Uncategorized

น้ำตาลูกผู้ชายของ พีท แซมพราส ในแมตช์ประวัติศาสตร์เพื่อโค้ช ‘กัลลี่

น้ำตาลูกผู้ชายของ พีท แซมพราส ในแมตช์ประวัติศาสตร์เพื่อโค้ช ‘กัลลี่

พีท แซมพราส คือนักเทนนิสชายทีดีที่สุดคนหนึ่งในยุคของเขา เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้ความผิดพลาดใดๆ แม้แต่ครั้งเดียว 

 

นั่นคือหนึ่งเหตุผลที่เมื่อบวกกับนิสัยส่วนตัว จึงทำให้เขาเปลี่ยนโค้ชไปถึง 8 คนตลอดอาชีพนักหวด และนี่คือจำนวนที่มากไม่ใช่เล่น

จริงๆ แล้วมันไม่ควรจะเยอะขนาดนั้นและควรจะจบในคนเดียว นั่นคือโค้ชที่ แซมพราส เรียกว่าเพื่อนแท้ของชีวิต … ถ้าหากมันไม่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกกันกลางทางเสียก่อน 

ติดตามเรื่องราวน้ำตาลูกผู้ชายครั้งแรกซึ่งโลกได้เห็นจาก แซมพราส ที่มันเกิดขึ้นจากโค้ชคนที่ 3 ผู้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างตำนาน “โคตรนักเทนนิส” ให้กับเขาได้ที่นี่

 

เด็กเก่ง

ทุกคนรู้ดีว่าปลายทางของ พีท แซมพราส ยอดนักเทนนิสชาวอเมริกันนั้นยอดเยี่ยมขนาดไหน สถิติต่างๆในการสะสมแชมป์แกรนด์แสลมของ แซมพราส บ่งบอกได้ว่าในวันที่เขาดีที่สุดเขาสามารถเอาชนะใครก็ได้บนโลกนี้ … และแน่นอนกว่าที่ปลายทางจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องผ่านจุดที่เรียกว่า “กำแพงที่มองไม่เห็น” มาก่อนimage

ย้อนกลับไป ตั้งแต่ที่ แซมพราส ยังเด็ก เรื่องมันคับคล้ายคับคลากับอัจฉริยะด้านต่างๆ ของโลกคนอื่นๆ เพราะเขาหาสิ่งที่ตัวเองเก่งและชอบเจอตั้งแต่ยังเด็ก … เด็กคนอื่นๆ อาจจะลองไปเรื่อยๆ ใช้เวลาหาตัวเองไปกับการเล่นยิงปืน, เล่นรถบังคับ, เล่นวิดีโอเกม บ้างก็อ่านหนังสือ อะไรก็ว่ากันไป แต่เส้นทางของ แซมพราส ไม่เคยเฉไฉ นับตั้งแต่จับไม้เทนนิสครั้งแรกตอน 3 ขวบ และเริ่มตีลูกเทนนิสให้เด้งชนกับผนัง ชีวิตของเขาก็พุ่งทะยานโดยไม่ออกนอกเส้นทางเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

ช่วง 7 ขวบ ถือว่าเป็นจุดยืนยันตัวเองครั้งสำคัญ เพราะครอบครัวแซมพราส ต้องย้ายจากเมืองหลวง กรุง วอชิงตัน ดีซี ไปยัง แคลิฟอร์เนีย รัฐใหญ่ที่อากาศอบอุ่นแห่งนี้ และการเล่นเทนนิสของ แซมพราส ก็ดีขึ้นเป็นกอง เขามีอากาศดีๆ ให้ได้ออกกำลังกายทั้งวัน และว่ากันว่าในช่วง 7 ขวบนั้น ไม่มีวันไหนที่ แซมพราส ไม่ออกไปเล่นเทนนิสที่คอร์ทใกล้บ้าน และตอนนั้นจากการเล่นเพราะความชอบแบบเด็กๆ กลายเป็นการเล่นเทนนิสเพราะความทะเยอทะยานมากขึ้น 

แซมพราส ไม่ใช่แค่ขยันเล่นเท่านั้น แต่เขายังขยันศึกษาหาข้อมูลผ่านการดูเกมถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีโอกาส ไอดอลของเขาคือ ร็อด เลเวอร์ (Rod Laver) แซมพราส อยากจะเก่งให้ได้อย่าง เลเวอร์ จึงเอาจริงถึงขั้นขอพ่อและแม่ไปเข้าเรียนอคาเดมีเทนนิสที่ชื่อว่า แจ็ค คราเมอร์ คลับ  

