Uncategorized

เปิดตำนานสองล้อพันธุ์ดุสัญชาติอินเดียผ่านกาลเวลากว่า 100 ปี

เปิดตำนานสองล้อพันธุ์ดุสัญชาติอินเดียผ่านกาลเวลากว่า 100 ปี

คุณจินตนาการว่าตัวเองจะเท่แค่ไหน หากได้ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลก?

 

สิงห์นักบิดทุกคนคงมีภาพดังกล่าวอยู่ในใจ แต่หากเราถามคำถามต่อไป “มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลก คือยี่ห้ออะไร?” หลายคนอาจนึกคำตอบไม่ออก

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคุณไม่รู้ มีแบรนด์มอเตอร์ไซค์มากมายอยู่บนโลกใบนี้ จากหลายฐานผลิตทั่วโลก ตั้งแต่ ญี่ปุ่น จนถึง สหรัฐอเมริกา แต่หากเราบอกคุณว่า แบรนด์มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลก และยังคงผลิตในปัจจุบัน อยู่ที่ประเทศอินเดีย คุณจะเชื่อหรือไม่…

เราจะพาคุณเปิดตำนาน Royal Enfield สองล้อพันธุ์ดุจากอินเดีย ที่ผ่านการเดินทางมายาวนานกว่า 100 ปี

 

MADE LIKE A GUN

เรื่องราวของ Royal Enfield เริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1891 หลังชายชาวอังกฤษ 2 ราย ได้แก่ อัลเบิร์ต เอียดี และ โรเบิร์ต วอล์คเกอร์ สมิท เข้าซื้อบริษัทจักรยาน George Townsend & Co.ที่ประสบปัญหาการเงินมานานหลายปี

ไม่ใช่เรื่องง่ายในการพลิกฟื้นธุรกิจที่กำลังขาดทุน แต่เจ้าของรายใหม่ทั้งสอง ไม่ใช่แค่นักธุรกิจทั่วไป โรเบิร์ต วอล์คเกอร์ สมิท คือ วิศวกรที่จากบริษัทจักรยานคู่แข่ง D. Rudge & Co ส่วน อัลเบิร์ต เอียดี เคยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัทจัดหาทรัพยากรผลิตจักรยาน จึงเข้าใจความเป็นไปของธุรกิจนี้อย่างดี

หนึ่งคนทำหน้าที่ประดิษฐ์ อีกคนเสนอขาย บวกกับความกล้าในฐานะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ปี 1893 สองคู่หูคว้าสัญญาผลิตเทียมรถตั้งปืนใหญ่ ให้แก่ Royal Small Arms Factory ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเอนฟิลด์ กรุงลอนดอน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ บริษัทจักรยานของพวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Enfield นับแต่นั้น1901

กิจการของ Royal Enfield ดีขึ้นตามลำดับ พวกเขาสร้างนวัตกรรมใหม่ออกมามากมายหลังจากนั้น ปี 1898 Royal Enfield กระโดดเข้าสู่ธุรกิจยานยนต์เต็มตัว จากการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Quadricycle ก่อนจะหันมาผลิตมอเตอร์ไซค์คันแรกของบริษัท ในปี 1901

“สร้างดุจดั่งปืนใหญ่” คือสโลแกนของ Royal Enfield ชูจุดขายว่ามอเตอร์ไซค์ที่ผลิตขึ้น มีความแข็งแรงทนทานเหมือนอาวุธสงคราม และรวดเร็วราวกับลูกกระสุนปืน สิ่งที่ยืนยันว่า “ปรัชญาทางการค้า” ไม่ใช่เรื่องโกหก คือ การที่กองทัพสหราชอาณาจักร เลือกใช้มอเตอร์ไซค์ Royal Enfield ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รวมถึงได้สัญญาสร้างมอเตอร์ไซค์ให้แก่จักรวรรดิรัสเซีย ในช่วงเวลาเดียวกัน

