Uncategorized

เดวิด เบนท์ลีย์ ‘นิว เบ็คแฮม’ ที่ล้มเหลวในโลกลูกหนัง ก่อนจะพบความสุขหลังจากนั้น

เดวิด เบนท์ลีย์ ‘นิว เบ็คแฮม’ ที่ล้มเหลวในโลกลูกหนัง ก่อนจะพบความสุขหลังจากนั้น

ในช่วงปี 2005 ขณะที่ เดวิด เบ็คแฮม กำลังก้าวสู่วัยเลข 3 ได้มีนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่ง ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษ จนได้รับการขนานนามว่า “นิว เบ็คแฮม” 

 

เดวิด เบนท์ลีย์ คือชื่อของเขา เขามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกับกัปตันทีมสิงโตคำรามในตอนนั้น ตั้งแต่ชื่อย่อที่ใช้ DB เหมือนกัน เล่นในตำแหน่งปีกขวา และเท้าขวาที่แม่นยำราวจับวาง รวมไปถึงยิงฟรีคิกได้อย่างเฉียบขาด 

อย่างไรก็ดี มันกลับไม่เป็นอย่างที่ทุกคนคาดไว้ เกิดอะไรขึ้นกับเขา ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

เดวิด เบ็คแฮม คนต่อไป 

อาร์เซนอล ถือเป็นหนึ่งในทีมที่มีระบบเยาวชนที่ดีเยี่ยม พวกเขาสามารถสร้างนักเตะดาวรุ่งมาประดับวงการได้มากมาย ทว่าหลายคนกลับไม่สามารถแจ้งเกิดในสีเสื้อของพวกเขา gun__1278946910_bentley_david

เดวิด เบนท์ลีย์ คือหนึ่งในนั้น เขามาอยู่กับทัพปืนใหญ่ตั้งแต่อายุ 13 ปี แต่ไม่สามารถเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยนักเตะพระกาฬอย่าง เธียร์รี อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์ หรือ ปาทริค วิเอรา 

ทำให้แม้ว่าเขาจะได้ประเดิมสนามกับอาร์เซนอล ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่หลังจากนั้น ก็ถูกปล่อยไปให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งาน เริ่มตั้งแต่ นอริช ซิตี้ ในฤดูกาล 2004-05 ที่ทำผลงานได้ไม่เลว หลังทำไป 2 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ จาก 26 นัด ต่อด้วย แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในฤดูกาลต่อมา 

และที่นี่ก็ทำให้เขาได้เฉิดฉาย เบนท์ลีย์ ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกกับทัพกุหลาบไฟ จนทำให้ มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือของทีมในตอนนั้น ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมอย่างถาวร  

แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะแค่เพียงนัดที่ 3 ในฐานะนักเตะของแบล็คเบิร์นเต็มตัว เบนท์ลีย์ ก็สร้างปรากฎการณ์ได้ทันที หลังทำแฮตทริคช่วยให้กุหลาบไฟ เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอย่างสนุก 4-3 ซึ่งเป็นแฮตทริคแรกในชีวิตของเขาอีกด้วย David-Bentley-at-Blackburn-600x447

แถมก่อนหน้านั้นเมื่อสองเดือนก่อน เขาเพิ่งจะยิงฟรีคิกสุดสวยราวกับถอดแบบมาจาก เดวิด เบ็คแฮม ในเกมนัดกระชับมิตรระหว่างอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี กับทีมชาติอิตาลี ที่ นิว เวมบลีย์ แถมยังสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่ยิงประตูได้ในสนามแห่งใหม่นี้อีกด้วย (อย่างไรก็ตาม นักเตะคนแรกที่ทำประตูได้ใน นิว เวมบลีย์ คือ จามเปาโล ปาซซินี่ ของอิตาลี)

จุดเด่นของเบนท์ลีย์ คือเท้าขวาที่ยอดเยี่ยม ทุกลูกที่ออกมาจากปลายสตั๊ดของเขาแม่นราวกับจับวาง แถมยังยิงฟรีคิกได้อย่างคมกริบ ทำให้หลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับ เบ็คแฮม กัปตันทีมชาติอังกฤษในตอนนั้น ในฐานะ “นิว เบ็คแฮม” 