ที่ แจ็ค คราเมอร์ คลับ นั้นเอง แซมพราส ได้พบโค้ชคนแรกในชีวิตของเขา ได้แก่ โรเบิร์ต แลนส์ดอร์ป ซึ่งเป็นครูฝึกประจำอยู่ที่นั่น และตัวของ แลนส์ดอร์ป ได้เห็นจุดแข็งของ แซมพราส ที่เริ่มจับไม้ตั้งแต่ 3 ขวบ นั่นคือเทคนิคและการควบคุมลูก จนเขาได้สั่งให้ แซมพราส หันมาใช้วิธีการเล่นแบบเน้น โฟร์แฮนด์ (ตีลูกด้วยหน้ามือ) ซึ่งจะเป็นท่าที่รีดศักยภาพของเขาออกมาได้ดีที่สุด

ซึ่งสุดท้ายมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โฟร์แฮนด์ ของ แซมพราส ที่ฝึกตั้งแต่เด็กแถมใส่เทคนิคเพิ่มเป็นพิเศษตั้งแต่อายุยังไม่ทันพ้นวัยเด็กชาย ก็กลายเป็น โฟร์แฮนด์ ที่เฉียบขาดที่สุดในโลกในเวลาต่อมา หากพูดให้เห็นภาพคือ แซมพราส สามารถควบคุมลูกเทนนิสให้ตกตรงไหนก็ได้ตามใจสั่ง เทคนิคของเขามีหลายแบบตั้งแต่โฟร์แฮนด์แบบฉีกสุดมุม, ตกท้ายคอร์ด หรืออัดเต็มแรงด้วยเทคนิคที่แม่นเป๊ะ สิ่งเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอคาเดมีแรกในชีวิตนั่นเอง Pete

วกกลับมาที่อดีตอีกครั้ง การใส่เทคนิคโฟร์แฮนด์กับเด็กอายุ 15 ปี ถือว่าเพียงพอแล้วที่น่าจะทำให้เอาชนะเด็กรุ่นๆ เดียวกัน แต่ แซมพราส ก็คือ แซมพราส เขาไม่เคยคิดหยุด หลังออกจากอคาเดมี เขาเปลี่ยนโค้ชใหม่เป็น ดร. ปีเตอร์ ฟิสเชอร์ คุณหมอที่เป็นนักเทนนิส ในปี 1989  

หมอ ฟิชเชอร์ มอบสิ่งใหม่ที่ แซมพราส ไม่ได้จาก อคาเดมี … เพราะ แซมพราส ฝึกแต่โฟร์แฮนด์จนลืมไปว่าการตีแบ็คแฮนด์ (ตีลูกด้วยหลังมือ) ของเขาคือจุดอ่อน การตีแบ็คแฮนด์ของ แซมพราส ในเวลานั้นยังใช้การตีแบบจับไม้ 2 มือ และเทคนิคก็ยังไม่เชี่ยวชาญมากสำหรับการเล่นแบบมืออาชีพ ทำได้แค่ตีประคอง หวังแต้มยาก  และการมาของคุณหมอฟิชเชอร์ ทำให้ แซมพราส ได้เทคนิคการตีแบ็คแฮนด์แบบซิงเกิลแฮนด์ (จับไม้มือเดียว) ซึ่งเมื่อฝึกจนได้ที่ บวกกับมีเทคนิคโฟร์แฮนด์ที่แน่นอนอยู่แล้ว … ก็ได้เวลาที่เขาจะได้ออกจากโลกของจูเนียร์เข้าไปแข่งระดับมืออาชีพ

 

การแข่งขันระดับปีศาจ 

พีท แซมพราส ฝึกกับหมอ ฟิชเชอร์ จนได้วิชามาหมดไส้หมดพุง ในที่สุดเขาก็เทิร์นโปรเป็นนักเทนนิสอาชีพตั้งแต่ปี 1988 ณ เวลานั้นเขาอายุแค่ 16 ปี เท่านั้น 

การปรากฎตัวของ แซมพราส สร้างเสียงฮือฮาอยู่พักใหญ่ในฐานะดาวรุ่งที่น่าจับตามอง แต่ปัญหาก็คือเมื่อขึ้นสู่ระดับอาชีพที่เป็นการแข่งขันซึ่งรวมเหล่าปีศาจมากมายไว้ด้วยกัน เทคนิคและวิชาแบบที่เคยเรียนมาในระดับจูเนียร์มันไม่เพียงพอ เขาจึงเปลี่ยนโค้ชครั้งที่ 3 เอาหมอฟิชเชอร์ออกและ และใช้ โจ แบรนดี้ มารับงานนี้แทน 

