฟุตบอลเบลารุสจะออกหน้าไหนกันแน่…ถ้าดีก็ดีไป แต่ถ้าออกฝั่งแย่เมื่อไหร่ พวกเขามีอีกหลายคำถามที่ต้องตอบกับประชาชนแน่นอน

Uncategorized

หลุมพรางอีสปอร์ต เมื่อการสุ่มไอเท็มในเกมถูกมองเป็นการพนันรูปแบบใหม่?

หลุมพรางอีสปอร์ต เมื่อการสุ่มไอเท็มในเกมถูกมองเป็นการพนันรูปแบบใหม่?

อีสปอร์ต คือหนึ่งในประเภทกีฬา ที่ได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่ จากความนิยมในการเล่นเกม เกมหลากหลายประเภท เข้าสู่การแข่งขันลีกอย่างจริงจัง ชิงเงินรางวัลไปทั่วโลก และขยายฐานความนิยม มีผู้เล่นจำนวนมาก ทั้งมืออาชีพ และมือสมัครเล่น

 

มีทฤษฏีหนึ่งบอกว่า สิ่งที่ผูกติดกับกีฬามาอย่างยาวนาน นั่นคือ “กีฬา” และถ้าหากอีสปอร์ตถูกนับเป็นกีฬา ภายในเกม ที่เราเล่นอยู่นั้นมีการพนันที่ซ่อนตัวอยู่ไหม ?

สำหรับคนเล่นเกม ย่อมคุ้นชินกับการเติมเงิน สุ่มไอเทม(Item) เพื่อหาตัวละคร, อาวุธชั้นยอด คำถามก็คือ พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นการพนันหรือเปล่า ?

เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่ผู้เล่นเกม จะสุ่มไอเทมได้ตามต้องการ เมื่อเหล่าเกมเมอร์ ต้องเสียเงินเพื่อเสี่ยงลุ้นโชค กับไอเทมภายในเกม นั่นคือจุดเริ่มต้น ของการเดิมพันได้เสียในโลกของอีสปอร์ต 

เราจะพาไปดูมุมมอง เรื่องราวการสุ่มไอเทม ในโลกของเกม ที่ก้าวข้ามจากเรื่องของเกม เป็นการพนันได้อย่างไร? และโลกคิดเห็นต่างกันอย่างไร ในประเด็นนี้

 

ว่าด้วยการเสี่ยงโชค

การพนันกับการสุ่มดวง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในหลากหลายการเล่นพนันที่ได้รับความนิยม ใช้เรื่องของการสุ่ม เป็นตัวกำหนดผลว่า ผู้เล่นพนันจะได้ หรือไม่ได้Tiverton-slots1

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การเล่นสล็อต (Slot) ที่ต้องสุ่มรูปภาพให้เรียงต่อกัน เพื่อรับโชค ที่ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการเล่นพนัน ที่ง่ายและนิยมไปทั่วโลก

การเล่นพนันแบบสุ่ม มีมากมายหลายรูปแบบ เพราะเป็นการเล่นที่ง่าย ไม่ต้องใช้ความคิด รอลุ้นเพียงอย่างเดียวว่า โชคจะสุ่มดวงมาเข้าข้างผู้เล่นพนันหรือไม่

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต การพนันจึงต้องปรับตัวตาม พาเกมสุ่มดวงเหล่านี้ เข้ามาเล่นในอินเทอร์เน็ต และสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดให้นักพนันเข้ามาลองเสี่ยงโชค เพราะการพนันคือธุรกิจรูปแบบหนึ่ง หากไม่มีคนเล่น ธุรกิจพนันไม่สามารถอยู่รอดได้

ท่ามกลางพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ในอดีตผู้คนหาความบันเทิงจากการเล่นพนัน การเสี่ยงโชค…คนรุ่นใหม่หันมาความบันเทิงผ่านกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ต หนึ่งในนั้น คือ การเล่นเกมออนไลน์ หรือที่บางเกม ได้ผันตัวกลายเป็นกีฬาอีสปอร์ตในปัจจุบัน

กระนั้น นักมนุษยวิทยาหลายคน มองว่าการพนันมีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ มาอย่างยาวนาน ในฐานะเครื่องมือหาความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง สำหรับเกมในปัจจุบัน กับบทบาทเครื่องมือสร้างความบันเทิง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกี่ยวข้องกับการพนัน

ทุกวันนี้ ในเกมกีฬาอย่าง อีสปอร์ต มีการเชื่อมโยงกับการพนัน ผ่านการเล่นพนันทายผลการแข่งขัน ไม่ต่างจากกีฬาประเภทอื่น แต่นอกจากการพนันในรูปแบบที่คุ้นชินกัน ยังมีการพนันอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจ จากนักวิชาการทั่วโลก

“การเล่นเกมออนไลน์ สำหรับคนที่เล่นอย่างจริงจัง ต้องมีการซื้อไอเทมต่างๆ เพื่อสร้างความสนุกในการเล่น ทำให้คนจำนวนมาก เสียเงินไปเพื่อการเล่นเกม”

“การพนันแบบนี้ถูกเรียกว่า การพนันภายในเกม คือการพนันผ่านการสุ่มไอเทมต่างๆ ที่ผู้เล่นเกมต้องซื้อขณะเล่นเกม การสุ่มไอเทมภายในเกมนี้ ผู้เล่นมีสิทธิ์ที่จะได้รับไอเทม หรือไม่ได้ไอเทมที่ตนเองต้องการ” 

ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กำลังศึกษาเรื่องการพนันภายในกีฬาอีสปอร์ต แสดงความคิดเห็นFF1

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ เกมฟุตบอลออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทเกมกีฬาอีสปอร์ตที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน จะต้องมีการเติมเงินเพื่อซื้อแพ็คการ์ด ลุ้นเปิดหานักเตะที่ต้องการ เพื่อนำมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีม

แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง ที่เราจะได้นักเตะที่ต้องการ ผู้เล่นเกมอาจเติมเงินจำนวนมาก เพื่อล่าตัว ลิโอเนล เมสซี หรือ คริสเตียโน โรนัลโด แต่กลับได้ กองหน้าจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือนักเตะในลีกกรีซ ที่ผู้เล่นต้องเข้าไปเสิร์ชชื่อในวิกิพีเดีย ว่านักเตะที่เพิ่งสุ่มการ์ดได้ คือใครกันแน่

“มันเป็นการออกแบบ ที่เกมตั้งใจสร้างขึ้นมาให้ผู้เล่นเสี่ยงโชค คุณมีโอกาสที่จะได้ เท่ากับโอกาสที่คุณจะไม่ได้ สำหรับการเล่นเกม ถ้าคุณเติมเงิน เสียเงิน เพื่อซื้อไอเทมพวกนี้ มันคือการเสี่ยงโชค” ดร.วสันต์กล่าว

 

ส่วนหนึ่งของเกมหรือการพนัน

การเสี่ยงโชค คือภาษาด้านบวก แต่หากเป็นภาษาด้านลบในความหมายเดียวกัน คือการพนัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้เล่นต้องเสียเงิน เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ 

สำหรับการเล่นเกมออนไลน์ เหล่าเกมเมอร์จำนวนไม่น้อย เสียเงินเติมเกม ไปเพื่อเสี่ยงโชค ลุ้นไอเทมภายในเกม ไม่ต่างอะไรกับการพนันรูปแบบทั่วไปที่สังคมคุ้นชิน ที่ต้องนำเงินไปวางเดิมพันลุ้นเสี่ยงโชค

“ที่หลายคนมองว่า การซื้อไอเทมในเกมเป็นการพนัน เพราะเราเสียเงินไป แต่เราอาจไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ หรือกว่าคุณจะได้ในสิ่งที่คุณต้องการในเกม คุณอาจต้องเสียเงินเป็นพัน เป็นหมื่น” อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยที่มาของมุมมองการพนันภายในเกม

การพนันมีกฎที่ตายตัว คือต้องมีผู้ได้, ผู้เสีย มีผู้แพ้ และผู้ชนะ … หากคนเล่นเกมออนไลน์ ต้องเสี่ยงโชค เสียเงิน เพื่อได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เหล่าเกมเมอร์ไม่ต่างอะไรจากผู้แพ้ ที่อยู่บนโต๊ะพนันในคาสิโน

แอรอน ดรัมมอนด์ (Aaron Drummond) และ เจมส์ ซาวเออร์ (James Sauer) 2 อาจารย์ด้านจิตวิทยา เปิดเผยการศึกษาของพวกเขาว่า จาก 22 เกมออนไลน์ ที่มีการเสียเงินเพื่อสุ่มลุ้นไอเทม มีเกมทั้งสิ้น 10 เกม ที่รูปแบบการลุ้นไอเทม เป็นรูปแบบเดียวกับการเล่นพนัน

โดยรูปของการซื้อไอเทมภายในเกม ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการพนัน จะมีคุณสมบัติ เช่น ต้องเสียเงินเพื่อสุ่มไอเทม, ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่จะออกมา, มีโอกาสที่จะชนะในทุกการสุ่ม (เหมือนการพนัน ที่ผู้เล่นต้องมีโอกาสชนะเสมอ ยกเว้นถูกโกง), หากได้รับรางวัลจะเป็นของที่มีค่าอย่างมากในเกม แต่หากไม่ได้รับของที่ได้กลับมา จะไม่มีค่าอะไรเลย

งานของดรัมมอนด์ และซาวเออร์ ยังเผยว่า พฤติกรรมของนักเล่นเกมบางคน กับการสุ่มไอเทม ไม่ต่างอะไรกับพฤติกรรมของนักเล่นพนัน…

หากผู้เล่นคนใด ซื้อกล่องลุ้นไอเทม กลุ่นคนเหล่านั้นจะหันมาซื้อกล่องไอเทมอยู่เรื่อยๆ เพื่อหวังที่จะได้รับรางวัลใหญ่ โดยในตลอดช่วงเวลาที่เหล่าเกมเมอร์ซื้อไอเท็มเหล่านี้ พวกเขาจะได้ผลลัพธ์ เป็นไอเทมที่ดี และแย่สลับกันไป แต่ส่วนใหญ่ ไม่ได้ถือว่าได้กำไรจากเกม5J4A7128.47107d50.fill-735x490

“ในอีกด้านมีคนบางกลุ่ม นักวิชาการในบางพื้นที่ ไม่ได้มองการซื้อไอเทมในเกมเป็นการพนัน แต่มองว่าเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน เพราะต่อให้คุณไม่ได้ในสิ่งที่คุณต้องการ คุณก็ยังได้อะไรกลับมา” อาจารย์วสันต์ กล่าวถึงมุมมองอีกด้าน

คนจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่มองเรื่องนี้ เป็นเรื่องในเชิงธุรกิจซื้อขาย … มองว่าเกมถูกสร้างขึ้นมา ในฐานะธุรกิจรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้มีไว้ให้ทุกคนเล่นฟรี และหากจะเก่งในการเล่นเกม ต้องยอมเสียเงินเพื่อลุ้นเปิดไอเทม ที่จะเสริมความแข็งแกร่งภายในเกม

ดังนั้นการเสียเงินซื้อไอเทม จึงไม่ต่างอะไรกับการใช้เงินซื้อ โอกาสที่จะเล่นเกมได้เก่งขึ้น โดยที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ เกมเมอร์เล่นเกมได้เก่งขึ้น ขณะที่บริษัทเกมได้รายได้ จากการขายไอเทมเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของดรัมมอนด์ และซาวเออร์ แสดงความคิดเห็นไปอีกด้าน โดยพวกเขาเสนอว่า ควรดูที่อารมณ์และพฤติกรรม ของผู้ซื้อไอเทมในเกมมาประกอบด้วย

ผู้เล่นในเกมจำนวนไม่น้อย จะรู้สึกอารมณ์เสีย หากเปิดไอเทมแล้วไม่ได้สิ่งของที่พวกเขาต้องการ เพราะแม้จะมีสิ่งของตอบแทนกลับมา เพราะสำหรับพวกเขาไอเทมบางชิ้นที่ได้มาไม่มีค่าอะไร เหมือนไม่ได้อะไรกลับมา เกมเมอร์บางคน ลบไอเทมที่ต้องการในทันทีด้วยซ้ำ

สิ่งที่สองนักวิชาการต้องการแสดงให้เห็นคือ รูปแบบของการซื้อไอเทม ภายในเกมต่างๆ มีลักษณะและพฤติกรรมเดียวกับการพนัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ตระหนักรู้

 

ถูกหรือผิด

แม้จะยังไม่ได้มีบทสรุป ว่าการซื้อไอเทมภายในเกม เป็นการพนันหรือการซื้อขาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความซับซ้อนของกลไก ที่เกิดขึ้นพร้อมกับโลกยุคใหม่ ช่วยสร้างความสนใจ ในหมู่นักวิชาการอย่างมากwendell_lira_fifa_2-600x365

“หลายคนหันมาศึกษาเรื่องนี้ เพราะมองว่า คนรุ่นใหม่หันมาเล่นเกม หรือพวกกีฬาอีสปอร์ตมากขึ้น เพื่อเข้าหาความบันเทิงรูปแบบใหม่ คือ การพนันภายในเกมหรือเปล่า การพนันที่ไม่ต้องมีโต๊ะพนัน ไม่จำเป็นต้องมีเจ้ามือ” ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว กล่าว

ถ้าหากการเปิดไอเทม ในเกมต่างๆ เข้าข่ายเป็นการพนัน คำถามที่ย่อมตามมาคือ การเล่นเกมเหมาะสมหรือไม่ หากสุดท้ายแล้ว มีรูปแบบของการพนัน ซ่อนตัวอยู่ในเกม

“ขึ้นอยู่กับมุมมอง ถ้าคุณมองการพนันเป็นสิ่งไม่ดี ผมคิดว่าคนกลุ่มนั้น ย่อมมองเกมเป็นสิ่งไม่ดีเช่นกัน” ดร.วสันต์ แสดงความเห็น

“แต่หากคุณมองการพนันเป็นเรื่องความบันเทิง เกมก็คือความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง ต่อให้มีรูปแบบการพนันอยู่ในเกม แต่นี่คือกิจกรรมที่ผมมองว่า คนใช้หาความสุขได้ อย่างสถานการณ์ในตอนนี้ ผมว่าต้องขอบคุณเกมด้วยซ้ำ ที่ทำให้คนมีกิจกรรม แสวงหาความสุขได้”

ด้าน ดรัมมอนด์ และซาวเออร์ สองนักวิชาการที่ศึกษาในเรื่องนี้ ยืนยันชัดเจนว่า เกมไม่ใช่สิ่งที่แย่ หรือเป็นปีศาจร้าย ทำรายชีวิตเด็กวัยรุ่น เพียงแต่ที่พวกเขาออกมาศึกษาเรื่องนี้ เพราะต้องการให้บริษัทเกมต่างๆ มีความจริงใจ ตรงไปตรงมา กับผู้เล่นเกม … อย่างไรก็ตามทั้งสองได้พบว่า ไม่มีท่าทีการปรับตัวจากบริษัทเกมแต่อย่างใด 

ขณะที่ประเทศต่างๆ ได้มีท่าทีตอบรับกับเกมเหล่านี้แตกต่างกันไป เช่นเบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ที่มองว่าเกมซึ่งมีการสุ่มไอเทม ที่มีลักษณะเข้าข่ายการพนัน ไม่ว่าจะเป็น FIFA, Overwatch หรือ CS:GO เป็นเกมที่ผิดกฎหมาย และทั้ง 3 เกม ถือเป็นเกม ที่ได้เป็นกีฬาอีสปอร์ตทั้งสิ้น

ทำให้ทางบริษัทเกม ต้องเสียเงินจำนวนมาก เพื่อที่จะให้มีการอนุญาติเปิดเซฟเวอร์เกม ในประเทศเหล่านี้ รวมถึงการสุ่มไอเทมบางประเภทภายในเกม ยังถูกแบนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ได้มีจำกัดอายุของผู้เล่นเกมอีกด้วย06p[inna_1533423467

ด้านอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ไม่ถือว่าการสุ่มไอเทมภายในเกม เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่า หากมองในภาพรวมทั้งหมด เกมเหล่านี้ถือว่ามีผลดี มากกว่าผลเสีย และสามารถเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาเยาวชนของประเทศ

หากมองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกม หรือการพนัน ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ไม่ต่างกันมากนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากทั้งสองอย่างจะหันมารวมกัน ตามโลกยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

สิ่งสำคัญที่สุดคือทั้งผู้เล่นเกม และการพนัน จำเป็นต้องศึกษาข้อดีและข้อเสีย ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถตกตวงประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ได้อย่างเต็มที่ และไม่ตกหลุมพลางเสียผลประโยชน์ ที่ธุรกิจเหล่านี้วางเอาไว้

Uncategorized

เมื่อครั้งหนึ่ง แอสตัน วิลล่า เคยท้าทายแสนยานุภาพของนาซี

เมื่อครั้งหนึ่ง แอสตัน วิลล่า เคยท้าทายแสนยานุภาพของนาซี

ในช่วงยุค 1930’S-1940’S นาซีเยอรมัน ภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถือเป็นปีศาจร้ายที่ทุกผวา ด้วยนโยบายทำสงครามแย่งชิงดินแดนไปทั่วยุโรป ที่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่ทำให้มีคนตายหลายล้านคน 

 

อย่างไรก็ดี กลับมีสโมสรฟุตบอลทีมหนึ่งที่ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของพวกเขา นั่นคือ แอสตัน วิลลา ทีมดังจากอังกฤษ เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น และชะตากรรมพวกเขาเป็นอย่างไร ติดตามเรื่องราวไปพร้อมกับ Main Stand 

 

นาซีเรืองอำนาจ 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศเยอรมนี ได้รับผลกระทบอย่างหนักในฐานะผู้แพ้สงคราม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายทำให้พวกเขาพวกต้องชำระค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมหาศาล และสั่งห้ามดำเนินการทางทหาร 

ผลดังกล่าวทำให้ เยอรมัน ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ แถมยังตกอยู่ในสภาวะเงินเฟ้อทำให้สินค้าแพงขึ้น มีผู้คนมากมายต้องตกงานในช่วงเวลานี้ ทำให้เกิดการจลาจลบ่อยครั้งในประเทศ 

ท่ามกลางความสิ้นหวัง พรรคแรงงานเยอรมันได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1919 พวกเขาเป็นพรรคการเมืองขวาจัดที่สุดโต่งแบบชาตินิยม มีนโยบายเชิดชูชาวอารยัน (ชาวนอร์ดิก ผมสีทองตาสีฟ้า) ในขณะเดียวกันก็ต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และที่สำคัญต่อต้านยิว ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นหนอนบ่อนไส้ทำให้เยอรมันแพ้สงคราม

ในปี 1921 พรรคแรงงานเยอรมัน ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคแรงงานชาติสังคมนิยมเยอรมัน หรือเรียกสั้นๆ ว่า พรรคนาซี ได้มีโอกาสต้อนรับผู้นำคนใหม่นามว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของพรรคมาตั้งแต่ปี 1919  

แม้ว่าเขาจะเคยพยายามทำรัฐประหารที่รู้จักกันในชื่อ “กบฎโรงเบียร์” แต่ไม่สำเร็จจนถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ทว่าหลังจากถูกปล่อยตัว เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความคิดแบบขวาจัดของพรรค

จนกระทั่งในปี 1933 ฮิตเลอร์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมัน เขาได้เปลี่ยนเยอรมันให้เป็นรัฐเผด็จการแบบพรรคการเมืองเดียว ภายใต้อุดมการณ์ของนาซี ซึ่งเป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ และมีเป้าหมายที่จะสถาปนาอาณาจักรใหม่ที่มีแต่ชาวอารยันเพียงอย่างเดียว ที่เรียกกันว่า “ไรซ์ที่สาม”hi-hitler-marches-1933-341616

นาซี ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ เริ่มต้นสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยการกำจัดคนที่ไม่ใช่อารยันออกไป ทั้งชาวยิว ยิปซี สลาฟ ยิปซี รวมไปถึงกลุ่มคนรักร่วมเพศและคนพิการ 

พวกเขาเริ่มต้นด้วยการจำกัดสิทธิพลเมืองของกลุ่มคนเหล่านี้ และพยายามลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการโจมตีชาวยิวและคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีการสร้างค่ายกักกันที่ไม่ใช่เพียงแค่คุมขังนักโทษทางการเมืองที่ต่อต้านพวกเขา แต่ยังรวมไปถึงคนที่ไม่ใช่ชาวอารยันที่อยากกำจัด ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ของโลก 

ในขณะเดียวพวกเขายังมีแผนขยายดินแดนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมัน โดยเริ่มต้นจากการบุกออสเตรียและผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันในเดือนมีนาคม 1938 ภายใต้โฆษณาชวนเชื่อที่ชื่อว่า “อันชลุส” 

ทำให้ช่วงเวลานั้น นาซีเยอรมัน กลายเป็นกลุ่มบุคคลอันตรายกลุ่มหนึ่งของยุโรป  ที่ไม่มีใครอยากมีปัญหาด้วย ถึงขนาดที่แม้แต่อังกฤษยังต้องยอม 

 

สิงโตคำรามยอมสยบ 

ไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้น นาซีเยอรมัน ยังพยายามเผยแพร่แนวคิดและอุดมการณ์ของพรรคแก่สายตาชาวโลก และในยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตหรือยูทูบอย่างในปัจจุบัน “กีฬา” จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญBundesarchiv_B_145_Bild-P017073,_Berlin,_Olympische_Spiele_im_Olympiastadion

