Browse Month by เมษายน 2020
Uncategorized

ห่างชั้นจนบ่อนไม่รับแทง ไฟต์แรกในอเมริกาของ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ ผู้โนเนม

ห่างชั้นจนบ่อนไม่รับแทง ไฟต์แรกในอเมริกาของ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ ผู้โนเนม

การออกเดินทางของแต่ละคนมีความหมายแตกต่างกัน บางคนออกเดินทางเพราะไม่มีทางเลือก บ้างก็เดินทางเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่สำหรับ แมนนี่ ปาเกียว อัจฉริยะนักชกชาวฟิลิปปินส์ เลือกออกจากบ้านเกิดของเขาไปยังสหรัฐอเมริกาทั้งๆ ที่เขาพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นก็เพราะว่า “เขาอยากเป็นคนที่ยิ่งใหญ่”

 

นี่คือเรื่องราวของนักชกที่มองไปข้างหน้าเสมอ ไม่ว่าชีวิตจะลำบากถึงขีดสุดหรือในวันที่ประสบความสำเร็จ ประสบการณ์ในแผ่นดินอเมริกาเพื่อยกระดับตัวเอง และการเดิมพันแชมป์แรกที่ MGM อารีน่า ของเขาเร้าใจแค่ไหน? 

ติดตามได้ที่นี่ 

 

ธรรมชาติของผู้ชนะ 

“เพราะมวยคือกีฬาที่โดดเดี่ยว … คุณเหนื่อยแทบตาย คุณเจ็บแทบตายบนเวที แต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้ … แต่ถ้าเสียงระฆังดังขึ้นและคุณเป็นผู้ชนะ ทุกคนจะจดจำแต่คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น” ประโยคสุดคลาสสิกนี้เกิดขึ้นในบทความเกี่ยวกับสไตล์การชกของนักมวยในเว็บไซต์ Bleacher Report ที่บอกว่ามันคลาสสิกก็เพราะ มันคือการเอาความจริงมาเขียนให้เห็นภาพได้ง่ายและชัดเจนที่สุด

นักมวยสู้เพื่อตัวเอง … ไม่ว่าจะบนสังเวียนหรือนอกสังเวียน หากเลือกได้ไม่มีใครอยากต้องมาซ้อมหนักรากเลือดและเจ็บตัวทุกๆ วัน แต่สำหรับบางคนมันต่างออกไป เพราะมวยไม่ต้องพึ่งใครคนอื่นๆ เมื่ออยู่บนเวที หากเขาคนนั้นทุ่มเทมากพอและเก่งมากพอ สุดท้ายมวยจะช่วยเปลี่ยนชีวิตของเขาได้ … นั่นคือความคิดของ แมนนี่ ปาเกียว ตำนานนักชกระดับแชมป์โลกชาวฟิลิปปินส์ ผู้เล่าย้อนภายหลังว่า “มวยคือสิ่งเดียวที่เขาเลือกได้” เพราะตั้งแต่เติบโตขึ้นในเมือง ซานโตส ซิตี้ เขาพบแต่ความยากลำบากมากมายจนไม่กลัวอะไรอีกต่อไปในอนาคต maxresdefault

“ตอนนี้ใครๆ ก็รู้จักผมในฐานะตำนานนักมวย ซึ่งแน่นอนว่าผมภูมิใจมากที่มันเป็นแบบนั้น แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ผมไม่เคยเจอคำว่าง่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว” ปาเกียว เริ่มเล่าย้อนกลับไป

“เส้นทางการเป็นนักมวยของผม เกิดจากวัยเด็กที่ผมต้องสวมบทนักสู้เพื่อให้ชีวิตต้องอยู่รอด ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ไม่มีใครให้พึ่งพา ดังนั้น ผมมีแค่ตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันทำให้ผมเลือกมวยเพราะผมเชื่อว่ามันจะไปได้ดี ผมฝึกมาทั้งชีวิต ฝึกหนักมากเพื่อจะทำให้ตัวเองอยู่รอด และทำให้ครอบครัวของผมมีชีวิตอยู่ต่อไป” 

ปาเกียว นั้นเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 14 ปี จนกระทั่งอายุครบ 16 ปี ก็ได้ขึ้นเวทีมาตรฐาน หากเป็นบ้านเราก็คงต้องเรียกว่าได้ชกมวยตู้จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกรุงมะนิลา และประเทศฟิลิปปินส์ 

ระหว่างทางมีเรื่องราวมากมาย เอาแค่ช่วงที่ยังอยู่ในฟิลิปปินส์ ก็ถือว่า ปาเกียว ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรหลายๆอย่าง ครั้งหนึ่งเขาเคยกอดคอกับเพื่อนซี้ที่ชื่อว่า ยูจีน บารูแต็ก ไปสมัครชกในรายการ Blow by Blow โดยหวังว่าจะชนะกันทั้งคู่และได้ต่อยอดกลายเป็นยอดมวยแดนตากาล็อก ทว่าสุดท้ายเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ยูจีน เสียชีวิตคาเวทีจากการโดนน็อค ขณะที่ ปาเกียว ตอนนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขึ้นเวทีต่อทันทีหลังจากที่เพื่อนรักโดนหามส่งโรงพยาบาล … สาเหตุที่เขาหยุดไม่ได้ก็เพราะมวยคือชีวิต ทุกหมัด ทุกชัยชนะ คือทางรอดที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น PAY-Manny-Pacquiao (2)

ทัศนคติแบบนี้ทำให้ ปาเกียว ไต่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นยอดมวยรุ่นฟลายเวต น้ำหนัก 112 ปอนด์ ณ เวลานั้นในเอเชียไม่มีใครสู้ได้ ปาเกียว ไวอย่างกับจรวดและมือหมัดซ้ายที่หนักเกินกว่านักชกท้องถิ่นจะรับไหว นอกจากนักชกฟิลิปปินส์ด้วยกันเองแล้ว เขายังไล่เก็บนักชกไทย และนักชกญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อย จนคว้าแชมป์โลกเส้นแรกในรุ่นฟลายเวตของสถาบัน WBC ด้วยการชนะน็อกยก 8 เหนือ ฉัตรชัย 3 เคแบตเตอรี่ หรือชื่อจริง ฉัตรชัย สาสะกุล ในปี 1998 มีหนเดียวที่พลาดท่าคือในปี 1999 ที่แพ้น็อกยก 3 ให้กับ เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม หรือ บุญใส สังสุราช เท่านั้นอง

หากเปรียบเทียบชื่อเสียงปาเกียวในช่วงวัย 18-19 ปี ในฟิลิปปินส์ ให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ถ้าเป็นมวยไทยเขาก็คือยอดมวยเข็มขัดเต็มเอวเต็มคอไปหมด เป็นที่รู้จักและยืนหนึ่งในสายตาของเซียนมวยแบบไม่ต้องสงสัย 

แต่ว่ากันว่าชีวิตคนช่างประหลาด ใครก็ตามที่เคยมาจากจุดที่ต่ำที่สุด หากวันหนึ่งได้ลิ้มชิมรสความสำเร็จเขาคนนั้นจะเสพติดมันและพยายามไขว่คว้าทุกสิ่งที่มือของคนๆ นั้นสามารถคว้ามันได้ และบางครั้งก็ยากจะเอื้อมถึง … ปาเกียว บอกเสมอว่าเขาภูมิใจที่ได้เป็นยอดมวยรุ่นเล็ก ณ เวลานั้น มันคือฝันที่นักมวยชาวปินอยทุกคน 

แต่ ปาเกียว มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง เขามีธรรมชาติของผู้ชนะอยู่ในตัวสูงมาก และเขารู้ดีว่าตราบใดที่เขาไม่ยอมขยับน้ำหนักไปขึ้นชกในรุ่นที่ใหญ่กว่านี้ ชีวิตนักมวยของเขาจะมาถึงทางตันเร็วกว่าที่คิดแน่นอน 

สาเหตุเป็นเพราะหากต่อยในรุ่นน้ำหนัก 112 ปอนด์ และพิชิตคู่ชกจนหมดรุ่น ปาเกียว ก็ยังไม่ได้รับการโค้งคำนับจากทั้งโลกอยู่ดี เพราะมวยรุ่นเล็กแบบนี้มีแต่สรีระของชาวเอเชียเท่านั้น ไม่มีนักชกอเมริกันหรือชาติอื่นๆ มีส่วนร่วมเท่าไรนัก ซึ่งนั่นคือเรื่องใหญ่ เพราะมีความเชื่อที่ว่ากันว่าคุณจะเป็นยอดมวยไม่ได้หากไม่เคยได้ไปชกที่สหรัฐอเมริกา … ดินแดนที่เรียกว่า “เวทีเอก” แห่งวงการมวยโลกนั่นเอง

นั่นคือเหตุผลที่ แมนนี่ ปาเกียว ต้องออกเดินทางจาก ฟิลิปปินส์ เพื่อไปทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่คับโลกให้ได้ นี่คือการเดินทางที่เป็นที่เขาจำเป็นต้องทำ … นั่นคือการไปที่อเมริกา เพื่อพบกับทั้งมิตรและศัตรูที่เก่งกว่าที่เขาเคยได้เจอที่นี่ 

 

FIRST TIME TO AMERICA

เป็นอีกครั้งที่ แมนนี่ ปาเกียว ตัดสินใจไปในที่ที่เขาไม่รู้จัก และไม่รู้กระทั่งภาษาของคนท้องถิ่นซึ่งนั่นก็คือภาษาอังกฤษ เขาชกมวยมาตั้งแต่จำความได้ นั่นจึงทำให้เขาไม่ได้เฉียดเรื่องการศึกษาเลย ภาษาอังกฤษของเขาไม่กระดิกสักนิด แต่นี่ไม่ใช่ความท้าทายที่เขาเพิ่งเคยเจอ เพราะก่อนที่เขาจะเก็บข้าวของจาก ซานโตส ซิตี้ บ้านเกิด มายังเมืองหลวงอย่างกรุงมะนิลา ปาเกียว ก็พูดได้แค่ภาษาท้องถิ่น แต่ไม่สามารถพูดภาษาตากาล็อกที่ชาวเมืองหลวงส่วนใหญ่พูดกันได้  DSCN0022

ปาเกียว เดินทางมาถึงอเมริกาพร้อมกับ ร็อด นาซาริโอ ผู้จัดการส่วนตัว เมื่อมาถึงอเมริกาก็เกิดปัญหาใหญ่ คือไม่มีโปรโมเตอร์ค่ายไหนสนใจตัว ปาเกียว เลย นาซาริโอ จึงพยายามนำชื่อของปาเกียวไปยังยิมต่างๆ หลายที่เพื่อหาที่เก็บตัวและเพิ่มโอกาสโชว์ฝีมือในอเมริกาบ้าง จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากยิมที่ชื่อว่า “ไวลด์ การ์ด ยิม” ที่ ซาน ฟรานซิสโก ซึ่งมีเจ้าของที่ชื่อ เฟร็ดดี้ โรช ชายผู้เคยเป็นโค้ชให้กับ ไมค์ ไทสัน เมื่อ 10 ปีก่อน … 

โรช ไม่ได้สนใจอะไรในตัวปาเกียวก่อน แต่เป็น นาซาริโอ ที่เดินมาหาเขาและบอกว่า “คุณมาลองล่อเป้าให้เขา (ปาเกียว) หน่อยได้ไหม” 

“ทำไมผมต้องทำแบบนั้น?” นี่คือสิ่งที่โรชอาจจะกำลังสงสัย เพราะว่าเขาเองก็งานยุ่งและมีนักมวยให้ดูแลมากมาย แต่สุดท้าย ปาเกียว ก็แทรกกลับมาว่า “คุณคือคนที่ทำให้ผมเก่งขึ้นได้” โรช เริ่มสะดุดและลองมาล่อเป้าแชมป์จาก ฟิลิปปินส์ ดู ผ่านไปไม่กี่นาที โรช ถอดที่ล่อเป้าและหันไปบอกกับเพื่อนๆ ของเขาที่ดูการล่อเป้าครั้งนี้ว่า “เฮ้ย ไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดา มันเป็นยอดมวยได้เลยนะ” 

ขณะที่ฝั่งของ ปาเกียว เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้จะสื่อสารกันไม่ได้ แต่เขาก็รู้ว่านี่แหละคนที่ใช่ เฟร็ดดี้ โรช คือคนที่เขาตามหา เขาถอดหัวโขนแชมป์ออกหมดสิ้นและฝากตัวเป็นศิษย์ทันที ก่อนจะหันไปบอกนาซาริโอว่า “เราได้เทรนเนอร์ใหม่แล้ว” 

ช่วงเวลาการฝึกหนักตามโปรแกรมนรกที่ เฟร็ดดี้ โรช จัดให้เป็นไปอย่างราบรื่น สาเหตุเพราะปาเกียวทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว เขาพร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สิ่งที่โรชได้พยายามบอกกับเขาคือแฮนด์สปีดของ ปาเกียว สุดยอดอยู่แล้ว แต่มันจะสุดยอดกว่านี้หากพัฒนาเรื่องสเต็ปเท้าให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมันจะทำให้เขาออกหมัดได้ไม่หยุดและมาจากหลากหลายทิศทาง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่อันตรายมาก หากมวยซ้ายหรือ “เซาธ์พอว” (Southpaw) สามารถไปถึงจุดที่ฟุตเวิร์กและแฮนด์สปีดเป็นหนึ่งเดียวกันได้ 

ปาเกียว เชื่อฟังแต่โดยดีไม่มีข้อสงสัย เขาพยายามทำตัวอ่อนน้อมไม่วางมาด โรช บอกให้ทำอะไร เขาก็ทำแบบนั้น ขณะที่ตัวของ เฟร็ดดี้ ไม่เคยกั๊กวิชา ทุกสิ่งที่เขาได้สอนให้ปาเกียว คือทุกอย่างที่เขาได้เรียนรู้มาตลอดชีวิต 

“มิตรแท้สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด” นี่คือคำที่เหมาะกับชีวิตของ ปาเกียว ที่อเมริกาเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งตัวเขาและโรชต่างให้ความเคารพกันสูงมาก ปาเกียว บอกว่า โรช ดูแลเขาเหมือนกับตัวเองเป็นพ่อ ส่วน โรช ก็ตัวติดกับ ปาเกียว จนคิดว่านักชกชาวฟิลิปปินส์คนนี้เป็นลูกชายไปเสียแล้ว

“ไอ้เด็กคนนี้เป็นคนตลกทุกครั้งที่ได้ทำงานด้วย ทุกอย่างที่เขาทำเขาใส่ความทุ่มเทเต็ม 100% และนั่นคือเกณฑ์ที่ผมใช้ตัดสินเขา” เฟร็ดดี้ โรช กล่าวRoach_pacman

ไม่ใช่แค่ โรช ที่วัดใจฝ่ายเดียว ปาเกียว ใช้เวลา 1 เดือนหลายเดือนในยิมนั้นเพื่อฝึกทักษะอย่างเดียว เขาไม่เคยได้ขึ้นลองนวมกับนักชกคนไหนเลยจนเขาเริ่มท้อ หนักไปกว่านั้น การวิ่งหาคู่ชกที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้เขาเป็นผู้ท้าชิงก็ไม่มีใครสนใจแม้ว่า ปาเกียว จะทำน้ำหนักขึ้นมาเป็นรุ่นซุปเปอร์แบนตัมเวต หรือ 122 ปอนด์ แล้วก็ตาม 

นี่คือปัจจัยที่ใหญ่เกินกว่าที่ โรช จะควบคุมได้ และมันทำให้ ปาเกียว ท้อจนแทบอยากกลับไป ฟิลิปปินส์ ให้รู้แล้วรู้รอด จนกระทั่งมีระฆังทองดังมาจากแดนไกล เสียงกังวานมาตั้งแต่แอฟริกา และมันเป็นเสียงของนักชกที่ชื่อว่า เลห์โล เลดวาบา แชมป์ประจำรุ่นของสถาบัน IBF ที่ป้องกันแชมป์มาแล้ว 5 สมัย … โชคหล่นทับ แมนนี่ ปาเกียว เสียแล้ว 

 

ไฟต์ที่แม้แต่ ลาส เวกัส ยังปิดราคา

บุญหล่นทับ … คำนี้มีจริงแน่นอน ในขณะปาเกียวกำลังท้อเตรียมจะเก็บของกลับบ้านไปตั้งหลัก เลดวาบา ก็ขาดคู่ชกพอดิบพอดี เดิมทีนั้นเขาต้องชกกับนักมวยชาวเม็กซิกันคนหนึ่ง ทว่าเกิดปัญหาเรื่องสภาพร่างกายและทำน้ำหนักไม่ผ่านจึงไม่สามารถขึ้นชกได้ เหลือบซ้ายแลขวาตามประสาแชมป์ แน่นอนว่าเขาต้องเลือกนักมวยที่ตนเองมีโอกาสชนะได้ง่ายที่สุด ก่อนที่ เลดวาบา จะเลือก ปาเกียว ให้เป็นผู้ท้าชิง … และหากจะว่ากันแบบไม่รักษาน้ำใจ ปาเกียว เปรียบเหมือนกับมวยบันไดที่ฝั่งโปรโมเตอร์เรียกให้มาให้แชมป์ถล่ม เพื่อเรียกน้ำย่อยประจำรายการเท่านั้นเอง 

กลับมาที่ฝั่งบันไดอย่าง ปาเกียว บ้าง นี่คือไฟต์แรกที่เขาจะได้ชกในอเมริกาแบบที่ตัวเองฝันมาโดยตลอด ขณะที่ เฟร็ดดี้ โรช กำชับ ปาเกียว เต็มที่ว่า โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ยังไงเสียก็ต้องคว้าไว้แม้เหล่าเซียนจะบอกว่า “เละแน่เอ็ง” ก็ตาม … แต่ในใจลึก เฟร็ดดี้ โรช รู้ดีว่าไฟต์นี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิต ปาเกียว แน่นอน

“ผมรู้ว่า ปาเกียว จะน็อค เลดวาบา ได้แน่นอน แต่ผมไปพูดแบบนั้นกับใครก็มีแต่คนหัวเราะจนผมต้องท้าเดิมพัน พวกเขายังบอกเลยนะ ‘พอเถอะเฟร็ดดี้ ไม่อยากให้คุณเสียเงินเปล่าๆ เลดวาบา ฆ่าเขาแน่นอน'” สิ่งที่ โรช เล่าแสดงให้เห็นถึงภาพของ ปาเกียว ในเวลานั้นกับสายตาเซียนมวย ซึ่งมันก็ไม่แปลกนักที่ทุกคนจะมองข้ามนักชกจากฟิลิปปินส์ ที่ไม่เคยต่อยในเวทีอเมริกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้จะรู้ข่าวก่อนชกเพียงแค่ 2 สัปดาห์ แต่โต๊ะพนันถูกกฎหมายรวมถึงบ่อนใน ลาส เวกัส ก็ไม่รอเช็คสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเก็บราคาตั้งแต่เห็นการประกบคู่ … ไม่มีราคาคู่นี้ให้แทง เพราะทุกคนรู้ว่า เลดวาบา จะไล่ถล่มปาเกียวฝ่ายเดียวและน็อคเอาต์ได้แน่นอน อย่าว่าแต่โต๊ะเลย ขนาด เลดวาบา ที่จิ้ม ปาเกียว มาชกยังบอกว่า “เขาไม่รู้จักปาเกียวเลยในเวลานั้น” 

“ผมเดินทางไปอเมริกาเพื่อจะสู้กับนักชกอีกคน ไม่ใช่ แมนนี่ ปาเกียว แต่สุดท้ายเขาก็เจ็บและ แมนนี่ ได้มาชกแทนที่ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นมวยซ้าย และมันทำให้ผมต้องรู้สึกว่าควรระวังให้ดี เพราะมวยซ้ายเป็นพวกดักทางยาก” เลดวาบา ในวัยเกษียณเล่าย้อนกลับไป และมันชัดเจนว่าถึงแม้เขาจะไม่รู้จัก แต่เขาก็ไม่เคยประมาทปาเกียวเลย

“ผมพยายามทุกรูปแบบ ผมเป็นมวยสมอง มองหาทางเอาชนะเสมอ ผมทำงานหนักเพื่อไปให้ถึงในระดับที่ผมเคยทำ” เลดวาบา ยืนยันอีกครั้ง  

23 มิถุนายน ปี 2001 ที่สังเวียนมวย เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ เดิมพันตำแหน่งแชมป์ จูเนียร์ เฟเธอร์เวต … ผู้คนมาจากทั่วทุกสารทิศจนเต็มความจุ แต่ไม่ได้ตั้งใจมาดูคู่นี้หรอก เพราะโฟกัสอยู่ที่คู่เอกที่ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า แชมป์โลกขวัญใจชาวอเมริกันจะขึ้นชก ดังนั้นสิ่งที่คนดูอยากจะเห็นในคู่ระหว่าง ปาเกียว กับ เลดวาบา คือ มวยเรียกน้ำย่อย ใครก็ได้ช่วยโดนถลุงให้พอเรียกเสียงเฮสร้างบรรยากาศหน่อยก็เท่านั้นเอง 

 

คดีพลิก! 

การเปิดตัวมาถึง แมนนี่ ปาเกียว มาในภาพที่หากให้แฟนมวยยุคปัจจุบันย้อนกลับไปดูอาจจะจำไม่ได้ เขาทั้งตัวเล็ก ไว้ผมทรงแสกกลางซึ่งน่าจะเป็นทรงยอดฮิตของชาวเอเชียในสมัยนั้น อีกทั้งยังย้อมผมทองอีกด้วยmanny20_2001_1524548i-530x317

“แมนนี่ ปาเกียว … ใช่นะ น่าจะออกเสียงแบบนั้น” แม้แต่ผู้บรรยายไมค์ 1 ยังไม่เรียกชื่อไม่ถูก ก่อนที่ไมค์ 2 จะแทรกว่า “ครับ … ผมว่า เลดวาบา คงรอไม่ไหวแล้วที่จะเอาแชมป์กลับไปฉลองที่โยฮันเนสเบิร์ก” 

ขณะที่เสียงแซวจากแฟนๆ รอบสนามดังขึ้น ปาเกียว ถอดฮู้ดคลุมหัวของเขาออก เขาเริ่มฉีกยิ้มและยกมือขึ้นแสดงตัว “นี่แหละครับ สถิติชนะ 32 ครั้ง แพ้ 2 ครั้ง KO 23 ครั้ง” ไมค์ 1 บรรยายต่อ

เมื่อ เลดวาบา ปรากฎตัวบนเวทีพร้อมเข็มขัดแชมป์ เสียงของแฟนๆ ดังกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองคนประจันหน้าและชนนวมกัน ระฆังดังขึ้นและยกที่ 1 ได้เริ่มขึ้น … และหลังจากนั้นคนดูแทบไม่ต้องนับยกกันอีกต่อไปแล้วเพราะ ปาเกียว ทำให้ทุกคนอึ้งด้วยการไล่ต้อน เลดวาบา ฝ่ายเดียวไม่มีหยุด

“หนักจริงๆ ผมรับประกันได้เลยว่าหมัดของหมอนี่ต้องรุนแรงมากๆ” เสียงคนพากย์ว่าต่อหลัง ปาเกียว ใส่ลำตัวของ เลดวาดา ดัง “ตั๊บ” จนเลดวาบา ถอยแล้วถอยอีก แต่ปาเกียวสร้างช็อตฮือฮาต่อด้วยการต่อยทะลุการ์ดอัดเข้าหน้าของเลดวาบาดังสนั่น จนได้ยินเสียงของแฟนๆ ที่ร้องกันเสียงลั่นหลังปล่อยหมัดนั้นออกไปpacquiao-ledwaba

ยก 2, ยก 3 และ ยกที่ 4 ผ่านไป ปาเกียว ได้ใจกองเชียร์ไปแล้ว จากเสียงแซวตอนเดินขึ้นเวที เปลี่ยนเป็นเสียงเชียร์ “คัมม่อนๆ” ทุกครั้งที ปาเกียว ปล่อยหมัด และที่สังเกตได้อีกอย่าง คือแชมป์อย่าง เลดวาบา ออกอาการแหยงจนไม่กล้าเดินเข้าใส่ปาเกียวแล้ว ทุกอย่างได้ข้อสรุปเมื่อยกที่ 6 เริ่มขึ้นแค่ไม่กี่ วินาที ปาเกียวซัดหมัดฮุกเข้าหน้าของ เลดวาบา 2 ครั้ง ได้สองนับ นับแรกได้ 8 และ เลดวาบา ขึ้นมาลุยต่อ ก่อนที่ ปาเกียว ไม่รอช้าเมื่อกรรมการให้สัญญาณ เขารู้ทันทีว่าแชมป์กำลังกลัวเขาสุดๆ แล้ว เขาตามไปกดหมัดซ้ายอีกเปรี้ยง “จบแล้วครับ ซันเดย์มอร์นิ่ง ของ เลดวาบา” ผู้บรรยายสรุปได้อย่างตรงความ

แมนนี่ ปาเกียว กลายเป็นแชมป์โลกอีกครั้งแล้ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานนักชกผู้ยิ่งใหญ่ของเขา … ไม่มีคำว่าฟลุ๊กสำหรับเรื่องนี้

 

สะเทือนอเมริกา

“ผมทำหมดทุกทางแล้ว แต่ แมนนี่ เป็นอะไรที่แตกต่างกับคนอื่นๆ ที่ผมเคยชกด้วยอย่างสิ้นเชิง ผมพยายามแล้วที่จะใช้ฟุตเวิร์กตีกรรเชียงเพื่อดึงจังหวะชกเขา แต่เท้าของเขาตามติดหัวแม่โป้งของผมตลอดเวลา จะหลบทางไหนก็ไม่รอด หมัดของเขาปล่อยเข้ามาทุกสารทิศ และนั่นเป็นอะไรที่โคตรยากในการรับมือ”  

“ผมเจอนักมวยไวๆ มาก็เยอะ เออร์เนสโต้ เกรย์ เป็นตัวอย่างของคนที่ปล่อยหมัดได้ไวมาก แต่ ปาเกียว เร็วกว่านั้นอีก มือของเขาขยับตลอดเวลา เขาจะขว้างหมัดจำนวนนับไม่ถ้วนจากทุกมุมใส่คุณ และมันเร็วเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นมัน” เลดวาบา ยอมรับแต่โดยดี maxresdefault (1)

ปาเกียว ทั้งหมัดเร็วและเท้าไว ซึ่งการแพ้ให้กับ ปาเกียว ครั้งนี้ทำให้ เลดวาบา หมดแรงจูงใจในการชกอาชีพต่อไปอีกเลยด้วยซ้ำ เรื่อดังกล่าวถูกยืนยันด้วย ร็อด เบอร์แมน โปรโมเตอร์ในวันนั้น

“ปาเกียว คือเด็กที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ผมไม่เคยเจอนักสู้ที่มีความสามารถแบบเขามาก่อนเลย เขากลายเป็นที่รู้จักของโลกในเวลานั้น และผมมั่นใจว่า เลดวาบา หมดไฟไปเลยหลังจากแพ้ครั้งนั้น” เบอร์แมน กล่าว โดยหลังจากแพ้ปาเกียว เลดวาบาขึ้นชกอีกเพียงแค่ 7 ไฟต์เท่านั้น ซึ่งเขาแพ้ไปถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว

ปาเกียว ดังเป็นพลุแตก โปรโมเตอร์หลายคนจับตามองเขาทันที ชัยชนะไฟต์นั้นทำให้ประตูแห่งวงการมวยโลกเปิดกว้าง และในขณะที่ทีมสตาฟฟ์ของ ปาเกียว กำลังดีใจแบบสุดเหวี่ยง ปาเกียว กลับยุติฉลองอย่างเร็วไว เมื่อเขารู้ว่า ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า กำลังจะขึ้นชก … นั่นก็เพราะว่าเขามองตัวเองไปถึงตรงนั้นแล้ว นี่แหละธรรมชาติของแชมเปี้ยนอย่างเขา ไม่เคยหยุดจนกว่าจะสุดทาง