เป็นอีกครั้งที่การตัดสินใจเปลี่ยนโค้ชของ แซมพราส ถูก ราวกับเขารู้ว่าโค้ชคนนี้ไม่มีอะไรจะสอนเขาได้มากกว่าที่มีอีกแล้ว เขาก็พร้อมจะหักหาญน้ำใจปลดออกเพื่อหาสิ่งทีดีกว่า และการที่ แบรนดี้ เข้ามาก็ทำให้ แซมพราส เก่งขึ้นไปอีกระดับ แม้จะไม่มีข้อมูลเปิดเผยว่า แซมพราส ได้อะไรใหม่จาก แบรนดี้ แต่ที่แน่ๆ การเข้ามาของ แบรนดี้ ทำให้ แซมพราส สามารถสู้กับนักเทนนิสแถวหน้าของโลกได้แบบไม่ต้องกลัวใคร 

ปี 1990 ถือเป็นปีที่พีกที่สุดนับตั้งแต่เขาเทิร์นโปร แซมพราส ลงเล่นในรายการ ยูเอส โอเพ่น และพิสูจน์ตัวเองด้วยการคว่ำทั้ง จอห์น แม็คเอนโร ในรอบ 4 คนสุดท้าย ก่อนจะปิดฉากนัดชิงชนะเลิศกับ อังเดร อากัสซี่ ที่เป็นมืออันดับ 4 ของโลกในเวลานั้น ชัยชนะดังกล่าวทำให้ แซมพราส คว้าแกรนด์แสลมแรกของตัวเอง และทำสถิตินักเทนนิสอายุน้อยที่สุดที่ได้แชมป์แกรนด์แสลม … ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาได้ส่งสัญญาณไปให้นักแข่งรุ่นพี่ทุกคนรู้ว่า “คลื่นลูกใหม่กำลังมา” จงเตรียมรับมือให้ได้ โดยเฉพาะกับ อากัสซี่ ที่ถือว่าเป็นคู่อริในสนามของ แซมพราส นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Crq_zrRWgAIQPL5

“การเป็นผู้ตามนั้นง่ายกว่าเป็นผู้นำเยอะ” ใครบางคนบอกเอาไว้อย่างนั้น และเป็นอีกครั้งที่แซมพราสรู้สึกกังวลว่าตัวเองยังไม่แกร่งพอ แกรนด์แสลมแรกของเขาอาจจะเกิดขึ้นเพราะคู่แข่งยังประมาทเด็กวัยรุ่นอย่างเขา แต่ที่เหลือหลังจากนี้ล่ะ? หากทุกคนศึกษาและเตรียมข้อมูลในการเจอกับเขาก่อนแข้งจะเกิดอะไรขึ้น? เขาอาจจะไม่สามารถกลับมาป้องกันแชมป์อีกเลยก็ได้หากว่าไม่พยายามยกระดับตัวเองขึ้นไป … สิ่งแรกที่เขาคิดและเหมือนทุกครั้งคือการปลดโค้ชออก 

ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่นักเทนนิสที่มีความสัมพันธ์กับโค้ชในระดับแน่นแฟ้นนัก แซมพราส เป็นคนที่มีบุคลิกนิ่งสงบ ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากมายนัก ว่ากันว่ายากจะมีใครเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจของเขาได้ และก่อนหน้านี้ไม่มีโค้ชคนใดที่เขาไปอยู่ในใจเขาได้เลย  ซึ่งบางครั้งคนที่เก่งมากๆ ก็จะหลงลืมอะไรที่ใกล้ตัวไป และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ แซมพราส เปลี่ยนโค้ชเป็นว่าเล่นโดยสนแค่ว่าทำให้ตัวเองเก่งกาจขึ้นเท่านั้น

การปลด แบรนดี้ ออกจากตำแหน่งคือการตัดสินใจครั้งใหญ่? ใครจะเป็นคนโค้ชชิ่งให้กับเขาได้ดีกว่านี้อีก? … สุดท้ายคำตอบของแซมพราสมาตกอยู่ที่อดีตนักเทนนิสที่ชื่อว่า ทิม กัลลิกสัน … ชายผู้เป็นคนที่อยู่กันคนละขั้วกับแซมพราสโดยปริยาย 

 

ใครๆก็รักทิม

ทิม กัลลิกสัน เป็นอดีตนักเทนนิสในปลายยุค 70’s ถึง 80’s หากเปรียบว่า แซมพราส เป็นคนที่เก็บตัวและเข้าถึงยาก ทิม กัลลิกสัน ก็คือคนที่เข้าได้กลับทุกคน เป็นศูนย์กลางของปาร์ตี้ นักเทนนิสรุ่นเดียวกัน มีแต่คนบอกว่า “ใครๆ ก็รักทิมกันทั้งนั้น”GulliksonTim_HOF_WEB