ในทศวรรษที่ 1930’s กีฬาระดับนานาชาติ มีนัยยะทางการเมืองมากขึ้น และนาซี ก็รู้ดีในจุดนี้ พวกเขาจึงใช้การแข่งขันกีฬาในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเยอรมันในเวทีระดับโลก และแสดงให้เห็นว่าชาวอารยันเหนือกว่าชนชาติอื่นแค่ไหน  

ทำให้ โอลิมปิก 1936 ที่กรุงเบอร์ลิน กลายเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อครั้งสำคัญของนาซี เมื่อในการแข่งขันครั้งนั้น ทุกสนามแข่งล้วนประดับประดาไปด้วยธงสวัสดิกะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคนาซี ไม่เพียงเท่านั้น นักกีฬาเยอรมันทุกคนล้วนเป็นชาวอารยัน (นักกีฬาเชื้อสายอื่นไม่อนุญาตให้ติดทีมชาติ) รวมไปถึงผู้ชมในสนาม ต้องแสดงความเคารพแบบนาซี (Nazi Salute) ตอนร้องเพลงชาติทุกครั้ง  

“มันทำให้ฮิตเลอร์มีที่โชว์ของ เป็นขุมทรัพย์ในโฆษณาชวนเชื่อสำหรับเขา” บาร์บารา เบิร์สติน อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยพิตเบิร์ก และมหาวิทยาลัยเมลลอน กล่าวกับกับ Time 

เยอรมัน ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในโอลิมปิกครั้งนั้น ที่บางคนเรียกมันว่า “นาซีเกมส์” ด้วยการก้าวไปเป็นเจ้าเหรียญทอง หลังกวาดมาได้ถึง 33 เหรียญทอง ทิ้งห่างอันดับ 2 สหรัฐอเมริกาที่คว้ามาได้ 24 เหรียญทองแบบไม่เห็นฝุ่น download

แน่นอนว่าหลังทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว นาซี ยังคงใช้กีฬา เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขาต่อไป รวมไปถึงในกีฬาฟุตบอล ที่นักเตะทีมชาติทุกคนต้องทำท่าสดุดีนาซีทุกครั้ง

ก่อนที่มันจะลุกลามไปถึงนักเตะคู่แข่ง 

มันหนึ่งในเกมที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือเกมกระชับมิตร ระหว่างทีมชาติอังกฤษกับเยอรมันที่ โอลิมปิก สเตเดียม ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1938

อันที่จริงในช่วงเวลานั้น อังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เนวิลล์ เชมเบอร์เลน มีนโยบายทางการทูตต่อเยอรมันในรูปแบบ “จำยอมสละ” (Appeasement) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1935 เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงคราม หลังได้เห็นความเลวร้ายมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่ในปี 1938 ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและเยอรมันกลับค่อนข้างตึงเครียด หลังเยอรมันบุกออสเตรีย ทำให้ เนวิลล์ เฮนเดอร์สัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำเยอรมัน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศดีขึ้น 

ทำให้ก่อนเกม เขาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ รวมไปถึง แสตนลีย์ รูส เลขาธิการสมาคมฯ ไปบอกให้นักเตะทำท่าแสดงความเคารพแบบนาซีตอนร้องเพลงชาติ แน่นอนว่าในตอนแรกนักเตะทีมชาติอังกฤษล้วนปฏิเสธ 

“ห้องแต่งตัวแทบระเบิด มันเป็นความอลหม่าน นักเตะอังกฤษทุกคนโกรธและไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ รวมไปถึงผม ทุกคนล้วนตะโกนออกมา” แฟรงค์ บรูม หนึ่งในนักเตะวันนั้นกล่าว 

“แม้กระทั่ง เอ็ดดี แฮปกู๊ด กัปตันทีมจอมทุ่มเทซึ่งปกติเป็นคนที่น่าเคารพ ก็ยังแกว่งนิ้วใส่เจ้าหน้าที่และบอกอีกฝ่ายว่า เขาสามารถทำท่าสดุดีนาซีได้  แต่เป็นที่ตูดนะ”

ทว่าหลังจากเจ้าหน้าที่อธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและเยอรมันในช่วงนี้ค่อนข้างอ่อนไหว สุดท้ายนักเตะอังกฤษก็ยอมทำแต่โดยดี ทำให้ก่อนเกมพวกเขาต่างทำท่าสดุดีนาซี ตอนเพลงชาติเยอรมันกำลังบรรเลง จนกลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์  38

ก่อนที่เกมดังกล่าวจะจบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ ที่บุกมาถล่มเยอรมัน 6-3 ท่ามกลางความชื่นมื่นของทั้งสองฝ่าย โดยหลังเกม รูส รู้สึกยินดีที่เกมนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี 

“มันเป็นเกมที่วิเศษ เราดีใจที่เราชนะด้วยผลต่างที่ดีแบบนี้ เด็กๆ ก็พอใจกับผลการแข่งขัน” รูส เลขาธิการสมาคมฟุตบอลอังกฤษกล่าวหลังเกม 

“พวกเขาชื่นชมในน้ำใจนักกีฬาของผู้ชม คุณสามารถพูดได้ว่าเราชื่นชมทัศนคติของทุกคนเป็นอย่างมาก ทั้งกรรมการเจ้าหน้าที่ นักเตะและกองเชียร์คู่แข่ง” 

ในขณะที่สื่อเยอรมัน ภายใต้การควบคุมของ โยเซฟ เกิบเบลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Propaganda) ก็กล่าวชื่นชมในผลงานของนักเตะจากแดนผู้ดี ส่วนสื่ออังกฤษอาจจะวิจารณ์กับระบบไดเร็คของเยอรมัน แต่ก็ชื่นชมกับผลการแข่งขัน

ดูเหมือนว่าความตึงเครียดระหว่างสองชาติจะผ่อนคลายลง แต่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงให้หลัง การมาถึงของ แอสตัน วิลลา ก็ทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้น

 

ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ 

แอสตัน วิลลา เป็นหนึ่งในทีมเก่าแก่ของอังกฤษ พวกเขาก่อตั้งในปี 1874 และผลงานที่โดดเด่นในบ้านเกิด ด้วยตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่นหนึ่งถึง 6 สมัย และ เอฟเอคัพ 6 สมัย ทำให้หลายคนอยากชมฝีเท้าของพวกเขา เช่นเดียวกับฮิตเลอร์ และพรรคนาซี

ในปี 1938 พวกเขาได้รับคำเชิญจากนาซีให้เดินทางไปเตะนัดกระชับมิตรกับทีมรวมดาราเยอรมันในชื่อ Germany XI ที่ส่วนใหญ่เป็นนักเตะจากออสเตรีย โดยมีกำหนดการแข่งขันหนึ่งวันหลังเกมระหว่างอังกฤษและเยอรมัน

แม้จะเป็นเกมระดับสโมสร แต่ก็สามารถเรียกแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุ 110,000 คนใน โอลิมปิก สเตเดียม เพียงแต่บรรยากาศกลับต่างออกไปจากเกมทีมชาติ เมื่อบนอัฒจันทร์กลับเต็มไปด้วยความเงียบผิดปกติ 

และเช่นเดียวกับทีมชาติอังกฤษ นักเตะวิลลา ต่างถูกขอร้องให้ทำท่าแสดงความเคารพแบบนาซี ด้วยเหตุผลทางการทูต มันน่าจะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะขนาดทีมชาติชุดใหญ่ยังยอมทำ แต่สำหรับวิลลา พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธ 

“หนึ่งวันหลังทีมชาติอังกฤษ เราคือ แอสตัน วิลลา” เอริค ฮอห์ตัน อดีตกองหน้าวิลลาในตอนนั้นย้อนความหลังในหนังสือ Kicking and Screaming

“จิมมี โฮแกน ผู้จัดการทีมของเราพูดว่า พวกเขาอยากให้เราทำท่าสดุดีนาซี”

“เจ้าหน้าที่ของเอฟเอที่ดูแลทีมชาติอังกฤษ มาหาผู้จัดการทีมของเราและพูดว่า ‘เราได้คุยกันในเรื่องนี้ และเราคิดว่าน่าจะดีกว่า ถ้าผู้เล่นทำท่าสดุดีนาซีเพื่อมิตรภาพ'” 

“เราได้ประชุมกันในเรื่องนี้ จอร์จ คัมมิงส์ และ อเลค แมสซิเยอร์ บอกว่า ‘ไม่มีทางที่พวกเขาจะทำท่าแสดงความเคารพแบบนาซี’ ดังนั้นเราจึงไม่ทำมันที่เบอร์ลิน” 

“มันเป็นเหมือนการทิ้งประสบการณ์แย่ๆ ให้กับพวกเขา กับการที่เราปฏิเสธที่จะทำท่าแสดงความเคารพแบบนาซี” ฮอห์ตันอธิบายทิ้งท้าย

ไม่เพียงแต่ไม่ยอมทำท่าสดุดีนาซี เกมดังกล่าวยังสร้างความหงุดหงิดให้กับนักเตะและแฟนบอลเยอรมัน เมื่อแผนกับดักล้ำหน้าของวิลลา เล่นงานคู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม แถมระหว่างเกมก็เกิดการปะทะกันระหว่างนักเตะทั้งสองฝ่าย จนกรรมการต้องจับแยก ก่อนที่วิลลา จะเอาชนะไปได้ 3-2 ท่ามกลางความความตึงเครียดและเสียงโห่ของแฟนเจ้าบ้าน german-select-aston-villa-original_360_318b1116130a91fc9e85860defd832b4

“มันเป็นจุดจบของเกมที่เลวร้าย มุมมองของเจ้าหน้าที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษที่ได้ชมที่อังกฤษเอาชนะเยอรมัน 6-3 ซึ่งผ่านไปได้ดี ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร ได้ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ” เฮนรี โรส นักข่าวของ Daily Express ให้ความเห็นในบทความ Villa booed by Germans, refuse Nazi salute 

นอกจากนี้หลังเกม นักเตะวิลลา ยังเมินที่จะทำท่าสดุดีนาซีเช่นเคย เมื่อเกือบทั้งทีมเดินกลับห้องแต่งตัวทันที และปล่อยให้นักเตะเยอรมันขอบคุณแฟนบอลเพียงลำพัง จนทำให้ เกิบเบลส์ สั่งเก็บรูปถ่ายนักเตะวิลลาเดินออกจากสนามทันที เพราะมันแสดงถึงความไม่เคารพต่อท่านผู้นำของพวกเขา

แม้ว่า จิมมี โฮแกน กุนซือของทีมจะออกมาแก้ต่างภายหลังว่ามันเป็นความเข้าใจผิดของนักเตะวิลลา แต่คำให้การของ จิมมี อัลเลน กัปตันทีมในตอนนั้น ก็ชี้ให้เห็นว่า มันคือการแสดงว่าพวกเขาไม่พอใจในสิ่งที่นักเตะทีมชาติอังกฤษทำในหนึ่งวันก่อนหน้านั้น 

“เด็กของเรารู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกมระหว่างอังกฤษและและเยอรมัน เมื่อนักเตะอังกฤษยืนตรงตอนเพลงชาติของเราเล่น ส่วนเยอรมันทำท่าสดุดีนาซี” อัลเลนสารภาพ

อย่างไรก็ดี หลังเกมดังกล่าว สมาคมฟุตบอลอังกฤษ พยายามกดดันวิลลาผ่าน เฟรด รินเดอร์ ประธานสโมสรวิลลาที่เป็นสมาชิกสภาเอฟเอ โดยขู่ว่าอาจจะโดนลงโทษ และพวกเขามีโอกาสแก้ตัวในเกมนัดต่อมาที่สตุตการ์ท 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเกมดังกล่าววิลลาจะยอมทำท่าสดุดีนาซี แต่ในเกมนี้ พวกเขากลับท้าทายคู่แข่งและแฟนบอล ด้วยการวิ่งไปที่กลางสนาม ก่อนจะชูสองนิ้ว ซึ่งถือเป็นการเสียมารยาทเป็นอย่างมาก 

“ในเกมถัดมาที่สตุตการ์ท ทั้งสองทีมต่างทำท่าแสดงความเคารพแบบนาซี” ฮอห์ตันกล่าว

“แต่เราวิ่งไปที่กลางสนามแล้วทำท่าชูสองนิ้วแทน” 

แม้ว่าการชูสองนิ้วในธรรมเนียมอเมริกัน จะหมายความถึงตัว V ที่สื่อถึงชัยชนะ (Victory) แต่สำหรับอังกฤษ มันคือการดูถูกและท้าทาย ที่สื่อว่า F…k Off ซึ่งไม่ต่างจากการชูนิ้วกลาง 

สิ่งนี้ถือเป็นการลูบคมท่านผู้นำของเยอรมันเป็นอย่างมาก และนี่คือชะตากรรมที่พวกเขาต้องเผชิญ …

 

ไร้ความหมาย 

แม้ว่าวิลลา จะเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้อีกครั้ง 1-0 ในแทคติกกับดักล้ำหน้าที่สร้างความโกรธแค้นให้กับแฟนบอล จนต้องมีทหารของนาซี มาคอยคุ้มกันหลังเกม แต่พวกเขาก็เดินทางกลับถึงอังกฤษโดยสวัสดิภาพ 

นั่นเป็นเพราะชาวเยอรมันและนาซี ไม่รู้ในความหมายของการชูสองนิ้วโดยพวกอังกฤษ ทำให้พวกเขารู้สึกขุ่นเคืองใจแค่เพียงชัยชนะที่น่าหงุดหงิดของคู่แข่งเท่านั้น Old_postcard_of_Aston_Villa_1912-13_English_Association_Cup_winners.0.0

“พวกเขาเชียร์อย่างบ้าคลั่ง พวกเขาคิดว่ามันโอเค พวกเขาไม่รู้ความหมายของมัน” ฮอห์ตัน กล่าวถึงเกมวันนั้น 

แต่ดูเหมือนว่าการพยายามรักษาความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติจะสูญเปล่า เมื่อหนึ่งปีหลังจากนั้น เยอรมันได้เปิดฉากบุกโปแลนด์ ที่ทำให้อังกฤษต้องประกาศสงครามกับเยอรมันอย่างเป็นทางการ หลังพวกเขาเคยรับประกันว่าจะให้ความคุ้มครองโปแลนด์ 

และมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึงกว่า 60 ล้านคน ก่อนที่สงครามจะยุติลงในปี 1945 ด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะที่นำโดยเยอรมัน พร้อมกับการล่มสลายของระบอบนาซีอันโหดร้าย 

ในขณะที่วิลลา นักเตะทุกคนต่างอยู่รอดปลอดภัย โดยไม่มีใครถูกเล่นงานจากนาซีหลังเหตุการณ์นั้น ก่อนที่พวกเขาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง กับการคว้าแชมป์ ยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก) ในปี 1982 และคงสถานะสโมสรอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน 

Uncategorized

ริคาร์โด้ กาเรก้า โค้ชฟุตบอลทีมชาติเปรู ผู้โดน ‘ปาโบล เอสโคบาร์’ สั่งฆ่า

ริคาร์โด้ กาเรก้า โค้ชฟุตบอลทีมชาติเปรู ผู้โดน ‘ปาโบล เอสโคบาร์’ สั่งฆ่า

หากวันหนึ่งมีคนเดินมาบอกว่า คุณตกเป้าหมายสังหารของเจ้าพ่อยาเสพติด คุณจะรู้สึกอย่างไร?

 

หลายคนอาจรีบแจ้งตำรวจให้มาคุ้มกัน หลายคนอาจนอนไม่หลับจากภาวะวิตก ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหากคุณจะทำอย่างนั้น อันที่จริง นี่เป็นสิ่งที่ควรจะทำด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นอันตรายถึงชีวิต

เรื่องดังกล่าวคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับ ริคาร์โด กาเรก้า เฮดโค้ชผู้กำลังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ฟุตบอลเปรู ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ทั้งในและนอกสนามฟุตบอลของทวีปอเมริกาใต้

เขารอดชีวิตจากการตกเป็นเป้าหมายของ ปาโบล เอสโคบาร์ ได้อย่างไร? ติดตามเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อไปพร้อมกัน

 

คู่หูมาราโดน่า

เส้นทางในวงการฟุตบอลของ ริคาร์โด กาเรก้า เริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างน่าประทับใจตั้งแต่ต้น เขาคือนักเตะเยาวชนของทีมโบคา จูเนียร์ส หนึ่งในสองสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอาร์เจนติน่า ก่อนเลื่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในวัย 20 ปีfutbol-mundial-dia-que-ricardo-gareca-se-enfrento-hinchas-boca-juniors-armados-n346735-594x334-523205

ปี 1981 หลังเลื่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้หนึ่งปี กาเรก้าถูกส่งไปยืมตัวกับสโมสรซาร์มิเอนโต้ ทำให้เขาพลาดในการมีส่วนร่วมกับฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโบคา จูเนียร์ส เมื่อดาวรุ่งฝีเท้ามหัศจรรย์ ดีเอโก้ มาราโดน่า ระเบิดฟอร์มจนคว้าแชมป์เมโตรโปลิตาโน (Metropolitano Championship) มาครองได้สำเร็จ 

แม้จะคว้าแชมป์เมโตรโปลิตาโน แต่ภารกิจของโบคา จูเนียร์ส ในฤดูกาลปี 1981 ยังไม่จบ เพราะระบบการแข่งขันของฟุตบอลลีกอาร์เจนติน่า ระหว่างปี 1967-1985 แบ่งการแข่งขันเป็นสองช่วง เรียกว่า การชิงแชมป์เมโตรโปลิตาโน และ การชิงแชมป์นาซิอองนาล (Nacional championship)

(อธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพโครงสร้างการแข่งขันของฟุตบอลลีกอาร์เจนน สมัยนั้น คือ การแข่งขันแบบเมโตรโปลิตาโน เป็นการแข่งขันแบบลีกตามปกติทั่วไป ส่วนการแข่งขันแบบนาซิอองนาล แบ่งทีมเป็นกลุ่มย่อย เพื่อชิงแชมป์แบบทัวร์นาเมนต์ แต่ละรายการใช้เวลาแข่งขันครึ่งปี โดยไม่กำหนดตายตัวว่ารายการใดแข่งก่อนหลัง)

กาเรก้าไม่ต้องรอโอกาสนานในการพิสูจน์ตัวเอง หลังถูกปล่อยไปยืมตัวเพียงครึ่งปี เมื่อโบคา จูเนียร์ ตัดสินใจดึงตัวเขากลับสู่สโมสร เพื่อรับบทเป็นกองหน้าตัวสำรองของมาราโดน่า ในการแข่งขันนาซิอองนาล ในช่วงครึ่งหลังของปี 1981

การแข่งขันนาซิอองนาล ปี 1981 นี้เอง กาเรก้าพิสูจน์ว่าตัวเขามีค่าพอจะเล่นให้กับเสื้อสีน้ำเงิน-เหลืองของโบคา เขายิงไป 8 ประตูในการแข่งขันดังกล่าว กาเรก้าก้าวขึ้นมาเป็นอาวุธหลักของสโมสร เคียงคู่กับดีเอโก้ มาราโดน่า

การแข่งขันนัดหนึ่งในศึกนาซิอองนาล ปี 1981 คือแมตช์ที่กาเรก้าและมาราโดน่า ไม่เคยลืมเลือน เขาลงเล่นศึกซูเปอร์กลาซิโก้ เจอกับคู่ปรับตลอดการ สโมสรริเวอร์ เพลต กาเรก้า และ มาราโดน่า แบ่งกันซัดคนละลูก แต่ยังไม่เพียงพอให้ทีมคว้าชัยชนะ โบคา จูเนียร์ แพ้ไปด้วยผลการแข่งขัน 3-2 และผลการแข่งขันนัดดังกล่าว ทำให้พวกเขาพลาดแชมป์นาซิอองนาลแก่ ริเวอร์ เพลต

ความแค้นที่ถูกสะสมไว้ ระเบิดออกมาในการแข่งขันนาซิอองนาล ปี 1982 เมื่อโบคา จูเนียร์ส บุกไปเอาชนะริเวอร์ เพลต ถึงบ้าน ด้วยผลการแข่งขัน 5-1 โดยกาเรก้าจัดการยิงไปสองประตูในเกมดังกล่าว เขาพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอไม่แพ้มาราโดน่า

เมื่อผู้บริหารสโมสรเห็นความจริงดังกล่าว พวกเขาไม่รีรอที่จะเขี่ยตัวปัญหาอย่างมาราโดน่าทิ้ง เขาปล่อยตัวเสื้อเตี้ยให้กับบาร์เซโลน่า ในช่วงหน้าร้อนปี 1982 เพื่อมอบบทบาทดาวยิงหมายเลขหนึ่งในถิ่นลา บอมโบเนร่า ให้แก่กาเรก้าเพียงผู้เดียวnuevas-imagenes-del-fotografo-japones-diego-maradona-con-boca-en-1982

เขาตอบแทนความไว้ใจของผู้บริหารและแฟนบอลได้อย่างเต็มที่ จากผลงานการลงสนาม 165 เกม ยิงไป 65 ประตู จนได้รับฉายาจากแฟนโบคาว่า “ไอ้เสือ” (Tigre) แม้จะขัดกับรูปร่างที่ผอมแห้งแรงน้อย จนไม่น่าเล่นกีฬาได้ของเขา

ความสำเร็จส่วนตัวอาจทำให้หลายคนพอใจ แต่ไม่ใช่กับกาเรก้า ตั้งแต่เขากลับมาสู่ทีมในปี 1981 โบคา จูเนียร์ส ไม่เคยคว้าแชมป์ลีกอาร์เจนติน่าได้เลย เขาต้องการความเปลี่ยนแปลง เพื่อแสวงหาความสำเร็จที่มากกว่านี้