“ผมเห็นถึงสิ่งนั้น (การเปรียบเทียบ)” สตีฟ แม็คคลาเรน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษตอบคำถามกับ Lancashire Post หลังถูกถามเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่าง เบ็คแฮม กับ เบนท์ลีย์ เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2007  

“เท้าขวาของเขาคล้ายกับเดวิด เขาจับบอลได้อย่างสุดยอด คุมบอลได้เยี่ยม และสามารถจ่ายบอลแบบนั้นได้” 

“แต่เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก หากเขาต้องการทำได้ทุกอย่างที่ เดวิด (เบ็คแฮม) ทำ” 

เขากลายเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของทัพกุหลาบไฟ เมื่อตลอด 3 ฤดูกาลกับ แบล็คเบิร์น เขาทำไป 13 ประตูกับ 21 แอสซิสต์จากเกมพรีเมียร์ลีก 102 นัด พร้อมช่วยให้ทีมเปลี่ยนสถานะจากทีมดิ้นรนหนีตกชั้น มาเป็นทีมครึ่งบนของตาราง และผ่านเข้าไปเล่นศึก ยูฟ่า คัพ ในฤดูกาล 2006-07 

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าในตอนนั้น แบล็คเบิร์น จะเล็กเกินไปสำหรับเขาเสียแล้ว 

 

บันไดขั้นต่อไป 

“ผมเชื่อว่าผมประสบความสำเร็จเท่าที่จะทำได้กับสโมสรแล้ว” เบนท์ลีย์กล่าว

หลังช่วยให้แบล็คเบิร์น จบในอันดับ 7 ของตารางในฤดูกาล 2007-08 เบนท์ลีย์ ร้องขอที่จะย้ายทีมไปเล่นให้กับทีมที่ใหญ่กว่า เมื่อมองว่าด้วยศักยภาพของแบล็คเบิร์น คงจะไม่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้มากกว่านี้ 

ในขณะเดียวกันเขาก็อยากจะเพิ่มโอกาสตัวเองในการขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ หลังผ่านการรับใช้ชาติเพียงแค่ 2 นัดสมัยเล่นให้กับทัพกุหลาบไฟ  article-2657042-1EBAA81200000578-243_636x382

“ผมอยากจะเล่นแชมเปียนส์ลีก ผมอยากจะผลักดันตัวเองไปข้างหน้าเพื่อประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้” เบนท์ลีย์อธิบายกับ Daily Mail  

ก่อนที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ จะเป็นทีมที่ยกขันหมากมารับเบนท์ลีย์ ด้วยการทุ่มเงิน 15 ล้านปอนด์ กระชากตัวเขามาร่วมทีมในช่วงหน้าร้อนปี 2008 พร้อมมอบสัญญายาว 6 ปี ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขา ตั้งความหวังกับเขาไว้มากแค่ไหน 

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น แม้ในช่วงแรกเบนท์ลีย์ จะได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การคุมทัพของ ฆวนเด รามอส และ แฮร์รี เรดแนปป์ ที่มารับไม้ต่อในเดือนตุลาคม แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ เขาก็ทำได้เพียงมองเพื่อนเล่นจากม้านั่งสำรองเท่านั้น 

เพราะผลงานที่น่าตื่นตาของเบนท์ลีย์ สมัยเล่นให้กับทัพกุหลาบไฟ เหมือนจะถูกทิ้งไว้ที่รัง อีวูด พาร์ค เมื่อ เขาไม่สามารถงัดฟอร์มที่ใกล้เคียงในอดีตออกมาได้เลย เขาทำไปเพียง 1 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ จากเกมลีก 25 นัดในฤดูกาลแรกกับไก่เดือยทอง 

เขาได้ลงเล่นให้สเปอร์สอีกฤดูกาล แต่ก็ได้ลงสนามไปเพียง 15 นัด และไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมหลังจากนั้น ก่อนจะถูกปล่อยให้หลายทีมยืมตัวไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เบอร์มิงแฮม เวสต์แฮม หรือแม้กระทั่ง เอฟซี รอสตอฟ ในรัสเซีย รวมไปถึงทีมเก่าอย่าง แบล็คเบิร์น ทว่าไม่มีทีมไหนที่ทำให้เขากลับมาแจ้งเกิดได้เลย 