“พระเจ้า ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน ยอมรับโดยตรงไม่โกหกใคร ผมไม่เคยได้ยินชื่อของ แมนนี่ ปาเกียว มาก่อน แต่นี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ผมเห็นเต็มสองตา ได้ยินทั้งสองหูของตัวเอง ผมหวังว่าจะได้เห็นเขาชกอีกครั้งหนึ่ง” แลร์รี่ เมอร์ชานท์ นักวิเคราะห์มวยในรายการนั้นกล่าวออกอากาศ ในขณะที่ฝ่ายจัดเวทีกำลังเคลียร์เวทีเพื่อให้คู่เอกขึ้นชก  1728

และอย่างที่พวกเราทุกคนรู้ ปาเกียว ไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ เขาคว้าแชมป์โลกถึง 8 รุ่น ด้วยทัศนคติที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ปาเกียว ทำน้ำหนักเพิ่มทุกครั้งที่สามารถจัดการคว้าแชมป์ในรุ่นที่ตัวเองเป็นเบอร์ 1 ได้ เขาไม่สนว่าจะต้องชกที่ ญี่ปุ่น, อเมริกา หรือ มาเก๊า การเดินทางสำหรับเขามีความหมายเดียว นั่นคือการเปลี่ยนคือสถานที่และประสบการณ์เท่านั้น แต่ทัศนคติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

จากมวยคู่รองที่ได้แต่มอง ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ขึ้นป้องกันแชมป์ ปาเกียว ใช้เวลาไม่กี่ปีไล่หลังและเอาชนะ “โกลเด้น บอย” ได้สำเร็จ ซึ่งเขากลายเป็นนักมวยเอเชียคนแรกที่ตีตลาดมวยโลกแตกด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดา เก็บนักชกแถวหน้าหลากหลายรุ่นทั้ง อีริค โมราเลส, มาร์โก อันโตนิโอ บาร์เรร่า, ฮวน มานูเอล มาร์เกซ จนกระทั่งมาถึงรุ่นเวลเตอร์เวต 147 ปอนด์ กับ เดอ ลา โฮย่า ซึ่งเขาก็เอาชนะได้ด้วยความเร็วอันเป็นขุมพลังที่เขาไม่เคยทำให้มันขาดตกบกพร่องลงไป

“แกมันเร็วโคตรๆ เร็วเกินกว่าที่เขาจะรับมือแกได้ไอ้ลูกชายเอ๊ย ออกไปจัดการเขาซะ” นั่นคือสิ่งที่ เฟร็ดดี้ โรช กระซิบข้างหู ปาเกียว ก่อนที่เขาจะออกไปเอาชนะ เดอ ลา โฮย่า ได้อย่างยิ่งใหญ่…และทำให้ชื่อของ แมนนี่ ปาเกียว ไม่สามารถมีใครสงสัยได้อีกต่อไป 

หากไม่ก้าวออกจากเซฟโซน ไม่มีทางที่ ปาเกียว จะมาได้ไกลจนกลายเป็นตำนานเหมือนที่เขาเป็นอยู่ จากมวยข้างถนนในซานโตส ซิตี้ กลายเป็นราชามวยตู้แห่ง มะนิลา มาไกลจนถึงแชมป์มวยรุ่นเล็กเจ้าเอเชีย จนกระทั่งการพิชิตโลกกว้างด้วยการตัดสินใจเดินทางมาที่สหรัฐอเมริกา 

บางครั้งฝีมืออย่างเดียวอาจจะทำให้คุณกลายเป็นแชมป์ แต่ถ้าคุณมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ความทะเยอทะยานที่มองไปข้างหน้าเสมอ คุณจะเป็นยิ่งกว่าแชมป์ แต่เป็นตำนานที่ถูกเล่าขานต่อไปไม่รู้จบ เหมือนกับ แมนนี่ ปาเกียว … ชายผู้ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิตคนนี้ 

Uncategorized

ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ตัวละครเกม K-1 กับชีวิตจริงของตำนานจอมล้มยักษ์ในญี่ปุ่น

ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ตัวละครเกม K-1 กับชีวิตจริงของตำนานจอมล้มยักษ์ในญี่ปุ่น

“ผมปลื้มนะ เวลาไปไหนมาไหน เจอเด็กๆ น้องๆ มาบอกว่า ‘พี่รู้ไหม ผมใช้ตัวละครพี่ตลอดเลยนะ เวลาเล่นเกม K-1’” 

 

“ไม่สู้ก็ไม่มีรูชนะ” ประโยคนี้คงดูเป็นแค่คำพูดสวยๆ ไว้ปลอบประโลมจิตใจ ยามรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือกำลังยอมแพ้ให้กับบททดสอบและอุปสรรคที่เข้ามา

แต่กับเรื่องราวของ “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” อดีตนักต่อสู้ชาวไทย ชีวิตของเขาเป็นเหมือนดั่งประโยคดังกล่าวไม่มีผิด 

จากนักมวยไทยที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ในการชกบนแผ่นดินเกิด … เขาคว้าโอกาสครั้งสำคัญของชีวิต สร้างความสำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์รุ่นเฮฟวีเวต K-1 รายการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น แถมยังถูกนำเอาคาแรกเตอร์ไปสร้างเป็นตัวละครในเกมอีกด้วย 

ทั้งที่เขารู้ดีว่า นั่นคือความเสี่ยงครั้งใหญ่ชีวิต ในการต้องแบกน้ำหนักมโหฬาร ขึ้นไปชกบนเวที ที่หากพลาดขึ้นมา อาจเท่ากับเขาต้องได้รับบาดเจ็บหนักได้เลย

 

ROUND 1 : กลัว

ผู้ชมจำนวน 64,819 คน ภายใน “โตเกียว โดม” สังเวียนต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ต่างอยู่อาการตะลึง แทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น ในค่ำคืนวันที่ 2 ธันวาคม ปี 2004 FormatFactory3947a5380d59df48907c5e4f4e9d2f3c

เมื่อสายตาทุกคู่ ได้เป็นสักขีพยาน จังหวะที่ “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” นักชกไทย ที่มีน้ำหนักไม่ถึง 80 กิโลกรัม กระโดดโยนแข้งเข้าเต็มใบหน้าของ “ไมตี้ โม” หรือชื่อจริง “ซิอาลา-โม ซิลิกา” คู่ต่อสู้ดาวดังรุ่นเฮฟวีเวตชาวอเมริกันซามัว ที่มีน้ำหนักถึง 130 กิโลกรัม ร่วงลงกองกับพื้น จนกรรมการชูมือให้ ก้าวไกล เป็นฝ่ายชนะน็อก

นับตั้งแต่นั้น ก้าวไกล ได้รับฉายาให้เป็น The Giant Killer (จอมล้มยักษ์) จากความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ที่ขึ้นไปชกรุ่นไม่จำกัดน้ำหนัก (100 กิโลกรัมขึ้นไป) ทั้งที่เขาเป็นเพียงแค่ นักสู้ที่รูปร่างเล็กจากประเทศไทย 

“ผมเป็นเด็กตัวเล็ก ที่มีนิสัยขี้กลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มีความกล้า มักจะโดนเพื่อนรังแกอยู่ตลอด ร้องไห้กลับบ้านทุกวัน” 

“ผมโมโหตัวเองนะที่ต่อยสู้คนอื่น ต้องถูกรังแกเป็นประจำ ผมจึงขอร้องให้พ่อกับแม่ ช่วยพาผมไปเรียนมวยไทย ผมอยากจะไปแก้แค้นพวกที่ชอบมารังแกผม”

ใครจะไปคิดว่า นักมวยที่บ้าระห่ำ และกล้าหาญมากสุดคนหนึ่ง จะมีปูมหลังชีวิต มาจากเด็กที่มีความขี้กลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง และโดนเพื่อนร่วมรุ่นรังแกอยู่เสมอ 

ยิมมวยไทย ภายในค่ายทหาร ที่จังหวัดขอนแก่น คือ สถานที่แรกที่คุณพ่อของ “หม่ำ-อาทิตย์ ดำขำ” นำเขาไปฝากเรียนมวยไทย เมื่อตอนอายุ 8 ปี เนื่องจากเขามีคุณพ่อรับราชการทหาร 

จากนั้น อาทิตย์ เริ่มตระเวนออกไปชกตามมวยภูธร ก่อนฉายแวว ด้านหมัดมวย จนมีโอกาสได้เข้ามาสู่เส้นทาง นักมวยไทยอาชีพ ในเมืองกรุงKaoklai-0211

“พอได้มาฝึกมวยไทย ผมรู้สึกตัวเองมีความกล้าที่จะลงมือทำอะไร จากเดิมที่เรากลัวไปหมด ตอนเด็กก็เคยคิด จะไปเอาคืนคนที่เคยรังแกตัวเอง แต่เขาไม่ยอมสู้กับผม เพราะรู้ว่าเราเป็นมวยแล้ว (หัวเราะ)”

“ผมตระเวนต่อยมวยภูธรอยู่ประมาณ 4-5 ปี หลังจบชั้นประถมฯ แม่ให้ผมเลือกระหว่าง จะเรียนต่อที่ โรงเรียนกีฬาขอนแก่น ที่ไปสมัครแล้ว หรือเข้าไปอยู่ในค่ายมวยที่กรุงเทพฯ ผมจึงตัดสินใจเข้าเมืองกรุง เพราะอยากประสบความสำเร็จ อยากมีชื่อเสียง เหมือนนักมวยรุ่นพี่ ที่เขาได้ต่อยเวทีมาตรฐาน”

ชีวิตการเป็นนักมวยในเมืองกรุงของ ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าตัววาดฝันไว้ เขาไม่สามารถขึ้นชั้นไปเป็นนักชกแถวหน้าของวงการได้ เป็นได้เพียงแค่ นักมวยเกรดรอง ที่รอโปรโมเตอร์ เรียกใช้บริการ เมื่อมีนักมวยถอนตัว ค่าตัวของเขาอยู่แค่หลัก 30,000-50,000 บาทเท่านั้น

สิ่งที่ยังพอน่าใจชื้นอยู่บ้าง คือ โอกาสที่ได้บินไปชกที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในกติกามวยไทย และมวยสากล จากการเสนอของ เฮียม้อ – ชูเจริญ รวีอร่ามวงศ์ โปรโมเตอร์ที่พอรู้จักกับคนจัดมวยในญี่ปุ่น แม้จะไม่ใช่รายการใหญ่ระดับ K-1 ก็ตาม

จนกระทั่งวันหนึ่ง ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ได้รับโอกาสจาก องค์กรการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น ณ เวลานั้นอย่าง “K-1” ด้วยข้อเสนอที่ทำเอาเจ้าตัวแทบไม่อยากเชื่อ! 

 

ROUND 2 : กล้า 

 

“ทาง K-1 ติดต่อผ่านเฮียม้อให้เสนอ นักมวยไทยตัวใหญ่ ไปชกในรุ่นเฮฟวีเวต ตอนแรกเฮียม้อ ไม่ได้ตั้งใจจะเสนอชื่อผมไป เพราะว่าน้ำหนักผมปล่อยเต็มที่แค่ 77 กิโลฯ แต่รุ่นนี้เขาน้ำหนัก 100 กิโลฯ ขึ้น เฮียม้อ ก็เสนอเทรนเนอร์ในค่ายไป แต่คนจัดเขาไม่เอาเพราะมองว่าแก่เกินไป ก็เลยเสนอผมไปให้พิจารณาแทน”

“ผมมารู้อีกทีคือตอนที่ ป๋ามาด (สมมาตร หงสกุล – อดีตหัวหน้าค่ายจ็อกกี้ยิม) มาบอกว่า เอ็งจะได้ไปต่อย K-1 สมัยนั้น K-1 ยังไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเรา ผมก็คิดว่าไปชกมวยสากล พอรู้ว่าเป็น คิกบอกซิง ห้ามใช้ศอก แถมไปต่อยรุ่นไม่จำกัดน้ำหนักอีก ก็ตกใจมาก มานั่งคิดว่า จะไปต่อยได้อย่างไร ต่อยยังไงก็แพ้ เพราะมันคนละน้ำหนักเลย”a363f5b07c14e7489e21f9a16245c18f

ปกติในการชกมวยไทยอาชีพ การต่อน้ำหนักแม้เพียง 1 ปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) นับว่ามีผลอย่างมาก ต่อการต่อสู้ แต่ทว่า ก้าวไกล ต้องบินไปชกศึก K-1 ด้วยเงื่อนไขสำคัญที่ต้องแบกน้ำหนักมโหฬารหลายสิบกิโล ไม่ใช่การชกในรุ่นของตัวเอง 

ก้าวไกล ในวัย 21 ปี ไม่ปล่อยให้ความกลัวครอบงำจิตใจ เขาตอบรับความท้าทายและโอกาสครั้งสำคัญชีวิตนี้ โดยมีทัวร์นาเมนต์ K-1 เอเชีย กรังด์ปรีซ์ 2004 ที่จัดขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เป็นด่านทดสอบแรกของเขา ในการชกกับนักสู้ร่างยักษ์ 

“มันตื่นเต้นและกดดันกว่าทุกรายการที่ชกมา เพราะ K-1 เป็นรายการที่ดังมากในต่างประเทศ ส่วนเราเป็นนักมวยโนเนม ก็พยายามปรับตัว ปรับสไตล์ให้เข้ากับกติกาคิกบอกซิง พอไปเจอคู่ชกในวันแถลงข่าว มีแต่คนตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น”

“ทัวร์นาเมนต์แรกของผม เหมือนเป็นชิงแชมป์โซนเอเชีย แข่งแบบวันเดียวรู้ผล ชนะ 3 รอบ ได้แชมป์ ถ้าแพ้คัดออก ตอนที่ขึ้นเวทีครั้งแรก ในใจก็รู้สึกกลัวนะ ถ้าเราพลาด โดนจุดสำคัญ อาจจะเจ็บหนักถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิตได้” 

“ผมต้องวางแผนว่าแต่ละยกจะชกอย่างไร จะไปยืนแลกหมัดแบบ ตอนชกมวยไทยคงไม่ได้ ก็ต้องขยับวนซ้ายที ขวาที ใช้การกระโดดเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ยืนเป็นเป้านิ่ง แล้วใช้ความเร็ว ออกอาวุธทำคะแนนเก็บไปเรื่อยๆ” 

“แต่มันเหมือนจังหวะฟลุ๊ก ผมไปเหวี่ยงหมัดเข้าปลายคาง (เดนนิส คัง) ชนะน็อก เข้ารอบไปชนะอีก 2 คน ได้แชมป์รายการนั้น พร้อมเงินรางวัลประมาณ 2 ล้านบาท แบ่งกับค่ายและทีมงาน” 

นักมวยที่ได้ชื่อว่า น้ำหนักน้อยสุดในรุ่นเฮฟวีเวต ประจำศึก K-1 สร้างผลงานอย่างเหนือความคาดหมาย เมื่อกระชากเข็มชัดแชมป์ K-1 เอเชีย กรังด์ปรีซ์ 2004 มาครอง 

ทำให้ “ก้าวไกล” ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปลุยรายการใหญ่ส่งท้ายปี อย่างศึก K-1 เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ แชมเปียนชิพ ไฟนอล ปี 2004 ที่รวบรวมสุดยอดนักชกในพิกัดเฮฟวีเวต ไว้ในทัวร์นาเมนต์นี้ 6300418225_62db35c0fb_b

 

ROUND 3 : ก้าว (ไกล)

ผู้ชมจำนวน 64,819 คน ภายใน “โตเกียว โดม” สังเวียนต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น ต่างอยู่อาการตะลึง แทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น ในค่ำคืนวันที่ 2 ธันวาคม ปี 2004 

เมื่อสายตาทุกคู่ ได้เป็นสักขีพยาน จังหวะที่ “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” นักชกไทย ที่มีน้ำหนักไม่ถึง 80 กิโลกรัม กระโดดโยนแข้งเข้าเต็มใบหน้าของ “ไมตี้ โม” คู่ต่อสู้ดาวดังรุ่นเฮฟวีเวต ที่มีน้ำหนักถึง 130 กิโลกรัม ร่วงลงกองกับพื้น จนกรรมการชูมือให้ ก้าวไกล เป็นฝ่ายชนะน็อก

“ผมบินไปเก็บตัวที่ญี่ป่น 1 เดือนก่อนชกรายการนี้ เทรนเนอร์ที่อยู่นั่น เขาก็บอกผมว่า เอ็งรอดยากแน่ มีแต่ตัวคนใหญ่ เก่งๆ ทั้งนั้น ผมก็เอาวะ! พยายามสู้เต็มที่ ชกตามแผนที่วางไว้ แพ้ชนะค่อยว่ากันอีกเรื่อง ไฟต์แรกผมฟลุ๊กเอาชนะ อเล็กซี อิกนาชอฟ ไปได้อีก”

“ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายเจอกับ ไมตี้ โม คนนี้เขามีชื่อเสียงมาก เป็นนักมวยจอมน็อกเอาต์ที่ดังในอเมริกา เจอใครชนะน็อกหมด ผมก็พยายามใช้สเต็ปกระโดดหลอก วนไปมา หาจังหวะเตะต่อยทำคะแนนไปเรื่อย”

“ช่วงปลายยก 1 จังหวะนั้น ผมเห็นเขาถลำเข้ามาจะต่อย ผมจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นไปเตะ บังเอิญว่า แข้งเราถึงก่อน เป็นสองแรงบวก พอเห็นเขาล้มลงไปกอง ผมรีบวิ่งเข้าไปที่มุมให้กรรมการนับถึง 10 ตอนรู้ว่าชนะ ผมกระโดดดีใจไปทั่วเวที ไม่คิดว่าจะเอาชนะน็อกเขาได้ หลังจบไฟต์นั้น กลายเป็นว่า ผมมีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่น มีคนมาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น มาดักรอเจอเราที่ด้านโรงแรม ไม่อยากเชื่อเลย”

ชัยชนะในไฟต์นี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของ “ก้าวไกล” นั้นก้าวไกลไปสมชื่อ ในฐานะนักสู้ร่างเล็กจากประเทศไทย ที่ล้มคู่ต่อสู้ยักษ์ใหญ่

แม้ในรอบ 4 คนสุดท้าย เขาจะพ่ายต่อ มูซาชิ หรือ “อากิโอะ โมริ” นักชกเจ้าถิ่น ที่มีน้ำหนักถึง 103 กิโลกรัม แต่ช็อตน็อกเอาต์ด้วยท่า “นารายณ์บั่นเศียร” ใส่ ไมตี้ โม ก็ยังถูกจัดเป็น หนึ่งในจังหวะน็อกเอาต์ที่เหลือเชื่อมากสุดในศึก K-1 

ในปีต่อมา ก้าวไกล ลงแข่งรายการ K-1 เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2005 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในฐานะแชมป์เก่าจากการแข่งขัน เอเชีย กรังด์ปรีซ์ เมื่อปีก่อน ซึ่งเขาสามารถผ่านยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ฮอง แมน ชอย นักสู้เจ้าภาพ เจ้าของส่วนสูง 2.18 เมตร (ก้าวไกล สูง 180 เซนติเมตร) และมีน้ำหนักตัวมากกว่า ก้าวไกล เกือบเท่าตัวหนึ่ง 

92692931_10216274086420946_3703812863576506368_n

ผลการชกในไฟต์นั้น ฮอง แมน ซอย ไม่ทำให้แฟนๆ 15,918 คนที่เข้ามาชมในสนามโอลิมปิก ยิมเนเซียม ผิดหวัง เมื่อใช้ความใหญ่ของร่างกาย บดเบียดเอาชนะคะแนน ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไฟต์นั้นยังเป็นหนึ่งในการต่อสู้ของ ก้าวไกล ที่อยู่ในความทรงจำของใครๆ หลายคนที่ติดตามศึก K-1 

“ช่วงนั้นทาง K-1 เรียกผมให้บินไปถ่ายโฆษณา ถ่ายวิดีโอโปรโมต ประมาณ 1 เดือน ผมก็ไม่รู้หรอกว่า เขาจะเอาไปใช้ทำอะไร จนกระทั่งมารู้ทีหลังว่า มีตัวเองอยู่ในเกมแผ่น K-1 ด้วย ไม่รู้ด้วยว่าเขาทำมากี่ภาคแล้ว เพราะเขาไม่เคยบอกผมเลย”

“ผมมาทราบเรื่องนี้ เพราะว่ามีคนญี่ปุ่นที่เป็นผู้ช่วย เฮียม้อ ชูเจริญ มาบอกว่า เขาเอาผมไปทำเป็นตัวละครในเกม เฮียม้อจึงติดต่อไปทางญี่ปุ่น เพื่อขอค่าลิขสิทธิ์ เขาจึงส่งเงินส่วนแบ่งกลับมาให้” 

“ปกติผมมีเครื่องเล่นเกม PlayStation 2 อยู่แล้ว ก็ไปหาซื้อแผ่นเกม K-1 มา วินาทีที่เปิดเกมมาเจอตัวเองอยู่ในนั้น ผมปลื้มมาก ภูมิใจที่ตัวเองมาถึงจุดนี้ และมันยิ่งปลื้มไปอีก เวลาไปไหนมาไหน เจอเด็กๆ น้องๆ มาบอกว่า ‘พี่รู้ไหม ผมใช้ตัวละครพี่ตลอดเลยนะ เวลาเล่นเกม K-1’ มันก็เป็นอะไรน่าภูมิใจไม่น้อย”93423759_10216274102981360_599553232380887040_o

ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ เป็น นักชกไทย ที่ถูกบรรจุเป็นตัวละครหนึ่งในเกมต่อสู้ K-1 ที่คอเกมยุคนั้น น่าจะรู้จัก … และนั่นเป็นส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตที่น่าจดจำของ ก้าวไกล 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความกล้าหาญ ขึ้นไปสร้างชื่อในรุ่นเฮฟวีเวต ศึก K-1 คือ เขาได้รับโอกาสไปชกในหลายๆ ประเทศ ทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย, ยุโรป, อเมริกา, แอฟริกา 

กระทั่งในช่วงบั้นปลายของอาชีพ เขาได้รับบาดเจ็บหนัก จมูกหัก จนต้องพักร่วมปี ประกอบกับสภาพร่างกายที่บอบช้ำจากการขึ้นชก ทำให้ ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ในวัย 31 ปี ตัดสินใจยุติเส้นทางนักสู้ 

มาชิมลางทำธุรกิจเปิดค่ายมวยของตัวเองในชื่อ “ก้าวไกลยิม” ก่อนหยุดพักการทำค่าย เพื่อออกไปหาความท้าทายอีกครั้ง ด้วยการบินไปทำงานในต่างแดน เป็นครูสอนมวยไทย ที่ Evolve MMA ประเทศสิงคโปร์92637073_10216274094861157_168487284939685888_o

“สิ่งที่ผมได้มาจากการชกมวย คือ ประสบการณ์ชีวิตที่คนเรียนไม่สูง ไม่จบปริญญาอย่างผม สามารถไปทำมาหากินในต่างประเทศ ได้ไปเที่ยวรอบโลก เพราะมวยไทย ผมเจอกับผู้คนหลากหลายแบบ จากหลายๆ ชาติ ได้เห็นแนวคิด มุมมอง และความกระตือรือร้นของพวกเขา”

“มันทำให้วิธีคิดของผมเปลี่ยนไป ผมกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดมากขึ้น เพราะได้เจอกับประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตัวเอง ถ้าผมไม่ได้ไปต่อยเมืองนอก ผมก็คงเป็นแค่นักมวยธรรมดา ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง”

“และผมจะไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้เลย หากใจไม่สู้ ถ้าเรามัวแต่กลัวล้มเหลว กลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้าใจสู้เรา มีการวางแผนเตรียมตัวที่ดี ผมว่าคนทุกคนประสบความสำเร็จได้หมดแหละครับ”

Uncategorized

ฟิลลิปส์ และ ควินน์ ดูโอ ‘โทรเลข-หลักกิโล’ กับชัยชนะเหนือ ‘โมเดิร์น ฟุตบอล’

ฟิลลิปส์ และ ควินน์ ดูโอ ‘โทรเลข-หลักกิโล’ กับชัยชนะเหนือ ‘โมเดิร์น ฟุตบอล’

เมื่อฟุตบอลอังกฤษมาถึงยุคผลัดเปลี่ยน นักเตะต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของเกมรุก ภาพลักษณ์บอลโบราณของพรีเมียร์ลีกก็เริ่มเลือนหายไป พร้อมๆกับที่ใครๆก็บอกว่าตกยุค 

 

อย่างไรก็ตามมีกองหน้าคู่หนึ่งที่เอาชนะโมเดิร์นฟุตบอลได้ด้วยการถล่มประตูแบบไม่มียั้งจนถึงระดับผู้คว้ารางวัลดาวซัลโวยุโรปมาแล้ว 

ติดตามเรื่องของของ ไนออล ควินน์ และ เควิน ฟิลลิปส์  2 ดาวยิงจากทีมน้องใหม่อย่าง ซันเดอร์เเลนด์ ที่ยิงประตูรวมมากกว่า เธียร์รี่ อองรี และ เดนิส เบิร์กแคมป์ เป็น 10 ลูกได้ที่นี่ 

 

ซันเดอร์แลนด์ยังคงเดิม 

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเริ่มก่อตั้งในปี 1992 ณ เวลานั้นหลายสโมสรพยายามเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ให้ถูกใจการตลาด เริ่มซื้อนักเตะต่างชาติเข้ามาเล่นเพื่อทำให้ทีมดีขึ้นเก่งขึ้น และนำมาซึ่งฟุตบอลที่ทันสมัย ลบล้างภาพจำเก่าๆ ว่าบอลอังกฤษก็แค่โยนแล้วโหม่ง จนโดนฟุตบอลอิตาลีที่เป็นลีกรวมสตาร์ระดับโลกล้ำหน้าไปไกล Kevin-Phillips-Niall-Quinn

ภาพดังกล่าวเริ่มแสดงให้เห็นเด่นชัดเมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 2000’s เมื่อนักเตะต่างชาติเริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ หลายทีมจึงได้เห็นความต่าง เธียร์รี่ อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์, ดไวท์ ยอร์ค, หรือแม้แต่ เปาโล ดิ คานิโอ ต่างก็แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณมีกองหน้าที่มีทั้งเทคนิคและสัญชาตญาณการจบสกอร์ สิ่งที่จะตามมาคือเกมฟุตบอลที่สนุก ถูกใจแฟนๆ และมีโอกาสได้ผลการแข่งขันที่ดี 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลากหลายทีมพยายามจะใช้กองหน้าต่างชาติเพื่อให้เข้ากับโมเดิร์นฟุตบอล กลับมีสโมสรหนึ่งที่ยึดมั่นบอลโบราณ ระบบการเล่น 4-4-2 กองหน้าตัวใหญ่ 1 คนไว้พักบอล และตัวเล็กวิ่งเร็วอีก 1 คนไว้เก็บตก  สโมสรนั้นคือ … ซันเดอร์แลนด์ ทีมดังจากภาคอีสาน 

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ ซันเดอร์แลนด์ จะทำแบบนั้น เพราะในฤดูกาล 1999-2000 ซันเดอร์แลนด์ เพิ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังตกชั้นไปในฤดูกาล 1996-97 นั่นอาจจะเป็นไปได้ว่าพลังเงินและชื่อเสียงที่พวกเขามี จึงยังไม่สามารถหานักเตะต่างชาติฝีเท้าดีและชื่อดังได้ จึงต้องใช้คู่กองหน้าที่เล่นร่วมกันมาตั้งแต่ลีกล่างอย่าง ไนออล ควินน์ เสือเฒ่าเจ้าของความสูง 193 เซนติเมตร ที่กำลังเข้าสู่ช่วงปลายค้าแข้ง กับอีก 1 ดาวรุ่งความสูงเพียง 170 เซนติเมตร ที่ดึงตัวมาจาก วัตฟอร์ด อย่าง เควิน ฟิลลิปส์ 

แม้สถิติการยิงประตูของทั้ง 2 คนจะไม่ใช่น้อยๆ เมื่อเล่นในลีกรอง ทว่ากับลีกสูงสุดมันคนละเรื่องกัน มันมีเรื่องความห่างของระดับอยู่ และมีกองหน้ามากมายหลายคนที่ไม่อาจก้าวข้ามเส้นกันระหว่าง ลีกรอง กับ พรีเมียร์ลีกได้ … นั่นจึงทำให้คู่หู “เสาโทรเลขกับหลักกิโล” คู่นี้ถูกมองข้ามไป จนกระทั่งพวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนมันเมื่อฤดูกาล 1999-2000 เริ่มขึ้น 