ปี 1985 กาเรก้าจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่แฟนโบคา จูเนียร์ส ทุกคนคาดไม่ถึง

 

ไอ้ขี้โรคทรยศ

ในช่วงเวลาที่โบคา จูเนียร์ส ตกต่ำ สโมสรคู่ปรับตลอดกาลของพวกเขา ริเวอร์ เพลต ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ไม่แพ้กัน นับตั้งแต่พวกเขาก้าวไปคว้าแชมป์นาซิอองนาล ปี 1981 ริเวอร์ เพลต ไม่สามารถกลับไปคว้าแชมป์ลีกอาร์เจนติน่าได้อีกเลยRiver_Plate_1983

ริเวอร์ เพลต ต้องการความเปลี่ยนแปลงเพื่อกู้ชื่อเสียงของสโมสรคืนมาอีกครั้ง พวกเขาแต่งตั้งชายที่ชื่อว่า ฮิวโก ซานติยี่ ขึ้นเป็นประธานสโมสรคนใหม่ ผู้มีวิสัยทัศน์และนโยบายสุดแปลกประหลาด ที่จะเปลี่ยนเรื่องราวของโบคา จูเนียร์ส และริเวอร์ เพลต ไปตลอดกาล

นโยบายที่ว่าของซานติยี่ คือการซื้อนักเตะจากโบคา จูเนียร์ส พร้อมกันถึงสองคน ไม่มีประธานสโมสรคนใดกล้าทำแบบนี้มาก่อน เนื่องจากแฟนบอลเสื้อแดง-ขาว ไม่มีทางยอมรับนักเตะที่ย้ายมาจากฝั่งตรงข้ามได้ แต่ซานติยี่มองว่าถึงเวลาแล้วที่สโมสรต้องกล้าคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อสร้างยุคทองของสโมสรใหม่อีกครั้ง

ต้นปี 1985 ริเวอร์ เพลต เปิดตัวสองนักเตะที่ดีที่สุดของโบคา จูเนียร์ส เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของทีม คนแรกคือออสการ์ รูกเกรี ปราการหมายเลขหนึ่งของโบคา อีกรายคือ ริคาร์โด กาเรก้า ศูนย์หน้าตัวความหวังแห่งลา บอมโบเนร่า

ทันทีที่ข่าวการย้ายทีมเข้าสู่หูของแฟนโบคา ความโกรธแค้นมากมายเกิดขึ้นต่อกาเรก้า ทันทีที่การแข่งขันฤดูกาล 1985 เริ่มขึ้น เสียงเพลงดังกระหึ่มไปทั่วสนามลา บอมโบเนร่า พวกเขาจงใจร้องเพลงเพื่อรำลึกถึงกาเรก้า แต่เพลงดังกล่าวไม่ได้สรรเสริญความสามารถของเขาอีกต่อไป

“ไอ้เสือ” ที่แฟนโบคา จูเนียร์ส หลงรักและศรัทธาได้จากไปแล้ว เขาหักหลังจิตวิญญาณของผู้ยากไร้ในบัวโนส ไอเรส ไปอยู่กับทีมมหาเศรษฐีร่วมเมือง แฟนโบคาตั้งฉายาใหม่ให้กาเรก้าว่า “ไอ้ขี้โรค” (Flaco) และมันเป็นฉายาติดตัวเขานับตั้งแต่นั้น

“ผมคิดว่าคิดว่านี่คือกลาซิโกที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก พวกเขาอาจพูดว่ามันคือการเจอกันระหว่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีความบ้าคลั่งในรูปแบบเดียวกันกับ โบคา และ ริเวอร์” กาเรก้าพูดถึงความขัดแย้งของซูเปอร์กลาซิโก

ความรัก, ความบ้าคลั่ง หรือ ความเกลียดชัง กาเรก้าได้สัมผัสจากทั้งสองฝ่าย และมันส่งผลถึงฟอร์มการเล่นของเขาในริเวอร์ เพลต เขาตกเป็นสำรองยาว ลงเล่นเพียง 12 นัด และยิงไป 4 ประตู

เพื่อหนีจากความขัดแย้งทางฟุตบอลในบ้านเกิด กลางปี 1985 กาเรก้าตกลงย้ายไปร่วมทีมอเมริกา เด กาลี หนึ่งในทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศโคลอมเบีย เพื่อหลีกหนีจากเหตุการณ์วุ่นวายในอาร์เจนติน่า

การตัดสินใจครั้งนี้ของกาเรก้า เขาไม่รู้เลยว่ามีอันตรายจนเกือบพรากชีวิตของเขารออยู่…

 

เหยื่อของสงคราม

อันตรายที่เข้ามาคุกคามชีวิตของกาเรก้า ไม่ได้มาจากแฟนบอลเหมือนในอาร์เจนติน่า สโมสรอเมริกา เด กาลี ไม่ได้มีคู่ปรับทางฟุตบอลที่จงเกลียดจงชังขนาดนั้น แต่ในทางกลับกัน พวกเขามีความเกลียดชังในรูปแบบที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “สงครามยาเสพติด”

เมืองกาลีที่กาเรก้าไปอยู่ ถูกปกครองด้วยแก๊งยาเสพติดชื่อว่า “องค์กรกาลี” (Cali Cartel) ซึ่งถูกปกครองโดยพี่น้องโรดริเกซ พวกเขาคือพ่อค้ายาเสพติดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเขตโคลอมเบียใต้

ข้ามฝั่งขึ้นไปทางเหนือยังเมืองเมเดยิน เมืองขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศโคลอมเบีย มีแก๊งยาเสพติดอีกหนึ่งแก๊งชื่อว่า “องค์กรเมเดลิน” นำโดยปาโบล เอสโคบาร์ เจ้าพ่อธุรกิจยาเสพติดหมายเลขหนึ่งของโลกในยุค 80

ปัญหาทางธุรกิจนำมาซึ่งสงคราม มีคนตายไม่เว้นแต่ละวันจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย เรื่องบานปลายเกิดขึ้น เมื่อปี 1988 องค์กรกาลีทำปฏิบัติการคาร์บอมบ์ ส่งรถบรรทุกระเบิดพุ่งชนบ้านของเอสโคบาร์ ในเมืองเมเดยิน800

ผลคือมีผู้เสียชีวิตสองราย ผู้บาดเจ็บอีกห้าราย บ้านของเอสโคบาร์พังยับ เขาโกรธถึงขีดสุดที่คู่แข่งทำร้ายครอบครัว และบุกมาหยามหน้าศักดิ์ศรีของเขาถึงถิ่น เอสโคบาร์ต้องการทำให้เมืองกาลีอับอายถึงขีดสุด และไม่มีสิ่งใดที่จะสำคัญไปกับชาวอเมริกาใต้ มากกว่าฟุตบอล

“เอสโคบาร์คิดถึงการใช้คาร์บอมบ์เล่นงานสโมสรกาลี เหมือนกับที่องค์กรกาลีเล่นงานครอบครัวของเขา” จอน วาสเกซ อดีตนักฆ่ามือขวาของเอสโคบาร์ เปิดเผยถึงแผนการในช่วงเวลาดังกล่าว

“ริคาร์โด กาเรก้า อยู่ในสายตาของปาโบล เอสโคบาร์ เสมอ อันที่จริงนักเตะทุกคนของอเมริกา เด กาลี อยู่ในความคิดของเขา ตอนนั้นเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม”

กาเรก้ากลับมามีผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งในโคลอมเบีย เขาพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกสองสมัยซ้อน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก หากเขาจะตกเป็นเป้าหมายของเอสโคบาร์ ในเมื่อกาเรก้า เป็นนักเตะตัวหลักของทีมเสียขนาดนั้น

จนแล้วจนรอด ไม่มีเหตุการณ์คาร์บอมบ์พุ่งชนสนามซ้อมหรือสโมสรอเมริกา เด กาลี ความหลงใหลในกีฬาลูกหนังของเอสโคบาร์ ทำให้เขาได้สติ และมองว่าเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับบรรดาพ่อค้าแข้งแม้แต่น้อย070a9aa3e4054c189a3a5426e6820954

“ความรักที่เอสโคบาร์มีต่อกีฬาฟุตบอล รักษาชีวิตของริคาร์โด กาเรก้า เอาไว้ ก็นะ ทั้งชีวิตของเขาและนักเตะอีกหลายคนของอเมริกา เด กาลี” วาสเกซกล่าวกับ เอล ป๊อบปูล่า

แต่จนแล้วจนรอด ความแค้นของเอสโคบาร์หนีไม่พ้นวงการฟุตบอลจนได้ วาสเกซเปิดเผยว่าเอสโคบาร์ เคยลักพาตัวนักเตะบางคน เพื่อส่งคำเตือนถึงองค์กรกาลี และสังหารครอบครัวของเปโดร ซามิเอนโต้ นักเตะของอเมริกา เด กาลี ในขณะนั้น โทษฐานไม่ให้ความร่วมมือกับเขา

“สงครามระหว่างแก๊งทำร้ายฟุตบอลโคลอมเบียมากจริงๆ” วาสเกซกล่าวทิ้งท้ายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

ดวงแข็ง หรือ ใจแข็ง

เวลาผ่านไป 30 ปี นับตั้งแต่เอสโคบาร์วางแผนสังหาร ริคาร์โด กาเรก้า เจ้าตัวยอมรับว่าเพิ่งได้รู้ความจริงเมื่อปีที่ผ่านมา ว่าเขาเกือบไม่มีชีวิตรอดออกจากประเทศโคลอมเบีย จากการเปิดเผยของวาสเกซที่พ้นโทษจำคุกออกมาไม่นานricardogareca-cropped_1clwcwtjzvc3b1asbdvdfgw8tw

อดีตอันน่าหวาดกลัว อาจทำให้หลายคนเสียวสันหลังจนนอนไม่หลับ แต่ไม่ใช่กับกาเรก้า เขาไม่มีความเห็น หรือแม้กระทั่งความรู้สึกใดต่อการตกเป็นเป้าหมาย ของราชายาเสพติดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

“เรื่องพวกนี้คือบางสิ่งในชีวิต ที่ตัวผมเองไม่มีคำตอบใดให้กับมัน” กาเรก้ากล่าว

“ถ้าคุณจะให้ผมพูดถึงประเทศโคลอมเบีย ผมคงบอกแค่ว่าผมมีหลายปีที่น่ามหัศจรรย์ในชีวิตที่นั่น”

กาเรก้าแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แน่วแน่ในการทำงาน เขาไม่สนใจเรื่องนอกสนามใดทั้งนั้น สงครามยาเสพติดในโคลอมเบีย หรือ ความเกลียดชังจากแฟนบอลในอาร์เจนติน่า กาเรก้าแสดงความคิดเห็นชัดเจนว่ามันไม่มีความสำคัญอะไรกับเขาเลย

“แฟนบอลโบคาเคยเข้ามาหาผมแล้วบอกว่า ถ้าผมสวมเสื้อโบคา แล้วแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมยังสนับสนุนพวกเขาอยู่ พวกเขาจะให้อภัยที่ผมย้ายไปเล่นกับริเวอร์ เพลท” กาเรก้ากล่าว

“ผมเข้าใจจุดประสงค์ของพวกเขานะ แต่ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก เพราะว่าผมไม่เคยมีส่วนร่วมอะไรกับแฟนบอลอยู่แล้ว ต่อให้พวกเขาจะเกลียดผมทั้งสองฝ่ายก็เถอะ”

อาจเป็นคำตอบที่ใจร้าย แต่นั่นคือเหตุผลให้กาเรก้ายืนหยัดได้จากทุกวันนี้ หลังรอดประสบการณ์เฉียดตายในฐานะนักเตะ กาเรก้ากำลังทำงานในฐานะเฮดโค้ช เพื่อเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับทีมชาติเปรู

ปี 2018 เขาพาทีมชาติเปรูเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี และสานต่อความยิ่งใหญ่ของตัวเองด้วยการเข้าชิงแชมป์ โคปา อเมริกา 2019 หากพวกเขาเอาชนะทีมชาติบราซิลในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ กาเรก้าจะพาเปรูคว้าแชมป์ทวีปเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี5b34f8cacc68a

“การเอาชนะบราซิลเป็นเรื่องยาก แต่เกมนี้จะเป็นการแข่งขันที่แตกต่างออกไป” กาเรก้าพูดถึงความพร้อม ก่อนการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการคุมทีมของเขา

“เราทำตัวติดดินเสมอ เราพยายามทำงานหนักในเกมที่เราไม่ได้เป็นต่อ และเรื่องนั้นทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ”

ความแข็งแกร่งไม่ได้สร้างขึ้นเพียงข้ามวัน กาเรก้ารู้เรื่องดังกล่าวดี เส้นทางฟุตบอลท่ามกลางความขัดแย้งตลอดชีวิตของเขา สอนให้กาเรก้าแข็งแกร่ง และพร้อมกล่าวผ่านทุกอุปสรรค เพื่อคว้าความสำเร็จที่รออยู่เบื้องหน้าหลังจากนี้

กาเรก้ารอดชีวิตจากเอสโคบาร์เพราะดวงแข็ง? อาจจะใช่ แต่หากให้เลือกเพียงหนึ่งเหตุผลที่กาเรก้า รอดชีวิตจากความเกลียดชังและประสบความสำเร็จได้แบบทุกวันนี้ เราขอเลือกคำว่า “ใจแข็ง” เป็นคำตอบสุดท้าย

Uncategorized

โนเล 9 ชีวิต : อะไรทำให้ “โนวัค ยอโควิช” กลับมาเป็นแชมป์?

โนเล 9 ชีวิต : อะไรทำให้ “โนวัค ยอโควิช” กลับมาเป็นแชมป์?

“มันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม” อดีตนักเทนนิสหมายเลข 1 ของโลก ยอมรับแบบไม่อ้อมค้อม กับจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนักหวดของตัวเอง

 

มันเกิดขึ้นในรอบก่อนรองชนะเลิศของวิมเบิลดันเมื่อปีก่อน อันที่จริงมันก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขานัก เขาพลาดแชมป์ไปแล้วถึง 4 แกรนด์สแลม ก่อนหน้านั้น และได้แชมป์ทัวร์เพียงแค่ 2 รายการตลอดปฏิทินปี 2017

เกมที่ 3 ในเซตที่สองกับ โทมัส เบอร์ดิช จอมหวดจากเช็ค เขาดูสภาพร่างกายตัวเองแล้ว ไม่ไหว ขอกลับมานั่งที่ข้างสนาม หน้าซีดเผือด

อันที่จริงย้อนไปเมื่อช่วงท้ายเซตแรก ที่เขาชนะด้วยไทเบรค 7-6 (7-2) เขารู้สึกแปลกๆกับข้อศอกของตัวเอง ทั้งจังหวะการเสิร์ฟ และยิงโฟร์แฮนด์ มันเจ็บแปลบทุกครั้ง และลดความรุนแรงลง เขาเรียกแพทย์มาดูอาการตั้งแต่ตอนหมดเซตแรก จากนั้นฝืนเล่นไปอีก 2 เกม กระทั่งต้องจำยอมต่อความไม่ปกติของร่างกาย

“มันเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของผม ผมไม่เคยบาดเจ็บร้ายแรงมาก่อน ที่สำคัญยังไม่เคยต้องถอนตัวออกจากแกรนด์สแลมแม้แต่ครั้งเดียว”

“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งคือผมชะล่าใจ คิดว่าเจ็บแค่นี้คงไม่เป็นอะไรมาก จนมันลามเป็นอาการบาดเจ็บที่ใหญ่โต”

“ผมไม่อยากบาดเจ็บหนักขนาดนี้อีกตลอดชีวิตการเล่นเทนนิสของผม” ยอโควิช ว่าเอาไว้

เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดข้อศอกขวาครั้งใหญ่ อีก 4 เดือนครึ่งจากนั้น และไม่ได้สัมผัสแร็คเก็ตเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

ชายผู้ไม่เคยหยุดพัก

เป็นครั้งแรกที่โนวัค ยอโควิช ต้องนั่งดูราฟาเอล นาดาล และ โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ สองนักหวดคู่แข่งลงย่ำคอร์ตในศึกยูเอส โอเพ่นยอโควิช1

ขารู้ตัวว่าเขาอยู่ในสภาพแบบนั้นไม่ได้ เขาต้องรีบหาย การไม่ได้ลงแข่งขันทำให้อันดับโลกของเขาหล่นไปเรื่อยๆ กระนั้นข้อศอกของเขาก็ต้องการพักผ่อน ฉะนั้น สิ่งที่เขาต้องทำคือจัดการกับจิตใจของตัวเอง

“ผมพยายามทำสมาธิให้ได้มากที่สุดเมื่อผมอยู่ที่บ้าน” ยอโควิช ว่าไว้

“ผมคงบอกคุณไม่ได้ว่ามันทำให้ผมดีขึ้นอย่างไร แต่สิ่งที่มันหายไปจากตัวผมคือผมกลัวน้อยลง , ผมหวาดกลัวสิ่งรอบข้างน้อยลง , ผมเครียดน้อยลง”

ด้วยสภาพจิตใจที่ดีขึ้น ทำให้เขาค่อยๆ ขยับศอกขวาได้ กระทั่งความหวังในการกลับคืนสู่แกรนด์สแลมเปิดกว้างอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือจากโค้ชส่วนตัวในเวลานั้นอย่างอังเดร อกาสซี่ ที่สุดแล้วเขาก็หายทันสำหรับศึกออสเตรเลี่ยน โอเพ่น แกรนด์สแลมแรกของปี 2018

เขาหวังที่จะก้าวไปเป็นแชมป์ แต่อันที่จริงมันไม่ได้ง่าย สิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นเพียงการได้กลับมาสูดบรรยากาศเดิมๆพร้อมกับได้จับแร็คเก็ตอีกครั้ง

เขาทำได้ดีถึง 3 แมตช์ รวมทั้งรอบ 3 ที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งเพื่อสยบอัลเบิร์ต รามอส บิโนลาส จากสเปน แต่แมตช์หลังจากนั้น ไม่เข้าทางเขา เขาเสียท่าให้กับ ฮยอน ชุง นักหวดที่ขณะนั้นหัวเพียงแค่ 22 ปีจากเกาหลีใต้

เขาค้นพบความจริงภายหลังว่าอาการบาดเจ็บที่ข้อศอกของเขานั้นยังไม่หายดี

“ผมพักไปนาน และอยากกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็คิดถึงแมตช์การแข่งขัน ผมรีบกลับมาลองสักตั้งกับออสเตรเลี่ยน โอเพ่น แต่โชคร้ายคือ ผมยังรู้สึกบาดเจ็บที่เดิมอยู่ มันเป็นอาการที่ยังไม่หายไป”

“ผมปรึกษากับทีม และตัดสินใจที่จะผ่าตัดอีกครั้ง และเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อค่อยๆประคับประคองมันให้ดีขึ้น”

“ผมรู้สึกว่าบางครั้งถ้าเราพยายามจะเร่งหรือฝืนบางอย่างมากเกินไป ผลมันอาจไม่ออกมาอย่างที่เราคิด ค่อยๆเป็นค่อยๆไปกับมันน่าจะดีกว่า”

“ผมหมายถึง การดูแลร่างกายให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในแบบที่มันควรจะเป็น ร่างกายให้ผมมาเยอะแล้ว กับหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เล่นแกรนด์สแลมติดต่อกัน ไปทัวร์โดยที่ไม่หยุดพักเลย ผมต้องมองโลกในแง่บวก และต้องให้เวลากับมันคืนบ้าง”

“และเมื่อใดก็ตามที่ผมพร้อมที่สุด ผมจะกลับมายังสถานที่ที่ผมรักมากที่สุดอีกครั้ง นั่นคือคอร์ตเทนนิส”

การผ่าตัดย่อยครั้งที่ 2 ของโนเล่ ใช้เวลาพักไม่นานอย่างที่คิด เขากลับมาลงแข่งได้ต่อในศึก อินเดียน เวลส์ มาสเตอร์ส ในเดือนมีนาคม

มาร์โค อมาโร่ เจ้าของเว็บไซต์ TennisPal ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพักฟื้นของ ยอโควิช ในช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม ไว้อย่างน่าสนใจ

หลังจากผ่าตัดแล้วสักระยะหนึ่ง ยอโควิชกลับมาฝึกซ้อมเทนนิสอีกครั้ง แต่เคล็ดลับที่ทำให้เขาไม่กลับมาเจ็บข้อศอกเหมือนเดิมคือ การเปลี่ยนลักษณะการวาดแขนเมื่อเสิร์ฟ เขาจะไม่ทิ้งน้ำหนักไปที่ข้อศอกมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บแบบเดิมเกิดซ้ำอีก558000009049801

การทัวร์ของเขาตลอดช่วงครึ่งปีแรก ยังไม่มีแชมป์ติดมือ รวมถึงแกรนด์สแลมที่สองของปี เฟร้นช์ โอเพ่น ที่เขาไปได้ลึกที่สุดเพียงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ รายการที่เขาใกล้เคียงกับการเป็นแชมป์มากที่สุดคือ ควีนส์ คลับ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นรายการอุ่นเครื่องก่อนที่ศึก วิมเบิลดัน จะมาถึงในอีกหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เขาแพ้ให้กับ มาริน ซิลิช นักหวดจากโครเอเชีย ในรอบชิงชนะเลิศ

“มันอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนัก แต่ผมคิดว่าวิธีการเล่นเทนนิสผมเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเสิร์ฟ และการยิงโฟร์แฮนด์แรกก่อนการแรลลี่ ผมจะจัดระเบียบร่างกายให้ดีที่สุดก่อนจะวางบอลออกไป เน้นความแม่นยำมากกว่าแรง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่า ผมเปลี่ยนไปหลังจากอาการบาดเจ็บเมื่อปีก่อน”

และแล้ว โนวัค ยอโควิช ก็เดินหน้าเข้าสู่แกรนด์สแลมที่สามของปี อย่างวิมเบิลดันอีกครั้ง ด้วยความคาดหวังที่จะคว้าแชมป์ให้ได้เป็นสมัยที่ 4

 

บททดสอบสำคัญ

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศของโนเล่ ไม่ยากเท่าใดนัก เขาผ่าน 4 รอบแรกมาโดยที่ไม่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่น่าหนักใจ กระทั่งรอบรองชนะเลิศ ที่เขาต้องเจอกับ ราฟาเอล นาดาล ซึ่งขณะนั้นคือมือ 2 ของรายการ000_1K10BC

“ผมมั่นใจว่าเขาจะผ่านนาดาล และไปเป็นแชมป์ ยิ่งเขาเผชิญหน้ากับความกดดันมากเท่าใด เขาจะยิ่งรับมือกับมันได้ดีมากขึ้นเท่านั้น” แอนดี้ มาร์รี่ย์ อดีตแชมป์วิมเบิลดันสองสมัย ที่พ่ายต่อ แซม เคอร์เร่ย์ ตกรอบ 8 คนสุดท้าย หันมาเชียร์คู่ปรับตลอดกาลจากเซอร์เบีย

“ผมคิดว่าเขาคือเซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ในร่างของผู้ชาย ยิ่งเข้าสู่รอบลึก เขายิ่งมีความเป็นตัวของตัวเอง พอจับจุดการเล่นของตัวเองได้แล้ว หาคนที่จะล้มเขาเนี่ย ยากมาก” มาร์รี่ย์ ทิ้งท้าย

จุดหนึ่งที่ ยอโควิช ทำการบ้านก่อนลงดวลแร็คเก็ตกับนาดาล คือการชมเกมที่นักหวดจากสเปน ลงแข่งขันกับ ฮวน มาร์ติน เดล ปอโตร ในรอบก่อนหน้า

เดล ปอโตร เลือกเล่นลูกหยอดไปที่หน้าเน็ตหลายครั้ง ทำให้ นาดาล ต้องขยับมาเล่นลูกวอลเล่ย์มากเป็นพิเศษ เขากลายเป็นนักเทนนิสที่วอลเล่ย์สำเร็จมากที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ถึง 81 เปอร์เซนต์

ส่วน ยอโควิช ชอบที่จะอยู่ท้ายคอร์ต เขาไม่กลัวใครถ้าพูดถึงการแรลลี่ และชนะในการโต้มาราธอนมากถึง 60 เปอร์เซนต์จากนักหวดทั้งหมด

เขาไม่ใช่คนที่เน้นการใช้พละกำลังในการเอาแต้มจากคู่แข่ง แต่เน้นการวางบอลไปด้วยความแม่นยำ และไม่ตีเสียเองไว้ก่อน

สถิติจากวิมเบิลดันปรากฎชัดเจนว่า ยอโควิช ชนะจากบอลเสิร์ฟแรกมากถึง 76 % ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาโค่น นาดาล ลงได้สำเร็จ

“15 เดือน ที่ผมต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆมาตลอด ผมพยายามที่จะเอาชนะมัน และเมื่อผมมายืนที่จุดนี้แล้ว มันยิ่งกว่าความดีใจ” เขากล่าวขณะหยาดเหงื่อและน้ำตาอาบแก้มลงปนกัน

5 ชั่วโมง กับอีก 14 นาที กับการผ่าน ราฟา นาดาล เขาพยายามเช็คอาการที่ข้อศอก เพื่อมันอาจหวนกลับมาทำร้ายเขาอีกครั้ง

ไม่มีสัญญาณใดๆแล้ว การเปลี่ยนวิธีเสิร์ฟบอลของเขาประสบความสำเร็จ แถมยังกินคะแนนเสิร์ฟแรกจากนาดาลได้เป็นกอบเป็นกำ

รอบชิงชนะเลิศเข้ามาเถอะ … ยอโควิช คิดในใจ ขณะนี้เขาพร้อมที่จะกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ กำลังจะกลับมาในที่เดิมที่เขาเคยยืนอีกครั้ง

 

ณ เซนเตอร์คอร์ต

เขาถือถุงแร็คเก็ตลงไปยังสนาม ไม่เหลือความเครียดและความกดดันใดๆในหัวอีกต่อไป สิ่งที่เขาต้องการมาตลอดคือการกลับมาเล่นเทนนิสอย่างมั่นใจ เขาได้มันคืนกลับมาแล้ว

หลากหลายปัญหาที่พุ่งใส่ตัวเขามาก่อนหน้านี้ เขาค่อยๆ ขจัดมันออกไปทีละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโค้ช ที่หลังจากแยกทางกับอดีตสองนักหวดชื่อดังทั้ง อังเดร อกาสซี่ และ ราเด็ก สเตฟาเน็ค เขาตัดสินใจกลับไปร่วมงานกับคนคุ้นเคยอย่าง มาเรียน วาจด้า ที่เคยทำงานด้วยกันมานานนับทศวรรษ

โนวอสตี้ สื่อรัสเซียรายงานว่า “มาเรียน ไม่เคยจาก โนวัคไปไหน เขายังคงเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับ โนวัค อยู่เสมอ และเป็นโค้ชไม่กี่คนที่เวลาพูดทุกครั้ง นักเทนนิสไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน ต้องตั้งใจฟัง”

มาเรียน วาจด้า อยู่ที่เซนเตอร์คอร์ตด้วย แต่นั่นไม่ใช่กำลังใจที่สำคัญที่สุดของ ยอโควิช

แต่เป็นภรรยา เยเลน่า ยอโควิช และลูกชายอย่าง สเตฟาน ยอโควิช วัยเพียงแค่ 3 ขวบต่างหาก ที่เป็นทุกอย่างในชีวิตของเขา

เยเลน่า และ สเตฟาน ไม่ได้มาชม ยอโควิช ลงแข่งขันในวิมเบิลดันเมื่อปีก่อน เนื่องจากผู้จัดห้ามผู้ชมอายุน้อยกว่า 5 ปี เข้าชมเกม แต่ไม่ใช่ปีนี้

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ยอโควิช เจอมรสุมชีวิตในครอบครัว มาซ้ำเติมอาการบาดเจ็บของตัวเองเมื่อปีก่อน เมื่อสื่อหลายสำนักรายงานว่าเขามีความสัมพันธ์เกินเลยกับเลซองหลายราย ถึงขนาดที่ จอห์น แม็คเอนโร ตำนานนักเทนนิสชื่อก้อง ต้องออกมาเตือน “โนเล่” ให้ประคับประคองความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดี

เขายกตัวอย่างชัดไปถึง ไทเกอร์ วู้ดส์ ไอคอนในวงการกอล์ฟ ที่เสียศูนย์ไปพักใหญ่เพราะเรื่องชู้สาว กว่าจะกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี

อย่างไรก็ตาม เหมือนกับนักหวดชาวเซอร์เบียจะเคลียร์ปัญหาของตัวเองได้อย่างปลิดทิ้ง

เขายอมรับก่อนแมตช์รอบชิงชนะเลิศกับเควิน แอนเดอร์สันว่า อันที่จริงแล้ว อาการบาดเจ็บที่ข้อศอก ไม่เท่ากับรอยร้าวในครอบครัว

ความอบอุ่นที่ได้กลับมา , ความแน่นแฟ้นของพ่อ-แม่-ลูก นั่นคือสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่ทำให้เขาเอาชนะอาการบาดเจ็บ และเอาชนะความเครียดในช่วงที่นั่งอยู่บ้านเฉยๆและไม่ได้ลงไปแข่งขัน

บาดแผลทางใจ สำคัญกว่าบาดแผลทางกาย เมื่อรักษาอาการทางใจหายแล้ว อาการทางกายก็เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว

เช่นเดียวกับ เควิน แอนเดอร์สัน ที่ใช้พลังในรอบก่อนหน้ากับ จอห์น อิสเนอร์ มาจนหมดแล้วเช่นเดียวกัน อย่างที่หลายคนคาดไว้ เขาไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับ ยอโควิช  แชมป์น่าจะถูกตัดสินไปตั้งแต่รอบตัดเชือกที่ โนเล่ หวดเอาชนะ นาดาลแล้ว1341293320

สกอร์บ่งบอกทุกอย่างชัดเจน ยอโควิช ชนะไป 3 เซตรวด 6-2 , 6-2 และ 7-6 ไทเบรก 7-3

เขาโดนเซตพอยต์ในเซตที่ 3 ซึ่งเป็นโอกาสที่อาจทำให้ แอนเดอร์สัน กลับมาได้ แต่เขาไม่ตื่นตระหนก โฟร์แฮนด์ของเขายังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี สุดท้ายเขาคว้าเกมที่ 5 ของตัวเองในเซตที่ 3 กระทั่งยื้อยุดมาเอาชนะในช่วงไทเบรก

การกลับมาของ ยอโควิช ครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เขากลายเป็นนักเทนนิสคนที่ 4 เท่านั้น ต่อจาก โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ , พีท แซมปราส และ บียอร์น บอร์ก ที่คว้าแชมป์วิมเบิลดันได้ 4 สมัย

“ถ้าถามผมว่าผมกลับมาได้เพราะอะไร อย่างแรกผมต้องขอบคุณทีมงานของผม ที่ช่วยสนับสนุนผมมาโดยตลอดในช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังมานี้ ความยากของมันอยู่ที่ คุณไม่รู้ว่าจะเจออะไรในอนาคต แต่คุณยังจับมือฝ่าฟันมาด้วยกัน” ยอโควิช ตอบคำถามจากพิธีกรเกี่ยวกับเหตุผลที่ทำให้เขาได้มายืนถือถ้วยรางวัลแกรนด์สแลมอีกครั้ง

“ผมอาจจะถูกโฉลกกับมันก็ได้ เพราะถ้าถามว่าจะมีที่ใดที่หนึ่ง ที่จะทำให้ผมเรียกความมั่นใจกลับมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อบอกตัวเองว่าผมพร้อมแล้วสำหรับการกลับมาเล่นเทนนิสระดับสูงอีกครั้ง ก็คงจะเป็นวิมเบิลดันเท่านั้น”

“แต่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณเรียกมันมาได้สำเร็จ คุณมั่นใจกับทุกลูกที่ตี เมื่อจิตใจกับร่างกายของคุณพูดเป็นเสียงเดียวกัน นั่นล่ะคือเคล็ดลับสู่ชัยชนะ”

จาก 12 ก้าวไปสู่ 13 แกรนด์สแลม ณ เวลานี้เขาตาม โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ (20) เหลือเพียงแค่ 7 แกรนด์สแลมเท่านั้น

ยูเอส โอเพ่น จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนหน้า ซึ่งเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่เขาถอนตัวจากการแข่งขันไปเมื่อปีที่แล้ว

รีบจองตั๋วซื้อบัตรเข้าชมเอาไว้ให้ดี เพราะ “โนวัค ยอโควิช” คนเดิมกลับมาแล้ว และแน่นอน เป้าหมายของเขา คือแชมป์เท่านั้น…

Uncategorized

‘วิลสัน’ เพื่อนรักของ ทอม แฮงค์ส และนักแสดงไร้ชีวิตที่เก่งกาจที่สุดที่โลกมี

‘วิลสัน’ เพื่อนรักของ ทอม แฮงค์ส และนักแสดงไร้ชีวิตที่เก่งกาจที่สุดที่โลกมี

“I’M SORRY WILSON” … นี่คือการกล่าวคำอำลาของ ชัค โนแลนด์ ชายผู้ติดอยู่บนเกาะที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันชื่อเกาะอะไร

 

ซีนดังกล่าวมาจากภาพยนตร์เรื่อง Cast Away หรือ “คนหลุดโลก” หนังระดับตำนานที่มี ทอม แฮงค์ส ดาราเจ้าบทบาทเป็นนักแสดงนำ … และอีก 1 นักแสดงที่ไม่ต้องพูด ไม่ต้องออกแอ็คชั่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับกลายเป็นที่จดจำไปทั้งโลกในฐานะนักแสดงสมทบที่ไม่มีชีวิตที่ดีที่สุด นั่นคือ “วิลสัน”

วิลสัน เป็นใครมาจากไหน ทำไมเขาจึงต้องมาติดเกาะกับ ชัค โนแลนด์ และร่วมหัวจมท้ายกันถึง 6 ปี … ติดตามได้ที่นี่

หนังที่บอกว่า “ทำไมมนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคม” 

“คนเดียวก็ดี สบายออกจะตายไป” หลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เชื่อว่า การยิ่งมีสังคมน้อยและยิ่งปลีกวิเวก ปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัวก็น้อยลงไปโดยปริยาย

จริงๆ แล้วมันก็เป็นความเชื่อและความคิดที่ไม่ผิด ขึ้นอยู่กับลักษณะ นิสัย และความชอบส่วนบุคคล “การอยู่ตัวคนเดียว” นั้นมีเรื่องดีมากมาย แต่ในเรื่อง Cast Away หนังกำลังสื่อให้เราเห็นว่า ในยามที่สิ้นหวังอับจนหนทางทื่สุด บางครั้งเราก็จำเป็นต้องมีใครสักคนที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เดียวดาย และหากจะตายก็ไม่ได้หายไปจากโลกนี้เฉยๆ ยังคงสร้างความทรงจำให้กับใครสักคนให้พูดถึงตลอดไป

ในเรื่อง Cast Away ชัค โนแลนด์ เจ้าหน้าที่จากบริษัท FedEx เดินทางด้วยเครื่องบินและเกิดอุบัติเหตุจนตกไปอยู่ในเกาะร้างแห่งหนึ่ง และมหากาพย์การเอาชีวิตรอดก็เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่วันนั้น 

แรกเริ่มเดิมทีเราจะเห็นว่า ชัค มีความรู้สึกตึงเครียดน้อยมาก เขายังพอมีเวลาคิดหาความช่วยเหลือ และมองโลกในแง่ดีได้อยู่พักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญลักษณ์ SOS หรือใดๆ ก็ตามเพื่อบอกให้คนดู รวมถึงเครื่องบิน หรือเรือลำใดก็ตามที่มาเห็นได้รู้ว่า “เขายังไม่ตาย และไม่อยากตาย”MV5BZTE4NGIxMGQtYTk3My00NTZkLWFlOWItYmIxOTdjYWUzZWEzXkEyXkFqcGdeQXVyNjUxMjc1OTM@._V1_SX1777_CR0,0,1777,962_AL_

สิ่งที่ ชัค ทำและแสดงให้เห็นว่า “การติดเกาะไม่ใช่เรื่องใหญ่” คือการเดินไปรอบๆ ชายหาด และไล่เก็บกล่องพัสดุที่ตกลงมาพร้อมๆ กับเขา และเมื่อเก็บได้ เขาไม่ได้มีความคิดแม้แต่จะเปิดมันเพราะเชื่อว่า “อีกไม่นานเขาจะได้เอาพัสดุเหล่านี้ไปส่งให้เจ้าของที่รออยู่” นั่นเอง 

จนกระทั่งหนังดำเนินเรื่องไปเอื่อยๆ แต่อธิบายถึงความเครียดที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ชัค เริ่มหิว เริ่มโดนก่อกวนจากแมลง และเริ่มโมโหกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จากเรื่องง่ายๆ เช่นการปอกมะพร้าว ก็ยังนำมาสู่ความหงุดหงิดได้ง่ายๆ 

หลังจากความโมโหและสิ้นหวัง เขาได้พบว่าแท้จริงแล้วความช่วยเหลือจะไม่มีวันมาถึงง่ายๆ และที่สำคัญ คือด้วยสภาพความเป็นอยู่บนเกาะที่มีเพียงมนุษย์ยุคหินเท่านั้นที่อยู่ได้ กำลังจะฆ่าเขาทั้งเป็น

เมื่อถึงจุดนี้ หนังเริ่มแสดงให้เห็นถึงความฟุ้งซ่านและเพี้ยนของเขา เขาเริ่มจะทำอะไรประหลาดๆ ความอดทนที่มีหมดลง ชัค เริ่มแกะพัสดุเพราะจะหาของที่นำมาใช้ประโยชน์กับการเอาชีวิตรอด เขาได้ของที่ใช้ได้อย่างรองเท้าสเก็ตที่มีใบมีด ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้นเยอะ กับการ เฉาะ ปอก สิ่งต่างๆ บนเกาะ ทว่ามีของสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรเลย นั่นคือ “ลูกวอลเลย์บอล” ซึ่งบนเกาะแบบนี้เขาจะเอาไปเล่นกับใครได้? MV5BOTUwNDhmMDUtYmIyOC00YjEyLWFlNzYtNGJlMTMwM2I2MDliXkEyXkFqcGdeQXVyNjUxMjc1OTM@._V1_SX1777_CR0,0,1777,962_AL_

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีเวลาของมัน แม้แต่ของอย่างลูกวอลเลย์บอลก็ยังมีประโยชน์ในเกาะร้างได้ เรื่องมันเกิดขึ้นจาก ชัค ประสบอุบัติเหตุจนมือเลือดออก เขาเจ็บมากและไม่รู้จะลงที่ใคร ก่อนที่เขาจะหันไปเจอลูกวอลเลย์ลูกนั้น และเขวี้ยงมันไปด้วยความโมโห 

จนกระทั่งอารมณ์ทุกอย่างสงบลง ชัค จึงค่อยหยิบลูกวอลเลย์ลูกนั้นขึ้นมาดู และพบว่ารอยเลือดของเขามีลักษณะคล้ายกับหน้าตาของคน ยิ่งไปติดบนวัสดุทรงกลมแล้ว มันยิ่งชวนให้คิดถึงหน้าตาของมนุษย์ที่เขาไม่เคยเจอมานานอย่างไม่ต้องสงสัย … เมื่อความโมโหเริ่มคลายกลายเป็นการใช้เหตุผล เขาเลือกที่จะใช้ ลูกวอลเลย์บอล ลูกนั้นเป็นเพื่อน โดยตั้งชื่อมันว่า “วิลสัน” ตามชื่อยี่ห้อของมันนั่นเอง Wilson-Castaway

หลังจากหนังได้เปิดตัว วิลสัน แล้ว กิจกรรมแทบทุกอย่างของ ชัค โนแลนด์ ก็มักจะมี วิลสัน คอยยิ้มรับให้เสมอ คุณจะสังเกตได้ว่าแม้ วิลสัน จะเป็นแค่ลูกวอลเลย์บอล แต่เมื่อ ชัค มองว่ามันมีค่า มองว่ามันเป็นเพื่อน ตัวละครของ วิลสัน ก็เหมือนกับดูมีชีวิตจิตใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด 

ที่ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อ ชัค สร้างตัวตนและทำให้ วิลสัน เป็นเพื่อนของเขา บรรยากาศและโทนของหนังก็ดูมีลูกเล่นใหม่ในทันที ชัค หาเรื่องพูดคุยกับ วิลสัน ไปต่างๆ นานาแทบทั้งวัน แม้คำตอบจะเป็นความเงียบ แต่ก็เป็นความเงียบที่บันเทิงอย่างเหลือเชื่อจากลูกวอลเลย์บอลลูกนี้ 

การได้เจอกับ วิลสัน ทำให้ ชัค “มีชีวิตชีวาขึ้น” จุดนี้มันทำให้เห็นว่าการมีใครสักคนนั้นสำคัญขนาดไหน ความสัมพันธ์ของ ชัค กับ วิลสัน อาจจะเริ่มจากความโกรธ แต่สุดท้ายแล้วมันก็จบลงด้วยมิตรภาพที่ชวนซึ้งระดับตำนาน productplacement

จุดนี้มันดูเหมือนสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง เราไม่มีเหตุผลยืนยันว่าผู้กำกับพยายามจะสื่ออะไรกับจุดนี้ แต่สิ่งที่หนึ่งที่สามารถตีความได้ก็คือ ใครบางคนคิดว่าการมีคนอื่นเข้ามาทำให้ชีวิตวุ่นวายและพาลให้หงุดหงิดเปล่าๆ จนกระทั่งวันที่เขาพบว่าเขาไม่มีใครแล้วจริงๆ และความโมโหที่เป็นอารมณ์ชั่วคราวได้จากไป เขาจึงได้พบแง่บวกอีกมายที่ซ่อนอยู่นั่นเอง

ในวันที่สิ้นหวังอับจนหนทาง การมีใครสักคนเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างไม่สามารถปฎิเสธได้ … ไม่จำเป็นต้องให้คำแนะนำ ขอแค่รับฟังสิ่งที่เราอยากพูด อยากบอกนั่นก็เพียงพอแล้ว นั่นคือตัวตนที่ “วิลสัน” รับหน้าที่และช่วย ทอม แฮงค์ส แบกหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง 

 

“วิลสัน” ตัวละครที่นักวิจัยยังซูฮก 

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้กำกับและผู้สร้างอาจจะไม่เคยบอกว่าทำไมต้องเป็น วิลสัน และทำไมคาแร็คเตอร์นี้จึงเป็นตำนานของวงการแสดง ทว่าวงการนักวิจัยมีการเอาเรื่องนี้มาวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง 

