Browse Month by มีนาคม 2020
Uncategorized

ปริศนาว่าที่ราชาเฮฟวี่เวต อิเก้ อิเบียบูชี่ ยอดนักชกที่ไปไม่สุด เพราะกลายเป็นบ้า

ปริศนาว่าที่ราชาเฮฟวี่เวต อิเก้ อิเบียบูชี่ ยอดนักชกที่ไปไม่สุด เพราะกลายเป็นบ้า

อิเก้ อิเบียบูชี่ ชื่อนี้อาจจะเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูของแฟนมวยในยุคปัจจุบันมากนัก อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปในยุค ’90S เขาถูกเรียกว่าชายที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่ ไมค์ ไทสัน ที่กำลังเสียคนในคุก

 

นักสู้จากไนจีเรียเป็นคนมีความนอบน้อมและทำตัวติดดิน เขาขยันฝึกและมีวินัยมากสำหรับเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลก ในช่วงที่ อิเก้ โด่งดังขึ้นมา กลุ่มเซียนมวยต่างบอกว่านี่คือมวยเฮฟวี่เวตที่สมบูรณ์แบบ หนัก, เร็ว, คม และ คางหิน คือคุณสมบัติของเขา

แม้จะมีความสามารถรอบด้านทั้งร่างกายและเทคนิค แต่ทำไมทุกวันนี้เราจึงไม่ได้ยินชื่อเขาเลย? เกิดอะไรขึ้นกับ อิเก้ อิเบียบูชี่ เจ้าของฉายา “เดอะ เพรซิเดนท์” กันแน่?

นักสู้จากไนจีเรีย

อิเก้ อิเบียบูชี่ คือเด็กหนุ่มจากครอบครัวยากจนที่เกิดและโตในเมือง Isuochi ประเทศไนจีเรีย เขาเกิดในปี 1973 ซึ่งยังเป็นยุคที่ไนจีเรียไร้ประชาธิปไตย ถูกปกครองโดยเผด็จการทหารหลายคนที่โหดร้ายและคดโกง ดังนั้นการทำมาหากินแบบสุจริตชนในสายงานอาชีพอื่นๆ ดูจะเป็นไปได้ยากมาก เขาจึงเล็งที่จะตั้งใจเรียนและสมัครเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นองค์กรที่มีการทุจริตเต็มไปหมดแต่มันคือทางรอดที่จะทำให้ครอบครัวสุขสบาย6a00e555030a2c8834015436b8208e970c-800wi

การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่กองทัพ ไนจีเรีย ทั้งด้านวิชาการและด้านร่างกายบวกกับทุนเดิมที่เป็นคนตัวสูงใหญ่อยู่แล้ว ทำให้ อิเก้ เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการชกมวย กระทั่งความคิดในวัยเด็กของเขาเปลี่ยนไปจนหมดสิ้นเมื่อเห็นไฟต์ที่ บัสเตอร์ ดักลาส น็อกเอาต์ ไมค์ ไทสัน ได้ในปี 1990 เขารู้ทันทีว่าหากตัวเองเอาดีด้านมวย เขาจะต้องไปรอดแน่ แรงบันดาลใจเข้าสู่สังเวียนเริ่มขึ้นตั้งแต่ตรงนั้น  

ในยุค ’90s ถือเป็นยุคทองแห่งมวยรุ่นยักษ์เพราะมีนักชกอย่าง ไทสัน, ริดดิค โบว์, เลนน็อกซ์ ลูอิส, อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ทุกชื่อที่กล่าวมาเป็นมวยเงินล้าน ต่อยเมื่อไรค่าตัวกระฉูดเมื่อนั้น และมันทำให้คลื่นลูกต่อไปอย่าง อิเก้ เริ่มเร่งสปีดตามรอยเท้าของเหล่ายอดนักชกเหล่านั้น

ในปี 1993 เขาย้ายจาก ไนจีเรีย มายัง รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และเข้าฝึกมวยในโรงยิมของอดีตแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวตและตำนานนักชกแห่งเมือง ดัลลัส อย่าง เคอร์ติส โค้กส์ ความเก่งกาจของ อิเก้ ก็ถูกขัดเกลาจนเปล่งแสงที่ใครๆ ก็ละสายตาไม่ได้

เคอร์ติส โค้กส์ พยายามจะสร้างให้ อิเก้ เป็นมวยรุ่นใหญ่ที่มีความเร็วและความหนักในเวลาเดียวกัน บวกกับร่างกายที่พัฒนาขึ้นมาจนสูงถึง 190 เซนติเมตร และน้ำหนัก 253 ปอนด์ (114 กิโลกรัม) มันจึงทำให้ อิเก้ อิเบียบูชี่ กลายเป็นปีศาจนักชกไปโดยปริยาย 

ปีเดียวเท่านั้นหลังการฝึกในยิมของ โค้กส์ อิเก้ อิเบียบูชี่ ก็จัดการเทิร์นโปรทันทีหลังคว้าแชมป์ “นวมทองคำ” มวยสากลสมัครเล่นประจำรัฐ เขาไล่ชกคู่แข่งและเอาชนะอย่างง่ายดายใน 16 ไฟต์แรก เวลานั้น อิเก้ ที่ได้รับฉายาว่า “เดอะ เพรซิเดนท์” กำลังมั่นใจถึงขีดสุด ชัยชนะ 16 ไฟต์ที่ผ่านมาเป็นเหมือนการไต่บันไดทีละขั้นๆ จนกระทั่งถึงไฟต์ที่ 17 ที่เขาจะได้เจอกับดาวรุ่งรุ่นไล่เลี่ยกันที่เป็นขวัญใจเซียนมวยอย่าง ดาวิด ทูอา มวยไฟท์เตอร์สายบู๊เจ้าของฉายา “ทัวมิเนเตอร์” และสถิติไร้พ่าย 27 ไฟต์ 

ทั้ง 2 คนอายุเท่ากัน ได้รับการจับตามองพอๆ กัน แถมยังเป็นมวยสายเดินหน้าบู๊ล้างผลาญ ดังนั้นไฟต์ที่ อิเก้ กับ ทูอา ซึ่งมีเดิมพันเข็มขัดแชมป์โลกอินเตอร์เนชั่นแนลรุ่นเฮฟวี่เวตของ WBC ในปี 1997 จึงเป็นไฟต์แห่งประวัติศาสตร์ที่นอกจากจะมีเข็มขัดเดิมพันแล้ว ยังเป็นไฟต์พิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่จะขึ้นมาฉายแสงหลังจากสิ้นยุคทองของเหล่าจตุรเทพเฮฟวี่เวตแห่งยุค ’90s

 

เดินหน้าฆ่ามัน

การขึ้นเวทีและวัดพลังหมัดของทั้ง อิเก้ และ ทูอา เกิดสิ่งสุดยอดขึ้นมากมายในไฟต์นั้น แต่มันคือความสุดยอดที่ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรนัก เพราะทุกคนรู้ว่านักชกสายบู๊เจอกันแบบนี้ คนดูกว่า 10,000 คนที่รัฐแคลิฟอร์เนียจะได้รับการเอ็นเตอร์เทนที่คุ้มค่าตั๋วทุกบาททุกสตางค์อย่างแน่นอน HBO-Boxing-Vault

เว็บไซต์ boxing.com ให้คำบรรยายถึงไฟต์ดังกล่าวว่าเหมือนเอาคนคลั่ง 2 คนเข้าไปยืนต่อยกันในตู้โทรศัพท์ เหตุผลก็เพราะว่าแทบไม่เคยมีมวยรุ่นยักษ์ไฟต์ไหนที่ 2 นักชกจะออกหมัดใส่กันมากและรัวกันแทบไม่ได้พักหายใจขนาดนี้ ผู้ชมไฟต์นั้นนั่งกันไม่ติดเก้าอี้ และส่งเสียงดังยิ่งกว่าไฟต์ไหนๆ ที่เคยมี 

ในไฟต์สุดบ้าคลั่งนี้ “เดอะ เพรซิเดนท์” และ “ทัวมิเนเตอร์” ออกหมัดรวมกันไปถึง 1,730 หมัด หากวัดแค่อิเก้คนเดียวก็ปล่อยหมัดถึง 975 หมัด เฉลี่ยยกละ 81 หมัด (ค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปของนักชกรุ่นเฮฟวี่เวตจะอยู่ที่ 50 หมัดต่อยก) ที่สำคัญคือการออกหมัดแต่ละครั้งคือการออกหมัดแบบโดนเน้นๆ แทบทั้งสิ้น  

“การต่อสู้กับ ทูอา วันนั้นผมมั่นใจมาก เทรนเนอร์ของผม (เคอร์ติส โค้กส์) ฝึกผมมาเพื่อรับมือกับไฟต์นี้โดยเฉพาะ สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของความฟิตและพลังงาน เรารู้ว่าถ้าเราฟิตกว่าเราสามารถเอาชนะได้นั่นคือแผนเบื้องต้นของเรา … เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามมาก แต่เราวางแผนมาและป้องกันไม่ให้เขาใช้หมัดฮุกซ้ายได้ แผนของเราค่อนข้างไปได้สวยเลยทีเดียว” อิเก้ กล่าวถึงไฟต์ตำนานไฟต์นั้น

ไฟต์อันดุเดือดสู้กันถึง 12 ยก แม้จะโดดหมัดชนิดที่ว่าจะๆ กันหลายครั้ง แต่ที่น่าเหลือเชื่อคือแทบไม่มีการออกอาการเป๋หรือโดนนับให้เห็นเลย พวกเขายืนครบยกได้อย่างประทับใจแฟนมวย แต่เมื่อผลการตัดสินออกมาปรากฎว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ คือคนที่ออกหมัดได้ชัดเจน จะแจ้ง และมีทรงมวยที่ดีเหนือกว่า จึงทำให้เขาชนะไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ และถึงตรงนี้เขาสามารถใช้ฉายา “เพรซิเดนท์” ได้อย่างเต็มปากเพราะมีเข็มขัดการันตีฝีมือแล้ว แม้จะไม่ใช่เส้นแชมป์โลกก็ตาม 

หลังจากไฟต์นั้นชื่อเสียงและเงินทองเริ่มเข้ามา อิเก้ อิเบียบูชี่ ชกอีก 3 ไฟต์และยังคงชนะคู่ชกด้วยการน็อคเอาต์ทั้งหมด กลุ่มนักวิจารณ์เริ่มเรียกชื่อของ อิเก้ อย่างติดปาก ด้วยความหนักหน่วง, รวดเร็ว และมีน้ำอดน้ำทนไม่ร่วงง่ายๆ ทำให้ช่วงปลายยุค ’90s เขาได้ฉายามากมาย ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับนักชกระดับตำนานอย่าง จอร์จ โฟร์แมน, โฮลีฟิลด์ และ ไทสัน จนกระทั่งมีการเปรียบเทียบและคาดการณ์กันว่าไฟต์ต่อไปของ อิเก้ อิเบียบูชี่ จะต้องเป็นเจ้าของแชมป์โลกจากสถาบันใหญ่อย่าง เลนน็อกซ์ ลูอิส นักชกจากอังกฤษอย่างแน่นอน

ทว่าท่ามกลางชัยชนะในการชกที่ยังดำเนินต่อไป คนรอบข้างหลายคนเริ่มสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ อิเก้ ราวกับเป็นคนละคน …

 