 

PROVE THEM WRONG 

ไนออล ควินน์ และ เควิน ฟิลลิปส์ ย้ายมาเล่นให้กับ ซันเดอร์แลนด์ ห่างกัน 1 ปี (ควินน์ ย้ายมาก่อนในปี 1996 ฟิลลิปส์ ตามมาในปี 1997) แต่การมาของทั้งคู่นั้นเป็นการมาด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงDVrv5KOWsAAquXj

ตัวของ ควินน์ นั้นเข้าสู่วัยเลข 3 แล้ว และมีอาการบาดเจ็บติดตัวมาตลอด เดิมทีเขาเป็นนักเตะที่เคยเล่นในลีกสูงสุด และโด่งดังกับ อาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ ดังนั้นการมาที่ ซันเดอร์แลนด์ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการหาโอกาสลงสนามมากขึ้น และเจอกับการแข่งขันที่สามารถรับมือได้ง่ายกว่าการเล่นพรีเมียร์ลีก…. ว่าง่ายๆ ก็คือ ควินน์ เป็นตัวเก๋าที่ใครก็มองว่าน่าจะใกล้หมดไปทุกวันด้วยวัยและอาการบาดเจ็บ รวมถึงสไตล์การเล่นที่เริ่มตกยุค 

ขณะที่ เควิน ฟิลลิปส์ นั้นแตกต่าง เขายังหนุ่มยังแน่นตอนที่ย้ายมาจากวัตฟอร์ดด้วยค่าตัว 300,000 ปอนด์ มีความทะเยอทะยานที่จะทำตัวเองให้ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะเคยมีชีวิตที่ยากลำบากก่อนจะมาถึงวันนี้ วันที่ ซันเดอร์แลนด์ ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง

ตัวของ ฟิลลิปส์ นั้นเคยเป็นพนักงานอบขนมปังที่พยายามอย่างมากในการจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาเคยเป็นนักเตะเยาวชนของ เซาธ์แฮมป์ตัน และเคยขัดรองเท้าให้ อลัน เชียร์เรอร์ ในเวลานั้น อย่างไรตาม เซาธ์แฮมป์ตัน มองว่า ฟิลลิปส์ ตัวเล็กเกินไป และยิ่งเมื่อลองถอยเขาลงไปเล่นในตำแหน่งฟูลแบ็คก็ยังไปไม่รอด สุดท้ายก็โดนปล่อยออกให้วัตฟอร์ดอย่างที่ได้กล่าวไว้  

ทั้งสองคนมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าคนอื่นกำลังคิดผิด และการจับคู่กันของทั้งคู่ไม่แตกต่างจากฟุตบอลอังกฤษยุคโบราณ การเข้าทำของทีมมีไม่กี่แบบนั่นคือให้กองหลังโยนยาวไปให้ ควินน์ ที่ได้เปรียบรูปร่างพักบอลไว้ และหลังจากนั้น ฟิลลิปส์ ที่ปราดเปรียวบนพื้นจะรับหน้าที่ไปจัดการต่อ ซึ่งหากเพียงแค่อ่านและนึกภาพตามมันคงง่าย แต่ในความจริงแล้วการเล่นสไตล์ “ตัวชง ตัวเก็บ” ไม่ใช่ของกล้วยๆ 

ไนออล ควินน์ เคยเล่าว่าเขาโตมากับระบบการเล่น 4-4-2 มาตั้งแต่เด็ก แต่การจะหากองหน้าคู่สักคนที่กะจังหวะบอลตก วิ่งเข้าช่อง สอดประสานทำทางได้ในช่วงเวลาที่ “เป๊ะ” อย่าง เควิน ฟิลลิปส์ นั้นเขาไม่เคยเจอมาก่อน

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณล้วนๆ เลยนะ ความจริงคนเราก็แค่พยายามทำสิ่งที่ง่ายๆ ออกมาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด” ไนออล ควินน์ พูดถึงความง่ายของการเล่นฟุตบอลหลังจากได้จับคู่กับ ฟิลลิปส์ 

“เควิน เป็นคนที่เก่งเรื่องการอ่านสถานการณ์รอบตัว ส่วนผมมีหน้าที่เป็น ทาร์เก็ตแมน (ตัวเป้า) เขาจะเป็นคนที่วิ่งหาพื้นที่รอบตัวผม กฎเล็กๆ ของเรามี 1 ข้อคือเมื่อผมเริ่มกระโดดขึ้นโหม่ง เขาจะต้องฉีกตัวออกไปที่ว่าง และผมจะเลือกโหม่งไปยังจุดตกที่อันตรายที่สุด”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยิงแหลกตลอด 2 ปีที่จับคู่กันในลีกที่ยังถูกเรียกว่า ดิวิชั่นหนึ่ง (แชมเปียนชิพ ในปัจจุบัน) จนกระทั่งคว้าแชมป์ได้ฤดูกาล 1998-99 ก่อนที่ ควินน์ และ ฟิลลิปส์ จะแบกเอาความมั่นใจทั้งหมดที่สั่งสมมา รวมถึงการเป็นคู่หูอันตรายที่สุดในลีกรอง ขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีก 

ควินน์ กลับมายังพรีเมียร์ลีกอีกครั้งหลังจากเป็นขาประจำในช่วงตั้งไข่ของการแข่งขัน ขณะที่ ฟิลลิปส์ นั้นไม่เคยเล่นพรีเมียร์ลีกเลยแม้แต่นัดเดียว

 

จงใช้สิ่งที่มี…ชีวิตต้องง่าย 

การเลื่อนชั้นครั้งนี้ ปีเตอร์ รีด กุนซือของ ซันเดอร์แลนด์ พยายามจะทำให้ทีมยกระดับขึ้นด้วยการซื้อตัวนักเตะต่างชาติเข้ามา แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่คิดจะเปลี่ยนคู่กองหน้าให้ต้องปวดหัว รีด ถือคติ “ไม่เสีย อย่าซ่อม” เขาจะใช้ ควินน์ และ ฟิลลิปส์ ต่อไป โดยจะเสริมหลักๆ ไปที่แดนกลางเท่านั้น โดยเฉพาะนักเตะอย่าง สเตฟาน ชวาร์ซ ที่ซื้อมาด้วยราคา 4 ล้านปอนด์ จาก บาเลนเซีย

เกมแรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้นเป็นไปด้วยฝันร้าย คู่กองหน้าที่ยิงรวมกันเกิน 40 ลูกมา 2 ปีติด กลับเจอระดับและความต่างของพรีเมียร์ลีกที่น่าเจ็บปวด ซันเดอร์แลนด์ บุกเยือนเชลซี และแพ้หมดรูปถึง 0-4 โดยที่ ควินน์ และ ฟิลลิปส์ ที่ ปีเตอร์ รีด มั่นใจนักหนา ไม่ได้กระดิกทำอันตรายเลยแม้แต่น้อย 

“ผมถามตัวเองทุกวันเลยตอนนั้น เราจะยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้หรือเปล่า พูดตรงๆ มันมีความกดดันอยู่เพราะผมยิงประตูเยอะมากใน 2 ปีก่อนจนทุกคนคาดหวังไปไกล” ฟิลลิปส์ ว่าถึงความต่างอย่างที่เขาต้องรับมือ

“พรีเมียร์ลีกเป็นเกมที่แตกต่างออกไปมากจริงๆ ตลอดทั้งเกมคุณจะมีโอกาสให้ใช้เพียงแค่ 1-2 ครั้งและคุณจะต้องเอามันให้อยู่ พูดตรงๆ ผมเคยสงสัยในความมั่นใจของตนเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นก้าวที่ใหญ่มากหลังจากเล่นในลีกรองอยู่ 2 ปี … บางทีแค่ก้าวอาจไม่พอ ต้องกระโดดเลยล่ะ” 

สิ่งที่ ฟิลลิปส์ กล่าวจริงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเขามั่นใจว่าตัวเองทำได้ และจะทำได้เร็วยิ่งกว่าเดิมหาก ไนออล ควินน์ เป็นคู่หู หลังจากผ่านเกมแรกกับ เชลซี ไป การประสานงานของสองคู่หูบอลโบราณก็เริ่มขึ้น ทั้ง 2 คนปรับสไตล์การเล่นบ้างนิดหน่อย จากที่เคยคนหนึ่งชง คนหนึ่งยิง เปลี่ยนเป็นการสร้างตัวหลอกขึ้นมา เพราะปกติแล้วเมื่อมีการโยนจากหลังมาหน้า หรือการครอสจากริมเส้น เป้าหลักจะเป็น ควินน์ ที่ตัวใหญ่กว่าเสมอ จึงทำให้คู่แข่งดักทางง่าย จนกระทั่งมีการเริ่มเล่นตัวหลอกแบบสลับกัน จนสุดท้ายในฤดูกาลนั้น เควิน ฟิลลิปส์ ก็ทำไปประตูได้จากทุกรูปแบบ และทุกมุมของกรอบเขตโทษ sunderland-1999-2000-read-premier-league

“รู้ตัวอีกที เควิน ก็ยิงประตูได้ทุกแบบไปซะแล้ว วอลเล่ย์จากระยะไกล เขาโหม่งทำประตูจากลูกครอสริมเส้นอีกเพียบ เมื่อเขาได้รับบอลแล้วและบอลได้ออกจากเท้าเขาไป มันเป็นความแม่นยำที่น่ากลัวสุดๆ ไม่มีการยิงประตูแบบไหนที่เขาทำไม่ได้อีกต่อไป” ไนออล ควินน์ กล่าว

หลังจากนั้นมาทั้งสองคนประสานงานกันได้เฉียบยิ่งกว่าเดิม เมื่อซันเดอร์แลนด์ลงเล่นและมีสกอร์ ทุกคนจะนึกถึงชื่อของ ฟิลลิปส์ เสมอ ถึงแม้ว่า ณ เวลานั้น ตัวของ ฟิลลิปส์ จะได้รับความนิยมสูงมากในหมู่แฟนบอล อีกทั้งยังถูกเชียร์ให้ติดทีมชาติอังกฤษ แต่เจ้าตัวยืนยันเสมอว่าการมี ไนออล ควินน์ เป็นพี่เลี้ยงคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของเขาและซันเดอร์แลนด์เกิดขึ้น

“ผมต้องโกหกแน่หากบอกว่า ไนออล ควินน์ ไม่มีอิทธิพลในการเป็นดาวยิงของผม” ฟิลลิปส์ กล่าวถึงรุ่นพี่คนสำคัญ

“ถ้าคุณถามถึงควินน์ เขาจะบอกว่าต่อให้ใครเป็นคู่หูกองหน้าของคุณ สิ่งที่ยากที่สุดก็ยังคงเป็นการส่งบอลเข้าประตูให้ได้ เขาจะบอกว่าสิ่งสำคัญของการเป็นกองหน้า คือการเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง และความนิ่งในทุกครั้งที่ง้างเท้ายิง” ควินน์ เป็นคนชอบถ่อมตัวตามที่ ฟิลลิปส์ บอก

“แต่สำหรับผม พาร์ทเนอร์ของคุณสามารถทำอะไรได้มากมายหลายสิ่ง เขาสามารถสร้างโอกาสให้คุณได้ทำประตู พยายามดึงตัวประกอบออกจากตำแหน่งเพื่อให้ผมได้ง้างโล่งๆ เรื่องแบบนี้เราแทบไม่ต้องซ้อมกันเยอะเลย แต่ละเซสซั่น ปีเตอร์ รีด จะแค่บอกว่า ‘หาพื้นที่ให้ ควินนี่ แล้วก็คอยวิ่งทำช่องให้ตัวเขาด้วย’ แค่นั้นเอง” 

“ผมเข้าใจว่าขาของเขาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนตอนเป็นหนุ่ม เขาวิ่งเต็มสปีดไม่ได้แล้ว และนั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำเพื่อทดแทนในส่วนของเขา เขาแค่แย่งโหม่งที่กลางสนามให้ได้ จากนั้นผมจะคอยชิงจังหวะเพื่อพลิกบอลไปทำต่อเอง” 

 

ตำนานที่ยังรอคนทำลาย 

จบฤดูกาล 1999-2000 ซันเดอร์แลนด์ กลายเป็นทีมที่ทุกคนให้ความสนใจ ไนออล ควินน์ ที่ยิงไป 14 ลูกในเกมลีก ถูกจดจำในฐานะยอดดาวยิงผู้สร้างสรรค์โอกาสและเชี่ยวชาญเรื่องลูกโหม่งอีกครั้ง ขณะที่ เควิน ฟิลลิปส์ ผู้คว้ารางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 30 ประตู และคว้ารางวัลรองเท้าทองคำ (ดาวยิงสูงสุดแห่งทวีปยุโรป) โด่งดังเป็นพลุแตกและไปไกลจนถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษ และสถิติดังกล่าวไม่มีนักเตะอังกฤษคนใดที่สามารถทำเช่นนี้ได้อีกเลยนับตั้งแต่ฤดูกาลดังกล่าวที่ เควิน ฟิลลิปส์ ได้ทำไว้ 30D75D9100000578-0-image-a-19_1454500930388

น่าเสียดายที่ความมหัศจรรย์ของ ควินน์ และ ฟิลลิปส์ นั้นถูกลดมาตรฐานลงไปเรื่อยๆ เพราะหลังจากปีที่ดีที่สุด ควินน์ ก็ถึงวันที่ไม่สามารถลงเล่นทุกสัปดาห์ได้ อีกทั้งฟิลลิปส์ก็ถูกประกบแบบจับตายทุกเกมทำให้เขาเล่นยากขึ้นไปอีก จนท้ายที่่สุดก็ถึงวันที่ต้องแยกย้าย เมื่อ ควินน์ ประกาศเลิกเล่นในปี 2003 ฟิลลิปส์ ก็ไม่สามารถยิงประตูแบบถล่มทลายให้ ซันเดอร์แลนด์ ได้อีกเลย  นั่นแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่มีอิทธิพลในการเล่นของกันและกันมากแค่ไหน ที่สำคัญ มันทำให้ทั้งคู่กลายเป็นที่จดจำไปตลอดกาลของแฟนซันเดอร์แลนด์อีกด้วย 

“ลองคิดดูถ้าตอนนี้มีนักเตะอังกฤษยิงประตูได้แบบผม พวกเขาคงมีค่าตัวกัน 40-50 ล้านปอนด์เป็นอย่างต่ำ” เขาว่าไว้ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง

“แต่พอผมทำบ้างพวกเขาบอกว่า นั่นแค่เรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น  ซึ่งตัวผมคิดว่านั่นคือปีที่บ้าคลั่งจริงๆ ปกติแล้วคนที่ยิงได้ขนาดนี้จะอยู่ในทีมระดับท็อปของลีก แต่ผมเล่นให้กับซันเดอร์แลนด์ ทีมอันดับที่ 7 ที่มีทีมที่เหลือเชื่อ ดังนั้นผมไม่เคยลดค่าของความเคารพในปีนั้นเลย แม้ใครจะบอกว่าอย่างไร แต่นี่คือความถูมิใจของผมเอง อย่างน้อยให้มันถูกจดจำในบ้านของผมก็ยังดี” ฟิลลิปส์ เปรียบเทียบสิ่งที่เขาทำและเป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืม

ขณะที่ ควินน์ เองก็เช่นกัน แฟนบอลที่อื่นอาจลืมเขาไป แต่ไม่ใช่ที่ ซันเดอร์แลนด์ ตัวของเขายังรักแฟนๆ ให้ความเคารพกับสโมสรแห่งนี้เสมอ และเชื่อว่าช่วงเวลาที่อยู่กับทีมแมวดำคือปีที่ดีที่สุดในอาชีพนักเตะของเขาimage

“ทำไมการเล่นให้ ซันเดอร์แลนด์ จึงสนุกกว่าเล่นให้กับ อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ … เพราะมันคือความสำเร็จไงล่ะ ไม่ใช่การคว้าแชมป์นะ แต่มันคือการทำให้สโมสรแห่งนี้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ ความเป็นซันเดอร์แลนด์ฝังรากลึกลงไปใต้ผิวหนังของผมเลยด้วยซ้ำไป”

การมาเจอกันที่ถูกที่ถูกเวลาของกองหน้าที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าฟุตบอลไม่มีคำว่าตกยุคและโบราณ หากเจอนักเตะที่ใช่ และมีองค์ประกอบทีมที่เหมาะสมมากพอ มันอยู่ที่การเลือกใช้และวางแต่ละคนลงให้ถูกต้องตามความถนัด ซึ่งซันเดอร์แลนด์ชุดนั้นหาเจอ โดยเฉพาะคู่กองหน้าที่อันตรายที่สุดในพรีเมียร์ลีก

Uncategorized

ความจริงอีกด้าน ความลับและเบื้องหลังที่ทำให้ ไมเคิล จอร์เเดน ต้องไปเล่น เบสบอล

ความจริงอีกด้าน ความลับและเบื้องหลังที่ทำให้ ไมเคิล จอร์เเดน ต้องไปเล่น เบสบอล

เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เล่นตำนานเบอร์ 1 แห่งบาสเกตบอล NBA จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ไมเคิล จอร์แดน จะมีเรื่องราวชีวิตมากมายที่น่าติดตาม 

 

และเรื่องดังต่อไปนี้ก็เช่นกัน … เพราะหากใครเป็นแฟนบาสเกตบอล NBA มาตั้งแต่ยุค 80’s-90’s น่าจะจำได้เป็นอย่างดีว่า ครั้งหนึ่ง จอร์แดน เคยประกาศรีไทร์ชนิดช็อกโลกมาแล้ว หลังจากพาทีม ชิคาโก บูลส์ คว้าแชมป์ NBA ได้ 3 สมัยซ้อนในช่วงปี 1991-1993 ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ ด้วยวัยเพียง 30 ปี 

“ผมมาถึงจุดสุดยอดในอาชีพผมแล้ว ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไปแล้ว ผมสูญเสียแรงจูงใจที่จะพิสูจน์บางอย่าง มันถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องออกจากเกมส์บาสเกตบอล ผมขอรีไทร์จากเกมส์บาสเกตบอล” นี่คือเหตุผลที่ ไมเคิล จอร์แดน ให้ไว้ในวันแถลงข่าวเหตุการณ์ช็อกโลกดังกล่าว

เมื่อนำสิ่งที่ จอร์แดน พูด มาชั่งน้ำหนักดูมันก็ฟังดูสมเหตุสมผล เนื่องจากก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่เดือน เจมส์ จอร์แดน ซีเนียร์ พ่อบังเกิดเกล้า ผู้เป็นบุคลลสำคัญที่สุดในชีวิตของ ไมเคิล จอร์แดน เพิ่งเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์ลอบสังหารด้วยอาวุธปืน 

“ผมมอบแชมป์นี้ให้พ่อ เราสู้ด้วยกันมาอย่างลำบาก พ่อผมมีส่วนในแชมป์นี้มาก” ไมเคิล จอร์แดน กล่าวประโยคนี้หลังจากที่คว้าแหวน NBA วงแรกในชีวิต นั่นแสดงให้เห็นว่าเขารักพ่อของเขามากแค่ไหน4b1b73806c7ea179cf84b3159a04d65f_crop_exact

หลังจากประกาศรีไทร์ไปไม่นาน ไมเคิล จอร์แดน ก็ทำเรื่องช็อกโลกอีกครั้งด้วยการไปเป็นนักเบสบอลตำแหน่ง Outfield ของทีม เบอร์มิงแฮม บารอนส์ ใน Minor League Baseball แต่เพียง 1 ปีกว่าๆ หลังจากนั้น จอร์แดน ก็ละทิ้งสนามเบสบอลและหวนกลับสู่ NBA และ ชิคาโก บูลส์ อีกคำรบ เป็นการกลับมาทวงคืนบัลลังก์อย่างยิ่งใหญ่

เขาทำใจได้แล้ว? ใช่ … ทุกอย่างฟังดูสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามเมื่อสืบเสาะข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด กลับมีทฤษฎีที่น่าสงสัยประการหนึ่ง นั่นก็คือสาเหตุที่ ไมเคิล จอร์แดน ประกาศรีไทร์จากบาสเกตบอลและไปเป็นนักเบสบอลชั่วคราว อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการหมดแรงบันดาลใจ หรือเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้เป็นพ่อ แต่มันอาจจะเกี่ยวข้องกับ “การพนัน”

เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร? อะไรคือความจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ช็อกโลกนี้กันแน่? ติดตามได้ที่ Main Stand

 

ซูเปอร์สตาร์ผีพนัน

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่านอกจากการเป็นซูเปอร์สตาร์แห่ง NBA แล้ว ไมเคิล จอร์แดน ยังถือเป็นอีกหนึ่ง “ผีพนัน” ตัวยง เรื่องนี้ได้รับการยืนยันและพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย แม้แต่ในสื่อหลักใหญ่ระดับโลกก็ตาม Jordan-2

อาจฟังดูเป็นเรื่องที่น่าตกใจ อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุผลก็พอจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ตามวิถีชีวิตของนักกีฬาชื่อดังทั่วไป ที่ประสบความสำเร็จ มีพร้อมทั้งเงินทองชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย ประกอบกับการมีภูมิหลังจากครอบครัวที่ยากจน เมื่อมีสิ่งเร้าเย้ายวนจิตใจ จึงเป็นการง่ายที่จะหลงมัวเมาไปกับมัน 

มีเรื่องเล่าแสนหลุดโลกมากมายเกี่ยวกับการเป็นผีพนันของ ไมเคิล จอร์แดน เช่นครั้งหนึ่ง ในแคมป์สู้ศึกโอลิมปิกปี 1992 ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน จอร์แดนแพ้การแข่งกอล์ฟให้แก่ ชัค เดลีย์ (Chuck Daly) เฮดโค้ชทีมบาสเกตบอลทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุด “ดรีมทีม” (อย่าแปลกใจว่าทำไมพวกเขาเข้าสนามกอล์ฟได้ สาเหตุเพราะดรีมทีม และทีมชุดต่อๆ มา ไม่เข้าพักในหมู่บ้านนักกีฬา เพื่อความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย) … วันต่อมาเขาไปเคาะประตูเดลีย์ ที่ห้องตอนตี 5 เพื่อมาแข่งกันต่อ โดยมีเดิมพันสูงกว่าเดิม

 “ไมเคิลเป็นพวกที่ไม่ยอมแพ้ เขาจะลงเงินเดิมพันทุกๆ ครั้งด้วยเงินจำนวนมาก เขาดูมีความสุข ที่ได้เดิมพันอะไรบางอย่าง และจะมีความสุขยิ่งขึ้นกว่าเดิมถ้าเขาเป็นผู้ชนะ” ชาร์ล บาร์คลีย์ (Charles Barkley) หนึ่งในตำนานทีมชุดดรีมทีม ที่ไปร่วมวงตีกอล์ฟเดิมพันครั้งนั้นกล่าวถึงวีรกรรมการติดพนันของ จอร์แดน ซึ่งสอดคล้องกับที่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า จอร์แดน มักจะพนันฝีมือกอล์ฟของตัวเองกับเพื่อนๆ หลุมละไม่ต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว 

ในโอลิมปิกเกมส์ครั้งเดียวกันนั้น ยังมีรายงานว่า จอร์แดน นอนหลับพักผ่อนเพียงคืนละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยเวลาที่เหลือเขาถลุงมันหมดไปกับการเล่นโป๊กเกอร์กับเพื่อนร่วมทีมอย่าง แมจิค จอห์สัน, ชาร์ล บาร์คลีย์ และ สก็อตตี้ พิพเพ่น

นอกจากนั้นยังมีคำบอกเล่าของนักธุรกิจจากซานดิเอโก้ ที่ทำธุรกิจพนันขนาดใหญ่ และไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ได้ออกมาบอกว่า163db74f-5e22-4e66-bb2b-8683f453bfbb-67800244_10214584053983584_2443772207432728576_o

“ไมเคิลนั้นติดเงินจากการพนันค่อนข้างเยอะเลยนะ รวมๆ แล้วก็ประมาณ 9 แสนเหรียญ หรือผมว่าน่าจะหลายล้านเหรียญเลย”

แม้แต่การเป่ายิ้งฉุบ (หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Rock, Paper, Scissors) ไมเคิล จอร์แดน ก็ยังสามารถนำมาพนันได้ โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมรายหนึ่งของ จอร์แดน ที่ไม่เปิดเผยชื่อบอกว่า

“จอร์แดน ได้กำไรจากการเล่นเป่ายิ้งฉุบกับเพื่อนร่วมทีมไม่ต่ำกว่า 100,000 เหรียญเลยทีเดียว”

ลาสเวกัส คือแดนสวรรค์ของเหล่าผีพนัน จอร์แดน เองก็เช่นกัน เรียกได้ว่าเขาคือขาประจำของเมืองแห่งนี้ โดยมีรายงานว่าอดีตนักบาสเกตบอลผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ชิคาโก บูลส์ รายนี้เคยเสียพนันลูกเต๋าภายในคืนเดียวมากถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะยืนยันได้แล้วว่า ไมเคิล จอร์แดน นั้นคือผีพนันตัวจริงไม่อิงนิยาย ว่าแต่มันเกี่ยวกับการประกาศลา NBA และไปเป็นนักเบสบอลอย่างไร?

 

พนันอะไรก็ได้ยกเว้นบาสเกตบอล

เรื่องราวการเป็นผีพนันของ ไมเคิล จอร์แดน เป็นที่ร่ำลือกันไปทั่ว อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับหน้าที่การงานของเขา เนื่องจากการพนันในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องถูกกฎหมาย มันคือรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมความบันเทิง แต่สำหรับตัวของ จอร์แดน ในฐานะที่เขาเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล มีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ต่อให้เขาเป็นผีพนันขนาดไหนก็ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด นั่นคือ “ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการพนันที่เกี่ยวข้องกับบาสเกตบอล”

คำถามคือตัวของ ไมเคิล จอร์แดน เกี่ยวข้องกับการพนันบาสเกตบอลหรือเปล่า?

ข้อสงสัยทั้งหมดเริ่มต้นจากงานแถลงข่าวการประกาศรีไทร์ตัวเองออกจากบาสเกตบอล NBA ของ จอร์แดน ในปี 1993 เมื่อมีนักข่าวคนหนึ่งยิงคำถามว่า

“คุณจะกลับมาเล่นอีกครั้งหรือเปล่า?”

“5 ปีข้างหน้า ถ้าไฟในการเล่นของผมลุกขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าบูลส์ยังคงต้อนรับผม ถ้า เดวิด สเติร์น ยอมให้ผมกลับมา ผมก็จะกลับ”

ไม่ใช่แค่คำถามนี้เท่านั้น แต่ในการสัมภาษณ์ครั้งดังกล่าว จอร์แดน เอ่ยชื่อ เดวิด สเติร์น ออกมาบ่อยครั้งจนดูผิดสังเกต แล้ว เดวิด สเติร์น คือใครกันล่ะ?