พวกเขาไม่ได้มองว่า วิลสัน เป็นแค่นักแสดง แต่เป็นสิ่งที่ดึงเอาความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของ ชัค โนแลนด์ ออกมา 

“ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไม วิลสัน จึงไม่ได้รางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม Cast Away แสดงให้เห็นสิ่งที่ลึกซึ้งในลักษณะทางสังคมที่ไม่อาจปฎิเสธได้ของโฮโมสปีชี่ส์” จอห์น คาโชปโป้ หนึ่งในทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก้และฮาวาร์ด กล่าวกับ The New York Times 

การทดลอง (ที่ไม่ได้บอกวิธีการ) ของ จอห์น คาโชปโป้ บอกว่า เขาค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเหงาของผู้คน ซึ่งมักจะซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ถูกตัดขาดและอยู่เพียงลำพังในเวลานานมากพอ พวกเขาจะเริ่มมีความเชื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นในตัวเอง บางคนเชื่อเรื่องราวเหนือธรรมชาติ บางคนเชื่อว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกแทนด้วยตัวตนของ วิลสัน นั่นเอง 

“ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งของ (อาจหมายรวมถึงสัตว์ด้วย) อาจเป็นอะไรที่ทรงพลังได้เช่นกัน เพราะสมองของคนเราไม่ถึงกับละเอียดอ่อนมากพอที่จะจำแนกว่านี่คือมนุษย์หรือไม่ใช่กันแน่ หากความสัมพันธ์ใดก็ตามเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่มนุษย์ปฏิบัติกัน ความสัมพันธ์นั้นอาจเป็นเรื่องที่ช่วยให้เราดีขึ้นก็เป็นได้” ทีมวิจัยบอกถึงข้อมูลที่พวกเขาค้นคว้ามา 78f47c832b59a0c70f79cc92614ecca3

นักวิจัยกลุ่มนี้พยายามจะบอกว่าสิ่งที่ ชัค โนแลนด์ ทำ (คุยกับลูกวอลเลย์บอล) มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากความเพี้ยนหรอก แต่มันคือธรรมชาติของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้คุณได้เห็นคนบางคนเรียกรถยนต์ว่าลูกสาว เรียกรถมอเตอร์ไซค์ว่าลูกชาย หรือแม้แต่เรียกแมวว่าเจ้านาย สิ่งเหล่านี้บอกว่ามนุษย์พร้อมจะผูกพันได้กับทุกๆ อย่าง ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น 

ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ในแง่บวกเท่านั้น ในแง่ลบเองก็ด้วย ถ้าคุณเคยขว้างของอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้มือด้วยความโมโห ตะโกนใส่กระจกที่ไม่มีชีวิต เดินไปเตะของที่ขวางทางด้วยความหงุดหงิด … นั่นล่ะคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจของคุณ คุณต้องการใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง และอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น “ไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไร ขอแค่เป็นที่ระบายให้เราได้ก็พอแล้ว” 

 

ไม่มีรางวัลแต่โด่งดังเกินใคร 

ประโยคเด็ด “วิลสัน ฉันขอโทษ” (I’m Sorry Wilson) ในตอนที่ ชัค โนแลนด์ แพแตกและต้องเสียวิลสันไป ก่อนจะมีเรือลำหนึ่งพบตัวจน ชัค เอาชีวิตรอดได้ในท้ายที่สุด ประโยคนี้ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกผูกพันกับเจ้าลูกวอลเลย์บอลลูกนี้จริงๆ ซึ่งจุดนี้ วิลสัน ต้องขอบใจ ทอม แฮงค์ส ที่ตีบทแตกกระจายและทำให้มันกลายเป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่มีชีวิตขึ้นมา 0b6eed91dba4cd840f5c3d2792433969

อย่างที่ ดร.จอห์น คาโชปโป้ ได้กล่าวไว้ “ทำไม วิลสัน จึงไม่ได้รางวัลออสการ์” มันคือคำถามที่ใครก็ตามที่ได้ดูเรื่องนี้อยากจะถามผู้แจกรางวัลเหมือนกัน และแม้ไม่มีรางวัลออสการ์ให้ แต่ วิลสัน ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ทอม แฮงค์ส ได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำ ในปี 2001 

ส่วนตัวของ วิลสัน ก็กลายเป็นความนิยมในหมู่คนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือในปี 2001 มีการนำ 1 ใน 3 ของลูกวอลเลย์บอลยี่ห้อ Wilson ที่รับบทเป็น วิลสัน ในเรื่อง มาออกประมูล และมีผู้ยอมจ่ายเงินให้กับ ลูกวอลเลย์ Wilson ที่แสดงเป็น วิลสัน ถึง 18,400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยก็เฉียดๆ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว 

นอกจากนี้ บริษัท Wilson Sporting Goods ยังได้โอกาสผลิต ลูกวอลเลย์บอลที่มีลักษณะเหมือน วิลสัน ในเรื่อง ออกวางจำหน่ายในเว็บไซต์ โดยขายที่ลูกละ 19.99 ดอลลาร์ ซึ่งแน่นอนว่าขายดิบขายดีหมดเกลี้ยงทุกสต๊อก เพราะได้รับการตอบรับจากแฟนๆ อย่างคับคั่ง

ยังไม่จบ วิลสัน ยังเป็นดาวค้างฟ้าและถูกพูดถึงต่อไปเป็นอีกสิบๆ ปี โดยในปี 2015 ที่ ทอม แฮงค์ส มาดูเกมแข่งขัน ฮ็อคกี้ ที่มหานครนิวยอร์ก และกล้องถ่ายทอดสดได้จับภาพมาที่เขา ก็มีคนโยนลูกวอลเลย์ วิลสัน ให้กับเขา จนกลายเป็นแอ็คชั่นออกกล้องที่เป็นไวรัล ในช่วงเวลานั้นมีผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายคนออกมารีทวีตปลื้มปริ่ม กับการได้เห็นสองคู่ซี้แห่งเกาะยุคหินกลับมารียูเนี่ยนกันอีกครั้งTom-Hanks-Has-Wilson-Company-in-Coronavirus-Quarantine3

แม้ปัจจุบัน ทอม แฮงค์ส จะเจอกับมรสุมในชีวิตจริง เมื่อเขาและภรรยา ริต้า วิลสัน คือผู้ป่วยที่ติดไวรัส โควิด-19 จนต้องเข้ารับการรักษาและกักกันตัวเองในประเทศออสเตรเลีย แต่ก็ยังไม่วายมี Fake News ว่าทีมแพทย์ได้ส่ง วิลสัน มาเป็นเพื่อนซี้ เหมือนกับที่เคยสร้างชื่อเมื่อปี 2001 อีกด้วย ซึ่งก่อนที่โลกจะได้รู้ว่ามันเป็นข่าวปลอม มันก็กลายเป็น ไวรัล ไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะเบรกทัน 

สุดท้ายแล้วเราได้เห็นถึงความยอดเยี่ยมมากมายผ่านตัวละคร วิลสัน ในเรื่อง Cast Away นี่คือตัวละครที่สะท้อนความเหงาภายใต้จิตใจของมนุษย์ และสุดท้าย วิลสัน บอกโลกให้รู้ว่าหากคุณมีปัญหา จงหาใครสักคนที่ฟังที่อยู่ในใจของคุณ … แล้วสิ่งที่เลวร้ายที่สุดจะดีขึ้นได้ skdคุณได้แบ่งปันสิ่งเหล่านั้นออกมา 

เหมือนกับ ชัค โนแลนด์ ที่ท้ายที่สุดแล้ว วิลสัน ได้มอบพลังและทำให้เขาได้กลับคืนสู่โลกแห่งความจริงที่เขาต้องการอีกครั้ง แม้ที่สุดแล้วการกลับสู่โลกแห่งความจริง จะทำให้เขาต้องพบกับความผิดหวังครั้งใหม่ก็ตาม … จากที่เคยสู้แล้ว ก็ต้องสู้อีก อดีตที่เคยผ่านเรื่องยากๆ จะกลายเป็นภูมิต้านทานที่ทำให้ชีวิตไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ 

เพราะนั่นคือรสชาติของชีวิตอย่างแท้จริง …

Uncategorized

ชีวาส กัวดาลาฮารา สโมสรชาตินิยมกับนโยบาย “ประเทศเม็กซิโกต้องชนะ”

ชีวาส กัวดาลาฮารา สโมสรชาตินิยมกับนโยบาย “ประเทศเม็กซิโกต้องชนะ”

ถ้าพูดถึงเรื่องความรักชาติและภูมิใจในถิ่นเกิดขึ้นมาแล้วล่ะก็ 1 ในประเทศที่เป็นแบบอย่างได้ชัดเจนที่สุดคือ “เม็กซิโก” ซึ่งแสดงตัวอย่างให้โลกได้เห็นมากมาย

 

ในวงการมวย พวกเขาสร้างนักชกดีกรีแชมป์โลกมาแล้วมากกว่า 250 คน และแต่ละคนก็เป็นมวยสไตล์เดินหน้าฆ่าให้ตายทั้งนั้น จนนักชกเม็กซิกันได้รับการขนานนามในสไตล์ที่แปลกและแตกต่างจากชาติอื่นนั่นคือ “กูสู้แบบเม็กซิกัน”

อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่หมัดมวยเท่านั้น แม้แต่ในกีฬาฟุตบอล กีฬาที่ต้องใช้ผู้เล่นทั้งทีมมากกว่า 20 คน ก็มี 1 สโมสรที่นโยบายชัดเจนว่า พวกเขาจะไม่ใช่นักเตะสัญชาติอื่นเลยนอกจากชาว เม็กซิกัน เท่านั้น 

เราขอนำเสนอเรื่องราวของสโมสร ชีวาส กัวดาลาฮารา ทีมที่ขอสู้ด้วยนักเตะเลือดเม็กซิกันเต็ม 100% โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นทีมที่ดีที่สุดในประเทศ และได้รับความนิยมจากชาวเม็กซิโกมากที่สุดนั่นเอง

กัวดาลาฮารา VS เม็กซิโก ซิตี้

กัวดาลาฮารา คือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก เม็กซิโก ซิตี้ ซึ่งเมืองที่อยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวงประเทศเม็กซิโกราว 550 กิโลเมตรแห่งนี้ มีอัตลักษณ์ประจำตัวที่แตกต่างกับ เม็กซิโก ซิตี้ อย่างชัดเจน เพราะที่ เม็กซิโก ซิตี้ นั้นเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและมีประวัติศาสตร์ของชนชาติเม็กซิกันเกิดขึ้นมากมายที่นี่ ไม่เพียงแค่นั้น ในเมืองที่มีประชากรเยอะที่สุดแห่งนี้ ยังมีการผสมผสานกันด้วยทุกชนชั้น ทั้งกลุ่มขุนนางเก่าที่อาศัยกันในเขตเมืองเก่าย่านใจกลางเมือง, กลุ่มคนรวยที่อยู่กันในอาคารสูงทันสมัย ที่จะอยู่ล้อมรอบเมืองเก่าอีกที ขณะที่กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มคนยากจนที่อยู่ตามชุมชนแออัดตามเนินเขา ซึ่งบางพื้นที่ถูกตีความเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมหรือสลัมอีกด้วย

ขณะที่ กัวดาลาฮาร่า นั้น คือเมืองที่ถูกเรียกว่า “รุ่งอรุณแห่งเม็กซิโก” เพราะมีประชากรวัยรุ่นหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่เติบโตจากธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากมาย และกลายเป็นเมืองที่มีอัตราการว่างงานน้อยที่สุดในประเทศอีกด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวไปทำให้เห็นภาพเมืองนี้กว้างๆ คือ ประชาชนที่นี่ส่วนใหญ่มีเงินในกระเป๋า และนั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนอะไรก็ตามที่พวกเขามีความหลงใหลและชื่นชอบ ซึ่ง 1 ในสิ่งที่ผู้คนเมืองนี้เทใจให้มากที่สุด คือสโมสร ชีวาส กัวดาลาฮารา ทีมที่ดีที่สุดและมีความเป็นเม็กซิกันมากที่สุดในประเทศนี้ 

ชีวาส กัวดาลาฮารา สโมสรแห่งนี้เป็นสโมสรที่เปิดหน้าแลกกับนายทุนต่างชาติในโลกฟุตบอลอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการกำเนิดของสโมสรที่ชื่อว่า คลับ อเมริกา จากกรุง เม็กซิโก ซิตี้ ที่ปกครองโดยพวกเศรษฐี และมีนโยบายที่ต่างกับ ชีวาส กัวดาลาฮารา ตรงมีความเป็นทุนนิยม มีเงินถุงเงินถัง เป็นทีมที่รวยที่สุด ในลีกและสามารถซื้อนักเตะราคาแพงๆ มาร่วมทีมได้ 

นอกจากนี้นโยบายของ ชีวาส ยังถือว่าเป็นเส้นขนานกับ เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ ลีกสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา อย่างชัดเจน เพราะที่อเมริกา มีกฎที่เรียกว่า ดีซิกเนเต็ด เพลเยอร์ (Designated Player Rule) หรือ กฎเบ็คแฮม ที่มีโควต้าพิเศษสำหรับนักเตะ 3 คนต่อทีม ซึ่งจะไม่ถูกนับรวมค่าเหนื่อยในเพดานค่าเหนื่อย หรือ ซาลารี่ แค็ป (Salary Cap) เนื่องจากพวกเขาต้องการให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นจากการมีนักเตะเก่งๆ อยู่ในทีม ทว่ายอดทีมจาก กัวดาลาฮารา ไม่คิดแบบนั้น พวกเขาไม่อยากเป็นทีมที่สร้างโดยทุนนิยม แต่ต้องการเป็นท้องถิ่นนิยมมากกว่า และพร้อมที่จะพิสูจน์มันให้โลกเห็น tumblr_nqr0tjeTbP1uzy558o1_1280

แม้ สหรัฐอเมริกา กับ เม็กซิโก จะเป็น 2 ประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่ก็มีความเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด เรียกง่ายๆ ว่า “ระแวงกันอยู่ลึกๆ” ฝั่งอเมริกาก็มองว่า ชาวเม็กซิกัน ชอบเข้ามาสร้างปัญหาในประเทศของพวกเขา ทั้งเรื่องของ ยาเสพติด, การหลบหนีเข้าเมืองแย่งงานคนอเมริกันท้องถิ่น และการเข้ามารับเงินช่วยเหลือของรัฐบาลอเมริกา ทั้งๆ ที่ชาวอเมริกันมองว่ากลุ่มเม็กซิกันอพยพไม่เคยทำงานเพื่อเสียภาษีเลย

ขณะที่ชาว เม็กซิกัน ก็จะมองคนอเมริกันเป็นพวกขี้โกง กดขี่และเหยียดชาวเม็กซิกันเสมอมา ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “เม็กซิกัน จ็อบ” ที่คนอเมริกันหมายถึงงานสกปรกเช่น ล้างห้องน้ำ, ล้างจาน, แม่บ้าน และคนจัดสวน ซึ่งเป็นงานที่ชาวเม็กซิกันในอเมริกาส่วนใหญ่ทำ … เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างก็มีมุมมองของตัวเอง และยืนหยัดในแนวทางอย่างชัดเจน 

ดังนั้นเมื่อเกิดคู่แข่งที่ต่างอุดมการณ์โดยตรง ชีวาส กัวดาลาฮารา จึงกลายเป็นตัวแทนของฝั่งท้องถิ่น ไปโดยปริยาย ขณะที่ฝั่ง คลับ อเมริกา เป็นตัวแทนของทีมฝั่งนายทุน และด้วยความรักชาติยิ่งชีพของชาวเม็กซิโก จึงทำให้ ชีวาส พยายามอย่างหนักที่จะเอาชนะนายทุนให้ได้ด้วยนโยบายที่ตรงกันข้าม นั่นคือการใช้นักเตะที่มีสายเลือดเม็กซิกันเท่านั้น … 

“ต่างจังหวัด ปะทะ เมืองหลวง ทีมที่เต็มไปด้วยสายเลือดเม็กซิกัน เจอกับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะต่างชาติที่มีความสามารถ เกมระหว่าง ชีวาส กัวดาลาฮารา กับ คลับ อเมริกา ถือเป็นดาร์บี้แมตช์ ที่เกิดจากรากฐานทางสังคมที่ดุเดือดที่สุด” ทอม มาร์สแชล จาก ESPN ให้คำจำกัดความของทั้งสองทีม 

 

ชีวาส กัวดาลาฮารา ขวัญใจแฟนท้องถิ่น 

เดิมทีนั้น ชีวาส กัวดาราลาฮา ไม่ได้เป็นของชาวเม็กซิกันโดยตรง แต่เป็นสโมสรซึ่งก่อตั้งโดยชาวเบลเยียมที่เข้ามาในประเทศในช่วงศตวรรษที่ 20 อย่าง Edgar Everaert แรกเริ่มเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์อะไรมากมายนัก เขาแค่คิดถึงเกมฟุตบอลที่ยุโรป จึงได้ตั้งทีมที่ชื่อว่า Club de Futbol Union ในปี 1906 และเลือกใช้สีเสื้อที่เป็นสี แดง-ขาว และน้ำเงิน ซึ่งมีที่มาจากสีทั้ง 3 ของธงประจำเมือง บรูกส์ บ้านเกิดของเขานั่นเอง2017-05-28T231322Z_2056016297_RC115202E930_RTRMADP_3_SOCCER-MEXICO-8512cea93d

จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ 2 ปี ทีม Club de Futbol Union ที่ส่วนใหญ่ใช้ผู้เล่นเป็นชาวต่างชาติหรือชาวยุโรปพลัดถิ่นทั้ง อังกฤษ, สเปน และ ฝรั่งเศส กลับไม่ได้ความนิยมจากท้องถิ่นมากนัก กลุ่มผู้ก่อตั้งสโมสรจึงมาทบทวนกันดูว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งพวกเขาได้คำตอบว่า “เพราะไม่มีนักเตะท้องถิ่น แล้วคนท้องถิ่นจะอินได้อย่างไร?”

ยิ่งในช่วงยุคดังกล่าว ชาวเม็กซิกัน ไม่ชอบหน้ากลุ่มคนผิวขาวมากนัก เพราะพวกนี้เข้ามาในรูปแบบของนายจ้าง และกดขี่ลูกจ้างที่เป็นชาวท้องถิ่นด้วย ดังนั้น Club de Futbol Union จึงกลายเป็นทีมที่เตะกันเองดูกันเองในหมู่คนพลัดถิ่น ไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย 

จุดเปลี่ยนจึงเริ่มจากตรงนั้น และสโมสรแห่งนี้ก็เริ่มเปิดโอกาสให้คนเม็กซิกันท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับสโมสร ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้สวย พวกเขาให้โอกาสนักเตะเม็กซิกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายกลุ่มผู้ก่อตั้งสโมสรพบว่า ควรทำทีมฟุตบอลเพื่อท้องถิ่นมากกว่าการสร้างชื่อเสียงส่วนตัว

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสโมสรให้มีความเป็นท้องถิ่นนิยมเพิ่มขึ้น โดยอิงตามสูตรของฟุตบอลยุโรป นั่นคือการใช้ชื่อเมืองเป็นชื่อสโมสร และมีชื่อใหม่ว่า ชีวาส กัวดาลาฮารา โดยคำว่า Chivas ที่อยู่หน้าชื่อเมืองนั้น ใช้แสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวท้องถิ่นที่นี่ด้วย

“Chivas” แปลเป็นไทยจะมีความหมายว่า “แพะ” และการเอาไปใช้เป็นชื่อของสโมสร ชีวาส กัวดาลาฮารา นั้นไม่มีหลักฐานปรากฎไว้ชัดเจน อาจเป็นเพราะเนื่องจากในอดีตแพะเคยเป็นปศุสัตว์สำคัญของที่นี่ หรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับการเคยเป็นแหล่งซ่องสุมของแก๊งค้ายาเสพติดมาก่อน ซึ่งคำว่า “Chivas” นั้นยังเป็นศัพท์แสลงของ “เฮโรอีน” อีกด้วย

การเกิดของสโมสรแห่งนี้ บวกกับนโยบายและความรักชาติของชาวเม็กซิกันท้องถิ่น ทำให้ ชีวาส กลายเป็นทีมที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูยิ่งกว่าใครในยุคแรกของการตั้งลีกเม็กซิกัน พวกเขาคว้าแชมป์ระดับสมัครเล่นมากถึง 13 สมัย โดยแชมป์สมัยแรกเกิดขึ้นในปี 1908 ปีเดียวกับที่มีการเปลี่ยนชื่อสโมสร จนกระทั่งการเกิดของสโมสร คลับ อเมริกา ในปี 1916 ที่ทำให้แชมป์มีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยรางวัลสำหรับ ชีวาส กัวดาลาฮารา 

 

ประเทศเม็กซิโก ต้องชนะ

ความนิยมแบบฝังรากในคนท้องถิ่นถูกส่งมายังรุ่นสู่รุ่น หนึ่งในตำนานนักเตะของ ชีวาส กัวดาลาฮารา อย่าง ฮาเวียร์ เอร์นันเดซ หรือ ชิชาริโต้ รวมถึง คาร์ลอส ซัลเซโด้ นักเตะทีมชาติเม็กซิโก นั้น ก็มีพ่อเป็นนักเตะในสโมสรแห่งนี้ และมีต้นตระกูลที่เป็นแฟนบอลของ ชีวาส ด้วยเช่นกัน 2010_chivas_1

“เลือดของผมเป็นสีแดงและขาวมาตั้งแต่รุ่นปู่ของผม” นี่คือสิ่งที่ ซัลเซโด้ บอกถึงความจงรักภักดีต่อทีมของเขา