“ใครๆ ก็รัก กัลลี่ (กัลลิกสัน) กันทั้งนั้นแหละ เขาเป็นคนที่ทำให้คุณชอบเขาได้ไม่ยากเลย” อังเดร อากัสซี่ กล่าวถึง ทิม กัลลิกสัน นอกจากนี้ยังมี จิม คูเรียร์ ที่บอกว่า “ถ้าจะถามผมว่ามีนักเทนนิสคนไหนที่ผมชื่นชอบมากที่สุดตลอดชีวิตของผม เชื่อเถอะว่าผมจะตอบว่ากัลลี่ ไม่ว่าใครก็รักกัลลี่กันทั้งนั้นแหละ” ทุกเสียงคอนเฟิร์ม กัลลี่ เจ๋งแน่ แต่จะเข้ากับ แซมพราส ผู้เย็นชาได้หรือเปล่าต้องลุ้นกันอีกที

เรื่องความเก่งของทั้งคู่ไม่ต้องพูดถึง แซมพราส คือเด็กอัจฉริยะ ขณะที่ กัลลี่ เองก็คว้าแชมป์สมัยเป็นนักกีฬาเองไม่น้อย (แชมป์เดี่ยว 4 รายการ แชมป์คู่ 15 รายการ) ทว่าปีแรกที่ทั้งคู่มาเจอกันมันกลายเป็นเหมือนกับพลังงาน บวก กับ บวก ที่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นลบ เพราะปี 1992 แซมพราส ไปไม่ถึงฝันแม้แต่รายการเดียว เขาไม่ได้แชมป์ระดับแกรนด์สแลมเลย ส่วนใหญ่มักจะแพ้รอบรองหรือไม่ก็รอบชิง อาจจะเป็นไปได้ว่า “เคมีของคนเล่นและโค้ชไม่ตรงกัน” แต่สุดท้าย แซมพราส ยอมกลืนเลือดกับ 1 ปีที่วางเปล่าและให้โอกาสโค้ชอย่าง กัลลี่ ใหม่ 

เมื่ออยู่ด้วยกันมานานพอ บางครั้งคนที่ไม่คิดจะสนิทด้วยอาจจะกลายเป็นหนึ่งคนที่ให้เรารู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุดก็ได้ … ปีที่ 2 ของ แซมพราส กับ กัลลี่ ก็ประมาณนั้น การเป็นคนเฟรนด์ลี่ของเขา กับระยะเวลาที่นานมากพอ สุดท้ายเขาก็เปิดใจแซมพราสได้สำเร็จ จากนี้ไป ทิม จะไม่ใช่แค่โค้ช แต่กลายเป็นเพื่อนในชีวิตจริงของ แซมพราส ทั้งคู่ใช้เวลาทำกิจกรรมนอกสนามด้วยกันหลายอย่างอาทิการเล่นไพ่ การออกไปกินข้าวด้วยกัน ซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครได้รับความสัมพันธ์กับ แซมพราส เลยในบรรดาโค้ชคนเก่าๆ 

ไม่ว่าผลงานในสนามของเขาจะแย่จนมีการปลดโค้ชอย่างไรก็ตาม มิตรภาพจะไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือสิ่งที่ แซมพราส กล้ายืนยันด้วยตนเอง 200010interview04

“กัลลี่ เป็นมากกว่าโค้ชไปซะแล้ว เขากลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม และกลายเป็นแค่ไม่กี่คนที่ผมกล้าบอกความลับหลายสิ่งที่ผมไม่เคยบอกให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว” แซมพราส ว่าถึงโค้ชของเขา  

1 ปีแห่งการไว้ใจและยอมกลืนเลือด แลกกลับมาด้วยความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครหยุดอยู่ ในปี 1993 กัลลี่ และ แซมพราส ร่วมมือกันสร้างปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยการคว้าแชมป์ วิมเบิลดัน, ยูเอส โอเพ่น และสุดท้ายพีท แซมพราส กลายเป็นมือ 1 ของโลกในบั้นปลาย

หากถามว่านอกจากความสนิทสนมแล้ว ทิม ให้กับอะไรกับ แซมพราส ในแง่เทคนิคบ้าง? แม้ไม่มีใครบอก แต่อย่างน้อยสถิติต่างๆ ก็ยืนยันได้ ในปี 1993 นั้นเอง แซมพราส กลายเป็นนักเทนนิสคนแรกที่เล่นในรายการของ ATP ทัวร์ และสามารถเสิร์ฟเอซได้เกิน 1,000 ครั้ง … ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน 