ความสำเร็จในช่วงสงคราม ผลักดันให้ Royal Enfield ขึ้นสู่แนวหน้าของวงการมอเตอร์ไซค์ แม้จะเกิดเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ในปี 1929 กิจการของ Royal Enfield ไม่ได้รับผลกระทบมาก และสามารถผลิตรถรุ่นใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการอย่างต่อเนื่อง

ภาวะทางการเงินที่มั่นคง ส่งผลให้การคิดค้นมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ของ Royal Enfield ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนแซงหน้าคู่แข่งไปหลายก้าว ปี 1930 Royal Enfield มีมอเตอร์ไซค์ให้เลือกซื้อมากถึง 13 รุ่น ก่อนที่ปี 1931 พวกเขาจะผลิตรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล อย่าง Royal Enfield “Bullet”

 

อังกฤษ สู่ อินเดีย

มอเตอร์ไซค์รุ่น Bullet ช่วยให้ Royal Enfield ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1930’s แม้จะหยุดการพัฒนาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ Royal Enfield สามารถสร้างมอเตอร์ไซค์ 125cc รุ่น Airborne แก่กองทัพกองทัพอังกฤษ ซึ่งมีบทบาทช่วยเหลือเหล่าพลร่มของกองทัพอากาศ เนื่องจากน้ำหนักที่เบา จึงสามารถผูกติดกับร่มชูชีพ และปล่อยลงจากเครื่องบินสู่แนวหลังข้าศึกได้ทันทีunnamed

เมื่อสงครามจบลง Royal Enfield หันกลับมาพัฒนารุ่น Bullet อีกครั้ง ก่อนสร้างชื่อก้องโลกในปี 1948 เมื่อ Bullet รุ่น 350cc และ 500cc สามารถคว้าเหรียญทองจากรายการ THE INTERNATIONAL SIX DAYS’ TRIAL การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ยาวนานที่สุดในโลก จากระยะทางกว่า 1,500 ไมล์บนเทือกเขาแอลป์

ความแข็งแกร่งทนทานของ Royal Enfield Bullet โด่งดังข้ามซึกโลกไปถึงประเทศอินเดีย รัฐชาติขนาดใหญ่ในเอเชียใต้ ที่เพิ่งประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อปี 1947

ในช่วงเวลาดังกล่าว อินเดียกำลังเผชิญหน้าปัญหาความขัดแย้งในเขตชายแดนที่คาบเกี่ยวกับปากีสถาน รัฐบาลจึงต้องการมอเตอร์ไซค์ที่มีความแข็งแรง เหมาะกับการใช้งานในการลาดตระเวนของหน่วยทหาร จากการพิจารณา ประเทศอินเดียพบว่าไม่มีรุ่นไหนเหมาะสมไปกว่า Royal Enfield Bullet อีกแล้วRE

ปี 1953 นายกรัฐมนตรี ชวาหะร์ลาล เนห์รู สั่งซื้อ Royal Enfield Bullet 350 cc จำนวน 800 คัน เพื่อมาใช้งานในประเทศอินเดีย ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์รุ่นดังกล่าวได้รับความนิยมมาก จนเป็นที่ต้องการทั้งในหมู่ทหารและประชาชน

บริษัท Enfield India จึงก่อตั้งขึ้นในปี 1955 เพื่อผลิตรุ่น Bullet ขายในประเทศอินเดียโดยเฉพาะ สวนทางกัน ธุรกิจมอเตอร์ไซค์ในประเทศอังกฤษเข้าสู่ยุคมืดในช่วงปี 1950s ธุรกิจยานยนต์ชื่อดังมากมายต้องปิดตัวลง เช่น Norton หรือ BSA เนื่องจากยอดขายที่ตกต่ำลงตลอดทศวรรษRoyal-Enfield-India-1955

Royal Enfield หนีปัญหาดังกล่าวไม่พ้น และพบกับจุดจบโดยไม่ทันตั้งตัว… รุ่น Bullet ยุติการผลิตที่อังกฤษในปี 1962 ก่อนปิดกิจการถาวรในปี 1971 ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลให้ Royal Enfield Bullet มอเตอร์ไซค์ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ดี หายไปจากแผ่นดินยุโรปในพริบตา