ดังนั้นด้วยการที่นิยมใช้นักเตะจากระบบเยาวชนขึ้นมา ทำให้นักเตะในทีมมีแพชชั่นสูงมากที่จะแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของชาวเม็กซิกัน พวกเขาจะเล่นกันลืมตายโดยเฉพาะในเกมดาร์บี้กับ คลับ อเมริกา ที่เป็นเหมือนศักดิ์ศรีของแฟนๆ 

หลังจากปี 1950 เป็นต้นมา การช่วงชิงความเป็น 1 ของประเทศเม็กซิโกเข้มข้นขึ้นมาก ทั้ง ชีวาส และ คลับ อเมริกา ผลัดกันขึ้นครองบัลลังก์เสมอ ตามประวัติแล้วหากทีมใดอ่อนแอ อีกทีมหนึ่งจะยิ่งเพิ่มเขี้ยวเล็บเพื่อฝังคู่แข่งลงแบบสนิทให้ได้ 

ปัจจุบันการเป็นคู่ปรับยังคงเดือดดาลไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านเวลามาอย่างยาวนาน นิตยสาร FourFourTwo จัดอันดับให้ ซูเปอร์ กลาซิโก หรือการเจอกันของทั้งสองทีมเป็นเกม ดาร์บี้ ที่ดุเดือดที่สุดติดท็อป 20 ของโลกเลยทีเดียว 

“สำหรับผม เกมระหว่าง กัวดาลาฮารา กับ คลับ อเมริกา คือเกมที่ห้ามแพ้ ทุกครั้งที่ลงสนาม ผมคิดว่ามันคือเกมสุดท้ายในชีวิต ทุกสิ่งที่เกิดในก่อนหน้านี้จะถูกลืมไป และมันเป็นสงครามที่ไม่มีที่ว่างให้กับผู้แพ้เลย” ฮอร์เก้ เอ็นริเกซ อดีตกองกลางที่ลงเล่นชีวาส กว่า 8 ปี(2009-2018)  กล่าวถึงความหมายที่มีต่อการเป็นเบอร์ 1 ของประเทศให้ได้ 

แม้จะมีช่วงเวลาที่ทีมใดทีมหนึ่งโดนข่มอย่างเห็นได้ชัด แต่ทีมที่ถูกกด ก็มักจะมีนายทุนเข้ามาหนุนทีม เพื่อทวงความยิ่งใหญ่และเอาคืน โดยเฉพาะฝั่ง ชีวาส กัวดาลาฮารา ที่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง พวกเขามีประวัติความตกต่ำจนต้องเกือบตกชั้นอยู่ถึง 2 ยุค นั่นคือยุคปี 1980-1990 ที่ทีมขาดเงินหมุนเวียนจนได้ ซัลบาดอร์ มาร์ติเนซ เศรษฐีจากธุรกิจปิโตรเลียมที่เข้าซื้อทีม และสร้างทีมใหม่ด้วยการคว้าตัวนักเตะดีกรีทีมชาติ และลงทุนกับระบบเยาวชน จนได้นักเตะอย่าง มิซาเอล เอสปิโนซ่า, อัลแบร์โต้ การ์เซีย และ อัลแบร์โต้ ไคโยเต้ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทั้งสโมสรและทีมชาติในภายหลัง โดยทีม ชีวาส กัวดาลาฮารา ยุคนั้นถูกเรียกว่า “Las Superchivas” หรือ ชีวาส ที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามปัญหาของทีมชุด Las Superchivas คือพวกเขาลงทุนกับนักเตะสูงราคาแพงจนทีมขาดทุน และทำให้ในอีก 10 ปีต่อมาต้องขายทีมทิ้ง หนนี้พวกเขาได้ ฮอร์เก้ เวร์เกร่า นักธุรกิจระดับประเทศที่เป็นชาวเมืองกัวดาลาฮารา และเป็นแฟนคลับพันธุ์แท้เข้ามาซื้อทีม ซึ่งในยุคนี้ เวร์เกร่า สร้างทีมด้วยการตลาด และทีมก็มีเงินอีกครั้งจากการผลิตสินค้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น นิตยสาร, แปรงสีฟัน หรือแม้กระทั่งการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มโคล่า เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการก่อตั้งทีม ชีวาส ยูเอสเอ ที่เป็นสาขาในสหรัฐอเมริกาด้วย (ทว่า ชีวาส ยูเอสเอ ได้ยุบสโมสรไปในปี 2014)

การพัฒนาทั้งหมดทำให้ ชีวาส กัวดาลาฮารา กลับมาเป็นทีมที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่ อเมารี เวร์เกร่า ขึ้นเป็นประธานแทนคุณพ่อ ฮอร์เก้ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2014 ชีวาส ก็กลับมาผงาด คว้าแชมป์อีก 6 รายการเมเจอร์ รวมถึงการเป็นแชมป์ทวีป คอนคาเคฟ แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2018 อีกด้วยi

จะเห็นว่าในทุกครั้งที่เกิดปัญหาและร่อแร่เจียนอยู่เจียนไป แต่ ชีวาส กัวดาลาฮารา ไม่เคยล่มสลายในเรื่องของอุดมการณ์ พวกเขามีเจ้าของเป็นชาวกัวดาลาฮารา มีนักเตะท้องถิ่นลงเล่นเต็มทีม ผลัดยุค ผลัดใบกันมาโดยตลอด 

สายเลือดและความเข้มข้นของการเป็นเม็กซิกัน คือไม่มีคำว่ายอมแพ้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เรื่องเงินและงบประมาณจะทำให้ คลับ อเมริกา มีความสำเร็จโดยรวมที่มากกว่า กับการคว้าแชมป์ลีก 13 สมัย แชมป์ทวีป 7 สมัย

แต่ ชีวาส ไม่เคยปล่อยให้คู่ปรับหนีไปไกล โดยปัจจุบันพวกเขาคว้าแชมป์ลีก 12 สมัย แชมป์ทวีป 2 สมัย และตอนนี้ยังคงเดินหน้าทาบความสำเร็จในประเทศเพื่อหวังแซงหน้าให้ได้ เหลือการคว้าแชมป์ลีกอีกเพียงครั้งเดียว ความภูมิใจของชาวเม็กซิกัน สโมสรที่มีกองเชียร์มากที่สุดในประเทศ ก็จะพร้อมขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 แล้วchivas-podria-estrenar-uniforme-paraไม่ว่า คลับ อเมริกา จะหนีไปสักแค่ไหน แต่ ชีวาส กัวดาลาฮารา ไม่เคยยอมแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะพวกเขาแบกศักดิ์ศรีของชาวเม็กซิกันอย่างเต็มเหนี่ยว … หาก ชีวาส ชนะ นั่นคือความสำเร็จของชาวเม็กซิกันอย่างแท้จริง

Uncategorized

แม็กนัส คาร์ลเซ่น อัจฉริยะแชมป์โลกหมากรุกผู้อ่านสถานการณ์ล่วงหน้าได้ 20 ตา

แม็กนัส คาร์ลเซ่น อัจฉริยะแชมป์โลกหมากรุกผู้อ่านสถานการณ์ล่วงหน้าได้ 20 ตา

“หมากรุก” … แค่ได้ยินชื่อก็น่าเบื่อแล้วสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ภาพจำของกีฬาชนิดนี้คือภาพของเหล่าๆ อากงนั่งหวดกันในสภากาแฟ หรือไม่ก็ตามวินมอเตอร์ไซค์

 

ไม่ใช่แค่ที่ไทยเท่านั้น อีกฟากโลกอย่าง นอร์เวย์ ก็ไม่ต่างกัน หมากรุกคือกีฬาของคนแก่มาหลายสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่งมีเด็กอัจฉริยะที่ชื่อว่า แม็กนัส คาร์ลเซ่น เลือกที่จะเล่นมัน และกลายเป็นแชมป์ของประเทศตั้งแต่อายุ 13 ปี และกลายเป็นแชมป์โลกในเวลาต่อมา 

แรงกระเพื่อมจากการเป็นราชาโลกหมากรุกของ แม็กนัส ส่งผลเป็นอย่างมาก ร้านค้าอุปกรณ์เล่นหมากรุกขายหมดเกลี้ยงทั้งประเทศ เพราะเหล่าคนรุ่นใหม่เหมาไปเล่นกันจนเกลี้ยงแผง  

แค่ได้แชมป์อย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบนี้แน่….แต่เพราะอะไร แม็กนัส คาร์ลเซ่น จึงทำได้ ติดตามได้ที่นี่ 

 

“GIVE A LOVING HAND” แบบสุดใจ!

“ฟ้าส่งมาเกิด” เป็นคำที่เรามักจะใช้พูดถึงใครสักคนที่เกิดมามีความพิเศษยิ่งกว่าใคร แต่สำหรับ แม็กนัส คาร์ลเซ่น จะใช้คำนั้นคงไม่ถูกนัก เพราะหากจะอ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คงต้องเรียกว่า “การส่งต่อความอัจริยะผ่านพันธุกรรม” จึงจะถูกmagnus-carlsen-som-barn

เมื่อ เฮนริค ที่ปรึกษาของบริษัทไอทีระดับแถวหน้าของประเทศ พบรักกับ ซิกรัน วิศวกรเคมี เราสามารถเดาได้ว่าลูกๆ ของพวกเขาทั้งคู่จะต้องมีคุณภาพชีวิตแบบไหน … ลูกสาวคนแรกชื่อ เอลเลน เป็นเด็กเก่งด้านการเรียน มีมันสมองระดับคุณภาพ จดจำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างได้อย่างน่าทึ่ง ทว่านั่นยังไม่มากเท่ากับลูกชายคนที่สองที่ลืมตาดูโลกในปี 1990 … แม็กนัส เป็นขั้นกว่าของ เอลเลน เข้าไปอีก 

แม็กนัส ไม่ใช่แค่จดจำเก่งเท่านั้น แต่เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับสมองขั้นกว่า ใต้หัวของเขามีความสร้างสรรค์เต็มไปหมด หากได้ลองทำอะไรแล้วสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้เป็นวันๆ แม็กนัส ในวัยเด็กเล็ก ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประกอบตัวต่อหรือจิ๊กซอว์ ที่น่าทึ่งคือ เขาสามารถต่อจิ๊กซอว์แบบ 50 ชิ้นได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และตอน 4 ขวบ ก็สามารถต่อเลโก้ Lego ในระดับเลเวลเด็ก 10-14 ขวบได้อย่างสบายๆ ซึ่งนั่นผิดกับเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันเขาคนละเรื่อง

“แม็กนัส เป็นเด็กที่มีสมาธิสูงมาก เขาสามารถนั่งเป็นเวลานานๆ ได้แม้แต่ในวัยเด็กก็ตาม” แม่ของเขากล่าว

ส่วนวิชาหมากรุกนั้นเริ่มจาก เฮนริค ผู้เป็นพ่อ เดิมที เฮนริค เริ่มสอนกับ เอลเลน พี่สาวของเขาก่อน โดยตลอดการเล่น แม็กนัส จะมานั่งมองและทำหน้าเหมือนคิดเองเออเองอยู่คนเดียว จนกระทั่งเข้าอายุได้ 8 ขวบ แม็กนัส จึงเริ่มเล่นเป็นครั้งแรก

เอลเลน เริ่มเล่นเก่งมันเริ่มทำให้ แม็กนัส สนใจอยากจะแข่งกับเธอบ้าง และนั่นคือสิ่งที่เฮนริคผู้เป็นพ่อง้างรอมาตั้งนานแล้ว เขาไม่ได้บังคับให้ลูกเล่น แต่ถ้าเมื่อไร แม็กนัส เอ่ยปาก เขาสามารถเริ่มสอนได้ทันทีเพราะเตรียมบทเรียนรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม

“แรกเริ่มที่ผมสอนนั้นผมไม่ได้สอนเขาทั้งหมด ผมไม่อยากให้มันยากเกินไป ไม่อยากให้เขาต้องจดจำอะไรเยอะๆ มันจะไม่สนุกและท้อแท้ ผมเลยเริ่มเกมง่ายๆ ด้วยหมากที่มีแค่ขุน (King) กับเบี้ย (Pawn) เท่านั้น เมื่อเขาเริ่มเข้าใจผมจึงเริ่มเพิ่มหมากตัวอื่นๆ เข้าไป ซึ่ง แม็กนัส หัวไปทางนี้ไวมากแต่เขาไม่รู้ตัวหรอก ตอนนั้นเขาแค่หวังว่าจะชนะพี่สาวของเขาให้ได้เท่านั้นเอง” เฮนริค เล่าย้อนความไปตอน แม็กนัส เริ่มรู้จักความอยากชนะเหนือพี่สาวและเขาก็ทำได้หลังจากนั้นไม่นาน

สำหรับ แม็กนัส ถ้าได้ลองทำอะไรขึ้นมาแล้วชอบขึ้นมา เขาไม่เคยหยุดหรือทำมันแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่คือทัศนคติที่เกินเด็ก แรกๆ เขาแพ้ให้กับพ่อเสมอ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของเขาที่คนเป็นพ่อเห็น 

เฮนริค มีอิทธิพลต่อการหลงรักหมากรุกสำหรับ แม็กนัส เป็นอย่างมาก ทั้งๆที่ใจของผู้เป็นพ่ออยากจะให้ลูกได้ฝึกเล่นแบบจริงจัง แต่เขากลับไม่เคยบังคับ แม็กนัส เลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงแค่การทำให้ดู อยู่เห็น เป็นให้ได้ซึมซับ และสุดท้ายด้วยการสอนแบบค่อยๆเติมความรักและความเข้าใจ แม็กนัส ก็ติดหมากรุกจริงๆขึ้นมา

“ผมค่อยๆ ถูกทำให้หลงรักหมากรุกทีละน้อยๆ และสุดท้ายผมก็ชอบมัน เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีเสมอเวลาที่ผมชนะ ผมสามารถฝึกหมากรุกได้หลายชั่วโมงต่อให้ไม่ต้องใช้กระดาน ผมเปิดตัวเองกว้างมาก ค่อยๆ คิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ มันน่าประหลาดที่หมากรุกมันไม่มีวันสิ้นสุด” แม็กนัส ย้อนความไปในตอนนั้น 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ด้วยศักยภาพในการเล่นหมากรุกที่เพิ่มขึ้นทุกปีของ แม็กนัส ทำให้ เฮนริค ไม่อาจจะอยู่เฉยได้

เพื่อคนเป็นลูกแล้วเท่าไหร่ เฮนริค ก็ทำได้เขายื่นมือเเห่งความรักและความเข้าใจอย่างไม่หยุดยั้ง เขาเริ่มจัดตารางงานและสร้างสมดุลชีวิตใหม่ เหตุผลก็เพราะว่าอยากจะใช้เวลาในการสร้างความเป็นเลิศให้ลูกชายมากขึ้น จนกระทั่งวันที่เขารู้ว่า แม็กนัส เก่งเกินกว่าจะเล่นแค่ในบ้าน เฮนริค ถึงขั้นเสียสละขอพักงานที่มีรายได้มั่นคงและเป็นกระเป๋าเงินหลักของครอบครัวเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อช่วยลูกชายตามฝัน

ยัง … ยังไม่จบแค่นั้น ไม่ใช่แค่ เฮนริค เท่านั้นที่ทิ้งหน้าที่หลัก แต่เขาไปทำเรื่องลาพักการเรียนให้แม็กนัสเพื่อพาไปแข่งชิงรางวัลทั่วยุโรปอีกด้วย เขาพร้อมที่จะเสี่ยงกับอนาคตของลูกชายแบบเต็มร้อย และมั่นใจว่าจากที่สังเกตมาตลอด แม็กนัส จะยิ่งใหญ่ได้ด้วยเส้นทางนี้ 

 

อัจฉริยะด้านการอ่านสถานการณ์รอบตัว 

แม็กนัส ลุยแข่งทั่วยุโรปพร้อมกับพ่อของเขา ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ที่ต้องพักการเรียนเป็นระยะๆ เขาลงแข่งระดับทางการมากกว่า 300 เกม ตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อความอัจฉริยะ บวกเข้ากับประสบการณ์จะเป็นอะไรไปได้นอกจากความ “ไร้เทียมทาน”BN-DG922_mag071_G_20140616162649

ระดับเยาวชนมีน้อยคนนักที่จะหยุดเขาได้ แม็กนัส ติดท็อป 10 ทั้งของยุโรปและโลกในรุ่นเล็กโดยตลอด โดยตำแหน่งสูงสุดคือ รองแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปีในปี 2002 พร้อมกับค่อยๆ ไต่ระดับไปเรื่อย กระทั่งตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2004  ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรหยุดเด็กคนนี้ได้แล้ว

หลังจากที่ตอนแรกเป็นแค่การพักการเรียนชั่วคราว ตอนนี้ แม็กนัส ไม่ต้องพึ่งการตัดสินใจของพ่ออีกต่อไป เขาไปขอลาออกจากโรงเรียนอย่างเป็นทางการ และลงแข่งขันแบบแบกอายุทันที โดยการแข่งขันที่สร้างชื่อของเขาคือรายการที่เมือง เวค อาน ซี (Wijk aan Zee) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในรายการ คอรัส ทัวร์นาเมนต์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ทาทา สตีล ทัวร์นาเมนต์) ที่เพียงการแข่งขันแมตช์แรก เหล่าผู้เล่นคนอื่นๆ ที่อายุมากกว่าต้องหยุดนิ่งดูการเดินหมากที่เหนือชั้นเกินอายุของ แม็กนัส และเริ่มเรียกเขาว่า “โมซาร์ท แห่งหมากรุก” … รายการนั้นเขาสามารถคว้าอันดับ 1 ในกลุ่มซี ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังมีเลเวลเพียง “อินเตอร์เนชั่นแนล มาสเตอร์” เท่านั้น

โลกหมากรุกของผู้ใหญ่นั้นแตกต่าง เขาจะต้องเจอกับคู่แข่งที่เก่งกว่าเดิม และต้องรับมือกับการเดินหมากที่มีหลากหลายรูปแบบ เดิมทีนั้นตัวของ แม็กนัส ขึ้นชื่อในเรื่องของการเดินหมากแบบรวดเร็วฉับไวตามฉายาโมซาร์ท แต่รูปแบบดังกล่าวบางทีก็ใช้ไม่ได้ในการแข่งขันระดับสูง ดังนั้นเขาจึงฝึกฝนจนได้สไตล์อีกหนึ่งแบบที่เป็นลายเซ็นของเขา ซึ่งสไตล์ดังกล่าวถูกเรียกว่า “งูเหลือม”

“งูเหลือม” คือ การค่อยๆ ล้อมคู่แข่งและบีบไปทีละนิดจนหายใจไม่ออก การเดินหมากลักษณะนี้จะต้องใช้ความสร้างสรรค์ในหัวและแบกความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าวางแผนมาดีพอโอกาสชนะก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว 

“ผมสู้สุดใจตลอดนะ การที่เด็กกว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องได้เปรียบอย่างที่ใครเข้าใจ ผมว่าตอนเด็กๆ ผมเดินหมากห่ามเกินไป … ซึ่งตอนนี้ผมว่าผมน่าจะดีกว่าตอนที่ผมเดินหมากสมัยวัยรุ่นนะ ตอนนั้นผมเกลียดการแพ้มาก เมื่อผมยังเด็กมันเหมือนกับว่าบางครั้งผมตาบอดไป”

เรียกได้ว่างานเดียวแจ้งเกิดก็ว่าได้ เพราะหลังจากได้ฉายาโมซาร์ท ก็กลายเป็นที่สนใจในทุกเวที การเดินหมากของเขาเป็นไปได้หลายทิศทาง จะให้อ่านเกมแบบเพ่งพินิจก็ทำได้ หรือจะให้เดินหมากเปิดเกมแบบสายฟ้าแลบก็ไม่ใช่ปัญหา ครั้งหนึ่งในการแข่งขันที่ มอสโก แม็กนัส ต้องเจอกับ อดีตแชมป์โลกอย่าง อนาโตลี คาร์ปอฟ ก่อนที่ “โมซาร์ท” จะฉายแสงแบบรวดเดียวจบ เดินหมากเร็วปานสายฟ้าและคว้าชัยชนะไปได้อย่างรวดเร็ว

เห็นได้ชัดว่าความเป็นเด็กอัจฉริยะไม่ได้ทำให้ แม็กนัส ได้เปรียบคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง แต่มันคือเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์รอบข้างต่างหาก เมื่อเขายังเด็กเขาเคยชนะได้ด้วยหมากอะไรก็ได้ที่คิดออก แต่เมื่อถึงวัยที่ต้องเจอกับคนที่เหนือกว่าอีกขั้น เขายังสามารถประยุกต์สไตล์เพื่อรับมือ และผลักดันตัวเองให้ไปสูงขึ้นได้อีกเรื่อยๆ แบบไม่มีหยุดอีกด้วย 

“บางครั้งผมคิดการเดินหมากล่วงหน้าได้ 1 ครั้ง บางครั้งผมก็คิดได้ล่วงหน้าถึง 20 ครั้ง แต่จำนวนครั้งมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก การเคลื่อนหมากที่ถูกที่ถูกเวลานั่นแหละคือเดอะเบสต์ของเดอะเบสต์แล้ว”558d0078bfc4fdad53228c7227e5045b

 