เห็นได้ชัดว่าเทคนิคการเสิร์ฟถูกใส่เข้ามาในแห่งมิตรภาพ และเมื่อรวมกับโฟร์แฮนด์ และ แบ็คแฮนด์ ที่มีเป็นทุนเดิม จึงไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ แซมพราส จะติดปีกในยุคที่มีโค้ชเป็นเพื่อนซี้อย่าง ทิม คนนี้ 

“มันเป็นเรื่องที่ดีที่เราได้ใช้เวลาเล่นไพ่ ตีกอล์ฟ และอะไรต่อมิอะไร เราไม่กลัวที่จะตะคอกใส่กันเมื่ออยู่ในเกมการแข่งขัน แต่เราไม่เคยมีปัญหาใดๆ กันเลยแม้แต่น้อย รู้ตัวอีกทีตัวเราก็ติดกันไปซะแล้ว คือผมจะอธิบายยังไงดีล่ะ เวลาเราอยู่ด้วยกันแล้วมันเหมือนความรู้สึกของแต่ละคนแย่ลง แค่นี้ผมว่ามันก็สุดยอดแล้วนะ” พีท แซมพราส ว่าไว้เช่นนั้น 

 

โลกช่างโหดร้าย…

หลังจากเดินหน้าขึ้นเป็นมือ 1 ของโลก แซมพราส ก็คว้ารางวัลแกรนด์แสลมได้อีก 4 รายการภายในเวลา 2 ปี โดยแบ่งเป็น วิมเบิลดัน 2 ครั้ง ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น 1 ครั้ง และ ยูเอส โอเพ่น อีก 1 ครั้ง 

เห็นได้ชัดว่าการจับมือร่วมงานกันครั้ง แซมพราส และ ทิม ออกมาอย่างน่าประทับใจ ทว่าในเกม ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ในปี 1995 ทิม บอกกับ แซมพราส ว่าเขาไม่น่าจะได้อยู่ดูเกมรอบที่สาม เพราะรู้สึกเวียนหัวเหมือนโลกหมุน และร่างกายเริ่มหมดแรง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพลาดเกมของแซมพราสแม้สักวินาที 

ทีม เดินทางไปยังโรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา ผลออกมาคืออาการหนักหนาจนโรงพยาบาลท้องถิ่นในออสเตรเลียต้องส่งตัวเขากลับบ้านที่สหรัฐอเมริกาเพื่อตรวจอย่างละเอียด และนั่นหมายความว่าเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่โค้ชของ พีท แซมพราส ในทัวร์นาเมนต์นี้ 

“ผมต้องออกจาก ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ด้วยปัญหาของสุขภาพ ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ แต่ผมต้องกลับมาดูแลร่างกายตัวเองให้ดี เพราะถ้าผมไม่แข็งแรง ผมจะสามารถช่วยให้เขา (แซมพราส) เก่งกาจขึ้นได้ยังไง” ทิม กัลลิกสัน เปิดใจผ่าน ATP 

การวินิจฉัยออกมา และเป็นข่าวร้าย ทิม กัลลิกสัน หรือ กัลลี่ ถูกตรวจพบมะเร็งในสมอง นี่คือเรื่องใหญ่ เขารีบส่งข่าวให้ แซมพราส รู้ว่าเขาจะไม่ได้กลับไปที่ ออสเตรเลีย อีก … ขณะที่ พีท แซมพราส เดินทางมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการเจอกับ จิม คูเรียร์ เขาต้องการชนะอีกแค่ 3 แมตช์เท่านั้นก็จะสามารถป้องกันแชมป์ได้เป็นครั้งแรก

สภาพจิตใจมีผลแค่ไหน? มีคำพูดที่บอกว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” มันหมายถึงเมื่อคนเราอยู่ในสภาวะที่ “ใจไม่เอา” บางครั้งแค่ลุกออกจากที่นอนง่ายๆ ก็ยังทำไม่ได้ และ พีท แซมพราส กำลังประสบปัญหานั้นในช่วงเวลาสำคัญที่สุด … เขาเป็นห่วงเพื่อนซี้ที่กำลังจะเข้าผ่าตัดจนไม่อาจคุมความรู้สึกตัวเองอยู่ แม้ปกติแล้วเขาจะเป็นมืออาชีพที่เก็บซ่อนความรู้สึกไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด 