ปีศาจตื่น 

ก่อนหน้านี้ อิเก้ อิเบียบูชี่ ไม่เคยมีคดีอาชญากรรมติดตัวเลยแม้แต่คดีเดียว ดังนั้นมันพอจะบอกได้ว่าโดยพื้นฐานเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แม้จะมาจากครอบครัวที่ยากจนและชีวิตที่ดิ้นรนก็ตาม ทว่าหลังจากไฟต์ที่ชนะ ดาวิด ทูอา ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป a8f0d3db7c364167ab9f715396b0a45e

มีเอฟเฟ็กต์จากไฟต์บ้าคลั่งดังกล่าวที่ทำให้ อิเก้ รู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง เขามักจะบ่นว่าตัวเองมีอาการปวดหัวขึ้นมาเป็นระยะๆ แม้จะเข้าไปสแกนแบบ MRI ที่โรงพยาบาลแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในช่วงนั้น จนกระทั่ง 18 เดือนให้หลังอาการดังกล่าวกลับเป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะนอกจากจะปวดหัวแล้วยังมีสิ่งที่ตามมาคือการหูแว่วได้ยินเสียงกระซิบปริศนา

แม้เรื่องผลงานในสังเวียนจะไม่ได้ตกลงไป แต่กิจวัตรประจำวันต่างๆ ของ อิเก้ เปลี่ยนไปชัดเจน เดลี่ เมล์ ทำสกู๊ปเกี่ยวกับเรื่องนี้และบอกเล่าว่าวิธีคิดและการปฎิบัติตัวของ อิเก้ นั้นเริ่มที่จะแปลกประหลาดมากขึ้น 

เริ่มตั้งแต่การลักพาตัวเด็กชายวัย 15 ปี ที่เป็นลูกติดของแฟนสาวซึ่งคบหาอยู่ในขณะนั้น จับนั่งรถคันที่เขาขับแล้วซิ่งชนเสาคอนกรีตข้างทาง ตัวอิเก้เจ็บไม่มาก แต่เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายอีกคนในรถบาดเจ็บหนักจนแพทย์วินิจฉัยว่าจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อย่างเป็นปกติอีก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องโทษจำคุก 120 วัน และจ่ายค่าเยียวยาอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

หลังจากนั้น อิเก้ก็เริ่มสร้างตัวตนใหม่ในชื่อ “เดอะ เพรซิเดนท์” ฉายาของเจ้าตัว ซึ่ง ลู ดิเบลล่า อดีตโปรโมเตอร์มวยและผู้บริหารของ HBO Sports เผยถึงอาการของเขาว่า “พอคนเรียกฉายาเขามากๆ เข้า ก็ดูเหมือนเขาจะอินไปจริงๆ ความเชื่อของเขาไม่ใช่แค่เขาจะยิ่งใหญ่เหมือนประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาคิดว่าตัวเองเป็นประธานาธิบดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ ไนจีเรีย หรือ อเมริกา แต่เป็นเจ้าโลกเลย”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ อิเก้ เริ่มผิดเพี้ยนมากขึ้นในแต่ละวัน คดีของของเขาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปี 1999 เขาถูกจับหลังก่อเหตุทำร้ายร่างกายและพยายามข่มขืนสาวเอสคอร์ตทั้งที่เจ้าตัวไม่ยินยอมในเมือง ลาส เวกัส และพอถูกจับได้ ก็มีการแจ้งความย้อนหลังในคดีลักษณะเดียวกันอีกหลายครั้ง

อย่างไรก็ตามมีการตั้งโต๊ะตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทางแพทย์ระบุว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ นั้นมีสภาพจิตที่ไม่ปกติ และเป็นโรคจิตเวช แต่ไม่มีเอกสารการแพทย์ที่ยืนยันว่าเขาผิดปกติเพราะอะไร มีแต่เพียง “ข่าวลือ” ซึ่งบอกว่าการชกกับ ทูอา ที่ยืนแลกกันบนเวทีและรับหมัดมากกว่าปกติคือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เท่านั้น

อิเก้ ต้องถูกส่งตัวไปยังสถานพยาบาลของรัฐเพื่อรักษาตัวก่อนเป็นระยะเวลา 8 เดือน จึงค่อยกลับมาพิจารณาคดีกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลที่ออกมาคือเขาต้องจำคุกจากคดีข่มขืนถึง 20 ปี เป็นอันว่าตำนานนักชกที่จะก้าวขึ้นมาครองโลกเฮฟวี่เวตก็ปิดลงไปโดยปริยาย

ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงการบ่นเสียดาย และผิดหวังกับการสูญเสียว่าที่ดาวเด่นครั้งนี้ ทุกคนปักใจเชื่อว่า “ความเจ็บสะสม” คือตัวการ มีเพียงคนหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ยอมรับและเชื่อว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง นั่นคือแม่ของ อิเก้ เอง

 

ลูกฉันเป็นคนดี 

แพทริเซีย คือชื่อแม่ของ อิเก้ อิเบียบูชี่ เธอเป็นคนพาลูกชายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายัง สหรัฐอเมริกา ในปี 1994 โดยในเวลานั้นเธอได้ทำงานเป็นพยาบาลในเมืองดัลลัส แม่ลูกคู่นี้ความสัมพันธ์กันในระดับเหนียวแน่นเพราะ แพทริเซีย เป็นคนที่ใกล้ชิด อิเก้ และจัดการแทบทุกเรื่องให้ในตอนที่เขายังเด็ก … แม้จะยากจนแต่ก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นจะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก9858010-6708241-Ibeabuchi_has_spent_time_in_prison_for_false_imprisonment_batter-a-32_1550251377237

ในวันที่ อิเก้ ถูกตัดสินให้จำคุก 20 ปี แพทริเซีย แทบใจสลายเพราะ อิเก้ คือทุกอย่างสำหรับชีวิตเธอ และมั่นใจว่าลูกเธอไม่ใช่คนเสียสติ แต่เกิดจากมีใครบางคนที่พยายามทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น “ลูกของฉันบริสุทธิ์” เธอยืนกรานเช่นนั้น เพราะเธอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อิเก้ ด้วยตาของตัวเอง

“เซดริก คุชเนอร์ กำลังล่าหัวของ อิเก้ เพื่อต่อสัญญากับเขา” แพทริเซีย เขียนข้อความดังกล่าวในจดหมายหลังจากลูกชายของเธอถูกตัดสินจำคุกแล้ว 6 ปี

เซดริก คุชเนอร์ ที่แพทริเซียว่าถึง คืออดีตนักมวยที่เกิดในแอฟริกาใต้ ก่อนจะผันตัวเองกลายเป็นโปรโมเตอร์และผู้จัดการของนักมวยสากลอาชีพ โดยนักชกในสังกัดของเขาที่ชื่อดังๆ ในยุคนั้นได้แก่ อาซิม ราห์มาน, แชนน่อน บริกก์ส, โอเล็ก มาสคาเยฟ, คริส เบิร์ด, เดวิด ทูอา และ อิเก้ อิเบียบูชี่ ที่เริ่มเซ็นสัญญาฉบับแรกกับเขาเช่นกัน

เซดริก คิดว่า อิเก้ ควรจะตอบแทนเขาเพราะเขาคือคนที่ให้โอกาสสำคัญและผลักดันให้เขากลายเป็นมวยแม่เหล็กของยุค ทว่าเป็นธรรมดาของนักมวยที่เหมือนหมาล่าเนื้อ ในวันที่ อิเก้ อิเบียบูชี่ มีชื่อเสียง เขาต้องการจะย้ายค่ายไปอยู่ค่ายที่จ่ายเงินให้กับเขามากกว่าที่ คุชเนอร์ เสนอให้  

เมื่อถูกเด็กปั้นที่ดันเองกับมือปฎิเสธอย่างไร้เยื่อใย คุชเนอร์ ที่มีอิทธิพลมากจึงอยากจะสั่งสอนให้ อิเก้ รู้ว่า “ใครกันแน่ที่ใหญ่กว่า”

“พวกเขาไม่ต้องการให้ อิเก้ เจรจากับใคร พวกเขาจะจัดการเองทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องเงินโดยที่นักมวยแทบไม่รู้อะไรเลย” แพทริเซีย ว่าต่อ

“ตัวแทนพวกนี้แหละที่ทำให้เราต้องย้ายออกจาก ดัลลัส ไปอยู่ที่ แอริโซน่า เพื่อหาเซฟเฮ้าส์ (บ้านหลบภัย) น่าเสียดายที่พวกเขาตามหาเราเจอและจากนั้นฝันร้ายก็ดำเนินขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้การโทรศัพท์ข่มขู่เรา ดักฟังโทรศัพท์ของเรา และใช้กำลังบุกรุกเข้ามาในบ้านของเรา” 

ไม่ใช่แค่การใช้กำลังเท่านั้น แพทริเซีย ยังอ้างว่าทีมงานจิ๊กโก๋ของ คุชเนอร์ นั้นได้พยายามใส่สารเคมีบางอย่างลงไปในอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดที่มีในบ้านของ อิเก้ โดยที่เขาไม่รู้ตัว และที่พีคที่สุด เธอบอกว่าคดีข่มขืนที่ทำให้ลูกชายของเธอติดคุกนั้น เกิดขึ้นเพราะการจัดฉาก เพราะการข่มขืนที่ ลาส เวกัส นั้นมีสัญญาณที่ แพทริเซีย รับรู้ได้และเธอเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น

“ฉันอยู่บ้านหลังเดียวกับ อิเก้ วันหนึ่งมีผู้หญิงสองคนแจ้งความว่า อิเก้ พยายามจะลักพาตัวและข่มขืนพวกเธอ ซึ่งครั้งนั้นหลักฐานไม่แน่นหนาพอจนตำรวจไม่ดำเนินคดี และฉันว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนส่งผู้หญิงไปจัดฉากข่มขืนที่ ลาส เวกัส และทำให้ อิเก้ ติดคุก” เธอฟันธงอย่างมั่นใจ

ซึ่งเมื่อย้อนปากคำของสาวเอสคอร์ตที่แจ้งความในวันนั้น เธอบอกว่า อิเก้ เรียกเธอไปที่ห้องส่วนตัวและพยายามข่มขืนแต่ไม่สำเร็จเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพบเหตุการณ์ก่อน เธอจึงรอด ขณะที่ตัวของ อิเก้ เสียสติขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำจนเจ้าหน้าที่ต้องพังประตูและฉีดสเปรย์พริกไทยเพื่อจับกุมเขา ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงในคุกที่เรือนจำ เอลี่ย์ สเตท รัฐเนวาด้า 

ขณะที่ตัวของ เซดริก คุชเนอร์ ที่ถูกกล่าวหา ตอบคำถามกับสื่อได้เพียงว่า “อิเก้ อิเบียบูชี่ นั้นเป็นโรคจิตจริงแท้แน่นอน”

“ผมพาเขาไปกินอาหารชั้นเลิศ ในร้านสุดหรูเลย ขณะที่กำลังเสิร์ฟอาหาร เขาก็คว้ามีดขึ้นมา แทงลงบนโต๊ะและตะโกนว่า “พวกมันรู้แล้ว พวกมันรู้แล้ว ว่าเข็มขัด (แชมป์โลก) เป็นของฉัน ทำไมพวกมันต้องมาเอากลับไปด้วย? … แปลกไหมล่ะผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี” คุชเนอร์ เล่าในมุมของเขาบ้างช่วงปี 2012 ซึ่งสิ่งที่เขาบอกก็ตรงกับข่าวที่ว่า อิเก้ นั้นมักจะมีอาการหูแว่วจากเสียงปริศนาด้วย …

ขณะที่ เอริค บ็อตเยอร์ แมตช์เมคเกอร์ ของวงการมวยก็ให้การณ์ไปทิศทางเดียวกันว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ มีอาการทางจิตแน่นอน เหมือนกับที่ คุชเนอร์ ว่า

“เขาเป็นนักชกคนเดียวที่ผมเคยร่วมงานด้วยและมีอาการทางจิต ผมได้ยินข่าวคราวและเห็นเขาทำในสิ่งที่คนปกติไม่ทำมากมาย แต่เขาป่วยทางจิต และเป็นคนที่อันตรายมาก ผู้คนรอบข้างต่างอึดอัดกับสิ่งที่เขาเป็น” เขากล่าวกับสารคดีของ HBO

 

วันแห่ง อิสระ (?) 