เดวิด สเติร์น ถือเป็นบุคคลทรงอิทธิพลในวงการบาสเกตบอลสหรัฐอเมริกา จากการดำรงตำแหน่ง คอมมิชชันเนอร์ หรือผู้บริหารสูงสุดของ NBA เรียกว่าเขานี่แหละคือหัวเรือใหญ่แห่งบาสเกตบอลสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาดังกล่าว และจากรูปประโยคที่ จอร์แดน กล่าวออกมา ทำให้สามารถสันนิษฐานได้ว่า สเติร์น อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่ จอร์แดน ต้องประกาศเลิกเล่นในครั้งนี้im-140718

นอกจากนั้นก่อนที่ จอร์แดน จะประกาศรีไทร์เพียง 2 เดือน เขาถูกคณะกรรมการ NBA สอบสวนว่าการเล่นพนันของเขานั้นเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎของลีกหรือเปล่า อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขารีไทร์ไปแล้วก็มีคำตัดสินออกมาว่า เขาบริสุทธิ์

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจ มาจากหนังสือ Money Player Days and Nights Inside the New NBA ที่ว่าด้วยการพนันของผู้เล่นใน NBA ซึ่งตีพิมพ์ออกมาในปี 1993 โดยส่วนหนึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของ ริชาร์ด อิคัวนาส หนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนพฤติกรรมการเล่นพนันของ ไมเคิล จอร์แดน โดยเขากล่าวไว้ว่า

“ในระหว่างช่วงหนึ่งของการสอบสวน ผมบังเอิญได้ยินไมเคิลคุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้ ผมได้ยินเขาพูดว่า ‘คุณบอกเองใช่มั้ยว่า ผลต่างอยู่ที่ 7 แต้ม'”  

บทสนทนาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการพนันแน่นอน เพียงแต่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอว่ามันคือการพนันประเภทไหน ซึ่งถ้ามันคือบาสเกตบอล แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัว จอร์แดน แน่นอน

 

ความเป็นไปได้ที่ไม่มีใครรู้

จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้มีหลายคนออกมาตั้งข้อสันนิษฐานรวมถึงทฤษฏีต่างๆ อย่างจริงจังว่า หรือบางที ไมเคิล จอร์แดน อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันบาสเกตบอล และเรื่องก็ได้ไปเข้าหูของ เดวิด สเติร์น ซึ่งทำให้ จอร์แดน ต้องถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง และจะเป็นประวัติติดตัวไปทั้งชีวิต 

ดังนั้นจึงอาจมีการพูดคุยตกลงกันว่าให้ จอร์แดน ประกาศรีไทร์เลิกเล่นไปก่อน และค่อยกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เรื่องทั้งหมดเงียบไปแล้วjordan_f4wm61l9

อาจจะฟังดูเป็นข้อสันนิษฐานที่จับแพะชนแกะไปเสียหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันพอจะมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน เนื่องจากว่ากันตามลักษณะนิสัยของ ไมเคิล จอร์แดน แล้ว เขาเป็นคนทะเยอทะยานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีความกระหายอยากเอาชนะมากกว่าใคร ไม่ใช่แค่เรื่องการพนันที่กล่าวไปข้างต้น แต่เรื่องของบาสเกตบอลเองก็เช่นกัน ดังนั้นมันจึงดูไม่สมเหตุสมผลเสียเลยที่เขาจะเลิกเล่นกลางคัน ทั้งที่โอกาสการเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งตลอดกาลของ NBA อยู่ใกล้แค่เอื้อม

นอกจากนั้นในตอนที่เขาไปเป็นนักเบสบอลให้กับทีม เบอร์มิงแฮม บารอนส์ ผลงานก็ไม่ดีเท่าไรนัก เรียกว่าต่ำกว่ามาตรฐานเสียด้วยซ้ำ และหลังจากนั้นเพียงแค่ 1 ปีนิดๆ เขาก็กลับมาในช่วงเวลาที่ดูจะพอเหมาะพอเจาะเสียเหลือเกิน AAA

ถ้าหวังว่าตอนจบของเรื่องนี้จะมีข้อสรุปที่ชัดเจน … ขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ผิดหวัง เพราะไม่มีหลักฐานที่จะมายืนยันความผิดนี้อย่างประจักษ์แจ้ง ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดเดาจากข้อมูลและความเป็นไปได้เท่านั้น นอกจากนั้นเหตุการณ์นี้ก็ล่วงเลยมาเกือบ 30 ปีแล้ว คงไม่มีประโยชน์ที่จะขุดคุ้ยขึ้นมาเอาผิดกันอีกต่อไป ปริศนานี้จึงยังคงเป็นความลับอันดำมืดที่ไม่มีใครล่วงรู้นอกจากตัวของ เดวิด สเติร์น ที่เพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อช่วงขึ้นปีใหม่ปี 2020 และ จอร์แดน ไปตลอดกาล

ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ประจักษ์แจ้งอย่างชัดเจน คือไม่ว่าจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ไมเคิล จอร์แดน คือนักบาสเกตบอลที่ดีที่สุดตลอดกาลของ NBA

Uncategorized

แคสซี่ย์ โฮ ลบคำดูถูกเรื่องรูปร่าง ด้วยการเป็น FITNESS YOUTUBER

แคสซี่ย์ โฮ ลบคำดูถูกเรื่องรูปร่าง ด้วยการเป็น FITNESS YOUTUBER

ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านด้วยสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการออกกำลังกายคือการเปิดวิดิโอใน YOUTUBE และทำตามไปด้วย นอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องแล้ว ยังช่วยคลายเหงาให้การออกกำลังกายเพียงลำพังที่บ้านไม่น่าเบื่ออีกด้วย

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “blogilates” ช่อง YouTube ของ แคสซี่ย์ โฮ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 5 ล้านคน และเป็นหนึ่งในช่อง YouTube ด้านการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกจะถูกพูดถึงขึ้นมาบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตามกว่าที่ แคสซี่ย์ โฮ จะมีทุกวันนี้ได้เธอเองก็ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อยเหมือนกัน ปัญหาที่เธอต้องเจอมากมายไม่ต่างจากแคลอรี่ที่เธอต้องเบิร์น ติดตามเรื่องราวของการต่อสู้ของเธอไปพร้อมกับเรา

ยัยอ้วน

แคสซี่ย์ โฮ ลืมตาดูโลกในวันที่ 16 มกราคม ปี 1987 และเติบโตขึ้นมาในครอบครัวผู้อพยพสัญชาติจีน-เวียดนาม ที่มีแนวคิดเชิงอนุรักษ์นิยมตามสไตล์ชาวเอเชีย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอิสระและหลากหลายของเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย747089222_640

“ตอนเด็กๆ ฉันเป็นเด็กดีนะ ฉันช่วยขายคุกกี้เพื่อหาเงินให้ครอบครัวด้วย” โฮ กล่าวกับ Forbes

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าเธอเป็น “ลูกสาวคนโปรด” เนื่องจากครอบครัวเธอยังมีความเป็นชาวเอเชียอย่างสมบูรณ์แบบ การเลี้ยงดูจึงเต็มไปด้วยมายาคติว่า ลูกต้องเติบโตไปเป็นหมอหรือทนายความถึงจะเรียกว่าเป็นชีวิตที่ดี 

“ตั้งแต่จำความได้ฉันชอบที่จะออกแบบวาดรูปเสื้อผ้าลงในกระดาษ ฉันฝันอยากเป็นดีไซเนอร์มาโดยตลอด แต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ในใจ”

“จนกระทั่งเมื่ออายุ 16 ปี ฉันก็ได้บอกความฝันของตัวเองให้พ่อแม่ได้ฟัง แน่นอนว่าพวกท่านไม่เห็นด้วย และสบประมาทฉันว่าไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต สักวันฉันจะถังแตกไม่มีเงิน”

นอกจากคำสบประมาทจากพ่อแม่แล้ว เธอยังต้องเผชิญคำพูดดูแคลนมากมายจากคนรอบข้าง แต่เป็นในเรื่องที่แตกต่างกัน

“ยัยอ้วน! เธอต้องโตไปเป็นผู้หญิงอ้วนแน่เลย นี่คือสิ่งที่คนรอบข้างฉันพูดกับฉันเสมอ”

โฮ เองก็ไม่แตกต่างจากเด็กสาวทั่วไปที่เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นก็เริ่มอยากจะมีหุ่นที่ดี รูปร่างสวยงาม แต่คำพูดพวกนี้ทำให้ความมั่นใจที่เธอมีดับวูบ เธอยอมรับว่าเธอรู้สึกแย่กับมันมากๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกท้อ ตรงกันข้ามเธอได้เริ่มศึกษาวิธีการดูแลสุขภาพ รักษาหุ่น รวมถึงการออกกำลังกายอย่างจริงจัง และในตอนนั้นเองเธอก็ได้พบกับการออกกำลังกายที่เรียกว่า “พิลาทิส”

 

พิลาทิสเปลี่ยนชีวิต

“ฉันเริ่มศึกษาพิลาทิสอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 16 เริ่มจากการที่ได้เห็น มารีย์ วินเซอร์ (Mari Winsor นักแสดงที่มีบทบาทเด่นในเรื่องผู้นำด้านการออกกำลังกายในช่วงยุค 90s) ทำมันในโทรทัศน์ ถึงขั้นที่ว่าฉันยอมขอร้องพ่อแม่เพื่อซื้ออุปกรณ์ในการเล่นเลยล่ะ”Best-Blogilates-Workout-Videos

พิลาทิสที่ โฮ กล่าวถึงคือศาสตร์การออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกับการเล่นโยคะ เพียงแต่พิลาทิสจะเน้นการบริหารกล้ามเนื้อในช่วงแกนกลางลำตัวเป็นหลัก ช่วยให้ส่งเสริมให้มีบุคลิกภาพที่ดี และการเคลื่อนไหวที่สง่างามและการมีสมดุลของร่างกายที่ดี 

หลังจบการศึกษาระดับมัธยม โฮ ก็เข้าศึกษาต่อที่ Whittier College ในสาขาชีววิทยา ซึ่งเป็นการ “พบกันครึ่งทาง” ของเธอกับพ่อแม่ ที่ถึงแม้เธอจะไม่ได้เข้าเรียนหมอตามที่พวกเขาหวังไว้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้เรียนในสาขาวิชาที่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตามความฝันของเธอก็ยังคงมั่นคงอยู่กับการเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้า 

“แม้ว่าฉันจะได้เกรด A แต่ฉันไม่ชอบในสิ่งที่เรียนอยู่เลย ฉันรู้สึกว่าจิตวิญญาณของฉันมันกำลังตายลงอย่างช้าๆ”

โดยในขณะที่ศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย โฮ ก็ทำอาชีพเสริมเป็นครูสอนพิลาทิสไปด้วย 

“อย่างน้อยมันก็ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเช่าห้องไปได้บ้าง” โฮ บอกกับ BuzzFeed และเธอยังเล่าต่ออีกว่าในตอนนั้นเธอไม่มีความคิดเลยสักนิดว่าสักวันเธอจะหาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งนี้

หลังจากจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โฮ ก็ไม่รอช้าที่จะทำตามความฝัน เธอบินลัดฟ้าจากแคลิฟอร์เนียสู่บอสตันเพื่อทำงานในบริษัทเสื้อผ้าแห่งหนึ่งในตำแหน่งฝ่ายจัดซื้อ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของพ่อแม่cassey_square_smaller_2048x

“พ่อแม่โกรธฉันมากที่ทำแบบนี้ พวกเราไม่คุยกัน 2-3 ปีเลยล่ะ พวกเขาคิดว่าฉันกำลังทำลายอนาคตตัวเอง”

“ตอนที่ฉันทำงานประจำอยู่ที่บอสตัน เป็นช่วงปี 2009 ที่ฉันเริ่มสร้างช่อง YouTube จุดประสงค์แรกของฉันคืออัปโหลดคลิปวิดิโอการสอนพิลาทิสให้กับเหล่านักเรียนที่ฉันสอนสมัยมหาวิทยาลัย พวกเขาคิดถึงฉัน และยังอยากเรียนกับฉันอยู่”

“แต่ผลตอบรับกลับดีกว่าที่คาดมากเลย มีคอมเมนต์เข้ามาขอให้ทำวิดิโอเกี่ยวกับการบริหารร่างกายส่วนนู้นส่วนนี้เต็มไปหมด แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจมัน แค่งานประจำก็แทบไม่มีเวลาแล้ว”

ชีวิตของเธอดำเนินเรื่อยมาในลักษณะนี้ จนกระทั่งย่างเข้าสู่เดือนที่ 9 เธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานในบริษัทเสื้อผ้าที่เธอทำอยู่ 

“ฉันไม่ชอบงานที่ทำเลย ฉันคิดว่าถ้าฉันได้เป็นดีไซเนอร์ฉันน่าจะชอบนะ แต่สิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่”

ในวัยยี่สิบต้นๆ แคสซี่ย์ โฮ กลายเป็นเด็กสาวที่เคว้งคว้างกลางเมืองใหญ่ ไม่มีงาน อีกทั้งเงินก็เริ่มร่อยหรอลงทุกวัน เธอจำเป็นต้องหาอะไรทำโดยเร็วที่สุด โดยทักษะที่พอจะหาเงินประทังชีวิตได้ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกจากพิลาทิส เมื่อคิดได้เช่นนั้น โฮ ก็ไม่รอช้าที่จะลงมือทำ

 

YOUTUBER เงินล้าน

ความคิดของโฮในตอนแรกเธอเพียงต้องการเปิดคลาสสอนพิลาทิสเล็กๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น เนื่องจากในช่วงปี 2010 คำว่า YouTuber ยังไม่แพร่หลาย

“ฉันต้องสอนพิลาทิสสัปดาห์ละ 12 คลาสเลยล่ะเพื่อให้มีเงินพอค่าเช่า และค่ากินอยู่” NP_20160606_TLCASSEY-E4N_1284804

ถึงแม้ว่าเธอจะชื่นชอบและเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านนี้แค่ไหน แต่ด้วยปริมาณการสอนที่ค่อนข้างนักหนาเอาเรื่อง เธอจึงเริ่มคิดหาหนทางอื่นๆ ที่จะช่วยให้เธอหาเงินได้โดยไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้

“ตอนนั้ความคิดเรื่องการทำวิดิโอลง YouTube ก็เริ่มเข้ามาในหัว ฉันจำได้ว่าเคยมีคอมเมนต์มากมายชื่นชอบวิดิโอที่ฉันทำ” 

ถึงแม้ว่าเธอจะยังมีคลาสสอนพิลาทิสอยู่ แต่การไม่ได้ทำงานประจำแล้วก็ทำให้เธอมีเวลาว่างมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสดีที่เธอได้เริ่มทำคลิปวิดิโอต่างๆ ลงไปในช่องตัวเอง โดยคอนเทนต์เริ่มต้นก็เป็นการสอนพิลาทิสที่เธอถนัด ก่อนที่จะเริ่มขยับขยายไปถึงคอนเทนต์การออกกำลังกายประเภทอื่นๆ 

“ผลตอบรับมันดีกว่าที่ฉันคาดไว้มากเลย พวกเขาบอกว่าที่ชอบดูวิดิโอของฉันก็เพราะฉันเป็นคนขี้เล่นแล้วก็ตลก นอกจากนั้นฉันก็พยายามสร้างกิมมิคสนุกๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำพิลาทิสมาผสมผสานกับเพลงป๊อป ซึ่งมันได้รับความนิยมสุดๆ ไปเลย หรือช่วง YOLO Meal ที่จะนำเสนอเมนูทำลายสุขภาพขั้นสุด กินให้เต็มที่ให้หายอยาก ก่อนที่มื้ออื่นๆ ในสัปดาห์จะต้องกินอาหารเพื่อสุขภาพ”

โฮ ใช้ความพยายามและเวลาค่อยๆ ปลุกปั้นช่อง YouTube “blogilates” ของเธอขึ้นมาทีละนิด ควบคู่ไปกับการเปิดคลาสสอนพิลาทิสไปด้วย จนกระทั่งในปี 2012 สามปีหลังจากเธออัปโหลดวิดิโอคลิปแรกลงไปบนช่อง เธอก็มีผู้ติดตาม 166,000 คน และการทำ YouTube เริ่มสร้างรายได้ให้กับเธอได้อย่างจริงจัง เนื่องจากเธอได้เซ็นสัญญาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ YouTube เธอจึงตัดสินใจเลิกสอนคลาสพิลาทิสในชีวิตจริง และหันมาทุ่มเทให้กับช่อง blogilates อย่างเต็มตัวblogilates-portrait-7-1120x630

“ออกกำลังเหมือนสัตว์ร้าย เพื่อที่จะได้กลายเป็นสาวสวย” คติประจำใจที่ โฮ มักจะพูดในคลิปวิดิโอของเธอเสมอ

หลังจากปี 2012 ช่อง blogilates ของเธอก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2014 มีผู้ติดตาม 1.9 ล้านคน ปี 2016 3.5 ล้านคน จนกระทั่งใกล้แตะหลัก 5 ล้านคนในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเธอคือหนึ่งใน YouTuber สายสุขภาพและการออกกำลังกายที่ประสบความสำเร็จที่สุด จนนิตยสาร Shape ต้องประทับชื่อของเธอเข้าไปอยู่ในลิสต์ “25 บุคคลทรงอิทธิพลด้านสุขภาพในโซเชียลมีเดีย”

ปัจจุบัน โฮ กำลังมีความสุขกับชีวิตที่เป็น blogilates เติบโตจนไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่อง YouTube อีกต่อไป มันกลายเป็นบริษัทการออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบ มีทั้งคอร์สเรียนออนไลน์ รวมถึงการตระเวนทัวร์ทั่วโลกเพื่อเปิดคลาสป๊อปพิลาทีส พบปะกับคนที่รักเธอ มีเธอเป็นแรงบันดาลใจ และเธอยังได้เป็นดีไซเนอร์ตามความฝัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายของแบรนด์เธอเองในชื่อ PopFlex Active ก็ตาม แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ โฮ กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่อีกครั้ง

“พอพวกท่านเห็นว่าฉันมีชีวิตที่ดีได้ในแบบของฉันเอง พวกท่านก็กลับมาสนับสนุนฉันเต็มที่เลยล่ะ เรียกว่าเห่อมากๆ เลยดีกว่า” โฮ กล่าวอย่างอารมณ์ดีกับ Daily Mail

 

กระบอกเสียงเพื่อทุกคน

“ในตอนนี้ฉันไม่ได้เป็นแค่ครูสอนพิลาทีสอีกแล้ว แต่ฉันคือแบบอย่างที่ผู้คนจำนวนมากยึดถือเป็นแรงบันดาลใจ และฉันจะทำมันให้ดีที่สุด”IMG_5471

ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว แต่ โฮ ก็มีสิ่งที่มุ่งมั่นที่อยากจะทำอยู่ นั่นคือการเป็นกระบอกเสียงให้กับทุกคนในเรื่องของสุขภาพและการออกกำลังกาย เนื่องจากเธอรู้ดีว่าเสียงของเธอจะมีคนรับฟัง สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้

ในปี 2015 โฮ ได้โพสต์วิดิโอหนึ่งลงในช่อง blogilates ของเธอเอง โดยเธอจงใจถ่ายตัวเองออกมาให้ดูอ้วน มีความเจ้าเนื้อ แต่กลับตั้งชื่อวิดิโอว่า The “Perfect” Body แน่นอนว่ามีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเชิงด่าทอ เย้ยหยันมากมาย 

“ในตอนแรกผู้คนไม่เข้าใจว่าฉันต้องการจะสื่ออะไร”

“ที่ฉันโพสต์วิดิโอนั้นลงไปและตั้งชื่อมันว่า Perfect Body ก็เพราะต้องการจะสื่อถึงประเด็นการเหยียดรูปร่างในสังคม ฉันต้องการจะบอกว่าไม่ต้องสนใจว่าใครจะมองรูปร่างคุณอย่างไร ขอให้เชื่อไว้ว่าทุกคนมี Perfect Body เป็นของตัวเองอยู่แล้ว”

จากประสบการณ์ในวัยเด็ก โฮ รับรู้เป็นอย่างดีว่าการถูกบูลลี่เรื่องรูปร่างหน้าตานั้นรู้สึกอย่างไร ดังนั้นเมื่อเธอมีแสงสปอตไลท์และกระบอกเสียงอยู่ในมือแล้ว เธอจึงหมายมั่นที่จะใช้มันเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไม่ให้ต้องพบเจอสิ่งเดียวกับเธอ57800caadd089569028b47a2

“นี่แหละคือเป้าหมายของฉันในตอนนี้”

“ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันอยากออกกำลังกายก็เพราะอยากมีรูปร่างที่ดี แต่สุดท้ายแล้วฉันก็คิดได้ว่าการออกกำลังกายอย่างมีความสุขคือเรื่องสำคัญที่สุด เรื่องของรูปร่างคือเรื่องรองลงมา” โฮ กล่างทิ้งท้าย

Uncategorized

ชีวิตที่เลือกได้แค่ ‘ดำ’ กับ ‘ขาว’ เบื้องหลังภาพจำนักบอลอันธพาลของ ‘โจอี้ บาร์ตัน’

ชีวิตที่เลือกได้แค่ ‘ดำ’ กับ ‘ขาว’ เบื้องหลังภาพจำนักบอลอันธพาลของ ‘โจอี้ บาร์ตัน’

โจอี้ บาร์ตัน หากเอ่ยถึงชื่อนักฟุตบอลคนนี้ แทบไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องดีๆ ของเขาเลย ทั้ง เอาบุหรี่จี้ตารุ่นน้อง, ต่อยเพื่อนร่วมทีม, เหยียดเพศคู่แข่ง และแทงพนันทีมตัวเอง … แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่แยแสเหมือนกันที่ใครจะเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบนั้น

 

จะเป็นไปได้หรือที่คนๆ หนึ่งไม่เหลือเรื่องดีๆ ให้น่าจดจำบ้าง และต่อให้เขาจะร้ายสุดขั้วชั่วสุดขีดในสายตาของใคร มันก็ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาเติบโตมาเป็นคนอย่างนั้น

อะไรหล่อหลอมให้เกิดนักนักเตะอย่าง บาร์ตัน มาถึงจุดที่คนอื่นบอกว่าเขาเป็นความชั่วร้ายของฟุตบอล และด้านดีที่แอบอยู่ลึกๆ ในตัวเขาเป็นเช่นไร?

ติดตามได้ที่นี่

แข็งแกร่ง…และแข็งกร้าว (มากเกินไป) 

ไม่มีเลยสักครั้งที่ภาพจำของ โจอี้ บาร์ตัน จะออกมาในรูปแบบที่สร้างความประทับใจให้กับคนภายนอก อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่เขาทำเรื่องแย่ๆ และทำผิด เขายอมรับผิดเสมอ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไม่เอ่ยคำว่าขอโทษกับสิ่งที่เคยทำลงไป

บาร์ตัน ไม่ใช่นักเตะที่เก่งตั้งแต่เด็ก ดังนั้นชื่อเสียงในด้านความเป็นวันเดอร์คิดจึงไม่เคยปรากฎ เขาเล่นให้กับทีมอคาเดมีของ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นทีมรักของเขาได้ 6 ปี ก่อนที่ตอนอายุ 14 ปี จะถูกยกเลิกสัญญาด้วยเหตุผลที่ว่า ฝีเท้าไม่ดีพอที่จะผ่านขึ้นไปสู่ระดับยู 14 ของทีมได้  

“โคตรแย่เลยนะตอนนั้น ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเอฟเวอร์ตัน ตั้งแต่เด็กผมยืนต่อแถวขอลายเซ็นนักเตะเป็นประจำ จนกระทั่งได้เข้าไปในอคาเดมีตอนอายุ 7 ขวบ แต่พอถึงอายุ 14 ปี กลับมีคนบอกว่าคุณต้องออกจากทีม … ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่เก่งนะ ตอนนั้นผมโดนให้ออกจากทีมเพราะว่าผมตัวเล็กเกินไป”

“มันยากก็จริง แต่ผมคิดในใจตั้งแต่วันนั้นว่า คอยดูเถอะ เดี๋ยวข้าจะทำให้รู้ว่าพวกแกคิดผิด” บาร์ตัน กล่าวถึงวัยหวาน ก่อนที่เขาจะได้ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ซิตี้ และถูก เควิน คีแกน ดันขึ้นทีมชุดใหญ่ในปี 2002 … หลังจากนั้นทุกอย่างจึงกลายเป็นเรื่องตำนานนักเตะที่ว่ากันว่าสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน joey-barton-grad1

แม้จะเป็นนักเตะที่อายุไม่มาก แต่เมื่อไดรับโอกาสขึ้นชุดใหญ่ บาร์ตัน ถือว่าปรับตัวเข้ากับฟุตบอลระดับสูงในเวทีที่ไม่มีพี่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ในตำแหน่งกองกลาง เขาทำหน้าที่ได้ดีเท่าที่นักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งจะทำได้ จนกลายเป็นนักเตะที่มีอิทธิพลในห้องแต่งตัว ฝีปากของ บาร์ตัน เจ็บร้ายและซึมลึก เขาไม่ค่อยแคร์ที่จะพูดกับใครตรงๆ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นข้อดี เพราะเมื่อเขาเห็นใครที่เล่นไม่ได้ตามมาตรฐานและทำให้องค์รวมของทีมตกต่ำลงไป เขาจะเป็นคนแรกที่กล้าเตือนสติแบบแรงๆ อารมณ์ประมาณว่า “มึงนี่มันห่วยแตกจริงๆ”

ซึ่งบางครั้งมันก็มากไปเกินพอดี … บาร์ตัน อาจจะฝังตัวเป็นซีเนียร์ของ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงต้นยุค 2000 ได้ ด้วยทัศนคตินักสู้หัวรุนแรงแบบนั้น เพราะส่วนใหญ่แข้งเรือใบสีฟ้าเป็นนักเตะในสหราชอาณาจักรที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังและมีฝีเท้าเป็นที่ยอมรับเท่าไหร่ แต่เมื่อมาถึงยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อทีมถูกเทคโอเวอร์ด้วยเจ้าของใหม่ชาวไทยอย่าง ทักษิณ ชินวัตร หลายสิ่งหลายอย่างในห้องแต่งตัวก็เปลี่ยนไป

ระบบการทำงานของ แมนฯ ซิตี้ ถูกรื้อใหม่ทั้งหมดในปี 2007 การจ้างโค้ชใหม่อย่าง สเวน โกรัน อีริคส์สัน การใช้ระบบสเกาท์ที่เน้นดึงนักเตะต่างประเทศเข้ามาเพื่อยกระดับคุณภาพเกมและภาพลักษณ์ของสโมสร ทำให้แข้งซีเนียร์หลายคนจากยุคเก่าถูกโละออกไป ซึ่ง 1 ในคนที่ถูกโละเป็นอันดับแรกๆ ก็คือ บาร์ตัน นั่นเอง

ปัญหาที่เกิดขึ้นด้านพฤติกรรม ความรุนแรง และคำพูดในแบบที่ไม่ควรทำของ บาร์ตัน นั้นยาวเป็นหางว่าว มากพอที่จะทำให้ทีมที่กำลังจะสร้างแบรนด์เปลี่ยนภาพลักษณ์ของสโมสรใหม่มองเขาเป็นเนื้อร้ายและหั่นทิ้งไปได้อย่างไม่ต้องคิดมาก

ตัวอย่างของความรุนแรงทั้งการกระทำและคำพูดของ บาร์ตัน ที่ทุกคนจำฝังใจ ได้แก่การต่อยกับ อุสมาน ดาโบ กองกลางชาวฝรั่งเศสในสนามฝึกซ้อมของทีมช่วงปลายฤดูกาล 2006-07 เนื่องจากปะทะอารมณ์กัน ซึ่งถามว่าบาร์ตันรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำไปหรือไม่? เขาก็ได้แต่บอกว่าเสียใจที่ทำ แต่ ณ เวลานั้นการชกกันคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในใจของเขาJoey-Barton-Dabo-008

“แน่นอนผมเสียใจอยู่แล้วที่ไปต่อยเขาแบบนั้น ถ้าคุณให้ผมย้อนเวลากลับไปวันนั้นได้ ผมยืนยันว่าผมจะไม่ทำมันซ้ำสองหรอก แต่ทำไงได้ล่ะ? โลกนี่ไม่มีไทม์แมชชีนเสียหน่อย” 

“ผมเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ชกกับเขาเพราะเรื่องไร้เหตุผล และถ้าคุณถามผมว่าจะหาทางออกอื่นๆ นอกจากชกกันได้ไหม? ผมก็ตอบอีกนั่นแหละว่าทำไมจะไม่ได้? แต่ด้วยตัวตนและนิสัยของผมในตอนนั้น ผมมองว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้หรอก (หมายถึงการจบเรื่องแบบไม่ต้องชกกัน)”