จุดจบของบางสิ่งไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง เรื่องราวของ Royal Enfield เป็นเช่นนั้น พวกเขาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปอย่าง อินเดีย และเริ่มเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของตัวเองขึ้นมา อันกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Royal Enfield ยังคงดำเนินการผลิต จนกลายเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลกในถึงปัจจุบัน

 

THE LEGEND RIDES ON

ปี 1977 หลังย้ายฐานผลิตสู่อินเดียเป็นเวลา 15 ปี Royal Enfield Bullet ถูกส่งกลับไปจำหน่ายที่สหราชอาณาจักร และทวีปยุโรป อีกครั้ง ด้วยภาพลักษณ์ที่แตกต่างออกไป จากเมื่อก่อนที่ใช้จุดขายในฐานะมอเตอร์ไซค์ที่แข็งแรงทนทาน Royal Enfield กำเนิดใหม่อีกครั้ง ในฐานะของมอเตอร์ไซค์สายคลาสสิคRoyal-Enfield-ace-cafe2

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ Royal Enfield ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรักบิ๊กไบค์ทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทย ในฐานะรถโมเดิร์นคลาสสิกที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังคงสมรรถนะในการขับขี่ทางไกล อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์ Royal Enfield

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหาก Royal Enfield จะได้รับความนิยมมากขึ้น แม้จะมีการตั้งคำถามในเรื่องของคุณภาพ จากการผลิตในประเทศอินเดีย ซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก เช่น เยอรมัน, ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา แต่ Royal Enfield พิสูจน์ให้เห็นว่ามอเตอร์ไซค์ของพวกเขา มีคุณภาพเทียบไม่ต่างจากแบรนด์ยานยนต์จากประเทศอื่น

ปี 2013 Royal Enfield ส่งออกมอเตอร์ไซค์ 3,500 คันสู่ต่างประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่สุด เพียงพริบตา ปี 2018 Royal Enfield สามารถสร้างยอดซื้อในประเทศไทยสูงถึง 1,400 คัน และสามารถขยายฐานผลิตสู่สหรัฐฯ ถือการเติบโตที่รวดเร็วมาก ในระยะเวลาห่างกันเพียง 5 ปีroyal-enfield-launches-bullet-trials-350-and-500

หากเปรียบ Royal Enfield เป็นมนุษย์สักคน คงต้องบอกว่าชีวิตของมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้ ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้ง ตะลุยสงครามกับเหล่าทหาร, ฝ่าฝันการแข่งขัน 6 วันบนเทือกเขา, ย้ายถิ่นฐานสู่ดินแดนอันห่างไกล กระทั่ง พิสูจน์ตัวเองใหม่จนได้รับการยอมรับอีกครั้ง

แต่ถึงจะผ่านประสบการณ์รุ่นคุณปู่ Royal Enfield ยังคงความเก๋าในแบบฉบับของตัวเองอย่างครบถ้วน หากคุณมองไปที่มอเตอร์ไซค์ของพวกเขาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Classic models, Bullet 500 หรือ Himalayan คุณจะมองเห็นความเท่ในรูปแบบ old-fashioned พร้อมทั้งแฝงลูกเล่น funky ในตัว

“The Legend Rides On” หรือ “ตำนานมุ่งหน้าต่อไป” คือประโยคที่สามารถอธิบายเรื่องราวของ Royal Enfield ได้ดีที่สุด มอเตอร์ไซค์คันนี้เก่าแก่ที่สุดในโลก และผ่านการเดินทางมานานกว่า 100 ปี แต่ถนนเบื้องหน้าคือบททดสอบต่อไป และไม่ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน Royal Enfield จะพาตำนานและความสำเร็จของพวกเขาติดตัวไปอย่างแน่นอน

ใส่ความเห็น