อิเก้ อิเบียบูชี่ ได้รับการปล่อยตัวในเดือน พฤศจิกายน 2015 และเขาพยายามจะขอความช่วยเหลือจาก ไมค์ คอนซ์ ที่ปรึกษาของ แมนนี่ ปาเกียว เพื่อทำให้เขากลับมาชกมวยได้อีกครั้ง เพราะตอนนั้นเขาติดปัญหาเรื่องสถานะพลเมืองชาวอเมริกันอยู่ แต่ในวงการมวยตอนนั้นไม่มีใครช่วยเขาได้เลย 

เอริค บ็อตเยอร์ ยังบอกเองด้วยว่าในวันที่ อิเก้ เป็นอิสระและอยากขึ้นชก ตัวของเขานั้นไม่สนใจที่จะสนับสนุนให้เกิดไฟต์เลยแม้ว่าจะเป็นแมตช์ที่น่าสนใจก็ตามเหตุผลก็เพราะว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ เป็นคนที่อันตรายเกินไป

“ผู้ชายคนนี้บ้า เขาสามารถทำร้ายผมหรือคุณหรือใครก็ตาม เขาสามารถลงมือฆ่าคนได้สบายๆ” แมตช์เมคเกอร์คนดังยอมรับว่าไม่อยากเสี่ยงกับ อิเก้ ที่ถูกศาลทำทันฑ์บนตลอดชีวิต

และสิ่งที่ อิเก้ อิเบียบูชี่ ทำก็ไม่ผิดไปจากที่ บ็อตเยอร์ ว่าไว้เลยแม้แต่น้อย เพราะหลังจากปล่อยตัวได้ไม่นานเขาก็ถูกจับอีกในข้อหาละเมิดเงื่อนไขการคุมประพฤติ และทำให้โอกาสคัมแบ็คสู่สังเวียนผ้าใบเป็นไปได้ยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า …

“เขาประสาทหลอน เขาอาศัยอยู่ในโลกของตนเองและแม่ของเขา ผมรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะจาบจ้วงคนตาย แต่ความจริงก็คือเธอก็บ้าไม่ต่างจากลูกชาย และเธอสนับสนุนเขาทุกเรื่อง นั่นคือเหตุผลที่ทำไม เซดริก ต้องเข้าไปจัดการเรื่องนี้” เอริค บ็อตเยอร์ พูดถึงมุมมองของเขา

ปัจจุบันคนที่เชื่อว่าเขาบริสุทธิ์เพียงคนเดียวอย่าง แพทริเซีย นั้นเสียชีวิตไปแล้ว น่าเศร้าที่ทั้งคู่ไม่ได้มีโอกาสพบกันหลังจากลูกชายของเธอเป็นอิสระ ทุกวันนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าชีวิตของ อิเก้ อิเบียบูชี่ กำลังเผชิญกับความยากลำบากแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะเป็นโรคจิตจริงหรือไม่ก็ตาม ตัวของ บ็อตเยอร์ ถึงแม้จะยืนยันว่า “เดอะ เพรซิเดนท์” มีปัญหาทางจิตจริง แต่สุดท้ายเขายังเชื่อว่า เซดริก คุชเนอร์ คือคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ด้วย

“สิ่งที่ทุกคนเห็นจาก เซดริก คุชเนอร์ คือเขาจะโม้โพนทะนาไปทั่วและบอกว่า “เป็นไงแชมป์โลกเฮฟวี่เวตอยู่ค่ายของฉันว่ะ ฉันจะหาเงินกับเขาอย่างไรดี” ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วสิ่งที่เขาควรทำคือการพาชายที่ชื่อว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ ไปหาแพทย์ … แต่เขาไม่เคยทำ ไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เขากล่าวทิ้งท้ายในสารคดี 

ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน อิเก้ ไม่มีทางกลับมาเป็นแชมป์โลกได้อีกแล้วด้วยวัย 46 ปี ไฟต์สุดท้ายของเขาผ่านมาแล้วถึง 20 ปี ดังนั้นเรื่องความฟิตและชั้นเชิงคงไม่เหลืออะไรมากมายนัก 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเสียดายและโลกอยากรู้จากเขากลับไม่ได้คำตอบ … จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่ได้ทำเรื่องน่ากลัวเหล่านั้น, เกิดอะไรขึ้นหากเขาได้รับการช่วยเหลือและรักษาอย่างถูกวิธี จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาเป็นปกติและยังสู้ต่อไป?

ทุกอย่างเป็นปริศนาไม่ต่างจากเรื่องอาการทางจิตของเขา … น่าเสียดายที่เป็นเช่นนั้น

Uncategorized

ทำไมแฟนบาเยิร์นเรียกประธานฮอฟเฟนไฮม์ว่า ‘ลูกโสเภณี’?

ทำไมแฟนบาเยิร์นเรียกประธานฮอฟเฟนไฮม์ว่า ‘ลูกโสเภณี’?

“ดีตมาร์ ฮ็อปป์ มึงมันไอ้ลูกกะ***”

 

แฟนบอลกลุ่มหนึ่งของสโมสร บาเยิร์น มิวนิค ชูป้ายแบนเนอร์ที่เขียนประโยคนี้ ณ สนาม พรีซีโร่ อารีนา รังเหย้าของสโมสร ฮอฟเฟนไฮม์ และชื่อของ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ผู้ที่ถูกด่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากประธานสโมสรของฮอฟเฟนไฮม์

ป้ายนี้เพียงป้ายเดียวนำมาสู่เหตุการณ์ความวุ่นวาย ในเกมระหว่าง ฮอฟเฟนไฮม์ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในเกมลีก บุนเดสลีกา ชนิดที่เรียกว่านักพากย์ของเกมนี้กล่าวว่า “เขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต”

ทุกอย่างย่อมมีเหตุมีผล แฟนบาเยิร์นไม่ได้ชูป้ายนี้เพื่อด่าเจ้าของฮอฟเฟนไฮม์ เอาสนุกปาก แต่จุดเริ่มต้นเรื่องราวนี้ ไม่ได้มาจากเรื่องราวที่เกียวข้องกับบาเยิร์นด้วยซ้ำ 

 

50+1

ก่อนจะไปรับรู้เรื่องราวทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราต้องพาผู้อ่านไปรู้จักกับกฎ 50+1 กฎที่เราสามารถพูดได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล5e5a9c5ebf047.image

กฎ 50+1 คือกฎอันเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมัน ที่กำหนดให้แฟนบอลต้องเป็นเจ้าของสโมสร ด้วยการถือหุ้นอย่างน้อย 51 เปอร์เซนต์ เพื่อเป็นการรับประกันว่า สโมสรจะไม่อยู่ในเงื้อมมือของนายทุน ที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์ และนำสโมสรฟุตบอล ไปทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน

กฎ 50+1 เกิดขึ้นในปี 1998 เนื่องจากตอนนั้น หลายสโมสรในเยอรมันเริ่มใช้เงินกันจนมือเติบ หลายทีมโดนธนาคารเข้าควบคุม จนทำให้ทางสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน หรือ DFB ต้องหาทางออกขึ้นมาเป็นกฎนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลีกบุนเดสลีกา พังพินาศลงไปกับตา

แน่นอนว่า ทุกสโมสรต้องปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัด แต่ DFB ได้ละเว้นกฎนี้ให้กับบางสโมสร ที่มีกลุ่มทุนสนับสนุนทีมมายาวนาน เกิน 20 ปี (ณ ช่วงเวลาปี 1998) ก็จะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของทีมต่อไป โดยไม่ต้องเอาแฟนบอลมาเป็นเจ้าของแบบทีมอื่น

2 ทีมแรกที่ได้รับสิทธิ์ หนึ่งคือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน (Bayer 04 Leverkusen) ที่ถูกตั้งโดยบริษัทเวชภัณฑ์ ไบเออร์ (Bayer) และ โวลฟส์บวร์ก (VfL Wolfsburg) ที่ถูกก่อตั้งโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ โฟล์คสวาเกน (Volkswagen)Leverkusen-vs-Wolfsburg

หนึ่งในทีมที่ได้ละเว้นสิทธิ์นี้หลังจากนั้น คือ ฮอฟเฟนไฮม์ (Hoffenheim) แต่ฮอฟเฟนไฮม์ไม่ได้รับการยกเว้นละเว้นกฎแบบเดียวกับสองทีมข้างต้นเสียทีเดียว

เพราะก่อนหน้านี้ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ เศรษฐีนักธุรกิจด้านซอฟท์แวร์ ไม่ได้เป็นเจ้าของสโมสรมายาวนานเกิน 20 ปี เขาเป็นเพียงแค่สปอนเซอร์รายหนึ่ง ที่ให้สนับสนุนสโมสรแห่งนี้ โดยที่เขาเคยเป็นผู้เล่นเยาวชนของทีมมาก่อน เมื่อครั้งสมัยยังเป็นวัยรุ่น

แต่เมื่อปี 2000 สโมสรฮอฟเฟนไฮม์กำลังจะล้มละลาย ด้วยปัญหาด้านการเงิน ฮ็อปป์จึงเข้ามาเป็นพระเอกขี่ม้าขาว อัดเงินก้อนโตให้สโมสร จนพาทีมรอดพ้นวิกฤติครั้งนั้นมาได้

หลังจากนั้นฮ็อปป์ได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลทางการเงินของสโมสร นับตั้งแต่ปี 2000 ก่อนที่เขาจะเข้ามาถือครองสโมสรนี้ในเวลาต่อมา Beleidigende-Plakate-Wiederholte-Hopp-Schmaehungen-BVB-Fans-droht-Auswaertsbann_image_1024_width

และฮ็อปป์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่ได้เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากสโมสรแห่งนี้ แต่เขาเข้ามาพัฒนาสโมสรแห่งนี้ เขาสร้างสนามใหม่ให้กับทีม พาทีมเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร พาทีมที่เป็นทีมประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีประชากรไม่ถึง 4,000 คน ให้เป็นที่รู้จักของแฟนฟุตบอลทั่วโลก รวมถึงไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย

ด้วยคุณงามความดีของฮ็อปป์ ทำให้ทาง DFB ยอมแหกกฎที่ตัวเองตั้ง และอนุญาตให้ฮ็อปป์เป็นเจ้าของสโมสรนี้ได้ ด้วยการถือหุ้นใหญ่เหนือแฟนบอล

แน่นอนว่าสำหรับคนเยอรมัน ที่ยึดมั่นในกฎระเบียบส่วนรวม ย่อมไม่พอใจที่ได้เห็นสโมสรฟุตบอล ได้สิทธิพิเศษเหนือทีมอื่น ทำให้ในสายตาของแฟนบอลเยอรมันจำนวนมาก ฮอฟเฟนไฮม์คือทีมตัวโกงที่แหกกฎหมู่ ไม่ต่างอะไรกับ โวลฟส์บวร์ก หรือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน และเป้าหมายที่แฟนบอลคอยโจมตีสโมสรแห่งนี้ คือ ดีตมาร์ ฮ็อปป์