อีกเรื่องหนึ่งที่ดังไม่แพ้กันคือการฉลองปาร์ตี้คริสต์มาสเมื่อปี 2004 ที่นักเตะของ ซิตี้ มารวมตัวกันเป็นงานเลี้ยงของสโมสร มีนักเตะดาวรุ่งที่ชื่อว่า เจมี่ แทนดี้ พยายามจะเผาเสื้อของเขา ทว่า บาร์ตัน จับได้ … จากนั้นเขาก็เอาซิการ์จี้ที่ตาของ เจมี่ นั่นคือเรื่องที่น่าจะเลวร้ายที่สุดที่เขาเคยทำมาในชีวิตนักฟุตบอล

“เรื่องกับ เจมี่ แทนดี้ มันเกิดขึ้นในงานเลี้ยงคริสต์มาส แล้วในวันนั้นไม่มีใครที่ไม่เมา ทุกคนเมาเละเทะ แล้วคุณคิดดูว่าเมื่อคุณเอาชายหนุ่มวัยกระทงมารวมตัวกันแบบนี้ บางครั้งฮอร์โมนเพศชายก็พุ่งพล่านทำให้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไปได้”

“ใครบ้างที่ไม่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตอนเมา และมานั่งเสียใจในตอนเช้ากับสิ่งที่เคยทำลงไปเมื่อคืน เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในทุกคืนวันศุกร์ทุกๆ ที่นั่นแหละ น่าเสียดายจริงๆ ที่สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในคืนนั้น” เป็นอีกครั้งที่ บาร์ตัน ยอมรับแต่ว่าทำ แต่เขาไม่เคยกล่าวคำว่า Sorry หรือ Apologise ที่แปลเป็นไทยว่า “ขอโทษ” เหมือนเช่นเคย 2538546-3x2-940x627

ยังมีเรื่องใหญ่ๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นสมัยเขาอยู่กับซิตี้ เช่นการทะเลาะวิวาทข้างถนนและถูกบันทึกภาพไว้ได้จนเขาต้องติดคุก 74 วัน … ซึ่งแน่นอนเขาบอกว่า “ผมเมาจริงๆ นะวันนั้น”  ซึ่งถ้าเรามองเรื่องนี้ในภายหลังมันเป็นเรื่องที่ตลกชวนหัวเราะ แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า บาร์ตัน ได้กระทำสิ่งที่เรียกว่า “ไร้ความรับผิดชอบ” ตลอดเวลา … และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงไม่ได้รับโอกาสจาก แมนฯ ซิตี้ ในยุคเปลี่ยนถ่ายทีมเข้าสู่ยุคใหม่

“มีหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลากับ ซิตี้  แน่นอนว่าผมเสียใจ มันเหมือนกับผมเกิดมาเพื่อเป็นไอ้นักบอลเดนนรก ตอนนั้นผมไม่เสียใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมซิตี้ ผมว่าผมเจ๋งในระดับหนึ่งแหละ เจ๋งพอจนคิดว่า ‘ไม่เป็นไร ออกจากที่นี่แล้วไปหาประสบการณ์ใหม่ก็ได้วะ'” นั่นคืออาชีพของเขาทั้งหมดที่ แมนฯ ซิตี้ เรื่องฝีเท้าคนจะจำเขาได้ซัก 20% แต่อีก 80% คือเรื่องพฤติกรรมที่ติดลบล้วนๆ เลยทีเดียว… 

 

ไม่รักก็เกลียดเลย… 

แม้ บาร์ตัน จะยอมรับบทบาทนักเตะสารเลว และบอกว่าตัวของเขาสมัยค้าแข้งก็เป็นแบบนี้แหละ ชีวิตของเขาไม่มีเทา กล่าวคือมีสองทางเลือกเท่านั้นที่คุณจะจดจำเข้าไว้ในฐานะบุคคลประเภทไหน นั่นคือไม่เลวร้ายจนเป็นสีดำ ก็ยอดเยี่ยมโดนใจเป็นสีขาว ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ให้เลือก แม้ว่าผู้คนต่างพร้อมลงความเห็นว่า “สีดำ” คือตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่ บาร์ตัน ก็ยินดีกับคำติฉินที่กล่าวมา Joey-Barton-LE-bad-boy-du-Football

อย่างไรก็ตามแม้จะสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดาร์ก, ไร้ข้อดี และไม่มีความน่าคบหา แต่ที่สุดแล้วชีวิตคนเราต่อให้แย่แค่ไหนสุดท้ายก็ไม่มีใครดำได้ทั้งหมด 100% มนุษย์ทุกคนล้วนมีบางสิ่งในตัวที่ถูกจริตคนรอบข้างบ้างโดยเฉพาะพวกเดียวกัน และบาร์ตันก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่เคยมองมุมนี้ของตัวเองก็ตาม 

นักเตะประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเตะที่แฟนๆ ฝั่งตัวเองรักมาก บาร์ตัน ก็เช่นกัน การชอบเล่นแรงใส่คู่แข่ง การมีอารมณ์ร่วมกับเกมสูง และฝีปากที่พร้อมจะปั่นประสาทคู่แข่งทุกทีม นี่คือสิ่งที่เขามี รวมถึงเคยสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ และโค้ชบางคนที่ต้องการนักเตะเช่นนี้ในทีม

ครั้งหนึ่งที่ บาร์ตัน ย้ายมาเล่นให้ คิวพีอาร์ ตอนนั้นกุนซือ นีล วอร์น็อค ประกาศว่าสโมสรจะเปลี่ยนตัวกัปตันทีม โดยปลด อเดล ทารับต์ ออกและให้ บาร์ตัน รับหน้าที่แทน เพราะชื่อว่าลีดเดอร์สกิลของ บาร์ตัน หาคนเทียบชั้นยากมาก 

“มันเป็นการตัดสินใจจากตรรกะของนักเตะจริงๆ (การเปลี่ยนกัปตันทีม) ผมบอก อเดล เรื่องนี้และเขายอมรับทันที เรามาถึงจุดที่ต้องการใครสักคนที่เป็นผู้นำในสนามให้กับทีมจริงๆ และ บาร์ตัน เป็นคนที่มีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนที่สุด” วอร์น็อค ว่าไว้เช่นนั้น 

นอกจากนี้ความสดความห้าวของ บาร์ตัน ยังเคยสร้างความประทับใจไว้ที่ฝรั่งเศส สมัยเขาย้ายไปอยู่กับ โอลิมปิก มาร์กเซย ในฤดูกาล 2012-13 มีนักเตะอังกฤษไม่กี่คนที่ทำเช่นนั้น แต่เมื่อ บาร์ตัน ไปถึง เขาไม่รู้สึกว่านี่เป็นที่ต่างบ้านต่างเมือง เขายังคงเป็น บาร์ตัน คนเดิมที่พร้อมจัดหนักใส่คู่แข่งทุกคนที่คิดจะเอาชนะต้นสังกัดของเขา แม้วันที่ย้ายไป บาร์ตัน จะมีโทษแบนติดตัวถึง 12 เกม จากเกมส่งท้ายฤดูกาล 2011-12 ที่แม้แต่ใบแดงก็หยุดลูกเกเรของเขาไม่ได้ กลายเป็น “นักเตะสารเลว” ที่โดนคนอังกฤษตราหน้า แต่เมื่อถึงฝรั่งเศส เมื่อเขาได้ลงสนามและกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีม แฟนๆ ของ มาร์กเซย ก็ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น

“ยินดีต้อนรับเจ้านักเลงหัวไม้” ป้ายแบนเนอร์ที่เขียนด้วยลายมือจากแฟนๆ ฝั่งอุลตร้าของ มาร์กเซย ปรากฎในสนาม และนั่นทำให้ บาร์ตัน รู้สึกดีแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนJoey Barton banner

“ผมไปที่นั่นหลังการโดนแบน 12 เกม ที่อังกฤษผมกลายเป็นคนไร้ค่า แต่ที่นั่นผู้คนทั้งเมืองโอบกอดผมด้วยความรัก ผมมีปีที่ยอดเยี่ยมที่โอแอ็ม และผมจะไม่มีวันลืมประสบการณ์นั้นเลย”   

บางครั้งการผิดหรือถูกก็ถูกตัดสินกันด้วยอคติที่ฝรั่งเศส บาร์ตัน ทำเรื่องเอาไว้ก็ไม่ใช่น้อยๆ เขาล้อ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เล่นให้กับ เปแอสเช ในเวลานั้นว่า “ไอ้จมูกโตอย่าบ่นได้ปะ?” นอกจากนี้เมื่อ เปแอสเช เข้าใกล้แชมป์และกัปตันทีมของ เปแอสเช อย่าง ติอาโก้ ซิลวา เริ่มให้สัมภาษณ์พูดถึง บาร์ตัน เป็นพวกพูดไปเรื่อย วิจารณ์คนอื่นๆ ไปต่างๆ นานาเพราะอยากจะดัง ก่อนจะปิดท้ายว่าแบบแสบๆ ว่า “ฝากถึงนักเตะมาร์กเซยคนหนึ่งที่ผมจำชื่อเขาไม่ได้ รู้แค่ว่าเป็นนักเตะอังกฤษ” 

“เขาคงลืมไปแล้วว่า บราซิลมีนักเตะเก่งๆ มากกว่าทีมไหนๆ ในโลก เราคว้าแชมป์โลกมาแล้ว 5 สมัย และสมควรที่จะได้รับความเคารพบ้าง และเขาล่ะรู้อะไรบ้าง ผมจำไม่ได้เลยนะว่า เคยได้เจอกับเขาในเกมทีมชาติ” ซิลวา กล่าวแบบแสบๆ 

แทนที่ บาร์ตัน จะสลดกลับกลายเป็นว่าเหมือนเขายิ่งถูกใจที่มีโจทย์เพิ่มว่า “ขี้หงุดหงิดจริงๆ นะไอ้กะเทยอ้วน แล้วแกล่ะ? ด่าเก่งแบบนี้แปลงเพศแล้วหรือยังล่ะเนี่ย?” 

นี่คือคำด่าที่สามารถใช้คำว่า “โคตรแรง” ได้อย่างเต็มปาก เพราะมีทั้งการเหยียดเพศที่ 3 และด่ากันแบบเลยเถิดเกินไปจนถึงขั้น เปแอสเช ต้องสั่งเตรียมดำเนินการฟ้องร้อง บาร์ตัน เลยทีเดียว … และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยปากขอโทษใครสักคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากคุกตารางไม่มาถึงตัว เขาไม่มีวันทำแบบนั้นแน่hi-res-162866523_crop_north

อย่างไรก็ตามฟุตบอลเป็นยิ่งกว่าศาสนา เมื่อได้แบ่งฝั่งกันแล้วทุกคนล้วนเปลี่ยนขาวเป็นดำ เปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้ ตราบใดที่ใครคนนั้นคือข้างเดียวกับเรา … แฟนๆ มาร์กเซย จำนวนไม่น้อยที่ชอบใจสิ่งที่ บาร์ตัน ทำในเวลานั้น เพราะพวกเขาไม่มีทางสู้ เปแอสเช ได้เลย และการที่มีใครสักคนทำให้นักเตะทีมแชมป์ที่เหนือกว่าทุกทีมในลีกแบบไม่เห็นฝุ่น ออกอาการหงุดหงิดได้แบบนั้น แม้จะเป็นการเล่นแรงข้าม แต่ต้องยอมรับว่านั่นคือสิ่งที่แฟนๆ ระดับเข้าเส้น “บางคน” อยากจะเห็น แต่ไม่กล้าที่จะปลดปล่อยด้านมืดของตัวเองแบบนั้น 

ช่วงท้ายอาชีพของ บาร์ตัน เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก นอกจากฝีปากที่ยังแสบไม่เปลี่ยน แต่อย่างน้อยเรื่องพฤติกรรมในและนอกสนามของเขาถูกปรับลดไปตามอายุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเข้าชมรมเลิกเหล้า ที่ตัวของ บาร์ตัน เผยว่าติดเหล้าตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง ซึ่งการเลิกได้นำมาซึ่งสมาธิในการเล่นที่มากขึ้น และสร้างผลงานได้ดีในตอนท้ายๆ เห็นได้จากช่วงใกล้แขวนสตั๊ด เขากลายเป็นที่รักของแฟนบอลท้องถิ่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพา เบิร์นลี่ย์ เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในปี 2015 รวมถึงการเล่นให้กับ มาร์กเซย อย่างที่กล่าวไป

แม้กว่าจะได้พบวิถีที่ถูกต้องของนักบอลอาชีพก็ปาเข้าไปช่วงอายุมากแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเขาไม่รู้ตัวเลย … หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยน บาร์ตัน ได้ด้วยการเริ่มแก้ที่ทัศนคติของตัวเอง แม้ทุกวันนี้คนจะจำภาพเขาว่าถ่อย เถื่อน ดิบ อยู่ แต่ใครจะรู้ว่าทุกอย่างมันมีที่มาซึ่งทำให้เขาเป็นเช่นนั้น และที่สุดแล้ว เขาก็แก้มันก่อนที่จะไม่เหลือด้านดีๆ ให้คนพูดถึงเลย

 

ดูเป็นเยี่ยง อย่าเอาเป็นอย่าง

ชีวิตค้าแข้งของ บาร์ตัน ไม่ใช่เรื่องที่ควรเอาอย่าง และไม่สามารถพูดว่ามันคือต้นแบบที่ควรทำตามได้ แม้จะกลับตัวได้ในตอนปลาย แต่จะว่าตรงๆ มันก็ช้าไปมาก มากเกินกว่าที่เขาจะเปลี่ยนภาพจำของตัวเองได้ แม้ว่าภายหลังจะพยายามแก้ไขมันและเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มีชีวิตที่สงบขึ้นแค่ไหนก็ตาม … ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเราสามารถนำมาเตือนใจตัวเองได้หลายอย่าง เช่นอย่าเชื่อมั่นในชื่อเสียงที่เข้ามามากเกินไป

ตอนอายุ 17 ปี บาร์ตัน ได้เงินสัปดาห์ละ 300 ปอนด์ มากเท่ากับที่พ่อของเขาหาเงินได้ในแต่ละเดือน นั่นทำให้ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไป เขายอมรับมันทีหลังเมื่อแขวนสตั๊ดและเป็นโค้ชของทีม ฟลีตวูด ทาวน์ ว่าการรับมือกับชีวิตที่มาเร็วเกินไปคือปัญหาใหญ่ของเขาเลย

“ผมพาเพื่อนไปเที่ยวคลับด้วยเงินที่ผมหาได้สัปดาห์ละ 300 ปอนด์ และมันทำให้ผมได้รับการยอมรับกับทุกคน ผมเดินไปไหนใครก็รู้จักผม นั่นทำให้ชีวิตของผมมันยากเกินกว่าจะปรับสมดุลได้” นี่คือเขาตอนอายุ 17 ปี ในฐานะดาวรุ่งของ แมนฯ ซิตี้ 

ทุกอย่างมาเร็วมาก เขาก้าวขึ้นมาเป็นชุดใหญ่ และไปไกลถึงขั้นไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่แล้วด้วยซ้ำ แต่ภายนอกที่ดูเป็นคนแข็งกร้าว ก็ซ่อนความอ่อนแอไว้มากมาย บางครั้งเขาไม่ได้เก่งเหมือนปากว่า และเขาจำเป็นต้องใช้บางอย่างช่วยให้ตัวเอง เลิกสั่น เลิกกลัว และแสดงสิ่งนั้นออกมาให้คนอื่นเห็น

“ตอนผมอายุ 22 ปี ผมเป็นคนที่วิ่งลงสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอล 40,000 คน วันไหนผมเล่นไม่ดี ผมจะถูกกดดันเยอะมาก และการดื่มคือทางเดียวที่ผมพอจะคิดออกในเวลานั้น ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ทางแก้ แต่มันคือการหนีความจริงของผมเองนั่นแหละ” 

“ทุกคนเริ่มมองมาที่ผมและตัดสินผมจากมุมมองของพวกเขา ผมเดินเข้าไปต้องเจอกับสายตาแปลกๆ จากคนที่ผมไม่รู้จัก ผมคิดว่าผมอยากจะหนีออกจากจุดนั้น ผมจึงต้องดื่มเหล้าทุกวันแม้ว่าผมจะเกลียดรสชาติของเหล้ามากๆ ก็ตาม” เขาเริ่มเล่าปมในใจกับ เดอะ การ์เดี้ยน

สิ่งเหล่านั้นไม่เคยหายไปจากจิตใจ ยิ่งเขาดื่มเขาก็ยิ่งทำเรื่องที่ผิดพลาด และเมื่อเขาทำผิดพลาดสื่อก็จะเอาเรื่องดังกล่าวมาขยี้เป็นประจำจน บาร์ตัน กลายเป็นนักเตะที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี แม้ปากเขาจะบอกว่า “ไม่แคร์” แต่ความจริงแล้วเขาได้พยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าเรื่องดีๆ บนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์มัน “ไม่ขาย” เท่าเรื่องฉาวๆ ที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า image

หลังจากปี 2016 บาร์ตัน ไม่มีข่าวด้านลบปรากฎเหมือนในอดีตมากนัก มันอาจจะแปลความหมายได้หลายอย่าง หนึ่งคือเขาเลิกเล่นไปแล้วและนักข่าวไม่สนใจจะขายข่าวเขาอีก หรือสอง เขาเปลี่ยนตัวเองได้แล้วจริงๆ (ในแง่พฤติกรรม) 

ทุกวันนี้ บาร์ตัน เป็นกุนซือของทีม ฟลีตวูด ทาวน์ และลูกน้องของเขาหลายคนก็รักเขาดี บอกเล่าถึงความเป็นผู้นำของ “โค้ชโจอี้” 

ทุกคนเริ่มคิดว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงๆ จนกระทั่งสุดท้ายก็มีเรื่องจนได้ … หลังเกมที่ ฟลีตวูด บุกแพ้ บาร์นสลี่ย์ 2-4 ในปี 2019 นักเตะของ บาร์นสลี่ย์ ทวีตข้อความว่า บาร์ตัน ไปต่อยกุนซือของเขาจนเลือดออก ก่อนที่ทวีตดังกล่าวจะโดนลบออกไป ขณะที่ บาร์ตัน ก็ยังไม่ได้ถูกตัดสินลงโทษอะไรจากเหตุการณ์นั้น ซึ่งก็ยังต้องรอฟันธงอีกว่า ตกลงแล้วเขาได้ไปซัดปากใครสักคนจริงๆ หรือเปล่า? 

และแน่นอนเมื่อทุกคนเห็นข่าวนี้ไม่มีใครคิดว่ามันจะไม่จริง เพราะสิ่งต่างๆ ในอดีตที่ บาร์ตัน เคยทำ ทำให้เขาถูกจำในแง่นั้นไปโดยปริยาย NINTCHDBPICT000566069468-e1582708581780

การหลีกหนีความกดดัน การปิดบังความอ่อนแอ การแสดงตัวและต้องการการยอมรับ คือสิ่งที่เกิดขึ้นวนไปเวียนมาในชีวิตฟุตบอลของ โจอี้ บาร์ตัน … และชีวิตของเขาสอนให้เรารู้ว่าทุกคนมีปัญหาชีวิตไว้ให้คอยรับมือ สุดท้ายจงอย่ากลัวและหันหลังหนีมันไป เพราะสุดท้ายมันจะกลับมาเล่นงานในภายหลังอยู่ดีๆ

ค่อยๆ แก้ ค่อยๆ ทำ เป็นคนดีในสายตาใครไม่ได้ ก็อย่าเป็นคนร้ายที่ทำให้ชีวิตคนอื่นหรือตัวเองต้องลำบากก็พอแล้ว … ซึ่งมาถึงตอนนี้ บาร์ตัน เองก็ยังยอมรับตรงๆ ว่าเขาไม่รู้ว่าจะทำตามสิ่งที่ตัวเองคิดได้หรือเปล่า

“ทุกวันนี้ผมมีความสุขดี ผมแฮปปี้ที่จะพูดว่าช่างแม่งกับชีวิต ผมอาจจะดูเป็นคนแปลกประหลาดเสมอมา แต่นั่นและคือตัวผม ผมขอรับมันแต่โดยดี” บาร์ตัน กล่าวทิ้งท้าย

Uncategorized

เปิดเบื้องหลัง ‘SPACE JAM’ หนังบาสเกตบอลอันดับ 1 ที่พลิกโฉมโลกยัดห่วง

เปิดเบื้องหลัง ‘SPACE JAM’ หนังบาสเกตบอลอันดับ 1 ที่พลิกโฉมโลกยัดห่วง

หากพูดถึง “ภาพยนตร์บาสเกตบอล” เชื่อได้ว่า “SPACE JAM” น่าจะเป็นชื่อที่คอบาส, คอหนัง หรือแม้แต่แฟนกีฬานึกถึงเป็นเรื่องแรก

 

ไมเคิล จอร์แดน ปะทะ บักส์ บันนี่ … เพียงเท่านี้ก็สามารถเรียกผู้ชมเข้าโรงได้อย่างมหาศาล จนทำให้ Space Jam เป็นภาพยนตร์บาสเกตบอลที่มีรายได้สูงสุดตลอดกาล

เราจะพาทุกท่านย้อนรำลึกความทรงจำในวัยเยาว์อันแสนหวานอีกครั้ง กับเบื้องหลังการสร้าง รวมถึงอิทธิพลที่ส่งผลถึงวงการบาสเกตบอลกระทั่งทุกวันนี้

จากโฆษณาสู่ภาพยนตร์

ทุกวันนี้ ภาพยนตร์แนว Live-Action หรือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากการ์ตูนหรือแอนิเมชั่น เป็นเวอร์ชั่นที่ใช้คนแสดงจริงๆ ถือเป็นหนึ่งในหนังแนวที่ขายดีกับคนทุกเพศทุกวัย โกยรายได้จาก Box Office แบบถล่มทลายThe-jersey-basketball-Tune-Squad-Michael-Jordan-Space-Jam-Movie

Space Jam เองก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แนวดังกล่าว ซึ่งหากพูดแบบจำเพาะเจาะจง เรื่องนี้ถือเป็นหนังแนว Live-Action Animated ที่มีทั้งการใช้นักแสดงจริง และแอนิเมชั่นควบคู่กัน … แต่จุดเริ่มต้นของการจับ ไมเคิล จอร์แดน มาปะทะกับ บักส์ บันนี่ มันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีภาพยนตร์เสียอีก

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปในปี 1992 เมื่อ ไนกี้ เจ้าของแบรนด์ แอร์ จอร์แดน รองเท้าบาสเกตบอลคู่ใจของยอดนักแม่นห่วงผู้นี้ ต้องการสร้างความแปลกใหม่ด้วยการทำโฆษณาที่จับเอาคนดังแห่งโลกจริงและโลกแห่งจินตนาการมาอยู่ด้วยกัน เพื่อโปรโมทรองเท้า Air Jordan VII ซึ่งกว่าจะสำเร็จออกมาได้นั้น ก็เจออุปสรรคสาหัสพอตัวเลยทีเดียว

“กว่าจะนำ จอร์แดน กับ บักส์ บันนี่ มาอยู่ด้วยกันได้นี่ก็ลำบากเอาเรื่องเลยครับ” โจ พิทกา ผู้กำกับโฆษณาชุดดังกล่าวเผย “เราสู้กับ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส (เจ้าของลิขสิทธิ์ ลูนี่ย์ ตูนส์ ซีรี่ส์การ์ตูนตลกที่มี บักส์ บันนี่ เป็นตัวละครเอก) เป็นเดือนๆ เพื่อปรับภาพลักษณ์ของ บักส์ บันนี่ ให้เข้ากับยุคสมัยรวมถึงการทำเป็นโฆษณา ที่สุดแล้ว พวกเขาก็โอเคกับไอเดียนี้ และโฆษณาที่ออกฉายครั้งแรกในเกมซูเปอร์โบวล์ปีดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ เลยครับ”

ความสำเร็จจากโฆษณารองเท้าบาสเกตบอล ทำให้ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เกิดไอเดียในการสร้างภาพยนตร์ต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว แต่คนที่รู้งานดีที่สุดอย่างพิทกา กลับไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในช่วงแรกของโปรเจ็คท์นี้ แต่ด้วยความที่หนังจำเป็นต้องมีคนที่รู้จริงเกี่ยวกับการผสมผสานแอนิเมชั่นกับการแสดงจริงให้ออกมาลงตัว รวมถึงผู้กำกับชื่อดังหลายราย ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโปรเจ็คท์ดังกล่าว ที่สุดแล้ว เขาก็ได้กลับมาสานต่อ กับการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แบบที่ตัวเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน

“จะว่าไปแล้ว Space Jam นี่เป็นหนึ่งในไอเดียที่ไร้เหตุผลสุดๆ เหมือนกันนะ ขนาดผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำในตอนแรกว่ามันจะกลายเป็นหนังได้อย่างไร แต่ที่สุดแล้ว มันก็ออกมาเป็นภาพยนตร์จริงๆ จนได้”

 

เบื้องหลังการถ่ายทำ

หลังจาก โจ พิทกา ได้กลับมากุมบังเหียนเพื่อต่อยอดสิ่งที่ตัวเขาเองเคยสร้างให้โด่งดังยิ่งกว่าเดิมแล้ว สิ่งแรกที่เขาทำ คือการเกลาบทให้ทุกอย่างลงตัวขึ้น ทว่าอุปสรรคก็เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนั้นMV5BNTVkYTZhNzctMWMxMS00MjI3LWIwOTctYjBmNTc3MjA3ODgwL2ltYWdlXkEyXkFqcGdeQXVyMjM4OTY4Nzk@._V1_SY1000_CR0,0,1333,1000_AL_

“สไปค์ ลี (ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง และแฟน NBA ตัวยง) เพื่อนของผม อาสาที่จะเข้ามาเกลาบทให้ ซึ่งผมว่าเขาน่าจะช่วยเสริมอะไรให้มันดูเจ๋งขึ้นได้ แต่ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ไม่เอาด้วย จากสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Malcolm X คือตอนนั้นงบในการถ่ายทำมันไม่พอ ทำให้สไปค์ต้องไประดมทุนจากเหล่าคนดังชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เพื่อให้หนังปิดกล้องได้ และสตูดิโอเกลียดสิ่งที่สไปค์ทำนี่สุดๆ ไปเลย” 

ไม่เพียงแค่ปัญหาเรื่องบทเท่านั้น แต่การหานักแสดงสมทบก็ต้องเจอกับอุปสรรค … เปล่า เราไม่ได้พูดถึงตัวประกอบที่เป็นนักบาสเกตบอล เพราะสตาร์ดังร่วมรุ่นอย่าง แลร์รี่ เบิร์ด, ชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์, แพทริค ยูวิง, มักซี่ โบกส์ และอีกเพียบต่างตบเท้าร่วมโปรเจ็คท์ดังกล่าวด้วยความยินดี ทว่าปัญหานั้น คือการหานักแสดงสมทบคนอื่นๆ เพื่อมาเติมเรื่องราวให้สมบูรณ์ต่างหาก

“เรามีปัญหากับการคัดเลือกนักแสดงสมทบอย่างหนักเลยในตอนนั้น เพราะพวกเขาไม่อยากมาอยู่ในหนังที่มี ไมเคิล จอร์แดน กับ บักส์ บันนี่ … พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือนักแสดงต้องทำงานกับตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นที่ไม่มีตัวตน รวมถึงนักกีฬา นั่นแหละประเด็นครับ”

ส่วน ไมเคิล จอร์แดน นักแสดงนำของเรื่องเองก็ประสบปัญหาเช่นกัน ซึ่งเรื่องนั้นคุณคงเดากันได้ว่าคือปัญหาอะไร … “การแสดง” นั่นเอง โดยพิทกาเล่าถึงการทำงานร่วมกันว่า

“มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างการถ่ายทำ ไมเคิลหันมาหาผมแล้วพูดว่า ‘ไหนตอนแรกคุณบอกว่ามันจะโคตรสนุกแน่เลยนี่หว่า ทำไมผมถึงไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย’ มันทำให้ผมคิดว่า บางทีเขาอาจจะเกลียดในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ คือคุณต้องเข้าใจว่า ในเกมบาสเกตบอล เขาควบคุมได้ทุกอย่าง แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ มันมีบุคคลที่คุณต้องร่วมงานด้วยอีกจำนวนมาก แถมการยืนต่อหน้ากล้อง พูดบทที่ซ้อมมา และสร้างอารมณ์ให้คนดูรู้สึกนั้น มันยากเอามากๆ เราก็เลยต้องทำให้ไมเคิลรู้สึกสบายใจกับการถ่ายทำมากที่สุด”EEWt0UhXkAEdCzv