แซมพราส ตีเสียแล้วเสียอีก ขณะที่ ทีม คูเรียร์ ก็ท็อปฟอร์มเอาเข้าพอดีอีกต่างหาก แซมพราส ยิ่งเล่นก็ยิ่งเละเทะ โดนนำไปถึง 2 เซ็ต อาการของเขาออกชัดเจนมาก หลายจังหวะ แซมพราส ต้องเป่าปาก, เงยหน้ามองฟ้า และพึมพำอะไรสักอย่าง มันเป็นของแปลกที่เขาไม่เคยแสดงให้เห็นที่ไหน 66d426e29a6c45aab53f1d8a4bf35e51

“เอาหน่อยที่รัก กลับสู่เกมซะที” เดไลนี่ มัลคาฮี แฟนของ แซมพราส (ณ ตอนนั้น) ที่นั่งอยู่เก้าอี้แถวหน้าพยายามตะโกนบอกให้เขากลับสู่เกมให้ได้ แต่อาการของ พีท ยังไม่ดีขึ้น ขณะที่คู่แข่งอย่าง คูเรียร์ ที่ดูก็รู้ว่าถ้าตีต่อไปเขาชนะ แซมพราส ได้แบบง่ายๆ แน่นอน ยังรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

“พีท คุณโอเคหรือเปล่าเนี่ย? ถ้าวันนี้ไม่ไหว พรุ่งนี้เราค่อยมาแข่งกันก็ได้” คูเรียร์ แสดงสปิริตเมื่อรู้ว่า แซมพราส อยู่ในสภาพหมดทางสู้ ไม่ใช่เพราะฝีมือ แต่เพราะปัจจัยภายนอกที่รุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้… 

แซมพราส ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าเขามาทำอะไรอยู่ที่นี่ เพื่อนรักของเขากำลังอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย ทุกอย่างพาให้เขาคิดไปไกล ถ้า กัลลี่ ตายล่ะจะทำอย่างไร? แต่ก่อนที่อะไรจะกระเจิดกระเจิงไปกว่านี้ เสียงของแฟนคนหนึ่งที่ตะโกนมาก็ทำให้เขาพบว่าตัวเองควรต้องทำอะไรต่อไป

“ทำเพื่อโค้ชของคุณสิโว้ยแซมพราส” เสียงดังมาแต่ไกล นั่นคือคำพูดที่ปลุกแชมป์เก่าให้ตื่นขึ้น สกอร์ที่ตามหลังไม่ใช่ปัญหาหากเขาโฟกัสกับเกมได้เต็ม 100% … ตอนนี้จาก 0% มันกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพีทแสดงออกด้วยการกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง 

“ผมบอกตัวเองว่าเราจะต้องออกไปและเล่นให้ดี เพราะนี่คือสิ่งที่ ทิม อยากจะเห็นที่สุด ถ้าผมแพ้ เขาจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดแน่ๆ เขามันเป็นพวกหัวแข็งแบบนั้นแหละ” แซมพราส เล่าถึงเบื้องหลังการคัมแบ็คที่มาพร้อมกับน้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่มีใครในโลกคนใดเคยเห็น … นอกเสียจากครอบครัว

ฟอร์มเก่งเริ่มกลับมาจนเต็ม 100% เขาตามมาตีเสมอเป็น 2-2 เซ็ต ก่อนที่จะกลับมาเอาชนะ 3-2 เซ็ต ในการแข่งขันที่ยาวนาน 5 ชั่วโมงด้วยสกอร์ 6-7 (4-7), 6-7 (3-7), 6-3, 6-4, 6-3 เขาเอาชนะได้ ไม่ใช่แค่ชนะเกม หรือ ชนะคูเรียร์ แต่มันคือการชนะใจตัวเอง และชนะเพื่อโค้ชที่รักและเคารพที่สุดsampras_courier1995-640x420

“มันน่าตื่นเต้นที่ พีท ยังกลับเข้าสู่เกมได้ในสภาพที่จิตใจพังทลาย แต่ละแต้มเขาร้องไห้ให้เราได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชาย แต่แปลกที่น้ำตายิ่งไหล เขากลับยิ่งควบคุมเกมได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เรากำลังได้เห็นเขาเข้าสู่โหมดดิ้นรนสุดชีวิต และถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ พีท คุณจะสังเกตเห็นแววตาแห่งความมุ่งมั่นที่กลับมาประทับร่างเขาได้อย่างทันเวลา … 20 วินาทีหลังจากร้องไห้ แฟนเทนนิสทั่วโลกจึงได้เห็นการตีช็อตที่ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกเท่านั้นที่จะตีได้” นักเขียนและแฟนเทนนิสของเว็บไซต์ tennisdork.com บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นทั้งหมดได้อย่างหมดจดได้ใจความ