 

เราไม่เอาพวกแหกกฎ

คนเยอรมันมีความคิดฝังใจว่า สโมสรฟุตบอลต้องเป็นของแฟนบอลเท่านั้น เพราะสำหรับคนเยอรมัน การที่สโมสรฟุตบอลเป็นของพวกเขา ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เม็ดเงินหรือถ้วยแชมป์ ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าการได้มีชื่อเป็นเจ้าของสโมสรEHqQXaOW4AMnQjF

ยิ่งแฟนบอลเยอรมัน ได้เห็นสิ่งที่เจ้าของสโมสรในอังกฤษ, อิตาลี หรือสเปน เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทีมฟุตบอล ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อว่า เหล่ามหาเศรษฐีไม่ได้คิดอะไรกับทีมฟุตบอล นอกจากมองเป็นธุรกิจเพื่อหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผลกำไร หรือการโปรโมตแบรนด์ แบบที่เลเวอร์คูเซน หรือโวลฟส์บวร์กทำอยู่ก็ดี

ดังนั้นความคิดในการต่อต้าน สโมสรฟุตบอลที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎ 50+1 ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ แต่การเคลื่อนไหวที่แฟนบอลเยอรมันทำมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานมาเป็นสิบปี และเป็นประเด็นในวงการฟุตบอลเยอรมันกันอยู่แทบทุกปี

ยกตัวอย่างเช่น การที่แฟนบอลเยอรมัน เรียกการแข่งขันระหว่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซน กับโวลฟส์บวร์กว่า “เอล พลาสติคโก” (El Plastico) เพื่อเป็นการล้อเลียนว่า ทั้งสองสโมสรเป็นสโมสรที่เปลือกปลอม ไม่ต่างอะไรจากพลาสติก เนื่องจากว่าไม่ได้มีเจ้าของเป็นแฟนบอล

ทีมที่โดนหนักที่สุด คือ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ที่มีเจ้าของเป็นบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง เรดบูล (Red Bull) ซึ่งอาศัยช่องว่างของกฎ 50+1 เข้ามาถือครองสโมสรฟุตบอล และอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่สโมสร จนกลายเป็นทีมชั้นนำอย่างรวดเร็วriver

ถ้าถามว่าไลป์ซิกโดนต่อต้านอย่างไรบ้าง เรามีตัวอย่างทั้ง การที่สโมสรอื่นในเยอรมันจะไม่เรียกชื่อของสโมสรตรงๆ เพื่อสื่อถึงการไม่ยอมรับต่อสโมสร, ไม่โพสต์โลโก้ของสโมสรไลป์ซิกในทุกช่องทาง, แบนแฟนบอลไม่ตามไปเชียร์ทีมรักที่ไลป์ซิก, ตะโกนด่าทอ หรือทำร้ายร่างกายแฟนบอลไลป์ซิกในเกมเยือน, เขียนป้ายด่าสโมสรไลป์ซิก หรือที่โด่งดังที่สุดคือโยนหัวกระทิง อันเป็นสัญลักษณ์ของทีมไลป์ซิก ลงสนามฟุตบอลก็ทำมาแล้ว

สำหรับฮอฟเฟนไฮม์ การเขียนป้ายด่า ดีตมาร์ ฮ็อปป์ คือเรื่องปกติที่สโมสรนี้ต้องเจอ นับตั้งแต่พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นสู่บุนเดสลีกา ในปี 2008 โดยมีแกนนำเป็นกลุ่มแฟนบอลอุลตราส (Ultras) ของสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (Borussia Dortmund) สโมสรที่สามารถพูดได้ว่า ให้ความสำคัญกับแฟนบอลมากที่สุดในโลก

ในปี 2015 แฟนบอลของดอร์ทมุนด์เคยประกาศ ไม่ตามไปเชียร์ทีมรัก ในเกมเยือนที่ฮอฟเฟนไฮม์ ด้วยการให้เหตุผลว่า ไม่อยากเสียเงินให้กับพวกทีมมหาเศรษฐี1061268

หลังจากนั้นในปี 2017 แฟนบอลของดอร์ทมุนด์ได้เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว มาเขียนป้ายด่า ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ถึงสนามเหย้าของฮอฟเฟนไฮม์ จนทำให้แฟนบอลดอร์ทมุนด์จำนวน 33 คน ถูกสั่งแบนจากเกมเยือน ที่ทัพเสือเหลือง จะบุกมาเยือนฮอฟเฟนไฮม์ ในฤดูกาล 2018/19

“เราต้องหยุดเรื่องนี้กันได้แล้ว ทุกอย่างมันกำลังแย่ และแย่ลงเรื่อยๆ” ทนายความของดีตมาร์ ฮ็อปป์ ให้สัมภาษณ์กับ BILD หลังจากการสั่งแบนแฟนบอลในครั้งนั้น และเขาพูดไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว

 

ULTRAS VS. DIETMAR HOPP

ความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลกลุ่มอุลตราส กับสโมสรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎ 50+1 เป็นเหมือนระเบิดเวลา การด่าทอของแฟนบอลกับทีมเหล่านี้ มีกรณีร้ายแรงให้เห็นอยู่ตลอด เพียงแต่ก่อนหน้านี้ มันไม่เคยระเบิดออกมาให้เราเห็นเท่านั้นเองa373865a1e424792010dd9dd60eefcea

กลุ่มอุลตราส ที่ขึ้นชื่อในการต่อต้านสโมสรที่แหกกฎ 50+1 อย่างมาก คือกลุ่มแฟนบอลของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ … พวกเขาไม่เคยคิดจะหยุดการกระทำพวกนี้ แม้ว่าบางครั้งมันจะเป็นการล้ำเส้น เรื่องราวที่สวยงาม ของโลกฟุตบอล กลายเป็นการด่าพ่อล้อแม่ บุพการี จนทำให้สโมสรถูกสั่งปรับ มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

วันที่ 21 ธันวาคม 2019 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีโปรแกรมบุกเยือนฮอฟเฟนไฮม์ และกลุ่มอุลตราสของทีมเสือเหลือง ก็ตามไปให้กำลังใจทีมรักกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งนอกจากร้องเพลงเชียร์ส่งเสียงให้กำลังใจทีมรักแล้ว พวกเขาก็ได้ตะโกนด่าพ่อล้อแม่ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ด้วยภาษาที่หยาบคาย อย่างที่เคยทำมาโดยตลอด

แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่นั้น เมื่อทาง DFB รู้สึกสุดจะทนกับพฤติกรรมเหล่านี้ จึงมีการสั่งแบนแฟนดอร์ทมุนด์ ห้ามมาชมเกมเยือนที่ฮอฟเฟนไฮม์ ถึง 2 ปี

“หลังจากได้เห็นการใช้คำหยาบคายโจมตี ดีตมาร์ ฮ็อปป์ อย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีบทลงโทษอย่างจริงจัง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราไม่เคยมีการลงโทษ กับพฤติกรรมฉาวเหล่านี้เลย นอกจากการปรับเงิน”

“เรารู้ว่า การแบนแฟนบอลคือเรื่องใหญ่ แต่พฤติกรรมนี้คือสิ่งที่รับไม่ได้ และเราต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้” DFB ออกแถลงการณ์ถึงเหตุผลของการลงโทษแฟนบอลของสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาbvb-fans-gegen-hopp

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษนี้ กลายเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง เหล่าแฟนบอลอุลตราสทั่วเยอรมันออกมาต่อต้าน การลงโทษนี้ พวกเขามองว่า DFB หันไปเข้าข้าง ดีตมาร์ ฮ็อปป์ แทนที่จะรับฟังเสียงของพวกเขา และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้กฎ 50+1 กับทุกสโมสร แบบที่แฟนบอลกลุ่มอุลตราสต้องการมาโดยตลอด

เพียงแค่หนึ่งวันถัดมา หลังจากมีบทลงโทษแฟนบอลดอร์ทมุนด์ … ฮอฟเฟนไฮม์มีโปรแกรมต้องไปเยือน โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค (Borussia Mönchengladbach) และแฟนบอลของกลัดบัค ได้แสดงการต่อต้านครั้งนี้ ด้วยการชูป้ายแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นรูปเป้าปืนเล็งไปที่ศีรษะของ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ 

ป้ายที่มีเนื้อหารุนแรงขนาดนี้ ทำให้ผู้ตัดสินในเกมนั้นต้องสั่งยุติเกมชั่วคราว และให้ทั้งผู้บริหาร ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช ไปจนถึงนักเตะ เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มแฟนบอลอุลตราสของกลัดบัค ให้หยุดการชูป้ายนี้ในทันที ไม่เช่นนั้นเกมจะถูกยกเลิก

“มันน่าอับอายมาก ที่มีคนชูป้ายเป้าปืนแบบนั้น นี่ไม่ใช่สโมสรโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค มันตรงข้ามกับจุดยืนของสโมสรเรา ผมไม่ต้องการคนแบบนั้นในสโมสรของเรา” มักซ์ อีเบิร์ล (Max Eberl) ผู้อำนวยการสโมสรโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ออกโรงจัดหนักใส่แฟนบอลที่ทำพฤติกรรมน่าละอายครั้งนี้

 

วันที่มืดหม่นของฟุตบอลเยอรมัน

7 วันถัดมาหลังจากเกมนัดนั้น ฮอฟเฟนไฮม์กลับมาเปิดรังเหย้าของตัวเอง เจอกับจ่าฝูงบาเยิร์น มิวนิค (Bayern München) และ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ประธานสโมสรอันเป็นที่รักของชาวฮอฟเฟนไฮม์ ได้เข้ามาชมเกมนี้ด้วย

เมื่อการแข่งขันครึ่งแรกจบลง บาเยิร์นออกนำทีมเจ้าบ้านไปถึง 4-0 ทำให้แฟนบอลอุลตราสของทัพเสือใต้ เปลี่ยนความสนใจจากการร้องเพลงเชียร์ทีมรัก มาเป็นการโจมตีใส่ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ 

“ดีตมาร์ ฮ็อปป์ แม่มึงเป็นกะ***”

แฟนบอลบาเยิร์นชูป้ายนี้ขึ้นมา เพื่อโจมตี ดีตมาร์ ฮ็อปป์ อย่างรุนแรง จนเกมต้องยุติลงในช่วงก่อนเริ่มเกมครึ่งหลัง เดือดร้อน ฮานชี ฟลิค (Hansi Flick) กุนซือของทัพเสือใต้ ต้องมาห้ามปรามแฟนบอลให้เอาป้ายลง เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเกมการแข่งขัน

แต่แฟนบอลบาเยิร์น กลับชูป้ายนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเกมดำเนินในนาทีที่ 76 … ทันทีที่ผู้ตัดสินเห็นป้ายนี้ชูขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 เขาสั่งยุติเกมในทันที และเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว พร้อมกับเรียกให้สโมสรบาเยิร์น จัดการกับเรื่องนี้

นักฟุตบอล สตาฟฟ์โค้ช และทีมงานผู้บริหาร ต้องรีบวิ่งไปเจรจาเพื่อให้แฟนบอลบาเยิร์นเอาป้ายลง แต่ทุกอย่างสายเกินแก้เสียแล้ว ผู้ตัดสินสั่งยุติเกมนี้เป็นการชั่วคราว และขอพูดคุยกับทั้งสองทีมเพื่อหาข้อสรุป