อย่าว่าแต่ตัวของผู้กำกับเลย แม้แต่ตัวของจอร์แดนเองก็ยอมรับว่า สำหรับเขาแล้ว การแสดงนั้นยากจริงๆ 

“ก็ถือว่าผมนั้นเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากครับ คงบอกไม่ได้ว่าผมเล่นได้ดีเด่อะไร เพราะนี่มันคือโลกอีกใบเลย ถึงผมจะเคยเล่นโฆษณา แต่กระบวนการถ่ายทำมันก็แค่ราว 4-6 ชั่วโมง แล้วก็จบ ส่วนภาพยนตร์ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนาน และต้องพิถีพิถันกับมันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาแสดงกับตัวละครแอนิเมชั่นที่เรามองไม่เห็นเนี่ย” นี่คือสิ่งที่ตำนานนักบาสเกตบอลเปิดใจกับสื่อ ในรอบปฐมทัศน์เมื่อปี 1996

และเพื่อให้ทุกอย่างออกมาลงตัว พิทกาจึงตัดสินใจให้จอร์แดน แสดงในสิ่งที่เป็นธรรมชาติของตัวเขามากที่สุด … คือเป็น ไมเคิล จอร์แดน นั่นเอง

“จะว่าไป เขาก็ทำในสิ่งที่ ไมเคิล จอร์แดน จะทำน่ะนะ เราพยายามคัดเลือกนักแสดงมาเล่นแทนเขาแล้ว แต่เราหาใครที่ดีกว่าเขาไม่ได้เลย” พิทกาปล่อยมุก ก่อนจะเล่าต่อว่า “เขาทำได้ดีมากๆ ในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ แค่เล่นเป็นตัวเองไป และอย่าลืมว่า บทของภาพยนตร์เรื่องนี้ในหลายจุด ก็อิงมาจากชีวิตจริงของเขา และต้องยอมรับว่า เขาเป็นมืออาชีพสุดๆ เขาเข้ากองตรงเวลา รู้บทว่าต้องพูดอะไร ส่วนเราก็ทำให้ทุกอย่างมันง่ายกับเขาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ”

 

อิทธิพลต่อวงการ

แม้จะมีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย ที่สุดแล้ว ภาพยนตร์ Space Jam ก็ถ่ายทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยนอกจากเหล่าสตาร์แห่งวงการบาสเกตบอลแล้ว ยังได้นักแสดงคุณภาพอย่าง บิล เมอร์เรย์ มาร่วมสร้างสีสันด้วย0021956cef4b6c929511b6338f5a9c72

ส่วนพล็อตเรื่องนั้น ทาง โจ พิทกา ได้นำเรื่องราวชีวิตจริงของ ไมเคิล จอร์แดน ตั้งแต่สมัยเด็ก ไล่เรียงมาถึงการสร้างชื่อในกีฬาบาสเกตบอลจนได้เข้าสู่ NBA และคว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อนระหว่างปี 1991-1993 กับ ชิคาโก บูลส์ กระทั่งเลิกเล่นรอบแรกระหว่างปี 1993-1995 ก่อนจะกลับคืนสังเวียนอีกครั้ง มาบิดเรื่อง เพิ่มความแฟนตาซีเข้าไป เท่านี้ก็เรียบร้อย

และถึงกระแสตอบรับจากนักวิจารณ์จะไม่งดงามหนัก หลังได้คะแนนเพียง 43% จากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes แต่ผู้ชมกลับให้การตอบรับที่ดีมาก หนังขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ของ Box Office ทันทีตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าฉายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1996 ก่อนจะกวาดรายได้ทั่วโลกถึง 230.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้าง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ … นี่คือภาพยนตร์บาสเกตบอลที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

ไม่เพียงเท่านั้น อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ดังขายดิบขายดี ได้รางวัล แผ่นเสียงแพลตินัมถึง 6 แผ่นในสหรัฐอเมริกา (เทียบเท่ายอดขาย 6 ล้านก็อปปี้) โดยมีเพลง I Believe I Can Fly ของ R. Kelly เป็นซิงเกิลฮิตที่ดังระเบิดระเบ้อ เช่นเดียวกับของที่ระลึกต่างๆ ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ทว่า Space Jam ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในโรงหนังเท่านั้น เพราะมันยังได้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของเด็กๆ ให้เติบโตมาเป็นนักบาสเกตบอลใน NBA ด้วยเช่นกัน

“ผมคิดว่า เริ่มหลงรักกีฬาบาสเกตบอลครั้งแรก ก็ตอนที่ได้ดูหนัง Space Jam ตอนยังเป็นเด็ก และหลังจากหนังจบ ผมก็ออกไปเล่นบาสกับห่วงจิ๋วที่บ้าน ก่อนจะพยายามลอกเลียนท่าดังค์ทุกท่าที่มีในหนังเลย และต้องไม่ลืมนะว่า ไมเคิล จอร์แดน ก็คือ ไมเคิล จอร์แดน อะไรที่เขาทำ เราก็เลียนแบบตามหมดนั่นแหละครับ” นี่คือคำยืนยันจากปากของ แซค ลาวีน ที่มี Space Jam กับ ไมเคิล จอร์แดน เป็นแรงบันดาลใจ จนเขากรุยทางสู่ NBA ได้สำเร็จ

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่แปลกที่ลาวีนจะเลือกสวมเสื้อแข่งของ Tune Squad ทีมในภาพยนตร์ Space Jam ที่ ไมเคิล จอร์แดน เป็นดาวเด่น ลงแข่งรายการ สแลม ดังค์ คอนเทสต์ เมื่อปี 2015 และเขาก็ตามรอย ไมเคิล จอร์แดน ด้วยการคว้าแชมป์ในปีนั้น รวมถึงป้องกันแชมป์ได้สำเร็จในปี 2016 อีกด้วย

และใครจะเชื่อว่า เวลาผ่านไป ลาวีนจะตามรอยจอร์แดนไปอีกขั้น เพราะตอนที่เขาคว้าแชมป์สแลมดังค์ เจ้าตัวยังอยู่กับ มินนิโซตา ทิมเบอร์วูล์ฟส์ ทีมที่ดราฟต์ตัวมา แต่ปัจจุบัน เขาอยู่กับ ชิคาโก บูลส์ ทีมที่ ไมเคิล จอร์แดน สร้างชื่อจนกลายเป็นตำนานนั่นเอง Zach1.0

ไม่เพียงเท่านั้น หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า จุดเริ่มต้นของ “The Magic Trio” 3 มหัศจรรย์อย่าง ไมเคิล จอร์แดน, สก็อตตี้ พิพเพ่น และ เดนนิส ร็อดแมน ที่นำ ชิคาโก บูลส์ คว้าแชมป์ NBA 3 สมัยซ้อนในปี 1996-1998 มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากกองถ่าย Space Jam … และคนที่เปิดประเด็นดังกล่าว ก็คือ โจ พิทกา ที่เล่าถึงเรื่องราวในตอนนั้น ระหว่างการถ่ายทำว่า

“ตอนนั้นรู้สึกว่าไมเคิลเพิ่งจะกลับมาจากการรีไทร์รอบแรก แล้วผมก็ถามว่า ‘ทำไมทีมคุณไม่ล่าตัว เดนนิส ร็อดแมน มาร่วมทีมล่ะ?’ เขาก็บอกประมาณว่า ไม่แน่ใจว่าเขากับเดนนิสจะเล่นด้วยกันได้รึเปล่า ผมก็บอกเลยว่า ‘ฟังนะ หมอนี่มันชู้ตไม่เป็น แต่เกมรับนี่โคตรเก่ง รีบาวด์อย่างเทพ และเขาไม่ขวางทางเด่นคุณแน่นอน ทีมคุณน่าจะเอาตัวเขามาร่วมทีมนะ’ ปรากฎว่า คืนนั้นเอง เดนนิส ร็อดแมน ก็ไปเจอกับไมเคิลที่โรงแรมใน เบเวอร์ลี่ย์ ฮิลส์ ก่อนที่อีกไม่กี่วันหลังจากนั้นจะมีการเซ็นสัญญาร่วมทีมบูลส์”

 

สู่ภาคต่อ

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระมาก ที่จะพยายามสร้างภาคต่อของหนังเรื่องนี้ เพราะขนาดผมเองยังนึกไม่ออกว่ามันจะออกมายังไง จริงอยู่ว่า Space Jam ก็ไม่ใช่หนังที่ดีอะไรนัก แต่มันมีบางสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา นั่นคือนักกีฬาที่เป็นตัวละครเด่น และเขาคนนั้นไม่ได้เล่นอีกต่อไปแล้ว”MV5BMTgwMjYxMzEzMF5BMl5BanBnXkFtZTgwMzY3MDI3NTE@._V1_SY1000_CR0,0,1333,1000_AL_

นี่คือคำยืนยันจากปากของ โจ พิทกา ผู้กำกับ Space Jam กับข่าวลือเรื่องการสร้างภาคต่อที่มีมาตลอด เพราะขนาดตัวเขาเอง ที่ได้รับการทาบทามให้กลับมากำกับโปรเจ็คท์ภาคต่อ ที่มีโครงการจะสร้างในปี 1997 หลังจากความสำเร็จในภาคแรก ทว่าทุกอย่างก็ต้องล่มไปด้วยสาเหตุเดียว … ไมเคิล จอร์แดน ไม่กลับมาเล่นภาพยนตร์อีกแล้ว

หลังจากนั้น โปรเจ็คท์ก็เริ่มที่จะไปกันใหญ่ ด้วยความพยายามที่จะบิดเรื่องราวมาเป็นกีฬาอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวมาโดยตลอด กระทั่งในปี 2014 Space Jam ภาคต่อ ก็กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง แต่คราวนี้มีนักบาสเกตบอลรุ่นน้อง และถือเป็นอีกหนึ่งยอดฝีมือของวงการที่อาสามาสานต่อ … เลบรอน เจมส์

“จริงๆ ผมเองก็อยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่ Batman นี่ตัวละครโปรดผมเลย แต่ก็นะ ความจริงมันเป็นกันไม่ได้ ถึงกระนั้น การได้ทำหนัง Space Jam มันยิ่งใหญ่กว่าการที่ผมและ ลูนี่ย์ ตูนส์ จะมาร่วมจอเดียวกันมากๆ เลยครับ เพราะนี่คือสิ่งที่จะทำให้เด็กๆ ได้เห็นว่า ทุกคนสามารถเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้ ขอเพียงแค่ไม่ยอมแพ้กับความฝัน” นี่คือสิ่งที่เลบรอนเผยถึงสาเหตุที่เขาไม่เพียงแต่จะเป็นนักแสดงนำเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างด้วย

และโปรเจ็คท์ Space Jam 2 ก็ใหญ่ยักษ์ไม่แพ้ภาคแรกเลยแม้แต่น้อย เพราะมีคนดังแห่งวงการฮอลลีวูดมาร่วมโปรเจ็คท์นี้หลายราย นำโดย ไรอัน คูกเลอร์ ผู้กำกับ The Black Panther ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล ที่นอกจากจะเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างแล้ว ยังเป็นหนึ่งในผู้เขียนบทเรื่องนี้ด้วย รวมถึงมี ดอน ชีเดิล ผู้รับบท ผู้พัน เจมส์ โรดส์ หรือ War Machine อีกหนึ่งซูเปอร์ฮีโร่ค่ายมาร์เวล มาร่วมแสดง และแน่นอน เหล่าสตาร์แห่งวงการ NBA ที่เตรียมมาร่วมแจมอย่างคับคั่งspace-jam-2

แม้ ชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์ อีกหนึ่งนักบาสเกตบอลที่เคยร่วมแจมใน Space Jam ภาคแรก จะไม่เห็นด้วยกับการมีภาคต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ภาคแรกก็สุดยอดอยู่แล้ว จะมีภาค 2 ไปทำไม” แต่ทั้ง เลบรอน เจมส์ และ มาเวอริค คาร์เตอร์ เพื่อนซี้นอกวงการบาสเกตบอล และร่วมอำนวยการสร้างภาคต่อนี้ด้วยกันยืนยันว่า นี่จะไม่ใช่ภาคต่อ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของแฟรนไชส์นี้

Space Jam 2 จะออกมาเป็นอย่างไร จะทำรายได้ถล่มทลายเหมือนภาคแรกหรือไม่ และ ไมเคิล จอร์แดน จะมาปรากฎตัวในหนังหรือเปล่านั้น คงต้องรอดูกันในวันที่ภาพยนตร์ออกฉายจริง 16 กรกฎาคม 2021

 

Uncategorized

เดวิด เบนท์ลีย์ ‘นิว เบ็คแฮม’ ที่ล้มเหลวในโลกลูกหนัง ก่อนจะพบความสุขหลังจากนั้น

เดวิด เบนท์ลีย์ ‘นิว เบ็คแฮม’ ที่ล้มเหลวในโลกลูกหนัง ก่อนจะพบความสุขหลังจากนั้น

ในช่วงปี 2005 ขณะที่ เดวิด เบ็คแฮม กำลังก้าวสู่วัยเลข 3 ได้มีนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่ง ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษ จนได้รับการขนานนามว่า “นิว เบ็คแฮม” 

 

เดวิด เบนท์ลีย์ คือชื่อของเขา เขามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกับกัปตันทีมสิงโตคำรามในตอนนั้น ตั้งแต่ชื่อย่อที่ใช้ DB เหมือนกัน เล่นในตำแหน่งปีกขวา และเท้าขวาที่แม่นยำราวจับวาง รวมไปถึงยิงฟรีคิกได้อย่างเฉียบขาด 

อย่างไรก็ดี มันกลับไม่เป็นอย่างที่ทุกคนคาดไว้ เกิดอะไรขึ้นกับเขา ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

เดวิด เบ็คแฮม คนต่อไป 

อาร์เซนอล ถือเป็นหนึ่งในทีมที่มีระบบเยาวชนที่ดีเยี่ยม พวกเขาสามารถสร้างนักเตะดาวรุ่งมาประดับวงการได้มากมาย ทว่าหลายคนกลับไม่สามารถแจ้งเกิดในสีเสื้อของพวกเขา gun__1278946910_bentley_david

เดวิด เบนท์ลีย์ คือหนึ่งในนั้น เขามาอยู่กับทัพปืนใหญ่ตั้งแต่อายุ 13 ปี แต่ไม่สามารถเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยนักเตะพระกาฬอย่าง เธียร์รี อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์ หรือ ปาทริค วิเอรา 

ทำให้แม้ว่าเขาจะได้ประเดิมสนามกับอาร์เซนอล ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่หลังจากนั้น ก็ถูกปล่อยไปให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งาน เริ่มตั้งแต่ นอริช ซิตี้ ในฤดูกาล 2004-05 ที่ทำผลงานได้ไม่เลว หลังทำไป 2 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ จาก 26 นัด ต่อด้วย แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในฤดูกาลต่อมา 

และที่นี่ก็ทำให้เขาได้เฉิดฉาย เบนท์ลีย์ ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกกับทัพกุหลาบไฟ จนทำให้ มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือของทีมในตอนนั้น ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมอย่างถาวร  

แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะแค่เพียงนัดที่ 3 ในฐานะนักเตะของแบล็คเบิร์นเต็มตัว เบนท์ลีย์ ก็สร้างปรากฎการณ์ได้ทันที หลังทำแฮตทริคช่วยให้กุหลาบไฟ เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอย่างสนุก 4-3 ซึ่งเป็นแฮตทริคแรกในชีวิตของเขาอีกด้วย David-Bentley-at-Blackburn-600x447

แถมก่อนหน้านั้นเมื่อสองเดือนก่อน เขาเพิ่งจะยิงฟรีคิกสุดสวยราวกับถอดแบบมาจาก เดวิด เบ็คแฮม ในเกมนัดกระชับมิตรระหว่างอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี กับทีมชาติอิตาลี ที่ นิว เวมบลีย์ แถมยังสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่ยิงประตูได้ในสนามแห่งใหม่นี้อีกด้วย (อย่างไรก็ตาม นักเตะคนแรกที่ทำประตูได้ใน นิว เวมบลีย์ คือ จามเปาโล ปาซซินี่ ของอิตาลี)

จุดเด่นของเบนท์ลีย์ คือเท้าขวาที่ยอดเยี่ยม ทุกลูกที่ออกมาจากปลายสตั๊ดของเขาแม่นราวกับจับวาง แถมยังยิงฟรีคิกได้อย่างคมกริบ ทำให้หลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับ เบ็คแฮม กัปตันทีมชาติอังกฤษในตอนนั้น ในฐานะ “นิว เบ็คแฮม” 

“ผมเห็นถึงสิ่งนั้น (การเปรียบเทียบ)” สตีฟ แม็คคลาเรน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษตอบคำถามกับ Lancashire Post หลังถูกถามเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่าง เบ็คแฮม กับ เบนท์ลีย์ เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2007  

“เท้าขวาของเขาคล้ายกับเดวิด เขาจับบอลได้อย่างสุดยอด คุมบอลได้เยี่ยม และสามารถจ่ายบอลแบบนั้นได้” 

“แต่เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก หากเขาต้องการทำได้ทุกอย่างที่ เดวิด (เบ็คแฮม) ทำ” 

เขากลายเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของทัพกุหลาบไฟ เมื่อตลอด 3 ฤดูกาลกับ แบล็คเบิร์น เขาทำไป 13 ประตูกับ 21 แอสซิสต์จากเกมพรีเมียร์ลีก 102 นัด พร้อมช่วยให้ทีมเปลี่ยนสถานะจากทีมดิ้นรนหนีตกชั้น มาเป็นทีมครึ่งบนของตาราง และผ่านเข้าไปเล่นศึก ยูฟ่า คัพ ในฤดูกาล 2006-07 

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าในตอนนั้น แบล็คเบิร์น จะเล็กเกินไปสำหรับเขาเสียแล้ว 

 

บันไดขั้นต่อไป 

“ผมเชื่อว่าผมประสบความสำเร็จเท่าที่จะทำได้กับสโมสรแล้ว” เบนท์ลีย์กล่าว

หลังช่วยให้แบล็คเบิร์น จบในอันดับ 7 ของตารางในฤดูกาล 2007-08 เบนท์ลีย์ ร้องขอที่จะย้ายทีมไปเล่นให้กับทีมที่ใหญ่กว่า เมื่อมองว่าด้วยศักยภาพของแบล็คเบิร์น คงจะไม่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้มากกว่านี้ 

ในขณะเดียวกันเขาก็อยากจะเพิ่มโอกาสตัวเองในการขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ หลังผ่านการรับใช้ชาติเพียงแค่ 2 นัดสมัยเล่นให้กับทัพกุหลาบไฟ  article-2657042-1EBAA81200000578-243_636x382

“ผมอยากจะเล่นแชมเปียนส์ลีก ผมอยากจะผลักดันตัวเองไปข้างหน้าเพื่อประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้” เบนท์ลีย์อธิบายกับ Daily Mail  

ก่อนที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ จะเป็นทีมที่ยกขันหมากมารับเบนท์ลีย์ ด้วยการทุ่มเงิน 15 ล้านปอนด์ กระชากตัวเขามาร่วมทีมในช่วงหน้าร้อนปี 2008 พร้อมมอบสัญญายาว 6 ปี ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขา ตั้งความหวังกับเขาไว้มากแค่ไหน 

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น แม้ในช่วงแรกเบนท์ลีย์ จะได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การคุมทัพของ ฆวนเด รามอส และ แฮร์รี เรดแนปป์ ที่มารับไม้ต่อในเดือนตุลาคม แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ เขาก็ทำได้เพียงมองเพื่อนเล่นจากม้านั่งสำรองเท่านั้น 

เพราะผลงานที่น่าตื่นตาของเบนท์ลีย์ สมัยเล่นให้กับทัพกุหลาบไฟ เหมือนจะถูกทิ้งไว้ที่รัง อีวูด พาร์ค เมื่อ เขาไม่สามารถงัดฟอร์มที่ใกล้เคียงในอดีตออกมาได้เลย เขาทำไปเพียง 1 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ จากเกมลีก 25 นัดในฤดูกาลแรกกับไก่เดือยทอง 

เขาได้ลงเล่นให้สเปอร์สอีกฤดูกาล แต่ก็ได้ลงสนามไปเพียง 15 นัด และไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมหลังจากนั้น ก่อนจะถูกปล่อยให้หลายทีมยืมตัวไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เบอร์มิงแฮม เวสต์แฮม หรือแม้กระทั่ง เอฟซี รอสตอฟ ในรัสเซีย รวมไปถึงทีมเก่าอย่าง แบล็คเบิร์น ทว่าไม่มีทีมไหนที่ทำให้เขากลับมาแจ้งเกิดได้เลย 

จนกระทั่งในปี 2013 สัญญาอันยาวนานระหว่างเขากับสเปอร์สก็หมดลง เขากลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่ 1 ปี ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2014 ด้วยวัยเพียง 29 ปี 

อย่างไรก็ดี ผลงานในสนามไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ชีวิตนักฟุตบอลอาชีพต้องลงเอยแบบนี้

 

อีโก้ที่เยอะไป 

“เดวิด เบนท์ลีย์ ก็คือ เดวิด เบนท์ลีย์ เขาไม่ได้โคตรเก่งเหมือนอย่างมาราโดนา เขาเล่นให้อังกฤษ และการถูกอวยก็เริ่มขึ้นจากตรงนั้น” สตีเฟน ฮันท์ อดีตกองกลาง เรดดิง กล่าว 

เบนท์ลีย์ เป็นนักเตะที่อยู่ในสปอตไลท์ตั้งแต่เขาเป็นดาวรุ่ง จากการถูกขนานนามว่าเป็น เบ็คแฮม คนต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีอีโก้เกินกว่าความสามารถที่แท้จริง 

เขามีปัญหาเรื่องทัศคติ ที่เป็นมาตั้งแต่สมัยอยู่แบล็คเบิร์น และเคยปฏิเสธที่จะเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 21 ปีสมัยที่มี สจ๊วร์ต เพียร์ซ คุมทัพ โดยอ้างเหตุผลถึงความเหนื่อยล้า 

“ในหัวของเขา เขาคือ เดวิด เบ็คแฮม คนต่อไป ในความเป็นจริง เขาไม่ได้มีทัศนคติหรือความสามารถที่ใกล้เคียงเลย” พอล อินซ์ อดีตผู้จัดการทีมแบล็คเบิร์นกล่าวในบทความที่เขียนให้ The Sun เมื่อปี 2009

“เบนท์สเป็นคนน่ารัก แต่มีปัญหาด้านทัศนคติ เราเคยไปเยอรมนีกันในช่วงเข้าค่ายเก็บตัวก่อนเปิดฤดูกาล และไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจเขา ในขณะที่นักเตะทุกคนต่างกำลังซ้อมหนักอย่างบ้าคลั่ง ยกเว้นแค่ เดวิด เขาหัวเราะและป่วนไปทั่ว” 

“ท้ายที่สุดผมส่งเขากลับบ้าน คุณอาจจะต้องมีความเคารพกับเพื่อนร่วมทีม แต่เบนท์สไม่ได้แสดงให้เห็น”

สิ่งที่สามารถอธิบายในเรื่องนี้น่าจะเป็นนิสัยรักสนุกของเบนท์ลีย์ แต่ในบางครั้งมันเกินเลย และดูไม่มีกาละเทศะ ครั้งหนึ่งเขาเคยราดน้ำเรดแนปป์ ต่อหน้านักข่าวขณะกำลังสัมภาษณ์สด หรือแม้กระทั่งแหกกฎห้ามรับประทานหลัง 1 ทุ่มของคาเปลโล ตอนรับใช้ทีมชาติอังกฤษ ด้วยการสั่งแมคโดนัลด์ เข้ามาส่งถึงโรงแรม

“เขาพูดว่า ‘เดี๋ยวฉันจัดการเอง’ แล้วก็โทรหาเพื่อนของเขา” จิมมี บุลลาร์ด อดีตกองกลางฟูแลมที่ติดทีมชาติในช่วงเดียวกันกับเบนท์ลีย์ กล่าวในหนังสือ Bend It Like Bullard เมื่อปี 2014 

“ซักครึ่งชั่วโมง เพื่อนของเบนท์ลีย์ ก็มาเคาะประตูพร้อมกับถุงแม็คโดนัลด์ ที่เต็มไปด้วยบิ๊กแม็คและมันฝรั่ง นายมันสุดยอดจริงๆ”

เบนท์ลีย์ ยังทำตัวเหมือนพวกซูเปอร์สตาร์ที่หลงใหลในแสงสี เมื่อชอบแต่งตัวหรูหรา ขับรถราคาแพง และออกไปงานปาร์ตีเป็นประจำ ในขณะเดียวกันเขายังชอบเล่นการพนัน ที่วันๆ หนึ่งต้องมีเงินไม่ต่ำกว่า 100 ปอนด์ (ราว 4,000 บาท) ลอยออกจากกระเป๋า

“เขาดูเหมือนจะคิดว่าเขาเป็นเพลย์บอย เหมือนกับ เดวิด เบ็คแฮม แต่ไม่ได้มีในเรื่องคุณภาพ” พอล มิลเลอร์ อดีตกองหลังสเปอร์กล่าว 

“เขาอยู่ในรูปทุกรูป แต่อยู่ในเวลาที่ผิดที่ผิดทางไปหมด เขาควรกลับไปสู่จุดเริ่มต้นนั่นคือการมีสมาธิกับฟุตบอล” 

คืนหนึ่งในฤดูกาลที่ 2 กับสเปอร์ส หลังจากหวดเบียร์ไปสี่ไพน์ (ราว 1.8 ลิตร) และเหล้าสปิริตไป 2 ช็อต เขาก็ควบปอร์เช 911 ฟาดเข้ากับเสาไฟอย่างจัง โชคยังดีที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย 

“เดวิด บอกว่ามันเหมือนกับโดนโทรปลุก บางทีมันอาจจะต้องเป็นแบบนั้น มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นเขา แต่ใครๆ ก็พูดกันว่าหวังว่าหมอนั่นจะเข้าใจสักทีว่าอะไรเป็นอะไร” เรดแนปป์ย้อนความหลังกับ The Guardian  

แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้เตือนสติอะไรเขาเลย เมื่อหลังจากนั้นไม่กี่เดือน เขาและเรดแนป์ ก็มาปะทะคารมกันในเกมแข่งซ้อมลับที่พบกับ เกรย์ แอธเลติก หลัง เบนท์ลีย์ เล่นอย่างไม่ตั้งใจราวกับดูถูกคู่แข่งจนทำให้ กุนซือชาวอังกฤษไม่พอใจ davidbentley161019

“เบนท์ลีย์ ล้อเล่นตลอดทั้งเกม ทั้งตอกส้น หรือเตะหน้าเท้าทุกครั้งที่บอลมาที่เขา” แหล่งข่าวไม่ระบุนามกล่าวกับ The Express

“แฮร์รีถามเบนท์ลีย์ว่านายกำลังทำอะไร และจากนั้นพวกเขาก็ทะเลาะกัน”

ด้วยทัศนคติเช่นนี้ ทำให้สมัยที่เล่นให้สเปอร์ส เขาต้องหลุดออกจากทีมทั้งที่ อารอน เลนนอน ปีกขวาตัวจริงได้รับบาดเจ็บ และถูกแย่งตำแหน่งจาก ไคล์ นอห์ตัน ซึ่งไม่ได้เป็นปีกอาชีพด้วยซ้ำ 

“เดวิดเป็นผู้เล่นที่มองและคิดว่า ‘รอก่อนเถอะ ผมไม่ได้อยู่ในทีมแม้กระทั่งตอน อารอน เลนนอน ได้รับบาดเจ็บ บางทีอาจจะถึงเวลาที่ต้องย้ายทีมเสียแล้ว’” เรดแนปป์อธิบาย  