จนกระทั่งในปี 2013 สัญญาอันยาวนานระหว่างเขากับสเปอร์สก็หมดลง เขากลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่ 1 ปี ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2014 ด้วยวัยเพียง 29 ปี 

อย่างไรก็ดี ผลงานในสนามไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ชีวิตนักฟุตบอลอาชีพต้องลงเอยแบบนี้

 

อีโก้ที่เยอะไป 

“เดวิด เบนท์ลีย์ ก็คือ เดวิด เบนท์ลีย์ เขาไม่ได้โคตรเก่งเหมือนอย่างมาราโดนา เขาเล่นให้อังกฤษ และการถูกอวยก็เริ่มขึ้นจากตรงนั้น” สตีเฟน ฮันท์ อดีตกองกลาง เรดดิง กล่าว 

เบนท์ลีย์ เป็นนักเตะที่อยู่ในสปอตไลท์ตั้งแต่เขาเป็นดาวรุ่ง จากการถูกขนานนามว่าเป็น เบ็คแฮม คนต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีอีโก้เกินกว่าความสามารถที่แท้จริง 

เขามีปัญหาเรื่องทัศคติ ที่เป็นมาตั้งแต่สมัยอยู่แบล็คเบิร์น และเคยปฏิเสธที่จะเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 21 ปีสมัยที่มี สจ๊วร์ต เพียร์ซ คุมทัพ โดยอ้างเหตุผลถึงความเหนื่อยล้า 

“ในหัวของเขา เขาคือ เดวิด เบ็คแฮม คนต่อไป ในความเป็นจริง เขาไม่ได้มีทัศนคติหรือความสามารถที่ใกล้เคียงเลย” พอล อินซ์ อดีตผู้จัดการทีมแบล็คเบิร์นกล่าวในบทความที่เขียนให้ The Sun เมื่อปี 2009

“เบนท์สเป็นคนน่ารัก แต่มีปัญหาด้านทัศนคติ เราเคยไปเยอรมนีกันในช่วงเข้าค่ายเก็บตัวก่อนเปิดฤดูกาล และไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจเขา ในขณะที่นักเตะทุกคนต่างกำลังซ้อมหนักอย่างบ้าคลั่ง ยกเว้นแค่ เดวิด เขาหัวเราะและป่วนไปทั่ว” 

“ท้ายที่สุดผมส่งเขากลับบ้าน คุณอาจจะต้องมีความเคารพกับเพื่อนร่วมทีม แต่เบนท์สไม่ได้แสดงให้เห็น”

สิ่งที่สามารถอธิบายในเรื่องนี้น่าจะเป็นนิสัยรักสนุกของเบนท์ลีย์ แต่ในบางครั้งมันเกินเลย และดูไม่มีกาละเทศะ ครั้งหนึ่งเขาเคยราดน้ำเรดแนปป์ ต่อหน้านักข่าวขณะกำลังสัมภาษณ์สด หรือแม้กระทั่งแหกกฎห้ามรับประทานหลัง 1 ทุ่มของคาเปลโล ตอนรับใช้ทีมชาติอังกฤษ ด้วยการสั่งแมคโดนัลด์ เข้ามาส่งถึงโรงแรม

“เขาพูดว่า ‘เดี๋ยวฉันจัดการเอง’ แล้วก็โทรหาเพื่อนของเขา” จิมมี บุลลาร์ด อดีตกองกลางฟูแลมที่ติดทีมชาติในช่วงเดียวกันกับเบนท์ลีย์ กล่าวในหนังสือ Bend It Like Bullard เมื่อปี 2014 

“ซักครึ่งชั่วโมง เพื่อนของเบนท์ลีย์ ก็มาเคาะประตูพร้อมกับถุงแม็คโดนัลด์ ที่เต็มไปด้วยบิ๊กแม็คและมันฝรั่ง นายมันสุดยอดจริงๆ”

เบนท์ลีย์ ยังทำตัวเหมือนพวกซูเปอร์สตาร์ที่หลงใหลในแสงสี เมื่อชอบแต่งตัวหรูหรา ขับรถราคาแพง และออกไปงานปาร์ตีเป็นประจำ ในขณะเดียวกันเขายังชอบเล่นการพนัน ที่วันๆ หนึ่งต้องมีเงินไม่ต่ำกว่า 100 ปอนด์ (ราว 4,000 บาท) ลอยออกจากกระเป๋า