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฟุตบอลควรจะเป็น” ผู้บรรยายภาษาอังกฤษของเกมวันนี้ พูดขึ้นหลังเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และเกมต้องหยุดการแข่งขัน ยาวนานกว่า 20 นาที เพราะทางฮอฟเฟนไฮม์ ไม่ต้องการกลับไปลงสนาม หากแฟนบอลผู้มาเยือน ไม่ให้ความเคารพแก่สโมสรพวกเขา

ภายหลังการพูดคุยกันจากฝ่ายจัดการแข่งขัน และผู้บริหารของทั้งสองทีม เกมการแข่งขันถูกสั่งให้เป็น “โมฆะชั่วคราว” นั่นคือจะต้องมีการประชุมในภายหลังเพื่อหาทางออก ส่วนเกมการแข่งขันที่เหลือ นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทำได้เพียงแค่เคาะบอลไปมาในสนาม เพราะการแข่งขันนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว

6 ประตูที่บาเยิร์น ยิงใส่ฮอฟเฟนไฮม์ มีค่ากลายเป็น 0 … เพราะในตอนนั้นผลการแข่งขันไม่ใช่สิ่งที่มีค่า เท่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แฟนบอลฮอฟเฟนไฮม์จำนวนมาก เดินออกจากสนาม เพราะรับไม่ได้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น 

ขณะที่ทีมงานของสโมสรบาเยิร์น ตั้งแต่นักเตะจนถึงผู้บริหาร ได้ยืนปรบมือ เพื่อแสดงถึงการเคารพต่อ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ เป็นการขอโทษเพียงเล็กน้อยที่พวกเขาจะสามารถทำได้

“เป็นพฤติกรรมที่น่าละอายอย่างถึงที่สุด โดยกลุ่มคนพวกนี้ เป็นพฤติกรรมที่แย่เกินกว่าจะรับได้ เป็นภาพที่น่าละอายของวงการฟุตบอล”

“ผมต้องขอโทษดีตมาร์ ฮ็อปป์จากใจจริง และแฟนบอลที่ทำเรื่องเหล่านี้ จะต้องได้รับการลงโทษ” คาร์ล ไฮนซ์ รุมมินิกเก (Karl-Heinz Rummenigge) ประธานสโมสรบาเยิร์นกล่าวหลังจบเกมนัดนี้

สุดท้ายแล้ว บุนเดสลีกายืนยันผลการแข่งขันในนัดนี้ ให้บาเยิร์นเป็นฝ่ายชนะ 6-0 ตามผลที่ออกมา แต่สิ่งที่ยังไม่จบลง คือความขัดแย้งระหว่าง ดีตมาร์ ฮ็อปป์ กับเหล่าแฟนบอลอุลตราส เพราะในเกมระหว่าง เอฟซี โคโลญจน์ กับ ชาลเก้ 04 ที่เตะในวันเดียวกัน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับฮอฟเฟนไฮม์แม้แต่น้อย … แฟนบอลของทีมโคโลญจน์ได้มีการชูป้ายที่มีเนื้อหาด่าทอ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ จนทำให้เกมในคู่นี้ต้องหยุดเล่นชั่วคราวเช่นกัน 

ฟุตบอลควรจะเป็นกีฬาที่นำมาซึ่งความสุข ความสนุก แม้แต่ในวันที่แพ้ก็ยังยิ้มได้ กับการได้เห็นทีมรักลงสนาม … แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ ทุกฝ่ายในโลกฟุตบอลคือผู้แพ้ และเป็นเหตุการณ์ที่จะเตือนสติแฟนบอลทุกคนว่า สุดท้ายเกมฟุตบอลมีไว้เพื่อสิ่งใดกันแน่

Uncategorized

มาร์โก มาเตรัซซี่ แนวรับจอมเถื่อนผู้มีแต่ขาวกับดำในชีวิต

มาร์โก มาเตรัซซี่ แนวรับจอมเถื่อนผู้มีแต่ขาวกับดำในชีวิต

แม้ว่าฟุตบอลโลก 2006 จบลงด้วยการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ของทีมชาติอิตาลี แต่ไฮไลต์สำคัญกลับกลายเป็นจังหวะที่ มาร์โก มาเตรัซซี แนวรับอัซซูรี ถูก ซีเนดีน ซีดาน เอาหัวพุ่งโขกใส่ หลังโดนพูดจาดูถูก จนทำให้กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม 

 

นั่นทำให้มาเตรัซซี จากเดิมที่มีชื่อเสียงที่ไม่ดีอยู่แล้ว ถูกวิจารณ์จากทั่วสารทิศ เพราะเกมดังกล่าวถือเป็นเกมนัดสุดท้ายในชีวิตนักเตะอาชีพของซีดาน แต่กลับต้องจบลงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่แนวรับจากอินเตอร์ ตกเป็นเรื่องอื้อฉาวจากพฤติกรรมในสนาม ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยสนใจ และยังคงการเล่นในรูปแบบนี้จนวันสุดท้ายของการค้าแข้ง 

และนี่คือเรื่องราวของนักเตะที่ขึ้นชื่อว่า “สุดเถื่อน” คนหนึ่งของโลก 

 

สร้างชื่อจากเปรูจา 

ด้วยสไตล์การเล่นแบบ “คาเตนัชโช” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตีหัวเข้าบ้าน” ของอิตาลี ที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุค 1960’s ทำให้ลีกของพวกเขากลายเป็นแหล่งบ่มเพาะกองหลังฝีเท้าดีมากมาย และ มาร์โก มาเตรัซซี กองหลังระดับตำนานของ อินเตอร์ มิลาน ก็เป็นหนึ่งในนั้น B5FfQCjCAAERSlE

เขาอาจจะเป็นนักเตะที่แจ้งเกิดช้าหน่อย เพราะแม้จะเป็นแข้งเยาวชนของ ลาซิโอ แต่ไม่สามารถเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ทำให้ต้องหนีไปเล่นในลีกล่างทั้ง เซเรียบี เซเรียซี หรือแม้กระทั่ง เซเรียดี อยู่นานหลายปี 

จนกระทั่งในปี 1995 เปรูจา ได้หยิบยื่นโอกาสสำคัญด้วยการคว้าตัวมาร่วมทีม และมาเตรัซซี ก็ตอบแทนความไว้ใจ เมื่อในอีก 2 ปีหลังจากนั้น เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นแข้งคนสำคัญของทีม ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นกลับไปเล่นในเซเรียอาหลังเอาชนะ โตริโน ได้ในรอบเพลย์ออฟ โดยลงเล่นไปทั้งสิ้น 33 นัด และทำไปถึง 5 ประตู 

ผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้รับความสนใจต่อหลายทีมในลีกสูงสุด แต่เนื่องจาก เปรูจา ไม่อยากให้เขาเป็นหอกข้างแคร่ ที่ย้ายไปเล่นให้กับคู่แข่งร่วมลีก จึงตัดสินใจขายให้ เอฟเวอร์ตัน ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษแทน

“ดูเหมือนว่าเปรูจา อยากจะขายนักเตะไปต่างประเทศมากกว่าที่จะให้เป็นหนึ่งในคู่แข่งของเขา และเราก็ได้ตัวเขามา” วอลเตอร์ สมิธ กุนซือของเอฟเวอร์ตันในตอนนั้นกล่าว  

“ผมรู้สึกพอใจเพราะเขาเป็นกองหลังที่ดี ดุดัน เล่นลูกกลางอากาศได้ดี และสามารถจ่ายบอลได้ เขาเป็นผู้เล่นที่ต้องจับตามองและผมก็คิดว่าเขาจะรับมือกับพรีเมียร์ชิพได้โดยไม่มีปัญหา” 

แต่มาเตรัซซี ก็ไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นกับทอฟฟีสีน้ำเงิน แม้จะได้ลงสนามไปถึง 27 นัด และทำไปหนึ่งประตู แต่ไม่สามารถช่วยทีมได้มากนัก เมื่อเอฟเวอร์ตันจบในอันดับ 14 ของตาราง ก่อนที่เขาจะคัมแบ็คกลับมาเล่นให้เปรูจาอีกครั้งหลังจบซีซั่นนั้น 

อย่างไรก็ดี แม้จะไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ประสบการณ์ในต่างแดนก็ช่วยให้เขาเติบโตขึ้น มาเตรัซซี ใช้เวลาไม่นานก็กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้อีกครั้ง ก่อนที่ในฤดูกาล 2000-2001 เขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ของทีม เมื่อซัดไปถึง 12 ประตูจาก 30 นัด 

ผลงานดังกล่าวยังทำให้เขาทำลายสถิติกลายเป็นกองหลังที่ยิงประตูได้มากที่สุดในฤดูกาลเดียวในเซเรียอาของ ดาเนียล พาสซาเรลลา แนวรับชาวอาร์เจนตินา ที่ทำไว้ 11 ประตูในสีเสื้อของอินเตอร์เมื่อฤดูกาล 1985-1986 หรือเกือบ 15 ปีก่อน 

ฟอร์มการเล่นของเขา ทำให้เขาได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่ในลีกอีกครั้ง ก่อนที่ อินเตอร์ จะเป็นผู้ชนะ หลังทุ่มเงิน 10 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าไม่น้อยในตำแหน่งกองหลัง คว้าตัวเขาไปร่วมทีมเมื่อปี 2001
และมันก็ทำให้ชื่อเสียงในความดุดันของเขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง 

 

แนวรับสุดเถื่อน 

การย้ายมาสวมเสื้ออินเตอร์ ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ มาเตรัซซี เพราะนอกจากจะช่วยขัดเกลาฝีเท้าให้แข็งแกร่งขึ้น ยังทำให้เขาได้รู้จักกับความสำเร็จที่แท้จริง หลังมีส่วนช่วยให้อินเตอร์คว้าแชมป์ถึง 15 รายการMarco-Materazzi-Zlatan-Ibrahimovic-2

ตลอด 10 ปีที่เล่นให้กับทีมงูใหญ่ มาเตรัซซี สามารถคว้าแชมป์เซเรียอา 5 สมัย โคปปาอิตาเลีย 4 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กับสโมสรโลกอีกอย่างละสมัย รวมไปถึงการทำทริปเปิ้ลแชมป์ เซเรียอา โคปปา อิตาเลีย และ UCL ในฤดูกาล 2009-10

แต่นอกจากความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่มาเตรัซซี มักถูกพูดถึงอยู่เสมอในสีเสื้ออินเตอร์คือความดุดันของเขา และเขาก็แสดงให้เห็นตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับทีมงูใหญ่ เมื่อได้รับใบเหลืองมากเป็นอันดับ 3 ของทีมถึง 17 ใบ ที่ทำให้ถูกแบนไปถึง 2 ครั้งในฤดูกาลดังกล่าว 

อันที่จริงความดุดันของเขาเป็นมาตั้งแต่ค้าแข้งอยู่เปรูจา เมื่อในฤดูกาล 1997 เขาได้รับใบเหลืองไปถึง 12 ใบ หรือแม้แต่ตอนที่ย้ายไปค้าแข้งในอังกฤษ ก็ยังถูกไล่ออกไปถึง 3 ครั้ง แม้ว่าเขาจะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหนึ่งในนั้นเป็นการโดนไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรมก็ตาม 

“ผมจำได้ว่าผมโดนใบแดง 3 ใบ และหนึ่งในนั้นมันไม่ยุติธรรม โทษแบนรุนแรงมากในพรีเมียร์ลีก ทำให้ฤดูกาลนั้น (1998-99) ผมได้เล่นน้อยมาก” เขากล่าวกับ FourFourTwo 