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเขาจะมีเวลาอยู่ในเส้นทางลูกน้อยที่ควร แต่บางทีมันอาจจะดีแล้วสำหรับเขา 

 

จบเพื่อเริ่มใหม่ 

หลังแขวนสตั๊ด เบนท์ลีย์ ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายไปอยู่ที่สเปน และที่นั่นก็ทำให้เขาได้เจอกับสิ่งที่รักนั่นคือการทำธุรกิจ เขานำเงินไปลงทุนกับธุรกิจมากมาย รวมไปถึงการเปิดร้านอาหารที่ชื่อว่า La Sala ที่แคว้นเอสเซก ที่อยู่ทางตะวันออกของลอนดอน  

เขายังมีบาร์และร้านอาหารอีกหลายที่ และลงทุนในธุรกิจทำความสะอาดและบริษัทบัญชี และล่าสุดเพิ่งจะเปิดบริษัทขายวัสดุปูพื้นในชื่อ GFF Bentley and Howell SH3QQ7653XS3U6Y996JP

“ปู่ของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับพื้นมา 25 ปี ผมมาจากจากสิ่งนั้น พ่อของผมก็เป็นช่างทำพรมให้เขา มันมีประวัติศาสตร์ที่นั่น” เบนท์ลีย์ กล่าวกับ Mirror

“มันเป็นสิ่งที่ผมคิดตอนที่เล่นฟุตบอลมั้ยว่าผมจะมาทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้ปูพื้น? ไม่เลย”

“ผมอยากจะแตกสาขาไปในธุรกิจอื่นที่ต่างไปตั้งแต่ที่ผมเลิกเล่น และผมก็ได้แม่และน้องเขยมาทำงานให้ผมในเรื่องการจัดการโชว์รูม มันเป็นธุรกิจของครอบครัว”

การทำธุรกิจ ทำให้เบนท์ลีย์ ได้เจอกับสิ่งที่ตามหามาตลอด ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ตอนที่เขาเป็นนักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อว่าไม่ประสบความสำเร็จ 

“ผมรักฟุตบอล แต่ผมก็รักในด้านนี้เช่นกัน มันช่วยกระตุ้นผม ผมถูกเลี้ยงมาให้ยุ่งตลอดเวลา ทำงานหนักตลอดเวลา และทำในสิ่งที่รักเสมอ และผมก็เป็นคนที่คิดถึงสิ่งที่อยู่ในใจมากกว่าในหัว” เบนท์ลีย์กล่าวต่อ article-2699379-1F0CB74C00000578-413_634x423

“ในหัวของผม ผมควรจะเล่นฟุตบอลต่อไป แต่หัวใจผมบอกว่า ‘ถึงเวลาที่ต้องไปได้แล้ว’” 

“ผมทำทุกอย่างแบบนั้น ทุกอย่างที่ผมทำมันเป็นโปรเจคที่มาจากความหลงใหล  ผมอยู่ในวงการพื้นเพราะว่าผมรักผู้คนที่ทำงานด้วย แค่รักมัน และตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังงานที่ล้นเหลือ ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความฝัน” 

แม้ว่าการต้องเลิกเล่นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 อาจจะดูน่าเสียดายในสายตาคนอื่น แต่สำหรับ เบนท์ลีย์ อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเขา เพราะมันทำให้เขาได้เจอกับสิ่งที่ใช่เร็วขึ้น และทำให้รู้ว่าชีวิตของเขาเกิดมาเพื่ออะไร 

“ผมเลิกเล่นตั้งแต่ยังหนุ่ม ผมได้รับข้อเสนอ แต่มันอาจจะทำให้ผมต้องจากครอบครัวหรือคนที่คุณอยู่ด้วย” อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษกล่าวกับ Bishop Stortford Independent 

“การทำในสิ่งอื่นบ้าง ทำให้ผมมีอิสระในการปรับตัวสำหรับชีวิตของผม และมันก็ดีกว่าสำหรับผม ผมมีความสุขกว่าเดิม”  

ตอนนี้ธุรกิจของเบนท์ลีย์ กำลังไปได้สวย เขามีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมากมาย แน่นอนมันอาจจะไม่ได้ทำให้เขาโด่งดังเหมือนกับสมัยเป็นนักฟุตบอล แต่มันทำให้เขามีความสุข ที่น่าจะสำคัญกว่า สำหรับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง 223ceab15bf3cae72c0e3391a065ec72

“เมื่อคุณเล่นฟุตบอล สโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของคุณ คุณต้องบอกพวกเขาว่าคุณจะไปที่ไหน ทำอะไร และทำอย่างไร ใช่ คุณอาจจะได้เงินดี แต่เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต มันเรื่องของสมดุลย์ในชีวิตมากกว่า” เบนท์ลีย์ กล่าว

“คุณขังตัวเองจากโลกภายนอกตอนที่เล่นฟุตบอล เพราะคุณกลัวว่าพวกเขาจะพูดอะไรเกี่ยวกับคุณ หรือรูปอะไรที่พวกเขาได้มา” 

“ตอนนี้ ด้วยธุรกิจทั้งหมดที่หลากหลาย ทำให้ผมสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนที่ทำให้ชีวิตของผมสนุกมากขึ้น มันเป็นอะไรที่ทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น”

Uncategorized

น้ำตาลูกผู้ชายของ พีท แซมพราส ในแมตช์ประวัติศาสตร์เพื่อโค้ช ‘กัลลี่

น้ำตาลูกผู้ชายของ พีท แซมพราส ในแมตช์ประวัติศาสตร์เพื่อโค้ช ‘กัลลี่

พีท แซมพราส คือนักเทนนิสชายทีดีที่สุดคนหนึ่งในยุคของเขา เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้ความผิดพลาดใดๆ แม้แต่ครั้งเดียว 

 

นั่นคือหนึ่งเหตุผลที่เมื่อบวกกับนิสัยส่วนตัว จึงทำให้เขาเปลี่ยนโค้ชไปถึง 8 คนตลอดอาชีพนักหวด และนี่คือจำนวนที่มากไม่ใช่เล่น

จริงๆ แล้วมันไม่ควรจะเยอะขนาดนั้นและควรจะจบในคนเดียว นั่นคือโค้ชที่ แซมพราส เรียกว่าเพื่อนแท้ของชีวิต … ถ้าหากมันไม่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกกันกลางทางเสียก่อน 

ติดตามเรื่องราวน้ำตาลูกผู้ชายครั้งแรกซึ่งโลกได้เห็นจาก แซมพราส ที่มันเกิดขึ้นจากโค้ชคนที่ 3 ผู้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างตำนาน “โคตรนักเทนนิส” ให้กับเขาได้ที่นี่

 

เด็กเก่ง

ทุกคนรู้ดีว่าปลายทางของ พีท แซมพราส ยอดนักเทนนิสชาวอเมริกันนั้นยอดเยี่ยมขนาดไหน สถิติต่างๆในการสะสมแชมป์แกรนด์แสลมของ แซมพราส บ่งบอกได้ว่าในวันที่เขาดีที่สุดเขาสามารถเอาชนะใครก็ได้บนโลกนี้ … และแน่นอนกว่าที่ปลายทางจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องผ่านจุดที่เรียกว่า “กำแพงที่มองไม่เห็น” มาก่อนimage

ย้อนกลับไป ตั้งแต่ที่ แซมพราส ยังเด็ก เรื่องมันคับคล้ายคับคลากับอัจฉริยะด้านต่างๆ ของโลกคนอื่นๆ เพราะเขาหาสิ่งที่ตัวเองเก่งและชอบเจอตั้งแต่ยังเด็ก … เด็กคนอื่นๆ อาจจะลองไปเรื่อยๆ ใช้เวลาหาตัวเองไปกับการเล่นยิงปืน, เล่นรถบังคับ, เล่นวิดีโอเกม บ้างก็อ่านหนังสือ อะไรก็ว่ากันไป แต่เส้นทางของ แซมพราส ไม่เคยเฉไฉ นับตั้งแต่จับไม้เทนนิสครั้งแรกตอน 3 ขวบ และเริ่มตีลูกเทนนิสให้เด้งชนกับผนัง ชีวิตของเขาก็พุ่งทะยานโดยไม่ออกนอกเส้นทางเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

ช่วง 7 ขวบ ถือว่าเป็นจุดยืนยันตัวเองครั้งสำคัญ เพราะครอบครัวแซมพราส ต้องย้ายจากเมืองหลวง กรุง วอชิงตัน ดีซี ไปยัง แคลิฟอร์เนีย รัฐใหญ่ที่อากาศอบอุ่นแห่งนี้ และการเล่นเทนนิสของ แซมพราส ก็ดีขึ้นเป็นกอง เขามีอากาศดีๆ ให้ได้ออกกำลังกายทั้งวัน และว่ากันว่าในช่วง 7 ขวบนั้น ไม่มีวันไหนที่ แซมพราส ไม่ออกไปเล่นเทนนิสที่คอร์ทใกล้บ้าน และตอนนั้นจากการเล่นเพราะความชอบแบบเด็กๆ กลายเป็นการเล่นเทนนิสเพราะความทะเยอทะยานมากขึ้น 

แซมพราส ไม่ใช่แค่ขยันเล่นเท่านั้น แต่เขายังขยันศึกษาหาข้อมูลผ่านการดูเกมถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีโอกาส ไอดอลของเขาคือ ร็อด เลเวอร์ (Rod Laver) แซมพราส อยากจะเก่งให้ได้อย่าง เลเวอร์ จึงเอาจริงถึงขั้นขอพ่อและแม่ไปเข้าเรียนอคาเดมีเทนนิสที่ชื่อว่า แจ็ค คราเมอร์ คลับ  

ที่ แจ็ค คราเมอร์ คลับ นั้นเอง แซมพราส ได้พบโค้ชคนแรกในชีวิตของเขา ได้แก่ โรเบิร์ต แลนส์ดอร์ป ซึ่งเป็นครูฝึกประจำอยู่ที่นั่น และตัวของ แลนส์ดอร์ป ได้เห็นจุดแข็งของ แซมพราส ที่เริ่มจับไม้ตั้งแต่ 3 ขวบ นั่นคือเทคนิคและการควบคุมลูก จนเขาได้สั่งให้ แซมพราส หันมาใช้วิธีการเล่นแบบเน้น โฟร์แฮนด์ (ตีลูกด้วยหน้ามือ) ซึ่งจะเป็นท่าที่รีดศักยภาพของเขาออกมาได้ดีที่สุด

ซึ่งสุดท้ายมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โฟร์แฮนด์ ของ แซมพราส ที่ฝึกตั้งแต่เด็กแถมใส่เทคนิคเพิ่มเป็นพิเศษตั้งแต่อายุยังไม่ทันพ้นวัยเด็กชาย ก็กลายเป็น โฟร์แฮนด์ ที่เฉียบขาดที่สุดในโลกในเวลาต่อมา หากพูดให้เห็นภาพคือ แซมพราส สามารถควบคุมลูกเทนนิสให้ตกตรงไหนก็ได้ตามใจสั่ง เทคนิคของเขามีหลายแบบตั้งแต่โฟร์แฮนด์แบบฉีกสุดมุม, ตกท้ายคอร์ด หรืออัดเต็มแรงด้วยเทคนิคที่แม่นเป๊ะ สิ่งเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอคาเดมีแรกในชีวิตนั่นเอง Pete

วกกลับมาที่อดีตอีกครั้ง การใส่เทคนิคโฟร์แฮนด์กับเด็กอายุ 15 ปี ถือว่าเพียงพอแล้วที่น่าจะทำให้เอาชนะเด็กรุ่นๆ เดียวกัน แต่ แซมพราส ก็คือ แซมพราส เขาไม่เคยคิดหยุด หลังออกจากอคาเดมี เขาเปลี่ยนโค้ชใหม่เป็น ดร. ปีเตอร์ ฟิสเชอร์ คุณหมอที่เป็นนักเทนนิส ในปี 1989  

หมอ ฟิชเชอร์ มอบสิ่งใหม่ที่ แซมพราส ไม่ได้จาก อคาเดมี … เพราะ แซมพราส ฝึกแต่โฟร์แฮนด์จนลืมไปว่าการตีแบ็คแฮนด์ (ตีลูกด้วยหลังมือ) ของเขาคือจุดอ่อน การตีแบ็คแฮนด์ของ แซมพราส ในเวลานั้นยังใช้การตีแบบจับไม้ 2 มือ และเทคนิคก็ยังไม่เชี่ยวชาญมากสำหรับการเล่นแบบมืออาชีพ ทำได้แค่ตีประคอง หวังแต้มยาก  และการมาของคุณหมอฟิชเชอร์ ทำให้ แซมพราส ได้เทคนิคการตีแบ็คแฮนด์แบบซิงเกิลแฮนด์ (จับไม้มือเดียว) ซึ่งเมื่อฝึกจนได้ที่ บวกกับมีเทคนิคโฟร์แฮนด์ที่แน่นอนอยู่แล้ว … ก็ได้เวลาที่เขาจะได้ออกจากโลกของจูเนียร์เข้าไปแข่งระดับมืออาชีพ

 

การแข่งขันระดับปีศาจ 

พีท แซมพราส ฝึกกับหมอ ฟิชเชอร์ จนได้วิชามาหมดไส้หมดพุง ในที่สุดเขาก็เทิร์นโปรเป็นนักเทนนิสอาชีพตั้งแต่ปี 1988 ณ เวลานั้นเขาอายุแค่ 16 ปี เท่านั้น 

การปรากฎตัวของ แซมพราส สร้างเสียงฮือฮาอยู่พักใหญ่ในฐานะดาวรุ่งที่น่าจับตามอง แต่ปัญหาก็คือเมื่อขึ้นสู่ระดับอาชีพที่เป็นการแข่งขันซึ่งรวมเหล่าปีศาจมากมายไว้ด้วยกัน เทคนิคและวิชาแบบที่เคยเรียนมาในระดับจูเนียร์มันไม่เพียงพอ เขาจึงเปลี่ยนโค้ชครั้งที่ 3 เอาหมอฟิชเชอร์ออกและ และใช้ โจ แบรนดี้ มารับงานนี้แทน 

เป็นอีกครั้งที่การตัดสินใจเปลี่ยนโค้ชของ แซมพราส ถูก ราวกับเขารู้ว่าโค้ชคนนี้ไม่มีอะไรจะสอนเขาได้มากกว่าที่มีอีกแล้ว เขาก็พร้อมจะหักหาญน้ำใจปลดออกเพื่อหาสิ่งทีดีกว่า และการที่ แบรนดี้ เข้ามาก็ทำให้ แซมพราส เก่งขึ้นไปอีกระดับ แม้จะไม่มีข้อมูลเปิดเผยว่า แซมพราส ได้อะไรใหม่จาก แบรนดี้ แต่ที่แน่ๆ การเข้ามาของ แบรนดี้ ทำให้ แซมพราส สามารถสู้กับนักเทนนิสแถวหน้าของโลกได้แบบไม่ต้องกลัวใคร 

ปี 1990 ถือเป็นปีที่พีกที่สุดนับตั้งแต่เขาเทิร์นโปร แซมพราส ลงเล่นในรายการ ยูเอส โอเพ่น และพิสูจน์ตัวเองด้วยการคว่ำทั้ง จอห์น แม็คเอนโร ในรอบ 4 คนสุดท้าย ก่อนจะปิดฉากนัดชิงชนะเลิศกับ อังเดร อากัสซี่ ที่เป็นมืออันดับ 4 ของโลกในเวลานั้น ชัยชนะดังกล่าวทำให้ แซมพราส คว้าแกรนด์แสลมแรกของตัวเอง และทำสถิตินักเทนนิสอายุน้อยที่สุดที่ได้แชมป์แกรนด์แสลม … ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาได้ส่งสัญญาณไปให้นักแข่งรุ่นพี่ทุกคนรู้ว่า “คลื่นลูกใหม่กำลังมา” จงเตรียมรับมือให้ได้ โดยเฉพาะกับ อากัสซี่ ที่ถือว่าเป็นคู่อริในสนามของ แซมพราส นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Crq_zrRWgAIQPL5

“การเป็นผู้ตามนั้นง่ายกว่าเป็นผู้นำเยอะ” ใครบางคนบอกเอาไว้อย่างนั้น และเป็นอีกครั้งที่แซมพราสรู้สึกกังวลว่าตัวเองยังไม่แกร่งพอ แกรนด์แสลมแรกของเขาอาจจะเกิดขึ้นเพราะคู่แข่งยังประมาทเด็กวัยรุ่นอย่างเขา แต่ที่เหลือหลังจากนี้ล่ะ? หากทุกคนศึกษาและเตรียมข้อมูลในการเจอกับเขาก่อนแข้งจะเกิดอะไรขึ้น? เขาอาจจะไม่สามารถกลับมาป้องกันแชมป์อีกเลยก็ได้หากว่าไม่พยายามยกระดับตัวเองขึ้นไป … สิ่งแรกที่เขาคิดและเหมือนทุกครั้งคือการปลดโค้ชออก 

ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่นักเทนนิสที่มีความสัมพันธ์กับโค้ชในระดับแน่นแฟ้นนัก แซมพราส เป็นคนที่มีบุคลิกนิ่งสงบ ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากมายนัก ว่ากันว่ายากจะมีใครเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจของเขาได้ และก่อนหน้านี้ไม่มีโค้ชคนใดที่เขาไปอยู่ในใจเขาได้เลย  ซึ่งบางครั้งคนที่เก่งมากๆ ก็จะหลงลืมอะไรที่ใกล้ตัวไป และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ แซมพราส เปลี่ยนโค้ชเป็นว่าเล่นโดยสนแค่ว่าทำให้ตัวเองเก่งกาจขึ้นเท่านั้น

การปลด แบรนดี้ ออกจากตำแหน่งคือการตัดสินใจครั้งใหญ่? ใครจะเป็นคนโค้ชชิ่งให้กับเขาได้ดีกว่านี้อีก? … สุดท้ายคำตอบของแซมพราสมาตกอยู่ที่อดีตนักเทนนิสที่ชื่อว่า ทิม กัลลิกสัน … ชายผู้เป็นคนที่อยู่กันคนละขั้วกับแซมพราสโดยปริยาย 

 

ใครๆก็รักทิม

ทิม กัลลิกสัน เป็นอดีตนักเทนนิสในปลายยุค 70’s ถึง 80’s หากเปรียบว่า แซมพราส เป็นคนที่เก็บตัวและเข้าถึงยาก ทิม กัลลิกสัน ก็คือคนที่เข้าได้กลับทุกคน เป็นศูนย์กลางของปาร์ตี้ นักเทนนิสรุ่นเดียวกัน มีแต่คนบอกว่า “ใครๆ ก็รักทิมกันทั้งนั้น”GulliksonTim_HOF_WEB

“ใครๆ ก็รัก กัลลี่ (กัลลิกสัน) กันทั้งนั้นแหละ เขาเป็นคนที่ทำให้คุณชอบเขาได้ไม่ยากเลย” อังเดร อากัสซี่ กล่าวถึง ทิม กัลลิกสัน นอกจากนี้ยังมี จิม คูเรียร์ ที่บอกว่า “ถ้าจะถามผมว่ามีนักเทนนิสคนไหนที่ผมชื่นชอบมากที่สุดตลอดชีวิตของผม เชื่อเถอะว่าผมจะตอบว่ากัลลี่ ไม่ว่าใครก็รักกัลลี่กันทั้งนั้นแหละ” ทุกเสียงคอนเฟิร์ม กัลลี่ เจ๋งแน่ แต่จะเข้ากับ แซมพราส ผู้เย็นชาได้หรือเปล่าต้องลุ้นกันอีกที

เรื่องความเก่งของทั้งคู่ไม่ต้องพูดถึง แซมพราส คือเด็กอัจฉริยะ ขณะที่ กัลลี่ เองก็คว้าแชมป์สมัยเป็นนักกีฬาเองไม่น้อย (แชมป์เดี่ยว 4 รายการ แชมป์คู่ 15 รายการ) ทว่าปีแรกที่ทั้งคู่มาเจอกันมันกลายเป็นเหมือนกับพลังงาน บวก กับ บวก ที่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นลบ เพราะปี 1992 แซมพราส ไปไม่ถึงฝันแม้แต่รายการเดียว เขาไม่ได้แชมป์ระดับแกรนด์สแลมเลย ส่วนใหญ่มักจะแพ้รอบรองหรือไม่ก็รอบชิง อาจจะเป็นไปได้ว่า “เคมีของคนเล่นและโค้ชไม่ตรงกัน” แต่สุดท้าย แซมพราส ยอมกลืนเลือดกับ 1 ปีที่วางเปล่าและให้โอกาสโค้ชอย่าง กัลลี่ ใหม่ 

เมื่ออยู่ด้วยกันมานานพอ บางครั้งคนที่ไม่คิดจะสนิทด้วยอาจจะกลายเป็นหนึ่งคนที่ให้เรารู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุดก็ได้ … ปีที่ 2 ของ แซมพราส กับ กัลลี่ ก็ประมาณนั้น การเป็นคนเฟรนด์ลี่ของเขา กับระยะเวลาที่นานมากพอ สุดท้ายเขาก็เปิดใจแซมพราสได้สำเร็จ จากนี้ไป ทิม จะไม่ใช่แค่โค้ช แต่กลายเป็นเพื่อนในชีวิตจริงของ แซมพราส ทั้งคู่ใช้เวลาทำกิจกรรมนอกสนามด้วยกันหลายอย่างอาทิการเล่นไพ่ การออกไปกินข้าวด้วยกัน ซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครได้รับความสัมพันธ์กับ แซมพราส เลยในบรรดาโค้ชคนเก่าๆ 

ไม่ว่าผลงานในสนามของเขาจะแย่จนมีการปลดโค้ชอย่างไรก็ตาม มิตรภาพจะไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือสิ่งที่ แซมพราส กล้ายืนยันด้วยตนเอง 200010interview04

“กัลลี่ เป็นมากกว่าโค้ชไปซะแล้ว เขากลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม และกลายเป็นแค่ไม่กี่คนที่ผมกล้าบอกความลับหลายสิ่งที่ผมไม่เคยบอกให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว” แซมพราส ว่าถึงโค้ชของเขา  

1 ปีแห่งการไว้ใจและยอมกลืนเลือด แลกกลับมาด้วยความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครหยุดอยู่ ในปี 1993 กัลลี่ และ แซมพราส ร่วมมือกันสร้างปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยการคว้าแชมป์ วิมเบิลดัน, ยูเอส โอเพ่น และสุดท้ายพีท แซมพราส กลายเป็นมือ 1 ของโลกในบั้นปลาย

หากถามว่านอกจากความสนิทสนมแล้ว ทิม ให้กับอะไรกับ แซมพราส ในแง่เทคนิคบ้าง? แม้ไม่มีใครบอก แต่อย่างน้อยสถิติต่างๆ ก็ยืนยันได้ ในปี 1993 นั้นเอง แซมพราส กลายเป็นนักเทนนิสคนแรกที่เล่นในรายการของ ATP ทัวร์ และสามารถเสิร์ฟเอซได้เกิน 1,000 ครั้ง … ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน 

เห็นได้ชัดว่าเทคนิคการเสิร์ฟถูกใส่เข้ามาในแห่งมิตรภาพ และเมื่อรวมกับโฟร์แฮนด์ และ แบ็คแฮนด์ ที่มีเป็นทุนเดิม จึงไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ แซมพราส จะติดปีกในยุคที่มีโค้ชเป็นเพื่อนซี้อย่าง ทิม คนนี้ 

“มันเป็นเรื่องที่ดีที่เราได้ใช้เวลาเล่นไพ่ ตีกอล์ฟ และอะไรต่อมิอะไร เราไม่กลัวที่จะตะคอกใส่กันเมื่ออยู่ในเกมการแข่งขัน แต่เราไม่เคยมีปัญหาใดๆ กันเลยแม้แต่น้อย รู้ตัวอีกทีตัวเราก็ติดกันไปซะแล้ว คือผมจะอธิบายยังไงดีล่ะ เวลาเราอยู่ด้วยกันแล้วมันเหมือนความรู้สึกของแต่ละคนแย่ลง แค่นี้ผมว่ามันก็สุดยอดแล้วนะ” พีท แซมพราส ว่าไว้เช่นนั้น 

 

โลกช่างโหดร้าย…

หลังจากเดินหน้าขึ้นเป็นมือ 1 ของโลก แซมพราส ก็คว้ารางวัลแกรนด์แสลมได้อีก 4 รายการภายในเวลา 2 ปี โดยแบ่งเป็น วิมเบิลดัน 2 ครั้ง ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น 1 ครั้ง และ ยูเอส โอเพ่น อีก 1 ครั้ง 

เห็นได้ชัดว่าการจับมือร่วมงานกันครั้ง แซมพราส และ ทิม ออกมาอย่างน่าประทับใจ ทว่าในเกม ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ในปี 1995 ทิม บอกกับ แซมพราส ว่าเขาไม่น่าจะได้อยู่ดูเกมรอบที่สาม เพราะรู้สึกเวียนหัวเหมือนโลกหมุน และร่างกายเริ่มหมดแรง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพลาดเกมของแซมพราสแม้สักวินาที 

ทีม เดินทางไปยังโรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา ผลออกมาคืออาการหนักหนาจนโรงพยาบาลท้องถิ่นในออสเตรเลียต้องส่งตัวเขากลับบ้านที่สหรัฐอเมริกาเพื่อตรวจอย่างละเอียด และนั่นหมายความว่าเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่โค้ชของ พีท แซมพราส ในทัวร์นาเมนต์นี้ 

“ผมต้องออกจาก ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ด้วยปัญหาของสุขภาพ ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ แต่ผมต้องกลับมาดูแลร่างกายตัวเองให้ดี เพราะถ้าผมไม่แข็งแรง ผมจะสามารถช่วยให้เขา (แซมพราส) เก่งกาจขึ้นได้ยังไง” ทิม กัลลิกสัน เปิดใจผ่าน ATP 

การวินิจฉัยออกมา และเป็นข่าวร้าย ทิม กัลลิกสัน หรือ กัลลี่ ถูกตรวจพบมะเร็งในสมอง นี่คือเรื่องใหญ่ เขารีบส่งข่าวให้ แซมพราส รู้ว่าเขาจะไม่ได้กลับไปที่ ออสเตรเลีย อีก … ขณะที่ พีท แซมพราส เดินทางมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการเจอกับ จิม คูเรียร์ เขาต้องการชนะอีกแค่ 3 แมตช์เท่านั้นก็จะสามารถป้องกันแชมป์ได้เป็นครั้งแรก

สภาพจิตใจมีผลแค่ไหน? มีคำพูดที่บอกว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” มันหมายถึงเมื่อคนเราอยู่ในสภาวะที่ “ใจไม่เอา” บางครั้งแค่ลุกออกจากที่นอนง่ายๆ ก็ยังทำไม่ได้ และ พีท แซมพราส กำลังประสบปัญหานั้นในช่วงเวลาสำคัญที่สุด … เขาเป็นห่วงเพื่อนซี้ที่กำลังจะเข้าผ่าตัดจนไม่อาจคุมความรู้สึกตัวเองอยู่ แม้ปกติแล้วเขาจะเป็นมืออาชีพที่เก็บซ่อนความรู้สึกไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด 

แซมพราส ตีเสียแล้วเสียอีก ขณะที่ ทีม คูเรียร์ ก็ท็อปฟอร์มเอาเข้าพอดีอีกต่างหาก แซมพราส ยิ่งเล่นก็ยิ่งเละเทะ โดนนำไปถึง 2 เซ็ต อาการของเขาออกชัดเจนมาก หลายจังหวะ แซมพราส ต้องเป่าปาก, เงยหน้ามองฟ้า และพึมพำอะไรสักอย่าง มันเป็นของแปลกที่เขาไม่เคยแสดงให้เห็นที่ไหน 66d426e29a6c45aab53f1d8a4bf35e51

“เอาหน่อยที่รัก กลับสู่เกมซะที” เดไลนี่ มัลคาฮี แฟนของ แซมพราส (ณ ตอนนั้น) ที่นั่งอยู่เก้าอี้แถวหน้าพยายามตะโกนบอกให้เขากลับสู่เกมให้ได้ แต่อาการของ พีท ยังไม่ดีขึ้น ขณะที่คู่แข่งอย่าง คูเรียร์ ที่ดูก็รู้ว่าถ้าตีต่อไปเขาชนะ แซมพราส ได้แบบง่ายๆ แน่นอน ยังรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