ใช้ชีวิต…พิชิตแชมป์

สถิติต่างๆ ถูกทุบกระจายโดย แม็กนัส คาร์ลเซ่น เพราะตอนอายุ 14 ปี เขากลายเป็นนักหมากรุกระดับสูงสุด “แกรนด์มาสเตอร์” ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์หลังจากได้ที่ 2 ในรายการ ดูไบ โอเพ่น เมื่อเดือนเมษายน เพียงไม่กี่เดือนหลังเทิร์นโปรเท่านั้น

จากนั้นตามด้วยการก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์โลกในการแข่งขันที่อินเดียในปี 2013 ในตอนนั้น เขาเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง วิศวนาถัน อานันท์ (Viswanathan Anand) ที่อายุมากกว่าเขาเกิน 20 ปี  

“แม็กนัสมีสัญชาตญาณในการเดินหมากตั้งแต่กำเนิด มันเหลือเชื่อมาก ความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวของเขาแน่ มันยืดหยุ่นจนดูเหมือนว่าเขาเข้าใจโครงสร้างและการจัดระเบียบของหมากทุกตำแหน่ง” อานันท์ ที่แพ้เสียแชมป์โลกในปีดังกล่าวยอมศิโรราบ 

การคว้าแชมป์นั้นว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์นั้นยากยิ่งกว่า … หลายคนที่เคยเป็นแชมป์ให้ความเห็นไปในทิศทางนี้กันหมด ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อมีชื่อเสียงชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป เงินจะเข้ามามากขึ้น หน้าที่และภาระรับผิดเองก็ด้วย การจัดการตัวเองให้อยู่ในกรอบของการเป็นมืออาชีพแบบแต่ก่อนไม่เพียงพอ และ แม็กนัส รู้ดี เขาจึงเริ่มทำตัวให้สมกับสมญานาม “นักหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลก” เพื่อให้เขาสามารถรักษาความเป็นหนึ่ง และป้องกันแชมป์ในทุกๆ ปี  ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือนิสัยของเขามาตั้งแต่สมัยเป็นแชมป์ระดับเยาวชนแล้ว

“ตอนเด็กๆ ผมฝึกเล่นที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นผมเลยลองไปเข้าสมาคมหมากรุกดู แต่แวบเดียวผมก็เก่งที่สุดในสมาคมแล้ว และนั่นมันไม่สนุกเลย ผมมองว่าอาจจะเป็นเพราะสมาชิกคนอื่นๆ ไม่ได้อุทิศตัวเองเพื่อหมากรุกเท่าผม ดังนั้นการฝึกที่ง่ายกว่าคือการไปหาคู่แข่งในอินเตอร์เน็ต” นี่คือความทะเยอทะยานของ แม็กนัส ผู้ล่าฝันอย่างเต็มที่ให้สมกับที่คนในวงการหมากรุกยกย่องไว้ 

นอกจากนี้เขาดูแลตัวเองแบบแชมป์มาโดยตลอด ทั้งที่สมัยนั้นเขายังเป็นมือไร้อันดับ ทุกการแข่งแต่ละรายการ แม็กนัส จะเตรียมตัวอย่างดี และไม่เหลือสมาธิให้กับสิ่งไร้สาระ แม้แต่อย่างเดียว

“ระหว่างทัวร์นาเมนต์ผมไม่ออกเที่ยวเตร่ ผมไม่ปาร์ตี้ ไม่แม้แต่จะออกจากห้องด้วยซ้ำ ผมว่ามันเสียเวลาและเสียพลังงานโดยใช้เหตุ ผมเข้าใจนะถ้าคุณจะบอกว่าไม่เข้าใจ แต่เมื่อคุณเล่นหมากรุกมาถึงระดับของผมแล้วการเตรียมสภาพร่างกายและสภาพจิตใจมันสำคัญมาก ไม่ต่างจากนักกีฬาชนิดอื่นๆ หรอก”

ยัง เท่านั้นยังไม่พอ แม้คำพูดจะดูเย่อหยิ่งอยู่บ้างตามประสามือ 1 ของโลก แต่ แม็กนัส เองก็ไม่ใช่คนหัวแข็ง เขาเคารพคู่แข่งของเขาทุกคนเพราะถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้วิชา โดยเฉพาะในรายของ แกร์รี่ คาสปารอฟ นักหมากรุกระดับแถวหน้าของโลกชาวรัสเซียที่สอนเชิง แม็กนัส ในการแข่งขันเมื่อหลายปีก่อน

แม็กนัส ลดอัตตาในตัวเองทั้งหมดเมื่อเจอหมากของ แกร์รี่ เขาตัดสินใจไปขอวิชาและให้ แกร์รี่ เป็นอาจารย์สอนหมากรุกอีกสไตล์ให้กับตัวเอง

“ตั้งแต่ปี 2005 ผมทำงานกับ แกร์รี่ แม้ผมจะเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2008 แต่เขาก็ยังเป็นคนที่คอยเซ็ตอัพหมากของผมอยู่เลย จนถึงวันหนึ่งเขายอมรับในฝีมือของผม เราจึงเลิกเป็นศิษย์-อาจารย์ กลับมาเป็นคู่แข่งและคู่ซ้อมกันในภายหลัง” 

สิ่งที่แม็กนัส ได้จากแกร์รี่ ไม่ใช่การลอกหมากมา แต่มันคือวิธีการเตรียมตัว การวางแผน และการศึกษาคู่แข่ง นอกจากนี้การได้ดวลกันบ่อยๆ ทำให้เขาได้ประสบการณ์ในการเจอกับคนที่เก่งเท่าๆ กันซึ่งต้องใช้ความสร้างสรรค์อย่างมากหากใครคนหนึ่งจะกลายเป็นผู้ชนะในเกมนั้น ทั้งหมดนี้ทำให้เขากลายเป็นอันดับ 1 ของโลกและคว้าแชมป์โลก 4 สมัยติดต่อกัน ในปี 2013, 2014, 2016 และ 2018 รักษาตำแหน่งมาจนถึงทุกวันนี้

“ผมเล่นด้วยสมาธิและความสร้างสรรค์ แต่ทุกๆหมากผมไม่เคยเอาตัวเองไปซ่อนอยู่หลังคำว่าเพลย์เซฟแน่นอน หลายคนเชื่อว่าผู้เล่นที่เก่งเท่ากันมาแข่งกัน เกมจะจบลงด้วยการเสมอกัน แต่ผมไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ ผมเชื่อว่าผลการแข่งขันสามารถบอกได้ตั้งแต่ก่อนที่เกมจะจบด้วยซ้ำ ต่อให้คุณกำลังเข้าตาจนสุดๆ ทว่าสุดท้ายมันมีโอกาสชนะซ่อนอยู่เสมอ ผมไม่เชื่อว่าจิตวิทยาทำให้เอาชนะได้ เพราะการเดินหมากที่สุดยอดต่างหากที่ก่อให้เกิดชัยชนะ” แม็กนัส เล่าถึงวิธีการของเขา 

 

ยิ่งกว่าแชมป์คือการสร้างแรงบันดาลใจ

การก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลกและหมายเลข 1 ของโลกของ แม็กนัส นั้นมีอิมแพ็ครุนแรงในนอร์เวย์เป็นอย่างมาก นอกจากเขาจะเป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจแล้ว เขายังเป็นนักกีฬายอดเยี่ยมในงาน Chess Oscars ในปี 2009, 2010, 2011, 2012 และ 2013Carlsen-Oscar

หนังสือพิมพ์และสื่อชั้นนำต่างๆ มีผลอย่างมากในการทำให้ แม็กนัส กลายเป็นไอค่อนของคนรุ่นใหม่ หนังสือพิมพ์ Verdens Gang (VG) เลือกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี 2 สม้ย นอกจากนี้ยังได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของนอร์เวย์อีก 1 สมัย รวมถึงการติด 100 อันดับบุคคลทรงอิทธิพลของโลกจากนิตยสาร TIME ในปี 2013 อีกด้วย 

ชื่อเสียงที่เข้ามาทำให้คนนอร์เวย์ติดตามการแข่งขันของ แม็กนัส แบบเข้มข้นตลอดมา โดยในช่วงปี 2009 แมตช์การถ่ายทอดสดจากเมืองจีนของ แม็กนัส กลายเป็นช่วงมีเรตติ้งคนดูมากที่สุดในประเทศเลยทีเดียว 

เขากลายเป็นเหมือน “ร็อคแอนด์โรลสตาร์” ในโลกแห่งหมากรุก มีสปอนเซอร์มากมายเข้ามาสนับสนุน ทั้ง Microsoft บริษัทผลิตซอฟต์แวร์อันดับ 1 ของโลก, เป็นนายแบบของเสื้อผ้าแบรนด์ G Star Raw และบริษัทเทคโนโลยี Nordic Semiconductor เขาทำเงินได้ราวๆ ปีละ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามการยืนยันจาก Forbes 

แม็กนัส คว้าทุกอย่างมาไว้ในมือด้วยการเป็นนักหมากรุก และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ และเด็กๆ มากมายหันมาเลือกเล่นหมากรุกเหมือนกับเขา ซึ่งเขาก็รู้ดีว่า เขามีวันนี้ได้เพราะการได้รับการหนุนหลัง มีมือที่คอยโอบอุ้ม ให้การสนับสนุนเขาเสมอ 

“Give A Loving Hand” หรือหมายถึงการหยิบยื่นมือแห่งความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ เฮนริค คุณพ่อมอบให้แก่ แม็กนัส คาร์ลเซ่น ผ่านการสอน และการสนับสนุนในการแข่งขัน ทุ่มเททุกอย่าง จนเขาประสบความสำเร็จ แนวคิดนี้เหมือนกับที่ บริดจสโตน บริษัทด้านยานยนต์ และชิ้นส่วนขนส่งของญี่ปุ่น ได้เห็นความสำคัญของการหยิบยื่นโอกาสด้วยความรัก และสนับสนุนนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้พวกเขาได้ “Chase your dream” การไล่ล่าความฝันของตัวเองดั่งที่ตั้งใจไว้ 

และนั่นทำให้ตัวของ แม็กนัส เอง ตัดสินใจเพิ่มบทบาทตัวเองเพื่อสังคม … หลังจากที่เขารู้ว่าตัวเองมีเด็กๆ ติดตามเยอะ เขาจึงเริ่มสร้างแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Play Magnus ซึ่งเป็นเกมหมากรุกออนไลน์ โดยเด็กๆ หรือใครก็ตามที่ลงชื่อเข้าเล่นสามารถเลือกที่จะแข่งกับ แม็กนัส ในแต่ละระดับและช่วงอายุได้ โดยเขาบันทึกการเดินหมากแต่ละช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กจนเป็นแชมป์โลกไว้เป็นฐานข้อมูลของตัวเกม เพื่อให้คนที่เล่นรู้สึกเหมือนได้ดวลหมากรุกกับยอดฝีมือผู้นี้จริงๆ 

แม็กนัส ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้หมากรุกเข้าถึงคนรุ่นใหม่ในนอร์เวย์ให้ได้ เขาอยากให้เส้นทางของนักหมากรุกนอร์เวย์ไม่ได้หมดจบลงที่เขาเท่านั้น 

บางครั้งแรงบันดาลใจก็มีค่ามากยิ่งกว่าเงินทอง มรดกแห่งความสำเร็จของแม็กนัสสามารถสร้างปรากฎการณ์ในนอร์เวย์ได้สำเร็จ เพราะหลังจากที่เขาคว้าแชมป์โลกได้ อุปกรณ์การเล่นหมากรุกก็ถูกขายเกลี้ยงหมดสต็อกเป็นครั้งแรกในประเทศนอร์เวย์ 

เขาไม่อาจโกหกใครได้ว่าหากฝึกหมากรุกอย่างตั้งใจและต่อเนื่องชีวิต ทุกคนจะดีขึ้นอย่างเขา 100% แต่ที่แน่ๆ คือหากทุกคนฝึกได้เหมือนที่เขาทำแล้วละก็ พวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีปัญญาและสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้แน่นอน เพราะแม็กนัสรู้ดีว่า หมากรุก คือประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้เขามีวันนี้…ส่วนคำถามที่ว่า แม็กนัส จริงจังกับเรื่องนี้ขนาดไหน? เอาเป็นว่าเขาสนับสนุนการให้เด็กๆ เข้าถึงกีฬาหมากรุก ถึงขั้นผลักดันให้มีวิชาหมากรุกในหลักสูตรการสอนระดับประถมเลยทีเดียว

“หมากรุกทำให้เด็กๆ มีสมาธิ มีหน่วยความจำกว้างใหญ่มหาศาลผ่านการฝึกฝน ที่สำคัญที่สุดคือเด็กๆ จะได้เรียนรู้วิธีใช้ความสงบเพื่อก่อให้เกิดปัญญา ดังนั้นไม่จำเป็นต้องบังคับเรียนก็ได้ ขอแค่มีชมรมหมากรุกก็โอเคแล้ว หากเด็กๆ ก้าวข้ามได้พวกเขาจะพบว่าหมากรุกมันโคตรสนุกเลย” แม็กนัส กล่าวทิ้งท้าย

Uncategorized

แฟนบอลที่ได้เป็นนักเตะอาชีพ ชีวิตสุดบ้าของลูกชายกัดดาฟีในเวทีเซเรียอา

แฟนบอลที่ได้เป็นนักเตะอาชีพ ชีวิตสุดบ้าของลูกชายกัดดาฟีในเวทีเซเรียอา

เมื่อการเป็นลูกชายของผู้นำคนดัง ทำให้เขาได้มีโอกาสค้าแข้งในลีกสูงสุดของอิตาลี  

 

เดือนนี้เมื่อ 16 ปีก่อน ได้มีข่าวหนึ่งที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเปรูจา ทีมในลีกสูงสุดของอิตาลี ประกาศคว้าตัว ซาอัดดี กัดดาฟี มาร่วมทีม

แม้ว่าชื่อของนักฟุตบอลรายนี้อาจจะไม่คุ้นหู แต่สำหรับนามสกุล หากคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโลกในยุคนั้น น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาคือลูกชายของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำจอมเผด็จการแห่งลิเบีย  

อย่างไรก็ดี กัดดาฟี คนลูกกลับมีโอกาสได้ลงสนามเพียงแค่ 2 นัด ตลอด 4 ปีในดินแดนรองเท้าบู๊ต เกิดอะไรขึ้นกับเขาในตอนนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

เริ่มต้นจากความบ้า

ซาอัดดี ย้ายมาร่วมทัพเปรูจาในช่วงหน้าร้อน 2003 งานเปิดตัวของเขายิ่งใหญ่ไม่แพ้นักเตะชื่อดัง เมื่อมันถูกจัดขึ้นที่คฤหาสถ์สุดหรูของ ริคาร์โด กาอุชชี ประธานสโมสร โดยเชิญผู้สื่อข่าวระดับโลกและคนนับร้อยมาเป็นสักขีพยานgaddafi_2040631c

“งานที่อยู่ตรงหน้าไม่ง่ายเลยสำหรับผม แต่มันเป็นโอกาสที่ผมจะปล่อยผ่านมันไปไม่ได้” ซาอัดดีกล่าวในวันเปิดตัว

เขาปรากฎตัวพร้อมกับหมายเลข 19 โดยมีชื่อ “ซาอัดดี” ปักอยู่กลางหลัง แม้ว่าก่อนหน้าการเซ็นสัญญา สหประชาชาติจะจะพยายามยับยั้งการเซ็นสัญญาในครั้งนี้ เนื่องจากเขาเป็นลูกชาย มูอัมมาร์ กัดดาฟี ที่เคยวางระเบิดสายการบินแพนแอมไฟลท์ 103 เมื่อปี 1988 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 270 ราย แต่สุดท้ายการเซ็นสัญญาก็เกิดขึ้น

นั่นจึงทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมาย หนึ่งในนั้นคือข่าวลือที่ว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรีอิตาลีในตอนนั้น คือผู้อยู่เบื้องหลังในดีลครั้งนี้ โดยมีนัยยะทางการเมือง

เนื่องจากในอดีตลิเบียเคยเป็นอาณานิคมอิตาลี และมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น การเซ็นสัญญาในครั้งนี้จะสามารถปูทางไปสู่การเจรจาทางการค้า ยิ่งไปกว่านั้น ลิเบียเองก็มีน้ำมัน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่อิตาลีต้องการ

อย่างไรก็ดี ริคาร์โด กาอุชชี ลูกชายของ ลูชาโน กาอุชชี ประธานสโมสร ก็ออกมาสยบทฤษฎีนี้ แม้ว่าจริงอยู่ ที่พ่อของเขามีความสัมพันธ์กับนักการเมือง และการเซ็นสัญญาเพื่อสร้างคอนเน็คชั่นก็สามารถทำได้ แต่การเซ็นสัญญาในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุผลส่วนตัว โดยที่ไม่มีใครแทรกแซง

“พ่อของผมเป็นคนประเภทจะมีความสุขหากมีคนพูดถึงเขา เวลาผู้คนพูดว่าเขากำลังทำอะไร หรือพูดถึงทีมที่เขารัก หรือพูดถึงเปรูจา เขาจะชอบมาก” ริคาร์โดกล่าวกับ Bleacher Report

“แรงจูงใจสำคัญคือไอเดียนี้เป็นการโฆษณาที่ดีกว่าวิธีไหน การดึงตัวกัดดาฟี เข้ามาจะทำให้ถูกพูดถึง และมันน่าจะเป็นโฆษณาที่ดี มันจะอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน และทุกวันบนทีวี สิ่งนี้สำหรับพ่อของผม มันจะทำให้เขามีความสุข”

“วันหนึ่งเขาเพียงคิดว่า ‘ทำไมเราไม่จ้างลูกชายของผู้นำลิเบียมาเล่นฟุตบอลดูล่ะ’ และซาอัดดี ก็ใช่ตั้งแต่เริ่มต้น มันทำให้เขาพอใจจากไอเดียนี้”

และอย่างที่ริคาร์โด ว่าไว้ การมาถึงของซาอัดดี ทำให้เขาและทีมได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือ อัล จาซีเราะห์ ที่ตามติดเขาทุกฝีก้าวตลอดทั้งช่วงปรีซีซั่นimage-367-large-1024

“มันเหมือนกับรายการเรียลลิตี้โชว์ แต่หลังจากนั้นสักพักก็จะเริ่มชิน เขากลายเป็นนักฟุตบอลเหมือนกับเรา” เอ็มมานูเอล เบอร์เร็ตโทนี นักเตะของเปรูจา ย้อนความหลัง

มองอย่างผิวเผิน ซาอัดดี อาจจะเหมือนนักเตะคนอื่น เพราะเขาได้รับการปฎิบัติในสนามซ้อมไม่ต่างจากคนอื่น เขาต้องมาซ้อมในตอนกลางวัน และเลิกซ้อมตามเวลาปกติ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่

 

ชีวิตนักฟุตบอลสุดหรู

การเป็นลูกชายของเจ้าของประเทศ และการมีธุรกิจของครอบครัว ทำให้ ซาอัดดี มีเงินใช้จ่ายอย่างไม่ขาดมือ รายได้จากการเป็นนักเตะอาชีพเป็นแค่เรื่องรอง เมื่อเทียบกับความร่ำรวยของเขา และแน่นอนเมื่อเขามีปัญหาในต่างประเทศ ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เงินก็กลายเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เร็วที่สุดimage-369-large-2048

“ผมจำได้ว่าเย็นวันหนึ่งเขามีปัญหา ผมคิดว่าเขาน่าจะปวดหู และอย่างที่คิดไว้ เขาโทรหาหมอที่ดีที่สุดในอิตาลี หมออยากดูอาการเขา เขาจึงนั่งเฮลิค็อปเตอร์ไปมิลานในตอนเช้าวันถัดมา (ระยะทางประมาณ 225 ไมล์) ภายในครึ่งวัน เขาทำทุกอย่างให้เรียบร้อยที่นั่น และกลับมาซ้อมในตอนบ่าย” เบอร์เร็ตโทนีกล่าว

“เขาสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่นักเตะคนอื่นไม่น่าทำได้ ไม่มีทีมไหนที่จะคิดทำเรื่องนี้ได้ จากช่วงเย็นของวันหนึ่งถึงเช้าของอีกวัน นัดหมอที่ดีที่สุดของอิตาลี พานักเตะบินไปพบ และจัดการเรื่องให้เสร็จภายในครึ่งวัน”

ซาอัดดี ยังเป็นที่จดจำจากรถแลมโบกินี สีเหลืองสุดหรู และไปไหนมาไหนพร้อมกับบอดีการ์ดที่รายล้อม เขายังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากตำรวจในท้องถิ่น คนคุ้มกันของเขามักจะเดินลาดตระเวนรอบๆ สนามซ้อม และตรวจสนามทุกครั้งก่อนเปรูจาลงเล่น

เขายังจองชั้นบนสุดของโรงแรม บรูฟานี พาเลซ โรงแรมระดับห้าดาว ที่เห็นวิวไปทั่วทั้งเมือง เขาใช้ที่แห่งนี้ร่วมกับครอบครัว คณะผู้ติดตามและสัตว์เลี้ยง และยังเก็บห้องส่วนตัวไว้ให้สุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน 2 ตัวของเขาไว้อาศัยตอนที่ย้ายไปเล่นให้กับ อูดิเนเซ

แม้จะมีชีวิตที่ฟุ่มเฟือย แต่ซาอัดดี ก็มีเพื่อนสนิทที่เป็นนักเตะเช่นกัน และ ซัลวาตอเร เฟรซี ที่ย้ายมาร่วมทัพเปรูจา กลางฤดูกาลในปีแรกที่ซาอัดดีย้ายมาก็เป็นคนนั้น โดยทั้งสองมักจะใช้เวลานอกสนามด้วยกันอยู่เสมอ บางครั้งพวกเขาอาจจะออกไปหาอะไรกินง่ายๆ หรือเล่นฟุตบอลโต๊ะกัน แต่บางครั้ง ซาอัดดี ก็รู้สึกว่าเขาอยากทำอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น