โดยพื้นฐาน มาเตรัซซี เป็นกองหลังที่เข้าสกัดหนัก ซึ่งไม่แปลกสำหรับกองหลังที่ต้องจัดการคู่แข่งให้อยู่หมัด แต่เขาเหนือกว่านั้นคือทั้งเข้าหนักและเต็มไปด้วยลูกตุกติก  

เขาเป็นผู้เล่นที่เข้าสกัดแบบถึงลูกถึงคน ที่มีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียบจากด้านหลัง กระโดดเสียบขาคู่ เตะทั้งบอลทั้งคน หรือแม้กระทั่งเตะคนอย่างเดียวโดนไม่สนใจบอล   

นอกจากนี้ มาเตรัซซี ยังเป็นนักเตะที่ชอบแถม ทั้งจังหวะชุลมุน หรือจังหวะตามน้ำ ที่ทำให้หลายครั้งแม้บอลหลุดจากการครองบอลไปแล้ว แต่เขาก็ยังใช้จังหวะต่อเนื่องลอบทำร้ายคู่แข่ง ตั้งแต่ธรรมดาอย่างศอก เหยียบหลังคู่แข่ง ถีบยอดอก ไปจนถึงจระเข้ฟาดหาง 

แม้แต่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นักเตะที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ก็เคยโดนเขาเล่นงานมาแล้ว ซึ่งครั้งนั้นก็ทำให้ดาวยิงสวีดิชถึงกับแค้นมาก และเก็บมันไว้ในใจ ก่อนจะมาเอาคืนในอีก 4 ปีให้หลัง แม้ช่วงเวลาระหว่างนั้น พวกเขาจะเคยอยู่ทีมเดียวกันก็ตาม

“มาเตรัซซี เข้ามาท้าทายผมเหมือนกับนักฆ่าคนหนึ่ง และทำให้ผมเจ็บ เขาเป็นนักเตะที่ก้าวร้าวคนหนึ่ง” ซลาตันกล่าวกับ GQ Magazine

“ผมอยากกลับลงไปในสนามเพื่อแก้แค้นแมทริกซ์ (ฉายาของมาเตรัซซี) ถ้าบางคนทำแบบนั้นกับผม ผมจะไม่ลืมมัน และหลังจากนั้นในอีกสองนาทีต่อมา ผมเจ็บจนเกินจะเล่นไหว และเล่นต่อไปไม่ได้ หลังจากนั้นผมย้ายไปอินเตอร์ บาร์เซโลนา และ มิลาน” 

“เรามาเจอกันอีกครั้ง ในเกมดาร์บีนัดแรกเมื่อฤดูกาล 2010-11 ในครึ่งหลัง แมทริกซ์ เข้ามาหาผมและผมก็เตะเขาด้วยท่าเทควันโด ผมส่งเขาไปโรงพยาบาล สแตนโควิชถามผมว่า ‘ทำไมนายทำอย่างนั้น’ และผมก็ตอบเขากลับไปว่า ‘ผมรอช่วงเวลานี้มา 4 ปี ทำไมผมจะไม่ทำ’” 

ไม่เพียงในสนามเท่านั้น นอกสนามมาเตรัซซี ก็พร้อมลุยทุกเมื่อ ในปี 2004 เขาต้องโดนแบนถึง 2 เดือน จากการไปต่อยกับ บรูโน ชีริลโญ กองหลังของ เซียนา จนปากฉีกในอุโมงค์เดินเข้าสนาม หลังจากมีเรื่องโต้เถียงกัน ทั้งที่เกมวันนั้นเขาไม่ได้ลงสนามด้วยซ้ำ 

ทำให้ ตลอดชีวิตนักเตะอาชีพกว่า 20 ปี มาเตรัซซี และกรรมการแทบจะเป็นไม้เบื่อไม้เบา เมื่อเขาได้รับใบแดงไปถึง 15 ใบ (บางข้อมูลว่ากันว่าสูงถึง 25 ใบ) และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลสุดโหดจากการจัดอันดับของนิตยสาร Time

“มาเตรัซซี โชคดีที่ยุคซึ่งเขาลงเล่นไม่ได้มีกล้องโทรทัศน์มากมายเหมือนทุกวันนี้ เพราะเขาทำในสิ่งที่บางทีก็ถกเถียงว่าผิดกติกาหรือไม่กันไม่ได้เลย เขาไม่ใช่นักฟุตบอลด้วยซ้ำ” จิจิ เลนตินี อดีตกองหน้า โตริโน และ เอซี มิลาน กล่าวกับ Football Italia 

อย่างไรก็ดี ความเถื่อนของเขาไม่ใช่แค่การกระทำเท่านั้น 

 

แข้งฝีปากกล้า 

ฟุตบอลเป็นเกมที่เข้าปะทะกันอยู่เสมอ ทำให้กองหลังบางคน แม้จะเล่นหนักในเกม แต่นอกเกมอาจจะมีน้ำใจนักกีฬา เคารพคู่แข่ง หรือเป็นเพื่อนกันได้ตามปกติ แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับมาเตรัซซี H4AYP4NXJJALNJU4NDDBFZTC7U

เพราะไม่เพียงแต่เป็นกองหลังที่เล่นหนักที่ค่อนไปทางสกปรกเท่านั้น มาเตรัซซี ยังเป็นผู้เล่นที่มีฝีปากไม่ยอมใคร เขามักจะปะทะคารมกับคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกสนาม

ในปี 2002 อินเตอร์ ที่นำเป็นจ่าฝูงมาเกือบทั้งฤดูกาล พ่ายให้กับ ลาซิโอ ในนัดส่งท้ายจนเสียแชมป์ เซเรียอา ให้ ยูเวนตุส ความเจ็บปวดและความเดือดดาลทำให้ มาเตรัซซี เข้าไปหาเรื่องนักเตะคู่แข่งหลังจบเกม โดยกล้องจับได้ว่า เขาตะโกนใส่หน้า อเลสซานโดร เนสตา ของลาซิโอว่า “ฉันทำให้นายคว้าแชมป์” 

มันคือการพูดถึงปี 2000 ที่เปรูจา ต้นสังกัดเขาในตอนนั้น เอาชนะยูเวนตุสได้ในนัดส่งท้าย และทำให้ลาซิโอ ต้นสังกัดของเนสตาแซงขึ้นไปคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งจริงๆ มันแทบไม่มีความจำเป็นต้องพูดเลย แต่เขาก็ต้องพูดออกมาให้ได้เพื่อความสะใจ  

หรือในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งถือว่าเป็นช็อตที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อเขาเป็นคนทำให้ ซีดาน ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ก่อนหมดเวลาในช่วงต่อเวลาพิเศษ 10 นาที หลังกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสเอาหัวพุ่งโหม่งใส่เขา

มาเตรัซซี ออกมาเผยเรื่องนี้ในตอนหลังว่า สิ่งที่เขาทำให้เตะชาวฝรั่งเศสฟิวส์ขาดเป็นเพราะเขาพูดจากดูถูกน้องสาวของคู่แข่ง ไม่ใช่เรื่องแม่อย่างที่ลือกันมาก่อนหน้านี้ 

“คำพูดของผมอาจจะดูโง่ไปหน่อย แต่ผมก็ไม่ควรถูกทำแบบนั้น แถวโรม, เนเปิลส์, ตูริน มิลาน ปารีส ผมได้ยินอะไรหนักกว่านี้” มาเตรัซซีกล่าว  

“ผมพูดเกี่ยวกับน้องสาวของเขา ไม่ใช่แม่อย่างที่เคยอ่านในหนังสือพิมพ์ แม่ของผมตายตั้งแต่ผมวัยรุ่น ผมไม่มีทางดูถูกเขาเรื่องนั้นหรอก” 

แม้จะยอมรับว่าได้กล่าวคำที่ไม่เหมาะสมออกไป แต่ใช่ว่ามาเตรัซซี จะรู้สึกผิด กลับกันเขายังรู้สึกขอบคุณซีดาน ที่หลงเหลี่ยมจนถูกไล่ออก และทำให้อิตาลีเล่นง่ายขึ้น ก่อนจะก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์โลก ด้วยการเอาชนะไปได้ในการดวลจุดโทษ

“ผมไม่เกลียดซีดาน ผมรักเขา ไม่ใช่เพราะเขาเอาหัวโหม่งใส่ผม แต่เพราะเขาทำให้ผมได้แชมป์ฟุตบอลโลก” มาเตรัซซีกล่าวกับ Forza Italian Football

เขายังมักจะฟาดปากหรือแซะคนอื่นผ่านสื่ออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์นายเก่าอย่าง ราฟาเอล เบนิเนซ ว่าเป็นคนไม่เก่ง หรือตอกกลับซลาตัน หลังอิบราเผยเหตุการณ์ถอนแค้นเขา ด้วยการบอกว่าขอบคุณที่ย้ายทีมออกไป จนทำให้ทีมประสบความสำเร็จ 

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนไปถึงตอนที่ ซลาตัน ย้ายออกจากอินเตอร์ ไปบาร์เซโลนาเมื่อปี 2009 โดยแลกตัวกับ ซามูเอล เอโต และดาวเตะชาวแคเมอรูน กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งูใหญ่คว้า 3 แชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การคุมทัพของ มูรินโญ หลังจากนั้นทันควัน

“ฉันมา ฉันเห็น ฉันพิชิต ตลอดไปและไม่ว่ากรณีไหน ขอบคุณอิบราฮิโมวิช ไม่มีแกเราคงไม่คว้าแชมป์” มาเตรัซซี โพสต์ข้อความพร้อมรูปการคว้าสามแชมป์ของอินเตอร์ในฤดูกาล 2009-10 

แน่นอนว่าด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีคนเกลียดมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก และเข้าป้ายเป็นอันดับ 1 โดยการจัดอันดับฟรองซ์ฟุตบอลเมื่อปี 2016

แต่ใช่ว่ามาเตรัซซี จะสนใจ

 

มันคือสไตล์

จริงอยู่ มาเตรัซซี จะขึ้นชื่อในฐานะกองหลังจอมสกปรก และพฤติกรรมสุดห่ามทั้งในและนอกสนาม แต่ต้องยอมรับว่ามันคือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดอยู่ในลีกระดับท็อปของยุโรปอย่างเซเรียอามาได้นับ 10 ปี materazzi-salvaje

เพราะที่จริง เขาอาจจะไม่ใช่กองหลังจอมเทคนิคอย่าง คันนาวาโร หรือเนสตา แต่มันก็ทดแทนด้วยสไตล์การเล่นที่เด็ดขาดแบบถึงลูกถึงคน ที่ทำให้คู่แข่งต้องผวา และกลายเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ 

“เขาเป็นคนพิเศษนอกสนาม และตอนที่เขาอยู่ในสนาม เขาเป็นนักเตะที่แข็งมากหากต้องเจอ” อิวาน ซาโมราโน กล่าวกับ Televisa Deportes 

เพราะเดิมที มาเตรัซซี เป็นนักเตะที่มีความสามารถอยู่แล้ว ด้วยส่วนสูงที่สูงถึง 192 เซ็นติเมตร ที่สามารถเล่นลูกกลางอากาศได้ดี แถมยังมีจุดเด่นในลูกฟรีคิกและจุดโทษ เมื่อผสานกับความดุดัน ทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่ผ่านยากคนหนึ่งของลีก 

“มาเตรัซซี เป็นคนที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง เชื่อผมเถอะ” มาร์โก เนกรี อดีตกองหน้าชาวอิตาลี กล่าวกับ Ranger TV  

“ตอนที่ผมเล่นกับเขาที่เปรูจา ในการฝึกซ้อมเราต้องเล่นมินิเกม ผมมักจะได้เล่นกับเขาเสมอ” 

“ไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือการได้อยู่ทีมเดียวกับเขา เพราะว่าเขาแข็งแกร่งมากๆ” 

มันอาจจะเป็นสองขั้วของด้านบวกและด้านลบที่มาเจอกัน เพราะในมุมหนึ่งเขาอาจจะเป็นนักเตะที่ถูกมองว่านิสัยไม่ดี เขาก็ใช้สิ่งที่คนมองว่าไม่ดีในการยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกMarco-Materazzi-01-e1538132112628

“เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากๆ เพราะว่าผมไม่คิดว่าเขาจะมีพรสวรรค์หรือเทคนิคอะไร แต่เขาโฟกัสไปที่เป้าหมาย เป้าหมายที่จะเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง” เนกรีกล่าวต่อ

ทำให้แม้ว่ามาเตรัซซี จะถูกวิจารณ์มากแค่ไหน แต่เขาก็ยังจำเป็นสำหรับสโมสรและทีมชาติ และผลงาน 16 โทรฟี ตอนที่มีเขาอยู่ในทีมคือเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี 

“เขาประสบความสำเร็จในทุกอย่าง เขาคว้า 3 แชมป์กับอินเตอร์ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกกับอิตาลี เป็นผู้ชนะที่แข็งแกร่งจริงๆ และผมดีใจที่ได้เล่นกับเขา โดยไม่ต้องสู้กับเขา” 

Uncategorized

สวยและรวยมาก ความ ‘แซ่บ’ และ ‘ฉลาด’ ที่ทำให้ มาเรีย ชาราโปว่า ทำเงินไม่มีหยุด

สวยและรวยมาก ความ ‘แซ่บ’ และ ‘ฉลาด’ ที่ทำให้ มาเรีย ชาราโปว่า ทำเงินไม่มีหยุด

เป้าหมายแรกของนักกีฬาอาชีพทุกคน ล้วนคือการเป็นแชมเปี้ยน อยู่เป็นอันดับ 1 ในวงการของตัวเอง 

อย่างไรก็ตามนั่นคือภูเขาลูกแรก ที่เมื่อนักกีฬาหลายคนสามารถข้ามได้แล้ว แต่กลับไม่สามารถข้ามภูเขาลูกที่สองไปได้ … และภูเขาลูกนั้นมีชื่อว่า “ขวัญใจมหาชน” 

เรื่องดังกล่าวนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆ แต่สำหรับ มาเรีย ชาราโปว่า มันกลับตรงกันข้าม เธอทำมันได้โดยธรรมชาติและแทบไม่ต้องปรุงแต่ง ถึงแม้เธอจะไม่ได้เก่งที่สุดเมื่ออยู่บนคอร์ท แต่นอกสนามนั้นแทบไม่มีใครล้มเธอจากตำแหน่งแชมป์ได้เลย … แม้กระทั่งวันที่เธอโดนแบนร่วม 2 ปี เธอก็ยังไม่เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่ดี

ติดตามเรื่องราวความแซ่บและความฉลาดที่เปลี่ยนเด็กสาวอพยพจากรัสเซียที่มีเงินติดตัวแค่ 700 ดอลลาร์ให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการเทนนิสได้ที่นี่ 

 

ที่สุดของการเป็นขวัญใจ 

ฉายา “นางฟ้ามาเรีย” ของ มาเรีย ชาราโปว่า นักเทนนิสหญิงจากรัสเซีย มีจุดเริ่มต้นจากภาพลักษณ์ของเด็กสาวหน้าตาน่ารักชวนดู แถมยังมีสไตล์การเล่นที่ดุดันสะใจตั้งแต่แจ้งเกิดในวงการตั้งแต่อายุ 17 ปี0630_tennis

หน้าตาที่สะสวยสวนทางกับการเล่นที่ดุดัน เธอมีลูกเสิร์ฟที่รุนแรงหวังผลได้ วิ่งเก็บทุกลูกเหมือนกับมีสามปอด และทุกครั้งที่หวดกลับ เธอใส่พลังผ่านเสียงที่ตะโกนดังลั่นสนาม 

ด้วยสไตล์การเล่นดังกล่าวทำให้ ชาราโปว่า ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับท็อป 5 ของโลก และขึ้นมือ 1 อยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังมีแชมป์แกรนด์สแลมอย่าง วิมเบิลดัน ในปี 2004 และ ยูเอส โอเพ่น ในปี 2006 การันตี จนกระทั่งเธอเริ่มมีปัญหาที่หัวไหล่ในช่วงปี 2007 เป็นต้นมา ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่หัวไหล่จนไม่สามารถเล่นสายเสิร์ฟและบ้าพลังเหมือนเก่าได้ ชาราโปว่า จึงเบนสไตล์เปลี่ยนมาเล่นสายเทคนิค ซึ่งปลายทางก็ไม่ต่างกันนักคือการประสบควาสำเร็จระดับแชมเปี้ยน

หลังจากการผ่าตัดที่ไหล่ ชาราโปว่า คว้าแชมป์ ออสเตรเลียน โอเพ่น ในปี 2008 และ เฟร้นช์ โอเพ่น อีก 2 สมัยในปี 2012 และ 2014 รวมถึงเหรียญเงินเเทนนิสหญิงเดี่ยวในการแข่งขันโอลิมปิก ที่กรุงลอนดอน ปี 2012  

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ภูเขาลูกแรกสำหรับนักกีฬาอาชีพคือการเป็นแชมป์ แต่ภูเขาลูกที่ 2 คือการเป็นขวัญใจมหาชนต่างหากที่ ชาราโปว่า สามารถปีนได้ง่ายดายยิ่งกว่าภูเขาลูกแรกเยอะ

สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ คือเธอเป็นคนมีเสน่ห์ ชนิดไม่ว่าใครเห็นก็ต้องยอมรับ หน้าตาสะสวย ผิวพรรณดี และรูปร่างเพอร์เฟ็กต์เหมือนกับนางแบบ ดังนั้นเมื่อมีต้นทุนพวกนี้บวกกับการมีฝีมือและไปถึงตำแหน่งแชมเปี้ยนด้วยแล้ว มาเรีย ชาราโปว่า จึงเป็นเป้าหมายของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่พร้อมจะทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้เธอมาร่วมงาน 

นับตั้งแต่คว้าแชมป์วิมเบิลดันในปี 2004 ชาราโปว่า ก็กลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับสินค้าดังๆ อย่าง นาฬิกา แท็ก-ฮอยเออร์, กล้อง แคนอน, โทรศัพท์มือถือ โมโตโรล่า และ โซนี่, รถยนต์ แลนด์ โรเวอร์ กับ ปอร์เช่, น้ำอัดลม เป๊ปซี่, โรลออนดับกลิ่น ปาล์มโอลีฟ รวมถึงบ่อเงินบ่อใหญ่ของเธออย่าง อุปกรณ์กีฬา ไนกี้ sharapova_Wimbledon_final

“มาเรีย ชาราโปว่า ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการสร้างมูลค่าให้กับตัวเอง เธอเป็นผู้ชนะทั้งในและนอกสนาม เพราะความเป็นคนที่มีเสน่ห์ที่ดึงดูด และยังเป็นนักกีฬาฝีมือดีอีกด้วย” เคิร์ท บาเดนเฮาเซ่น นักเขียนของ ฟอร์บส์ อธิบายถึงการเป็นขวัญใจมหาชนของ ชาราโปว่า 

นอกจากนี้นิตยสาร Forbes ได้ยืนยันรายได้ของ ชาราโปว่า จากทุกแบรนด์ที่กล่าวมาว่า มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดอาชีพนักเทนนิสของเธอ และเธอยังครองแชมป์นักเทนนิสหญิงที่มีรายรับสูงที่สุดติดต่อกันถึง 11 ปี

หนึ่งในสิ่งที่เธอทำเสมอ คือความไนซ์ต่อสปอนเซอร์ทุกตัวที่เข้ามา ชาราโปว่า ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ขี้วีนเท่าไหร่นักจากการเปิดเผยของผู้ร่วมงานกับเธอ ตัวแทนของ เอวิยอง แบรนด์น้ำแร่ที่เคยเซ็นสัญญากับ ชาราโปว่า เล่าว่า นักเทนนิสสาวชาวรัสเซียนั้นได้ตัดสินใจเลือกน้ำดื่ม เอวิยอง ให้เป็นสปอนเซอร์ เพราะตัวของเธอนั้นชื่นชอบน้ำยี่ห้อนี้อยู่แล้ว จึงทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและ ชาราโปว่า ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ เอวิยอง จดจำไม่ลืม 

“เรารักที่จะทำงานกับ มาเรีย ชาราโปว่า เธอทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็นคนเฮลท์ตี้ชัดมาก และยังเป็นตัวแทนของคนที่สามารถลองทำหลายสิ่งหลายอย่างจนคุ้มค่ากับชีวิต” โอลิเวีย ซานเชซ รองประธานฝ่ายการตลาดของ เอวิยอง กล่าว 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าเธอคือภาพจำ และเป็นตัวละครเอกของวงการเทนนิสหญิงมาตลอดอย่างยาวนาน แม้กระทั่งในช่วงปลายอาชีพเธอจะอันดับกระเด็นไปไกลเกินกว่าอันดับที่ 300 ก็ตาม8959594-3x2-700x467

วิลเลี่ยมส์ ผู้น้องกวาดแชมป์แกรนด์สแลมมา 23 รายการตลอดอาชีพนักเทนนิส และเธอคือที่สุดแห่งยุคในเรื่องฝีมือแบบไม่ต้องส่งสัย สถิติของ เซเรน่า ที่เจอกับ ชาราโปว่า ทั้งหมด 22 ครั้งคือ เซเรน่า ชนะ 20 ครั้ง ส่วน ชาราโปว่า ชนะแค่ 2 ครั้งเท่านั้นเอง 

เรื่องดังกล่าวมีเหตุผล เซเรน่า และ ชาราโปว่า มีความสัมพันธ์ที่ต่างกับคู่อริเทนนิสฝั่งชายอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ ราฟาเอล นาดาล ที่ถึงแม้ทั้งคู่จะช่วงชิงความยิ่งใหญ่และเป็นราชาของคอร์ทเทนนิสคนละสาย (เฟเดอเรอร์ – หญ้า, นาดาล – ดิน) แต่นอกสนามพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทและมีมิตรภาพให้กันเสมอมา

แต่ เซเรน่า และ ชาราโปว่า คือความสัมพันธ์ระดับผีไม่เผาเงาไม่เหยียบเลยก็ว่าได้ ในช่วงยุค 2000’s ที่ทั้งคู่ช่วงชิงความเป็นหนึ่งกัน แม้ ชาราโปว่า จะเป็นฝ่ายแพ้เสียส่วนใหญ่ แต่เหตุผลที่ซ่อนอยู่คือ เซเรน่า แค้นมากที่ ชาราโปว่า พาดพิงเธอด้วยเอาไปเขียนผ่านชีวิตประวัติที่ชื่อว่า “Unstoppable: My Life So Far”  

ในเล่มนั้น ชาราโปว่า เล่าว่า การเจอกันในวิมเบิลดันปี 2004 เธอได้เข้าไปชิงกับ เซเรน่า และเป็นการเอาชนะที่พลิกล็อกของเธอ และทำให้ ชาราโปว่า คว้าแกรนด์สแลมแรกของเธอมาครองได้สำเร็จ 