“พีท คุณโอเคหรือเปล่าเนี่ย? ถ้าวันนี้ไม่ไหว พรุ่งนี้เราค่อยมาแข่งกันก็ได้” คูเรียร์ แสดงสปิริตเมื่อรู้ว่า แซมพราส อยู่ในสภาพหมดทางสู้ ไม่ใช่เพราะฝีมือ แต่เพราะปัจจัยภายนอกที่รุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้… 

แซมพราส ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าเขามาทำอะไรอยู่ที่นี่ เพื่อนรักของเขากำลังอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย ทุกอย่างพาให้เขาคิดไปไกล ถ้า กัลลี่ ตายล่ะจะทำอย่างไร? แต่ก่อนที่อะไรจะกระเจิดกระเจิงไปกว่านี้ เสียงของแฟนคนหนึ่งที่ตะโกนมาก็ทำให้เขาพบว่าตัวเองควรต้องทำอะไรต่อไป

“ทำเพื่อโค้ชของคุณสิโว้ยแซมพราส” เสียงดังมาแต่ไกล นั่นคือคำพูดที่ปลุกแชมป์เก่าให้ตื่นขึ้น สกอร์ที่ตามหลังไม่ใช่ปัญหาหากเขาโฟกัสกับเกมได้เต็ม 100% … ตอนนี้จาก 0% มันกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพีทแสดงออกด้วยการกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง 

“ผมบอกตัวเองว่าเราจะต้องออกไปและเล่นให้ดี เพราะนี่คือสิ่งที่ ทิม อยากจะเห็นที่สุด ถ้าผมแพ้ เขาจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดแน่ๆ เขามันเป็นพวกหัวแข็งแบบนั้นแหละ” แซมพราส เล่าถึงเบื้องหลังการคัมแบ็คที่มาพร้อมกับน้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่มีใครในโลกคนใดเคยเห็น … นอกเสียจากครอบครัว

ฟอร์มเก่งเริ่มกลับมาจนเต็ม 100% เขาตามมาตีเสมอเป็น 2-2 เซ็ต ก่อนที่จะกลับมาเอาชนะ 3-2 เซ็ต ในการแข่งขันที่ยาวนาน 5 ชั่วโมงด้วยสกอร์ 6-7 (4-7), 6-7 (3-7), 6-3, 6-4, 6-3 เขาเอาชนะได้ ไม่ใช่แค่ชนะเกม หรือ ชนะคูเรียร์ แต่มันคือการชนะใจตัวเอง และชนะเพื่อโค้ชที่รักและเคารพที่สุดsampras_courier1995-640x420

“มันน่าตื่นเต้นที่ พีท ยังกลับเข้าสู่เกมได้ในสภาพที่จิตใจพังทลาย แต่ละแต้มเขาร้องไห้ให้เราได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชาย แต่แปลกที่น้ำตายิ่งไหล เขากลับยิ่งควบคุมเกมได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เรากำลังได้เห็นเขาเข้าสู่โหมดดิ้นรนสุดชีวิต และถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ พีท คุณจะสังเกตเห็นแววตาแห่งความมุ่งมั่นที่กลับมาประทับร่างเขาได้อย่างทันเวลา … 20 วินาทีหลังจากร้องไห้ แฟนเทนนิสทั่วโลกจึงได้เห็นการตีช็อตที่ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกเท่านั้นที่จะตีได้” นักเขียนและแฟนเทนนิสของเว็บไซต์ tennisdork.com บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นทั้งหมดได้อย่างหมดจดได้ใจความ

 

การเข้ามาและจากไปของ ทิม กัลลิกสัน

เรื่องราวหลังจากนั้นทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น … แซมพราส เข้าชิงและมันเหมือนกับการ์ตูนสักเรื่องที่พระเอกได้รีดทุกอย่างที่ตัวเองมีออกมาใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว เขาทำได้ดีที่สุดแค่นั้น เพราะในรอบชิงชนะเลิศ เขาต้องเจอกระดูกชิ้นโตอย่าง อังเดร อากัสซี่ ผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร … ลำพังช่วงที่ แซมพราส พีกสุดๆ ยังมีโอกาสแพ้ชนะ 50-50 ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ อากัสซี่ แสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการ “ใส่เต็มทุกเม็ด” และเอาชนะไปได้ 3-1 เซ็ต … แซมพราส พลาดป้องกันแชมป์ แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ขอแค่ได้กลับไปดูใจเพื่อนรักก็พอแล้ว

เมื่อ ทิม รู้ว่า แซมพราส จะมาเยี่ยม เขากำชับน้องชายฝาแฝดของเขา ทอม กัลลิกสัน อย่างดีว่า ห้ามบอกให้ แซมพราส รู้เด็ดขาดว่ากำลังจะตาย … แต่นี่ไม่ใช่ละคร ความรู้สึกจริงๆ ปิดกันไม่ได้ 

แซมพราส มานั่งข้างเตียงและถามว่า ทิม จะออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ แฝดกัลลิกสัน ได้แต่อึกอักพูดไม่ออกและสุดท้ายพวกเขาก็ใช้น้ำตาบอกความจริงแทน … แซมพราส รู้ทันทีว่านี่คือสัญญาณร้ายยิ่งกว่าการเสียแชมป์ให้อากัสซี่เป็นล้านๆ เท่า 

1 ปีจากการเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล ทิม กัลลิกสัน ก็พ่ายแพ้ให้กับโรคร้าย เขาเสียชีวิตไปในปี 1996 ในพิธิฝังศพของเขา แซมพราส มาในชุดสูทสีดำ สีหน้าของเขาพร้อมที่จะร้องไห้ตลอดเวลาในช่วงพิธีการแบกโลงมายังสุสาน … หนนี้เขาเก็บอารมณ์เก่งขึ้น แต่ถึงแม้ทุกคนจะไม่ได้เห็นน้ำตาของเขา แต่ใครๆ ก็รู้ว่าหลังจากที่เขาเดินหันหลังและขึ้นรถกลับบ้านไปหลังพิธีจบ … พีท แซมพราส อาจจะต้องร้องไห้หนักที่สุดเท่าที่เขาเคยร้องมาในชีวิต tim-gullikson-81bbb1f2-fffb-49ba-b592-fa48f944220-resize-750

ความสุขต่อให้มากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะจากไปตามกาลเวลา และความเศร้าก็เช่นกัน ไม่มีใครเศร้ากับเรื่องเดิมไปตลอดชีวิตจนไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้ … พีท แซมพราส เปลี่ยนโค้ชคนใหม่และเริ่มชีวิตนักเทนนิสมือ 1 ของโลกอีกครั้ง และทุกคนรู้ดีกว่าเขาเก่งกาจแค่ไหน ต่อให้วันที่ไร้ ทิม อยู่ข้างสนาม 

แซมพราส ไม่เคยบอกว่าทิมเปลี่ยนอะไรเขาบ้าง … อาจจะด้วยคาแร็คเตอร์ของเขาที่ไม่สนิทใจกับใครเขาก็จะไม่เล่าเรื่องส่วนตัว แต่โลกนี้ไม่มีความลับ หลังจาก ทิม เสียชีวิตไป … ทอม ก็ได้เล่าถึงเกียรติประวัติของพี่ชายของเขาที่เขาภาคภูมิใจอย่างที่สุด กับการเป็นส่วนหนึ่งของนักเทนนิสที่เก่งที่สุดในโลก

“ก่อนเจอกับ ทิม นั้น พีท เป็นคนที่มีอารมณ์ร่วมสูงมาก หากเขาตีพลาดแค่ทีเดียว เขาจะหัวเสียจนพารวนไปหมด ตอนนั้นทิมก็เขามาและบอกว่า “พีท ทำไมนายไม่ถอดเสื้อสีขาวตัวนั้นออกซะ และใส่เสื้อสีฟ้าที่นายเตรียมมาเถอะ … นายต้องเรียนรู้ในความผิดพลาดของตัวเองให้ได้เพื่อที่จะชนะคู่ต่อสู้ และจำไว้ซะด้วย ไม่มีใครเล่นเก่งเป็นพระเจ้าได้ทุกๆ วันหรอก” ทอม เล่าเรื่องที่พี่ชายของเขาเปลี่ยนทัศนคติของ แซมพราส ก่อนขยายความส่วนประกอบอื่นๆ อีกว่า

“พีท อาจจะตีแบ็คแฮนด์ดี แต่เขาตีแบ็คแฮนด์รีเทิร์น (ตีโต้ลูกเสิร์ฟด้วยแบ็คแฮนด์) ได้แย่กว่าที่ใครๆ รู้ ส่วนทิมน่ะเหรอ? เขาเล่นลูกนี้โคตรเก่งเลย … ผมรู้เพราะผมเล่นเทนนิสกับเขาทุกวัน ผมไม่เคยคิดจะเสิร์ฟจี้ให้เขาต้องใช้แบ็คแฮนด์เลยด้วยซ้ำ (เพราะยังไงก็รับได้) เขาสอนเทคนิคนั้นให้กับ พีท เขาสอนให้ พีท ในวัยหนุ่มรู้ว่า บล็อคที่ดีเป็นยังไง, การชิป, การยืนตำแหน่ง และการรับลูกเสิร์ฟที่ดีควรเป็นแบบไหน” 

ทอมอาจจะอวยพี่ชายเกินจริงไปก็ได้ แต่สถิติไม่เคยโกหกใคร นับตั้งแต่ปี 1993 ที่ แซมพราส สนิทกับ ทิม เขาลงแข่งขันในรายการ วิมเบิลดัน แกรนด์สแลมบนคอร์ทหญ้าทั้งหมด 55 แมตช์ และชนะถึง 54 แมตช์ คว้าแชมป์ถึง 7 จากช่วง 8 ปีดังกล่าว (1993-2000) … แค่นี้น่าจะมากพอที่ทำให้เรารู้ว่ามันคือเรื่องจริงหรือไม่? 

สิ่งต่างๆ ที่ทิม มอบให้ คือส่งอิทธิพลให้กับ แซมพราส ไปตลอดอาชีพนักเทนนิสของเขา หากคุณถามว่าใครคือโค้ชที่ดีที่สุดในบรรดาโค้ชทั้งหมด 8 คนที่เขาเคยจ้าง หรือจะถามว่าใครคือเพื่อนสนิทที่สุดของเขา … 2 คำถามนี้คุณจะได้คำตอบเดียวกัน นั่นคือ กิลลี่ ผู้เป็นที่รักของทุกคนนั่นเอง 

“ทิม ทำในสิ่งที่มหัศจรรย์ เขาเปลี่ยนทั้งเกมและทัศนคติของผมไปเลย บางครั้งผมรู้สึกว่าผมรู้สึกว่าตัวเองมือตกไม่เก่งอย่างเก่าจนฟุ้งซ่าน เขาก็แค่บอกผมว่า ไอ้หนูเอ็งมันโคตรอัจฉริยะแล้ว คิดบวกเข้าไว้สิวะ … คือคำพูดคำสอนของเขาทำให้ผมกลายเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มองโลกในแง่ลบเกินไป” 

“เขาเกลียดคำแก้ตัวของผมที่สุด เขามักจะบอกเสมอว่า ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เพราะผมรู้ดีว่าผมทำอะไรลงไป … เขาที่เหมือนกับอ่านใจอ่านสถานการณ์ออก เขารู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรเงียบ”

“เห็นอย่างนี้ผมเป็นคนที่เกลียดเรื่องข้อมูลและตัวเลขมากเลย และเมื่อมาเจอทิม เขาไม่ต้องอัดสถิติอะไรเวิ่นเว้อ เขาจะบอกสิ่งที่ผมต้องทำมา 2-3 ข้อ สรุปมาง่ายๆ จากนั้นผมก็มีหน้าที่แค่ลงไปตีให้ชนะบนคอร์ทเท่านั้นเอง” พีท แซมพราส เขียนลงในชีวประวัติของตัวเองในปี 2008  พีท แซมพราส เก่งแค่ไหน? คำถามนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าสงสัย และหากจะถามว่า ทิม กัลลิกสัน ควรได้รับเครดิตบ้างไหมในการสร้างนักเทนนิสที่ดีที่สุดแห่งยุคอย่าง แซมพราส ขึ้นมา? เราชื่อว่าทั้งหมดที่คุณอ่านมาคือคำตอบที่ดีที่สุด

Uncategorized

ไขข้อสงสัยทำไมจึงยังมีกีฬาแข่งขัน ท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อ 100 ปีก่อน?

ไขข้อสงสัยทำไมจึงยังมีกีฬาแข่งขัน ท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อ 100 ปีก่อน?

ไวรัส โควิด-19 คือปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกต้องเผชิญ แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกต้องรับมือกับโรคระบาดครั้งใหญ่ เมื่อ 100 ปีก่อน โลกต้องรับมือกับโรคไข้หวัดใหญ่สเปน ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก มากกว่า 50 ล้านคน

 

ท่ามกลางไข้หวัดที่รุนแรงและร้ายกาจ โลกกีฬาในเวลานั้น กลับมีวิธีรับมือโรคระบาดที่แตกต่างจากในปัจจุบัน เมื่อการแข่งขันกีฬาในหลายประเทศ ดำเนินไปอย่างปกติ 

พบกับเรื่องราวเมื่อ 100 ปีก่อน เรื่องราวที่เป็นบทเรียนชั้นดี ให้กับคนรักกีฬาในปัจจุบัน

 

รู้จักกับไข้หวัดใหญ่สเปน

ไข้หวัดใหญ่สเปน คือการระบาดของเชื้อไวรัส H1N1 โดยจุดเริ่มต้นการระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้ เริ่มต้นจากการแพร่เชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน ไม่ต่างกับโรคระบาดชนิดอื่น

อาการของไข้หวัดใหญ่สเปน ไม่ต่างอะไรกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คน ด้วยการไอหรือจาม โดยผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้ขึ้นสูง ปวดเมื่อยตามตัว อาเจียน คลื่นไส้ ไอและจาม หลังจากนั้นไข้จะกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมีเลือดออกในร่างกาย หายใจไม่ออกจนเสียชีวิต

แม้จะได้ชื่อว่าไข้หวัดสเปน แต่สเปนไม่ใช่ต้นกำเนิดของไวรัสนี้ เพราะในช่วงเวลาที่ ไข้หวัดใหญ่สเปน เริ่มต้นระบาดในช่วงปลายปี 1917 ณ ภาคพื้นทวีปยุโรป เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่สงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาของสงคราม

หากแต่ท่ามกลางไวรัสที่ระบาด ชาติอื่นในทวีปยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา กำลังหมกมุ่นอยู่กับการเผด็จศึกสงครามโลก จงใจที่จะปิดข่าวการระบาดของโรคครั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้ทหารเสียขวัญ สติเตลิด เพราะกลัวจะติดเชื้อกับไวรัสที่กำลังระบาด

สเปนที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามโลก จึงเป็นชาติที่บอกให้โลกรู้ว่า มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้น เคราะห์ร้ายที่ชาติอื่นฉวยโอกาสนี้ โยนความผิดว่าสเปนคือชาติที่เป็นจุดเริ่มต้นของโลกระบาด ทำให้โรคนี้ ถูกเรียกว่า ไข้หวัดใหญ่สเปน

ทว่าในภายหลัง ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าวิจัย เพื่อหาศูนย์กลางของการระบาดว่าอยู่ที่ไหน แต่ปรากฎว่า ไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดว่าต้นตอของโรคนี้มาจากที่ใด มีเพียงทฤษฎีหลากหลาย บ้างก็ว่าเริ่มต้นที่ฝรั่งเศส บ้างก็ว่าจีน, อังกฤษ หรือแม้แต่ สหรัฐอเมริกา

ไข้หวัดใหญ่สเปน ไม่ต่างอะไรกับไวรัสโควิด-19 ที่สามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว หากมนุษย์เข้าใกล้กัน มีกิจกรรมร่วมกัน ในพื้นที่แออัด2986

พื้นที่อันรกร้าง และสกปรก ของสนามรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหลุมเพาะ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดีของไข้หวัดใหญ่สเปน ทำให้คนจำนวนมากติดไข้หวัดนี้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งพาหะของโรคนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเหล่าทหารที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันออกรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 1

ระหว่างที่มนุษย์เข่นฆ่ากันเองในสงครามโลก ไวรัสได้เป็นส่วนร่วมในการคร่าชีวิตมนุษย์ โดยไม่มีการเลือกข้าง … เมื่อสงครามจบลงในปี 1918 เหล่าทหารผู้รอดชีวิตได้เดินทางกลับบ้าน และกลายเป็นบุคคลสำคัญ ที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่สเปน แพร่กระจายออกจากยุโรปไปทั่วโลก 

สถานการณ์ในตอนนั้น ไม่ต่างอะไรกับโลกปัจจุบันต้องเผชิญ เมืองใหญ่กลายเป็นแหล่งระบาดชั้นดีของโลก ผู้คนที่พลุกพล่านยิ่งทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้ไวยิ่งขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกที ในช่วงปลายปี 1918 เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก, ลอนดอน, ปารีส, เบอร์ลิน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40,000 คน ภายในระยะเวลาสัปดาห์เดียว

 

กีฬาท่ามกลางโรคระบาด

วิธีทางแก้ปัญหาของไข้หวัดใหญ่สเปน ใกล้เคียงกับไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน คือการพยายามเก็บตัวอยู่บ้านให้มากที่สุด ไม่ออกไปทำกิจกรรมในพื้นที่ชุมชน หรือถ้าจะออกจากบ้าน ต้องใส่หน้ากากอนามัยออกไปด้วย_top

กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการรวมตัวของคนหมู่มาก จึงต้องได้รับการทบทวน ถึงความเหมาะสมในการจัดกิจกรรม แน่นอนว่า การแข่งขันกีฬาอาชีพ คือหนึ่งในกิจกรรมที่ผู้มีอำนาจ ต้องทบทวนถึงความเหมาะสมของการแข่งขัน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ปัจจุบัน เราเห็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการระบาดของไวรัส ในวงการกีฬา ด้วยการเลื่อนการแข่งขันแบบไม่มีกำหนดในหลายประเภทกีฬาทั่วโลก แต่เมื่อย้อนกลับไปในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน การแข่งขันกีฬายังคงดำเนินหน้าต่อไป

สืบเนื่องจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ลีกกีฬาหลายลีก ต้องหยุดการแข่งขันลากยาวมาตั้งแต่ปี 1914 ไม่ว่าจะเป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษ, เยอรมัน ล้วนต้องหยุดการแข่งขัน เพื่อหลีกทางให้กับสงคราม เหลือไว้เพียงแค่การแข่งขัน ฟุตบอลสมัครเล่น ในท้องถิ่นเท่านั้น 

รวมถึงประเทศสเปน ที่แม้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามโลก การแข่งขันฟุตบอลในประเทศ ล้วนเป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาคเท่านั้น

ผลพวงจากสงครามโลก ทำให้ในปี 1918 อันเป็นปีแรกที่ไข้หวัดใหญ่สเปนระบาดหนัก ไม่มีการแข่งขันกีฬาในระดับชาติเกิดขึ้นมากนัก บนผืนแผ่นดินยุโรป เพราะหลายฝ่ายต้องการเยียวยา ปัญหาเรื้อรังรอบด้าน ที่มาจากสงคราม ให้จบสิ้นเสียก่อน

เข้าสู่ปี 1919 ยุโรปต้องเผชิญหน้ากับภัยโรคระบาดอย่างเต็มตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการกลับมาลงแข่งขัน ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ หลังจากหยุดพักไปนานถึง 5 ปี ขณะที่สเปนกับฝรั่งเศส มีการแข่งขันฟุตบอลถ้วยระดับประเทศ

ข้ามไปที่สหรัฐอเมริกา การกลับบ้านของเหล่าทหาร จากสงครามโลกในยุโรป นำพาการระบาดเกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในปี 1918 การแข่งขันกีฬา ยังคงดำเนินตามปกติ ทั้งกีฬาอเมริกันฟุตบอล และฮ็อกกี้น้ำแข็ง ลากยาวมาจนถึงช่วงต้นปี 1919  

ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันกีฬา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยังเปิดให้แฟนกีฬา เข้าไปรับชมในสนามอีกด้วย 

สาเหตุก็เพราะ กิจกรรมซึ่งเป็นที่นิยมของชาวยุโรป และสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้น ไม่ใช่การชมกีฬาสุดสัปดาห์ แต่เป็นการเข้าห้องสมุด เข้าโบสถ์ทำกิจกรรมทางศาสนา…ในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาด ห้องสมุดและโบสถ์ คือสถานที่แรกๆ ที่ถูกรัฐบาลสั่งปิดอย่างเด็ดขาด ขณะที่สนามกีฬา ถูกยกอำนาจให้หน่วยงานกีฬาพิจารณากันเอง

อีกทั้งผู้ชมกีฬาในสนาม ณ ช่วงเวลานั้น ไม่ได้มีผู้ชมเรือนหมื่นต่อสนามในปัจจุบัน สำหรับบางประเภทกีฬา เช่น ลีกฮ็อกกี้น้ำแข็งที่สหรัฐ อย่าง NHL มีค่าเฉลี่ยผู้ชมไม่ถึง 100 คน ในช่วงเวลานั้น ทำให้การแข่งขันดำเนินไปตามปกติ

บวกกับผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวยุโรปต้องการกลับมาใช้ชีวิตปกติ ที่ถูกพรากไป 5 ปีติดต่อกัน การเล่นกีฬาคือหนึ่งในกิจกรรมที่พวกเขาคิดถึง และจะไม่ยอมให้ใครมาพรากไปอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด หรือ รัฐบาลประจำชาติ

ปี 1918 รัฐบาลประเทศไอร์แลนด์ มีคำสั่งให้คนหยุดเล่น กีฬาแกลิคฟุตบอล (Gaelic Football) กีฬายอดนิยมประจำชาติ เพื่อเลี่ยงภัยโรคระบาด … ผลลัพธ์คือ ชาวไอร์แลนด์ 50,000 คน ทั่วประเทศ ออกจากบ้านในวันอาทิตย์ มาเล่นแกลิคฟุตบอล เพื่อประท้วงคำสั่งของรัฐบาลdownload

 

ประวัติศาสตร์บอกอะไร?

เมื่อเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ แต่การแข่งขันกีฬาในหลายชนิด ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ตามมา สามารถคาดเดาได้ไม่ยาก … สนามกีฬา กลายเป็นเเหล่งเพาะเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สเปน จนนำมาสู่ความสูญเสียของชีวิตมนุษย์ 

เหตุการณ์ที่ชาวไอร์แลนด์ 50,000 คน ออกมาเล่นแกลิคฟุตบอลประท้วงรัฐบาล กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ ที่นำไปสู่การระบาดตัวครั้งใหญ่ ของไข้หวัดใหญ่สเปน ในประเทศไอร์แลนด์ ในช่วงเดือนตุลาคม ปี 1918

ในสหรัฐอเมริกา ลีกฮ็อกกี้น้ำแข็ง NHL ยังคงเดินหน้าจัดการแข่งขัน โดยไม่สนใจไข้หวัดที่กำลังระบาดหนัก (แม้จะมีการปรับเปลี่ยน ห้ามผู้ชมเข้าชมในภายหลัง) 

จนกระทั่งถึงวันที่ 1 เมษายน 1919 ในการแข่งขันชิงแชมป์สแตนลีย์ คัพ (Stanley Cup) เกมที่ 6 ระหว่าง ซีแอทเทิล เมโทรโปรลิทานส์ (Seattle Metropolitans) กับ มอนทรีออล แคนาเดียนส์ (Montreal Canadiens) ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายถูกพบว่าป่วยเป็นไข้หนักหลายคน แน่นอนว่าพวกเขา ติดไข้หวัดใหญ่สเปนเข้าเสียแล้ว ทำให้การแข่งขันในฤดูกาล 1918/19 (ที่เหลือเพียงแค่นัดเดียว) ถูกยุติลงJoe_Hall

หลังจากนั้นอีก 4 วัน โจ ฮอลล์ (Joe Hall) ผู้เล่นของทีมมอนทรีออล เสียชีวิตจากไข้หวัด ขณะที่ จอร์จ เคเนดี (George Kennedy) ผู้จัดการทีมวัย 37 ปี ของทีมมอนทรีออล ได้รับผลกระทบหนักจากการติดไวรัสครั้งนี้ อาการของเขาไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในอีก 3 ปีหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเกิดความสูญเสีย การแข่งขันจะต้องยุติลง … เดือนมีนาคม 1919 ลีก MLB ลีกเบสบอลของประเทศสหรัฐ ต้องสูญเสีย บิล ยอว์กี (Bill Yawkey) เจ้าของทีม ดีทรอยต์ ไทเกอร์ส (Detroit Tigers) ที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สเปน แต่การแข่งขันของลีก MLB ในปีนั้น ไม่ได้ถูกเลื่อนออกไป และทำการแข่งขันตามปกติ 

ไม่มีใครออกมาพูดแน่ชัดว่า เหตุใดลีกกีฬาอันดับหนึ่ง ของสหรัฐฯ ในเวลานั้น ถึงไม่เลื่อนการแข่งขันออกไป แต่มีการบันทึกไว้ว่า สื่อในเวลานั้น พยายามไม่เล่นข่าวไข้หวัดใหญ่สเปน ให้เชื่อมโยงกับวงการกีฬา เพราะไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก 

ขณะเดียวกัน แฟนกีฬาเบสบอล ไม่ต้องการให้ลีกต้องเลื่อนหรือยกเลิกเช่นกัน เพราะมองว่าเป็นความบันเทิงไม่กี่อย่าง ที่สามารถหาได้ ท่ามกลางพิษสงคราม ต่อเนื่องด้วยโรคระบาด 

โดยในปี 1919 ลีก MLB มีค่าเฉลี่ยผู้ชมในสนามสูงถึง 92 เปอร์เซ็นต์ แม้การออกจากบ้าน ไปยังสถานที่รวมคนหมู่มาก จะนำไปสู่การเสี่ยงติดโรคไข้หวัดใหญ่สเปนก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2020 ท่ามกลางโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ลีก MLB กลับเลื่อนเปิดฤดูกาล 2020 ออกไป และหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น 2020 อาจเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ของ MLB ที่ไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้น

“ผมคิดว่าสถานการณ์ในตอนนี้ น่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ ผมคิดว่าคนยุคนี้เข้าใจดีว่า เรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด” ไมค์ บอร์เซลโล หนึ่งในทีมโค้ชของทีม ชิคาโก คับส์ (Chicago Cubs) แสดงความคิดเห็น

สิ่งที่บอร์เซลโลพูด ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด เพราะย้อนกลับไปในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปนระบาด แม้ว่าในหลายประเทศ จะมีกิจกรรมสาธารณะ เช่นการเล่นกีฬาต่อไป สุดท้ายต้องมีผู้เสียชีวิตทั่วโลก ไปกว่า 50 ล้านคน

หรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่การเล่นแข่งขันลีกกีฬา ดำเนินต่อ เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้คน แต่ก็ต้องสูญเสียประชากรไปกับไข้หวัดใหญ่ครั้งนั้น ร่วม 600,000 คน 

gettyimages-666578376

กีฬาคือส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด กีฬาเป็นธุรกิจหรือไม่ กีฬายังคงทำหน้าที่สร้างความสุข ให้กับผู้คนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่สิ่งที่สำคัญกว่ากีฬา คือชีวิต ในช่วงเวลาของโรคระบาด แบบตอนนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือการอยู่บ้าน เพื่อดูแลตัวเอง คนรอบข้าง และคนในสังคม … หากไม่ต้องการให้โลก ต้องอยู่ในระยะเวลาโรคระบาดยาวนานร่วม 3 ปี มีคนตายหลายสิบล้านคน แบบตอนโรคไข้หวัดใหญ่สเปน

และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เราจะได้กลับมามีความสุข กับการเล่น การรับชมกีฬาที่รักกันอีกครั้ง