“วันพุธ เรามีซ้อมสองช่วง บางครั้งหลังจากเสร็จช่วงที่สอง เขาพูดกับผมเป็นภาษาอิตาลีว่า ‘เย็นนี้นายมากับฉัน’ เพราะว่าเขารู้แค่วิธีพูดแบบนั้น จากนั้นเขาจะให้บอดีการ์ด (ที่พูดได้ทั้งอังกฤษและอิตาลี) อธิบายว่า ‘เย็นนี้เราจะไปมิลาน’” เฟรซีกล่าว  

“เขามีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่สนามบินเปรูจา ดังนั้นเขาจึงสามารถพาคุณไปดินเนอร์ที่มิลาน จากนั้นตอนเช้าก็กลับมาที่นี่ด้วยเครื่องบิน แค่กินข้าวเย็นด้วยกัน ในโรงแรมสวยๆ บางครั้งก็มีเพื่อนของเขาด้วย เราเป็นเพื่อนกันนอกสนาม”

ครั้งหนึ่งเขายังเคยพานักเตะเปรูจาทั้งทีมไปดินเนอร์ที่มอนติคาร์โล ในโอกาสที่ลิเบีย เสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2010 ที่ว่ากันว่าเป็นการจัดงานเพื่อให้ ซาอัดดี ได้มีโอกาสพบกับ นิโคล คิดแมน ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่ได้พบกัน เมื่อคิดแมน ถอนตัวเข้าร่วม ส่วน ซาอัดดี มาร่วมงานไม่ได้เนื่องจากเป็นไส้ติ่งอักเสบ

ความร่ำรวยของ ซาอัดดี ทำให้ชีวิตเขาดูโอเวอร์เกินเหตุ และบางครั้งก็กลายเป็นเรื่องตลก เขาเคยจ่ายเงินจองโรงแรม เพียงเพื่ออยากเข้าไปปลดทุกข์ เพียงเท่านั้นจริงๆ

“เขาเล่าให้ผมฟังเรื่องตอนที่เขาไปเที่ยวโรม เขาออกไปเดินข้างนอก และเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบาย เขาท้องไม่ค่อยดี เขาแก้ปัญหาอย่างไร เขาเดินไปในโรงแรมและจองห้องหนึ่งห้อง เพียงแค่เข้าไปใช้ห้องน้ำ เขากังวลที่จะถามคนในร้านอาหาร เขาจึงจ่ายค่าห้อง เขาไปใช้มันแล้วออกมา” เฟรซี ย้อนความหลัง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าซาอัดดีจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราเพียงใด แต่สำหรับเขาฟุตบอลก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่เสมอ แต่บางทีความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไป

 

มีความตั้งใจแต่ยังอ่อนหัด

สำหรับซาอัดดี ฟุตบอลไม่ใช่แค่ของเล่นฆ่าเวลา เขารักในกีฬาชนิดนี้ และเป็นคนที่ฟื้นฟูลีกกึ่งอาชีพของลิเบียขึ้นมา เขายังเป็นกัปตันทีมชาติลิเบีย และเป็นนายกสมาคมฟุตบอลของประเทศ รวมทั้งเป็นเจ้าของสโมสร อัล อาห์ลี ในบ้านเกิด62f4728c-fcf7-06ec-54bd-30a75c656875-GettyImages-52893443 (1)

ซาอัดดี ยังเป็ผู้ผลักดันให้ครอบครัวเข้าซื้อหุ้นส่วนหนึ่งของ ยูเวนตุส สโมสรที่เขารักเมื่อปี 2002 และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดการแข่งขันซูเปอร์ โคปา ที่เอาแชมป์เซเรียอา และแชมป์โคปปา อิตาเลีย มาฟาดแข้งก่อนเปิดฤดูกาล ที่กรุงทริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย ในเดือนสิงหาคมของปีดังกล่าว

ดังนั้น เมื่อได้มีโอกาสย้ายมาเล่นให้กับ เปรูจา เขาจึงจริงจังกับโอกาสในครั้งนี้ เขาฝันที่จะเป็นอย่าง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร กองหน้าชื่อดังของยูเวนตุสที่เล่นในตำแหน่งเดียวกัน เพื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงมักขอคำแนะนำจากเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ

“เขามีความปรารถนาอย่างมหาศาลที่จะเรียนรู้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น” เบอร์เร็ตโทนี กล่าว

ซาอัดดี ยังจ้าง เบน จอห์นสัน อดีตนักวิ่ง 100 เมตรของแคนาดา ที่เคยได้เหรียญทองโอลิมปิกในปี 1988 มาช่วยดูแลการฝึกซ้อมในฐานะนักกีฬา และจ้าง ดิเอโก มาราโดนา ดาวเตะชื่อก้องโลก มาช่วยซ้อมเรื่องเทคนิค

อย่างไรก็ดี แม้จะมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่มันไม่สามารถชดเชยกับสิ่งที่ขาดได้ เพราะต้องยอมรับว่าร่างกายของ ซาอัดดี ไม่ได้ถูกฝึกเพื่อเป็นนักกีฬาอาชีพมาตั้งแต่ต้น นั่นจึงทำให้เขาแตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมอย่างมาก

“การเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่สุดคือ เด็กอายุ 13 ปีที่ถูกส่งไปอยู่ในกลุ่มที่สูงกว่า เขาพยายามอย่างเต็มที่เต็มร้อย แต่เขาทำไม่ได้ เขามักจะเจ็บกล้ามเนื้ออยู่เสมอ” เฟรซีกล่าว

ซาอัดดี ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่รอโอกาสจากตำแหน่งม้านั่งสำรองข้างสนามในช่วงต้นฤดูกาล  แต่มันยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อเขาตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้น จนถูกแบนถึง 3 เดือน ทว่าเมื่อเขากลับมา ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม เขายังไม่ถูกใช้งาน แม้ว่าทีมจะมีผลงานย่ำแย่แค่ไหนSaadi-Perugia.jpg

แต่ในที่สุดโอกาสของเขาก็มาถึง มันเกมที่เปรูจา พบกับ ยูเวนตุส สโมสรที่เขาอยากเจอมากที่สุด เนื่องจากเป็นทั้งทีมรัก และเป็นผู้ถือหุ้น ตอนนั้นเปรูจานำอยู่ 1-0 และมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน หลังชิโร แฟร์เรรา ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม และซาอัดดี ก็ถูกส่งลงไปในช่วง 15 นาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

ทำให้หลังเกม ซาอัดดี ถูกโจมตีอย่างหนัก Gazzetta dello Sport สื่อของอิตาลี แซวว่า “มันเป็นการทำให้ตัวเลขเท่ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และมีข่าวลือว่าที่เขาได้ลงเล่น เพียงเพราะเป็นข้อตกลงในการเซ็นสัญญา

อย่างไรก็ดี ริคาร์โด กาอุชชี ก็ปฏิเสธในเรื่องนี้ และบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก่อนที่เฟรซี จะช่วยยืนยัน และเผยความจริงว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมทีมไปขอโค้ช เนื่องจากเห็นความพยายามของเขาที่ผ่านมา

“มันเป็นความปรารถนาของพวกเราที่อยากเห็นเขาลงเล่น เราอยากให้รางวัลเขาที่ทำงานหนัก ผมและนักเตะคนอื่นบางคนเข้าไปเจอกับบอสเป็นการส่วนตัว เพื่อขอร้องให้เขาได้ลงเล่น” เฟรซีย้อนความหลังsaadi-gaddafi4

ท้ายที่สุด เปรูจา ก็ตกชั้น เฟรซี ย้ายออกจากทีม แต่ซาอัดดี ยังอยู่กับทีมต่อไป และแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเซเรียบี แต่เขาก็ยังไม่ได้รับโอกาส ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม อูดิเนเซ ที่เพิ่งได้สิทธิ์เข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลต่อมา

แม้จะเปลี่ยนสังกัด แต่ราวกับหนังม้วนเดิม เมื่อซาอัดดี ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ข้างสนาม วาเรริโอ เบอร์ต็อตโต กัปตันอูดิเนเซ ยืนยันว่าลูกชายของผู้นำลิเบียมีความเข้าใจในเกม แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่ได้ลงสนามคือสภาพร่างกาย

“ซาอัดดี มีเซนส์ว่าฟุตบอลทำงานอย่างไร เขารู้ว่าจะทำอย่างไร เมื่อมีบอลอยู่ที่เท้า และคุณรู้ไหม เท้าซ้ายของเขา มันไม่ได้แย่เลยจริงๆ ถ้าเขาได้บอลและอยากจะจ่ายยาวๆ สวยๆ เขาก็ทำได้” เบอร์ต็อตโตกล่าวกับ Bleacher Report

“แต่ร่างกายของเขาไม่ได้มีโครงสร้างสำหรับเล่นฟุตบอล เขาไม่มีกำลัง เขาไม่มีความอึด เขาไม่เร็ว ถ้าคุณขาดคุณลักษณะทางร่างกายที่มีคุณภาพ คุณก็จะเป็นนักฟุตบอลไม่ได้ ดังนั้นไม่เลย เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอล เขาคือแฟนบอลที่มีโอกาสได้เป็นนักฟุตบอลในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลจริงๆ”

อย่างไรก็ดี โอกาสของเขาก็มาถึงในเกมในบ้านนัดสุดท้ายของอูดิเนเซ ที่พบกับกายารี เขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 80 และเกือบได้จารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์ในฐานะนักเตะลิเบียคนแรกที่ยิงประตูได้ในอิตาลี เมื่อวอลเลย์สุดสวยในช่วงท้ายเกม แต่ก็โดนปฏิเสธจาก อันโตนิโอ คลิเมนติ ที่ปัดออกหลังไป

และนั่นคือฉากสุดท้ายของชีวิตนักฟุตบอลในเซเรีย อาของ ซาอัดดี

 

จากนักฟุตบอลสู่ผู้ต้องหา

แม้ว่าในฤดูกาล 2006 เขาจะได้เซ็นสัญญากับ ซามพ์โดเรีย อีกหนึ่งทีมดังของอิตาลี แต่ครั้งนี้ เขามีชื่อเป็นเพียงสมาชิกของทีม เมื่อไม่มีโอกาสได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียวในสีเสื้อของ “ลาซามพ์”ชื่อของ ซาอัดดี หายไปจากสื่อนับตั้งแต่วันนั้น ก่อนจะถูกพูดถึงอีกครั้งหลังการปฎิวัติลิเบียเมื่อปี 2011 ที่ทำให้พ่อของเขาถูกสังหาร พร้อมกับการปิดฉากการปกครองระบอบกัดดาฟี ที่ยืนยาวมากกว่า 42 ปี พร้อมทำให้ซาอัดดีถูกเปลี่ยนสถานะจากผู้ปกครองกลายเป็นผู้ต้องหา เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยไปไนเจอร์ แต่ก็ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาลิเบีย เมื่อปี 2014 และยังใช้เวลาทั้งหมดไปกับการใช้ชีวิตในเรือนจำจนถึงทุกวันนี้gaddafiการกลับมามีชื่อในสื่อของเขายังทำให้แฟนบอลระลึกได้ว่าครั้งหนึ่ง เซเรียอา เคยมีนักฟุตบอลที่เชื่อว่า ซาอัดดี กัดดาฟี ลงเล่น แม้ว่ามันอาจจะไม่น่าจดจำเลยก็ตาม

 

Uncategorized

ลีกคริกเกตอินเดีย แข่งแค่ 3 เดือนต่อปี แต่ไฉนมูลค่าสูงกว่า เรอัล มาดริด ทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก

ลีกคริกเกตอินเดีย แข่งแค่ 3 เดือนต่อปี แต่ไฉนมูลค่าสูงกว่า เรอัล มาดริด ทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก

สำหรับการแข่งขันกีฬาอาชีพ ทุกคนคงทราบกันดีว่า ยิ่งเป็นกีฬามหาชนที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก มูลค่าของลีกก็จะยิ่งสูงเป็นทวีคูณ… พรีเมียร์ลีก, ลาลีกา, NBA เหล่านี้คือบทพิสูจน์ที่ดีซึ่งทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกัน

 

แต่สำหรับกีฬาคริกเกต กีฬาที่ดูจะได้รับความนิยมเฉพาะในกลุ่มชาติที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ กลับมีเรื่องหนึ่งที่น่าประหลาดใจ เมื่อ IPL หรือ อินเดียน พรีเมียร์ลีก ลีกคริกเกตอาชีพของพวกเขากลับได้รับการประเมินมูลค่าจาก Duff & Phelps บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท … นี่คือตัวเลขซึ่งสูงกว่า เรอัล มาดริด สโมสรฟุตบอลชั้นนำของ ลาลีกา สเปน ที่ ฟอร์บส์ ประเมินให้มีมูลค่าเป็นทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลกที่ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย 1.3 แสนล้านบาทเสียอีก

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลีกคริกเกตของอินเดีย ที่มีระยะเวลาแข่งขันเพียง 3 เดือนตลอดฤดูกาล ซึ่งถือว่าสั้นกว่าหลายลีกกีฬาดัง จึงมีมูลค่ามหาศาลถึงเพียงนี้กัน?

ฐานผู้ชมมหาศาล

สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เกี่ยวกับวงการกีฬาไม่ว่าชนิดใดๆ ก็คือ “แฟนๆ นั้นเปรียบเสมือนพระเจ้า” เพราะหากไม่มีพวกเขา ก็เท่ากับไม่มีผู้ชมหรือคนที่ให้ความสนใจ และอะไรๆ ก็ดูจะติดขัดไปเสียหมด 205873

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ประชากรของประเทศต่างๆ คงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้พิจารณาเป็นอย่างแรก ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าหายห่วง เพราะ อินเดีย คือประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยสถิติในปี 2018 ระบุว่า ดินแดนแห่งชมพูทวีปมีประชากรมากถึงราว 1.35 พันล้านคน … มีแค่ประเทศเดียวเท่านั้นที่มีประชากรมากกว่าพวกเขานั่นคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน

แม้จะได้เปรียบที่จำนวนประชากร แต่หากชาวบ้านไม่มีใจให้ก็เท่านั้น … เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาอันใดสำหรับอินเดีย เพราะ BARC India หรือ สภาวิจัยผู้ชมโทรทัศน์ของอินเดียได้เปิดเผยผลการสำรวจที่น่าสนใจ เพราะคนอินเดียนั้นถือได้ว่าบ้ากีฬาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีผู้ชมกีฬาในปี 2018 มากถึง 766 ล้านคน … คิดเป็นตัวเลขง่ายๆ ก็กว่าครึ่งประเทศ และหากลงลึกไปในตัวกีฬาก็จะพบว่า มีผู้ชมคริกเก็ตในอินเดียมากถึง 93% ของกลุ่มผู้ชมกีฬาทั้งหมด

สาเหตุที่ทำให้กีฬาคริกเกตเป็นที่นิยมในอินเดียนั้นก็เนื่องจาก พวกเขาได้รับการถ่ายทอดศาสตร์แห่งกีฬานี้จากเจ้าอาณานิคมอย่าง อังกฤษ ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในฐานะเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมกับอาณานิคม รวมถึงการขัดเกลาทางสังคม ทว่าเวลาผ่านไป สิ่งดังกล่าวได้กระตุ้นให้ชาวอินเดียเกิดแนวคิดชาตินิยม สู่การเรียกร้องตนเป็นประเทศเอกราชในปี 1947 ซึ่งเรื่องนี้ได้สะท้อนผ่านข้อเขียนของ อรชุน อัปปาดูรัย ในหนังสือ Modernity at Large Cultural Dimensions of Globalization ที่ว่า

“ดูเหมือนคริกเกตน่าจะเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรม ที่ต่อต้านการมีส่วนร่วมของชาวพื้นเมือง แต่ในความเป็นจริงนั้น ชาวพื้นเมืองกลับมีส่วนร่วมกับกีฬานี้อย่างเต็มที่ จนทำลายความเป็นมรดกของระบอบอาณานิคมไป”

“ในขณะที่อินเดียละทิ้งสิ่งต่างๆ จากยุคอาณานิคมไป กีฬาคริกเกตกลับสามารถปรับตัวจนกลายเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ในที่สุด”

แหล่งสร้างฐานนิยมคนดัง

จากความนิยมของกีฬาคริกเกตในอินเดียที่หากมองแบบหยาบๆ คงกล่าวได้ว่า “ดูกันครึ่งประเทศ” และ “พูดถึงกันทั้งประเทศ” นี้เอง ทำให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ, เอกชน, รวมถึงประชาสังคมเห็นตรงกันว่า นี่คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มฐานความนิยมให้กับตนเองได้อย่างไม่ต้องสงสัย0924_forbeasia-mohit-burman_650

ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อ BCCI หรือคณะกรรมการควบคุมกีฬาคริกเกตของอินเดีย ตัดสินใจสร้างลีกการแข่งขันกีฬาคริกเกตอาชีพขึ้นมาในปี 2008 ก็ทำให้เหล่าคนดังจากทุกวงการของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มูเกช อัมบานี นักธุรกิจที่ ฟอร์บส์ ยกให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศอินเดีย หรือแม้แต่ ชาห์ รุค ข่าน ดาราที่ถูกขนานนามให้เป็น “ราชาแห่งบอลลีวูด” ต่างพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้วยการเป็นเจ้าของทีมทันที

รูปแบบโดนใจสู่ความนิยมสูงสุด

ในตอนที่ อินเดียน พรีเมียร์ลีก ลีกคริกเกตอาชีพของอินเดียถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2008 ลลิต โมดี ประธานลีกคนแรกได้เปิดเผยถึงเป้าหมายในการก่อตั้ง IPL ไว้ว่า

“อินเดียน พรีเมียร์ลีก ถูกดีไซน์ขึ้นเพื่อดึงดูดแฟนกีฬารุ่นใหม่จากทั่วประเทศให้มาเป็นแฟนกีฬาคริกเกต”IPL-2019-TV-channel-What-channel-is-the-IPL-on-in-the-UK-1103771

และสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อสร้างให้ IPL เป็นลีกกีฬาของคนรุ่นใหม่นั้น หากนิยามแบบสั้นๆ ก็คือ “อเมริกันเกมส์โมเดล” … นั่นคือการนำระบบแฟรนไชส์มาใช้ โดยทีมที่ต้องการจะลงแข่งในลีกนี้ จะต้องจ่ายค่าแฟรนไชส์แรกเข้าเป็นจำนวนเงิน 300 ล้านรูปี หรือราว 135 ล้านบาท ให้กับทาง BCCI โดยแบ่งจ่ายเป็น 10 งวด 10 ปี งวดละ 30 ล้านรูปี หรือราว 13.5 ล้านบาท และหลังจากนั้นจะต้องนำส่วนแบ่งรายได้ 20% ส่ง BCCI ตั้งแต่ปีที่ 11 ในการทำทีมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิกทำทีม ซึ่งแน่นอน เศรษฐี เซเลบริตี้ในสังคมอินเดีย พร้อมจ่าย

ทุกตัวเลขพิสูจน์แล้ว

เหตุผลต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นอาจฟังดูไร้ความหมายหากว่าไม่มีสถิติที่ใช้อ้างอิงได้พิสูจน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าว IPL มีให้กับทุกคนได้หายสงสัยIPL-2018-Match-Timings-To-Be-Changed-For-The-11th-Edition

เริ่มด้วยจำนวนผู้ชมในสนาม สถิติจากปี 2014 ระบุว่า ตลอดช่วงเวลา 3 เดือนของการแข่งขัน IPL มียอดผู้ชมเฉลี่ยอยู่ที่ 31,750 คนต่อเกม ถือเป็นลีกกีฬาอาชีพที่มีจำนวนผู้ชมเฉลี่ยสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก มากกว่าลีกกีฬาดังๆ อย่าง เมเจอร์ลีก เบสบอล หรือ MLB กับ ลาลีกา ลีกสูงสุดฟุตบอลสเปนเสียอีก

จำนวนผู้ชม รวมถึงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และค่าโฆษณา ทำให้ IPL ส่งผลบวกกับเศรษฐกิจของประเทศอินเดียอย่างมหาศาล โดย KPMG หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกเปิดเผยว่า ในปี 2015 การแข่งขัน IPL ที่กินเวลาเพียง 3 เดือน สามารถสร้าง GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศได้สูงถึง 182 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.6 พันล้านบาทเลยทีเดียว

ด้วยความนิยมของกีฬาคริกเกตที่ถือว่าเป็นอันดับ 1 ของชาติอยู่แล้ว ผสมรวมกับแนวคิดการจัดการแข่งขันแบบอเมริกันเกมส์ ที่มีระบบแฟรนไชส์ มีเพดานค่าเหนื่อยที่ช่วยให้การแข่งขันของทีมต่างๆ สูสียิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรูปแบบและโปรแกรมการแข่งขันที่สั้นกระชับ ลงสนามในฤดูกาลที่เหมาะกับการเล่นกีฬานี้ แถมยังได้ช่วงเวลาไพรม์ไทม์ในการถ่ายทอดสด … สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ IPL หรือ อินเดียน พรีเมียร์ลีก ลีกคริกเกตอาชีพของประเทศอินเดียจึงได้รับความนิยมจากชาวอินเดียอย่างล้นหลาม และทำให้มูลค่าของลีกนั้นพุ่งทะยานสูงลิบลิ่วเช่นที่เราเห็นนี้นั่นเอง