ในตอนที่รับถ้วยแชมป์นั้นทั้งคู่ก็ยิ้มแย้มให้กันดีอยู่ ทว่าหลังจากเข้าสู่ห้องแต่งตัว ชาราโปว่า เล่าว่า เซเรน่า เสียน้ำตาที่แพ้ให้กับเธอซึ่งเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบไม่คาดคิด และในขณะที่ เซเรน่า ร้องไห้ก็กลายเป็นจังหวะที่ ชาราโปว่า ได้ไปเห็นห้วงเวลาความอ่อนแอของยอดฝีมือฝ่ายหญิงพอดิบพอดี 

 

เรื่องแซ่บของนางฟ้า 

การทำเงินก้อนใหญ่ด้วยจุดขายด้านภาพลักษณ์นั้น ไม่มีใครเถียงว่าคือสิ่งที่เป็นตัวตนของ มาเรีย ชาราโปว่า ทว่าในเรื่องของการแข่งขันนั้น เธอก็ไม่ได้เป็นที่รักของทุกคนเสียทีเดียว และคู่อริของเธอก็คือเบอร์ 1 ตลอดกาลอย่าง เซเรน่า วิลเลี่ยมส์  

ชาราโปว่า เชื่อว่าชัยชนะของเธอนำมาซึ่งความเคียดแค้นของ เซเรน่า ที่หลังจากนั้นไม่ว่าทั้งคู่จะได้แข่งกันกี่ครั้ง เซเรน่า จะจัดเต็มและเกมๆ นั้นจะเป็นเกมที่ร้อนแรงเสมอ เพราะ เซเรน่า ฝังใจกับการแพ้ครั้งนั้นมากจนเคยบอกกับเพื่อนว่า เธอจะไม่แพ้ ชาราโปว่า เป็นครั้งที่ 2 แถมยังมีคำนามแทนชื่อ ชาราโปว่า ว่า “Little Bitch” เลยทีเดียว 

“ฉันคิดว่า เซเรนา เกลียดฉันที่เป็นเพียงเด็กรูปร่างบอบบางที่เอาชนะเธอได้อย่างเหลือเชื่อ ในศึก วิมเบิลดัน … แต่ฉันเชื่อเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เธอเกลียดฉัน เพราะฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอมากกว่า” 

ไม่ต้องสงสัย เซเรน่า ปรี๊ดแตกสุดขีดเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เธอบอกว่า ชาราโปว่า คิดเองเออเองไปหมดทุกอย่าง และเธอผิดหวังมากที่ ชาราโปว่า เอาไปเขียนเป็นตุเป็นตะลงหนังสือ 

“สิ่งที่อยู่ในหนังสือก็เอามาจากสิ่งที่เธอพูดลอยๆ มา 100 เปอร์เซนต์ ฉันได้อ่านมันแล้วรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ฉันร้องไห้ในล็อคเกอร์รูมบ่อยเมื่อแข่งแพ้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคนปกติที่ไหนก็เป็นกัน มันก็แสดงให้เห็นถึงความกระหายในสิ่งที่ตัวเองทำขนาดไหน เพราะทุกครั้งเวลาออกไปสนามก็จะทำให้ดีที่สุด มันคือนัดชิง วิมเบิลดัน ถ้าไม่ร้องไห้สิแปลก” เซเรน่า กล่าวก่อนที่แอบเหน็บ ชาราโปว่า กลับว่า 

“หนังสือเล่มนั้นเขียนถึงฉันเยอะเลย น่าเซอร์ไพรส์ทีเดียว เพราะไม่ได้คาดว่าจะได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับฉันในอัตชีวประวัติของคนอื่น”  unnamed

แม้จะแลกกันคนละหมัดด้วยประโยคแซ่บที่เตรียมมา แต่ ชาราโปว่า ก็ไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เธอตอบกลับในเชิงว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ตรงไหน เพราะชีวประวัติของเธอคือการบอกเล่าในสิ่งที่เคยประสบพบเจอในชีวิต และการเจอกับ เซเรน่า ก็เป็นเรื่องจริงทำไมจะเอามาเขียนไม่ได้?     

ความสัมพันธ์แบบอริ และความแซ่บของวาทะทั้งสองสาว ไม่ใช่มีแต่แง่ร้ายเท่านั้น มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันสำหรับการปะทะคารมทั้งในและนอกสนามคือ แมตช์ระหว่างทั้งคู่กลายเป็นที่สนใจของแฟนๆ เสมอ ทุกคนจับตาดูว่า เซเรน่า จะถล่ม ชาราโปว่า ให้เป็นจุลหรือไม่? หรือหนนี้ ชาราโปว่า จะฝากแผลใจเพิ่มให้กับ เซเรน่า อีก 

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าความเป็นอรินี้ทำให้ทั้งคู่ขายได้ ซึ่งทั้ง 2 ก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับบทดังกล่าง ชาราโปว่า บอกว่าพวกเธอไม่มีวันจะเป็นเพื่อนกันได้ตราบได้ที่ยังเป็นนักเทนนิสอาชีพ เพราะต่างคนต่างก็กระหายแชมป์ และพยายามจะเอาชนะกันและกันอยู่เสมอ  

ความพยายามในการก้าวข้ามกันและกันนี้เอง คือหนึ่งในกุญแจหลักที่ต่างฝ่ายต่างไม่อยากหยุดพัฒนา แม้ความสัมพันธ์จะออกมาไม่สวยงาม แต่มันกลับทำให้ชื่อเสียง, ภาพลักษณ์ และสตอรี่ของทั้งคู่งอกเงยขึ้นจนกลายเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกสนใจ … และสิ่งนี้เองคือสิ่งที่นักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ต้องการ 

 

วันที่ล้ม…สู่โอกาสใหม่ 

เป็นธรรมดาของอาชีพนักกีฬา ไม่มีใครเก่งได้ทุกวัน เมื่อถึงเวลาก็ต้องยอมแพ้กับสังขาร ชาราโปว่า เองก็เช่นกัน หลังจากคว้าแกรนด์สแลมสุดท้ายในปี 2012 เธอก็ดร็อปลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนใหญ่ในปี 2016 488877321

ในช่วงก่อนการแข่งขัน ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ชาราโปว่า พบกับปัญหาเมื่อเธอไม่ผ่านการทดสอบการใช้สารกระตุ้น โดยสารที่พบในตัวเธอมีชื่อว่า Meldonium ซึ่งเป็นยาที่เธอใช้เป็นประจำ แต่ทว่าองค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้น (WADA) เพิ่งบรรจุให้ยาชนิดดังกล่าวเป็นเป็นสารกระตุ้นต้องห้ามในปี 2016 พอดี จนทำให้สารยังค้างในร่างกาย นี่คือสิ่งที่เธออ้างด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตามข้ออ้างของเธอไม่ขึ้น ชาราโปว่าโดนโทษแบน 2 ปี ก่อนจะยื่นอุทธรณ์ลดเหลือ 15 เดือนได้สำเร็จ … แม้เวลาจะสั้นลงแต่ผลกระทบยังคงเดินหน้าต่อไป แบรนด์ที่เป็นบ่อเงินบ่อทองอย่าง แท็ก ฮอยเออร์, ไนกี้, ปอร์เช่ ถอดเธอออกจากรายชื่อแบรนด์แอมบาสเดอร์ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ยิบย่อยต่างๆ ที่ทำเช่นเดียวกัน จนทำให้รายได้ของเธอหายไปเยอะ และเสียตำแหน่งแชมป์นักเทนนิสหญิงที่ทำเงินมากที่สุดต่อปีให้กับ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ไปในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าตาจนเสียแล้วในตอนนี้ … แต่อย่างที่นักวิจารณ์ของ ฟอร์บส์ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ นอกจาก ชาราโปว่า จะมีเสน่ห์แล้ว เธอยังมีควา “ฉลาด” ด้วย และความฉลาดในทางหัวธุรกิจได้กลายเป็นฐานที่มั่นที่ทำให้เธอไม่ต้องกังวลมากนักเมื่อสปอนเซอร์หลักหายไป 

นั่นเพราะว่าเธอได้สร้างแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อว่า Sugarpova ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขายลูกอมและขนมหวาน ไว้แล้วนั่นเองgettyimages-534006792-1050x700

“ครั้งแรกที่ฉันเริ่มต้นคิดธุรกิจนี้ขึ้นมามันเกิดขึ้นในช่วงที่ฉันมีอาการบาดเจ็บ ตอนนั้นฉันอายุแค่ 21 ปีเท่านั้น และไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับมาเล่นเทนนิสได้อีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นฉันต้องหาอะไรที่สามารถสร้างเงินให้ฉันได้มากพอที่จะไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต และมีเงินให้ครอบครัวไว้ใช้จ่ายและมีความสุข” 

ณ เวลานั้นเธอมีเงินลงทุนไม่มาก เธอจึงค่อยๆ ทำไปทีละน้อย และหวังจะให้มันเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้สุดท้ายเธอจะผ่าตัดผ่านฉลุยและกลับมาตีเทนนิสได้ดีอีกครั้ง แต่แบรนด์ลูกอมของเธอก็ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยการวางแผนธุรกิจของเธอเอง

“เมื่อคุณเพิ่งเริ่มคุณจะรู้สึกว่ามันยากที่จะประสบความสำเร็จในทันที ดังนั้นต้องให้เวลาตัวเองสัก 5 ปี และฉันไม่เคยอายที่จะลงมือทำอะไรอื่นๆ ที่แตกต่างเลย” 

ชาราโปว่า ขยายธุรกิจของเธออกไปด้วยการส่งขายไปร้านซูเปอร์มาเก็ตอย่าง Kroger หรือแม้แต่กระทั่ง 7-11 เครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่ง The Sun สื่อจากอังกฤษบอกว่าทุกวันนี้ Sugarpova สามารถทำเงินให้กับ ชาราโปว่า ได้ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว 

“เทนนิสจ๋า ฉันขอลาก่อน หลังเล่นเทนนิสมา 28 ปี คว้าแชมป์แกรนด์สแลม 5 สมัย ฉันพร้อมที่จะไต่ขึ้นภูเขาลูกใหม่แล้ว เพื่อเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ” ชาราโปวา ที่เพิ่งแถลงแขวนแร็คเก็ตไปเมื่อเร็วๆ นี้กล่าว Sugarpova-says-7-Eleven-chocolate-listing-is-a-game-changer_wrbm_large

ภูเขาลูกแรกคือการเป็นแชมป์ เธอพิชิตได้ ภูเขาลูกที่สองคือการเป็นขวัญใจแฟนๆ เธอก็ทำไปแล้ว ณ เวลานี้เธอกำลังใช้ความฉลาดและเสน่ห์ของตัวเองในบทบาทของ CEO บริษัทขายขนมหวาน ปีนข้ามภูเขาลูกที่ 3 นั่นคือการต่อยอดหลังจากเลิกเล่น … 

จากเด็กสาวชาวรัสเซียที่ย้ายมาสหรัฐอเมริกาในปี 1994 ด้วยเงินเก็บเพียง 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทุกวันนี้ มาเรีย ชาราโปว่า กลายเป็นหนึ่งในต้นแบบของนักกีฬาที่ใครหลายคนอยากเดินรอยตาม

ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จ แต่มันสมบูรณ์ทุกขั้นตอน จนต่อให้ล้มก็เป็นการล้มลงบนฟูก และดูเหมือนว่าจากนี้ตัวเลขในบัญชีของเธอกำลังจะเดินหน้าทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ในอนาคตเธออาจจะทำเงินจากการขายขนมหวานได้มากกว่าที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่เคยให้เธอตอนที่ยังเป็นนักเทนนิสอยู่ก็เป็นได้