 

การเข้ามาและจากไปของ ทิม กัลลิกสัน

เรื่องราวหลังจากนั้นทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น … แซมพราส เข้าชิงและมันเหมือนกับการ์ตูนสักเรื่องที่พระเอกได้รีดทุกอย่างที่ตัวเองมีออกมาใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว เขาทำได้ดีที่สุดแค่นั้น เพราะในรอบชิงชนะเลิศ เขาต้องเจอกระดูกชิ้นโตอย่าง อังเดร อากัสซี่ ผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร … ลำพังช่วงที่ แซมพราส พีกสุดๆ ยังมีโอกาสแพ้ชนะ 50-50 ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ อากัสซี่ แสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการ “ใส่เต็มทุกเม็ด” และเอาชนะไปได้ 3-1 เซ็ต … แซมพราส พลาดป้องกันแชมป์ แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ขอแค่ได้กลับไปดูใจเพื่อนรักก็พอแล้ว

เมื่อ ทิม รู้ว่า แซมพราส จะมาเยี่ยม เขากำชับน้องชายฝาแฝดของเขา ทอม กัลลิกสัน อย่างดีว่า ห้ามบอกให้ แซมพราส รู้เด็ดขาดว่ากำลังจะตาย … แต่นี่ไม่ใช่ละคร ความรู้สึกจริงๆ ปิดกันไม่ได้ 

แซมพราส มานั่งข้างเตียงและถามว่า ทิม จะออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ แฝดกัลลิกสัน ได้แต่อึกอักพูดไม่ออกและสุดท้ายพวกเขาก็ใช้น้ำตาบอกความจริงแทน … แซมพราส รู้ทันทีว่านี่คือสัญญาณร้ายยิ่งกว่าการเสียแชมป์ให้อากัสซี่เป็นล้านๆ เท่า 

1 ปีจากการเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล ทิม กัลลิกสัน ก็พ่ายแพ้ให้กับโรคร้าย เขาเสียชีวิตไปในปี 1996 ในพิธิฝังศพของเขา แซมพราส มาในชุดสูทสีดำ สีหน้าของเขาพร้อมที่จะร้องไห้ตลอดเวลาในช่วงพิธีการแบกโลงมายังสุสาน … หนนี้เขาเก็บอารมณ์เก่งขึ้น แต่ถึงแม้ทุกคนจะไม่ได้เห็นน้ำตาของเขา แต่ใครๆ ก็รู้ว่าหลังจากที่เขาเดินหันหลังและขึ้นรถกลับบ้านไปหลังพิธีจบ … พีท แซมพราส อาจจะต้องร้องไห้หนักที่สุดเท่าที่เขาเคยร้องมาในชีวิต tim-gullikson-81bbb1f2-fffb-49ba-b592-fa48f944220-resize-750

ความสุขต่อให้มากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะจากไปตามกาลเวลา และความเศร้าก็เช่นกัน ไม่มีใครเศร้ากับเรื่องเดิมไปตลอดชีวิตจนไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้ … พีท แซมพราส เปลี่ยนโค้ชคนใหม่และเริ่มชีวิตนักเทนนิสมือ 1 ของโลกอีกครั้ง และทุกคนรู้ดีกว่าเขาเก่งกาจแค่ไหน ต่อให้วันที่ไร้ ทิม อยู่ข้างสนาม 

แซมพราส ไม่เคยบอกว่าทิมเปลี่ยนอะไรเขาบ้าง … อาจจะด้วยคาแร็คเตอร์ของเขาที่ไม่สนิทใจกับใครเขาก็จะไม่เล่าเรื่องส่วนตัว แต่โลกนี้ไม่มีความลับ หลังจาก ทิม เสียชีวิตไป … ทอม ก็ได้เล่าถึงเกียรติประวัติของพี่ชายของเขาที่เขาภาคภูมิใจอย่างที่สุด กับการเป็นส่วนหนึ่งของนักเทนนิสที่เก่งที่สุดในโลก

“ก่อนเจอกับ ทิม นั้น พีท เป็นคนที่มีอารมณ์ร่วมสูงมาก หากเขาตีพลาดแค่ทีเดียว เขาจะหัวเสียจนพารวนไปหมด ตอนนั้นทิมก็เขามาและบอกว่า “พีท ทำไมนายไม่ถอดเสื้อสีขาวตัวนั้นออกซะ และใส่เสื้อสีฟ้าที่นายเตรียมมาเถอะ … นายต้องเรียนรู้ในความผิดพลาดของตัวเองให้ได้เพื่อที่จะชนะคู่ต่อสู้ และจำไว้ซะด้วย ไม่มีใครเล่นเก่งเป็นพระเจ้าได้ทุกๆ วันหรอก” ทอม เล่าเรื่องที่พี่ชายของเขาเปลี่ยนทัศนคติของ แซมพราส ก่อนขยายความส่วนประกอบอื่นๆ อีกว่า