“เขาดูเหมือนจะคิดว่าเขาเป็นเพลย์บอย เหมือนกับ เดวิด เบ็คแฮม แต่ไม่ได้มีในเรื่องคุณภาพ” พอล มิลเลอร์ อดีตกองหลังสเปอร์กล่าว 

“เขาอยู่ในรูปทุกรูป แต่อยู่ในเวลาที่ผิดที่ผิดทางไปหมด เขาควรกลับไปสู่จุดเริ่มต้นนั่นคือการมีสมาธิกับฟุตบอล” 

คืนหนึ่งในฤดูกาลที่ 2 กับสเปอร์ส หลังจากหวดเบียร์ไปสี่ไพน์ (ราว 1.8 ลิตร) และเหล้าสปิริตไป 2 ช็อต เขาก็ควบปอร์เช 911 ฟาดเข้ากับเสาไฟอย่างจัง โชคยังดีที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย 

“เดวิด บอกว่ามันเหมือนกับโดนโทรปลุก บางทีมันอาจจะต้องเป็นแบบนั้น มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นเขา แต่ใครๆ ก็พูดกันว่าหวังว่าหมอนั่นจะเข้าใจสักทีว่าอะไรเป็นอะไร” เรดแนปป์ย้อนความหลังกับ The Guardian  

แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้เตือนสติอะไรเขาเลย เมื่อหลังจากนั้นไม่กี่เดือน เขาและเรดแนป์ ก็มาปะทะคารมกันในเกมแข่งซ้อมลับที่พบกับ เกรย์ แอธเลติก หลัง เบนท์ลีย์ เล่นอย่างไม่ตั้งใจราวกับดูถูกคู่แข่งจนทำให้ กุนซือชาวอังกฤษไม่พอใจ davidbentley161019

“เบนท์ลีย์ ล้อเล่นตลอดทั้งเกม ทั้งตอกส้น หรือเตะหน้าเท้าทุกครั้งที่บอลมาที่เขา” แหล่งข่าวไม่ระบุนามกล่าวกับ The Express

“แฮร์รีถามเบนท์ลีย์ว่านายกำลังทำอะไร และจากนั้นพวกเขาก็ทะเลาะกัน”

ด้วยทัศนคติเช่นนี้ ทำให้สมัยที่เล่นให้สเปอร์ส เขาต้องหลุดออกจากทีมทั้งที่ อารอน เลนนอน ปีกขวาตัวจริงได้รับบาดเจ็บ และถูกแย่งตำแหน่งจาก ไคล์ นอห์ตัน ซึ่งไม่ได้เป็นปีกอาชีพด้วยซ้ำ 

“เดวิดเป็นผู้เล่นที่มองและคิดว่า ‘รอก่อนเถอะ ผมไม่ได้อยู่ในทีมแม้กระทั่งตอน อารอน เลนนอน ได้รับบาดเจ็บ บางทีอาจจะถึงเวลาที่ต้องย้ายทีมเสียแล้ว’” เรดแนปป์อธิบาย  

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเขาจะมีเวลาอยู่ในเส้นทางลูกน้อยที่ควร แต่บางทีมันอาจจะดีแล้วสำหรับเขา 

 

จบเพื่อเริ่มใหม่ 

หลังแขวนสตั๊ด เบนท์ลีย์ ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายไปอยู่ที่สเปน และที่นั่นก็ทำให้เขาได้เจอกับสิ่งที่รักนั่นคือการทำธุรกิจ เขานำเงินไปลงทุนกับธุรกิจมากมาย รวมไปถึงการเปิดร้านอาหารที่ชื่อว่า La Sala ที่แคว้นเอสเซก ที่อยู่ทางตะวันออกของลอนดอน  

เขายังมีบาร์และร้านอาหารอีกหลายที่ และลงทุนในธุรกิจทำความสะอาดและบริษัทบัญชี และล่าสุดเพิ่งจะเปิดบริษัทขายวัสดุปูพื้นในชื่อ GFF Bentley and Howell SH3QQ7653XS3U6Y996JP