“พีท อาจจะตีแบ็คแฮนด์ดี แต่เขาตีแบ็คแฮนด์รีเทิร์น (ตีโต้ลูกเสิร์ฟด้วยแบ็คแฮนด์) ได้แย่กว่าที่ใครๆ รู้ ส่วนทิมน่ะเหรอ? เขาเล่นลูกนี้โคตรเก่งเลย … ผมรู้เพราะผมเล่นเทนนิสกับเขาทุกวัน ผมไม่เคยคิดจะเสิร์ฟจี้ให้เขาต้องใช้แบ็คแฮนด์เลยด้วยซ้ำ (เพราะยังไงก็รับได้) เขาสอนเทคนิคนั้นให้กับ พีท เขาสอนให้ พีท ในวัยหนุ่มรู้ว่า บล็อคที่ดีเป็นยังไง, การชิป, การยืนตำแหน่ง และการรับลูกเสิร์ฟที่ดีควรเป็นแบบไหน” 

ทอมอาจจะอวยพี่ชายเกินจริงไปก็ได้ แต่สถิติไม่เคยโกหกใคร นับตั้งแต่ปี 1993 ที่ แซมพราส สนิทกับ ทิม เขาลงแข่งขันในรายการ วิมเบิลดัน แกรนด์สแลมบนคอร์ทหญ้าทั้งหมด 55 แมตช์ และชนะถึง 54 แมตช์ คว้าแชมป์ถึง 7 จากช่วง 8 ปีดังกล่าว (1993-2000) … แค่นี้น่าจะมากพอที่ทำให้เรารู้ว่ามันคือเรื่องจริงหรือไม่? 

สิ่งต่างๆ ที่ทิม มอบให้ คือส่งอิทธิพลให้กับ แซมพราส ไปตลอดอาชีพนักเทนนิสของเขา หากคุณถามว่าใครคือโค้ชที่ดีที่สุดในบรรดาโค้ชทั้งหมด 8 คนที่เขาเคยจ้าง หรือจะถามว่าใครคือเพื่อนสนิทที่สุดของเขา … 2 คำถามนี้คุณจะได้คำตอบเดียวกัน นั่นคือ กิลลี่ ผู้เป็นที่รักของทุกคนนั่นเอง 

“ทิม ทำในสิ่งที่มหัศจรรย์ เขาเปลี่ยนทั้งเกมและทัศนคติของผมไปเลย บางครั้งผมรู้สึกว่าผมรู้สึกว่าตัวเองมือตกไม่เก่งอย่างเก่าจนฟุ้งซ่าน เขาก็แค่บอกผมว่า ไอ้หนูเอ็งมันโคตรอัจฉริยะแล้ว คิดบวกเข้าไว้สิวะ … คือคำพูดคำสอนของเขาทำให้ผมกลายเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มองโลกในแง่ลบเกินไป” 

“เขาเกลียดคำแก้ตัวของผมที่สุด เขามักจะบอกเสมอว่า ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เพราะผมรู้ดีว่าผมทำอะไรลงไป … เขาที่เหมือนกับอ่านใจอ่านสถานการณ์ออก เขารู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรเงียบ”

“เห็นอย่างนี้ผมเป็นคนที่เกลียดเรื่องข้อมูลและตัวเลขมากเลย และเมื่อมาเจอทิม เขาไม่ต้องอัดสถิติอะไรเวิ่นเว้อ เขาจะบอกสิ่งที่ผมต้องทำมา 2-3 ข้อ สรุปมาง่ายๆ จากนั้นผมก็มีหน้าที่แค่ลงไปตีให้ชนะบนคอร์ทเท่านั้นเอง” พีท แซมพราส เขียนลงในชีวประวัติของตัวเองในปี 2008  พีท แซมพราส เก่งแค่ไหน? คำถามนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าสงสัย และหากจะถามว่า ทิม กัลลิกสัน ควรได้รับเครดิตบ้างไหมในการสร้างนักเทนนิสที่ดีที่สุดแห่งยุคอย่าง แซมพราส ขึ้นมา? เราชื่อว่าทั้งหมดที่คุณอ่านมาคือคำตอบที่ดีที่สุด

ใส่ความเห็น