“ปู่ของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับพื้นมา 25 ปี ผมมาจากจากสิ่งนั้น พ่อของผมก็เป็นช่างทำพรมให้เขา มันมีประวัติศาสตร์ที่นั่น” เบนท์ลีย์ กล่าวกับ Mirror

“มันเป็นสิ่งที่ผมคิดตอนที่เล่นฟุตบอลมั้ยว่าผมจะมาทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้ปูพื้น? ไม่เลย”

“ผมอยากจะแตกสาขาไปในธุรกิจอื่นที่ต่างไปตั้งแต่ที่ผมเลิกเล่น และผมก็ได้แม่และน้องเขยมาทำงานให้ผมในเรื่องการจัดการโชว์รูม มันเป็นธุรกิจของครอบครัว”

การทำธุรกิจ ทำให้เบนท์ลีย์ ได้เจอกับสิ่งที่ตามหามาตลอด ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ตอนที่เขาเป็นนักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อว่าไม่ประสบความสำเร็จ 

“ผมรักฟุตบอล แต่ผมก็รักในด้านนี้เช่นกัน มันช่วยกระตุ้นผม ผมถูกเลี้ยงมาให้ยุ่งตลอดเวลา ทำงานหนักตลอดเวลา และทำในสิ่งที่รักเสมอ และผมก็เป็นคนที่คิดถึงสิ่งที่อยู่ในใจมากกว่าในหัว” เบนท์ลีย์กล่าวต่อ article-2699379-1F0CB74C00000578-413_634x423

“ในหัวของผม ผมควรจะเล่นฟุตบอลต่อไป แต่หัวใจผมบอกว่า ‘ถึงเวลาที่ต้องไปได้แล้ว’” 

“ผมทำทุกอย่างแบบนั้น ทุกอย่างที่ผมทำมันเป็นโปรเจคที่มาจากความหลงใหล  ผมอยู่ในวงการพื้นเพราะว่าผมรักผู้คนที่ทำงานด้วย แค่รักมัน และตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังงานที่ล้นเหลือ ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความฝัน” 

แม้ว่าการต้องเลิกเล่นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 อาจจะดูน่าเสียดายในสายตาคนอื่น แต่สำหรับ เบนท์ลีย์ อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเขา เพราะมันทำให้เขาได้เจอกับสิ่งที่ใช่เร็วขึ้น และทำให้รู้ว่าชีวิตของเขาเกิดมาเพื่ออะไร 

“ผมเลิกเล่นตั้งแต่ยังหนุ่ม ผมได้รับข้อเสนอ แต่มันอาจจะทำให้ผมต้องจากครอบครัวหรือคนที่คุณอยู่ด้วย” อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษกล่าวกับ Bishop Stortford Independent 

“การทำในสิ่งอื่นบ้าง ทำให้ผมมีอิสระในการปรับตัวสำหรับชีวิตของผม และมันก็ดีกว่าสำหรับผม ผมมีความสุขกว่าเดิม”  

ตอนนี้ธุรกิจของเบนท์ลีย์ กำลังไปได้สวย เขามีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมากมาย แน่นอนมันอาจจะไม่ได้ทำให้เขาโด่งดังเหมือนกับสมัยเป็นนักฟุตบอล แต่มันทำให้เขามีความสุข ที่น่าจะสำคัญกว่า สำหรับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง 223ceab15bf3cae72c0e3391a065ec72

“เมื่อคุณเล่นฟุตบอล สโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของคุณ คุณต้องบอกพวกเขาว่าคุณจะไปที่ไหน ทำอะไร และทำอย่างไร ใช่ คุณอาจจะได้เงินดี แต่เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต มันเรื่องของสมดุลย์ในชีวิตมากกว่า” เบนท์ลีย์ กล่าว

“คุณขังตัวเองจากโลกภายนอกตอนที่เล่นฟุตบอล เพราะคุณกลัวว่าพวกเขาจะพูดอะไรเกี่ยวกับคุณ หรือรูปอะไรที่พวกเขาได้มา” 

“ตอนนี้ ด้วยธุรกิจทั้งหมดที่หลากหลาย ทำให้ผมสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนที่ทำให้ชีวิตของผมสนุกมากขึ้น มันเป็นอะไรที่ทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น”

ใส่ความเห็น