Uncategorized

คดีดยัตลอฟ การเสียชีวิตปริศนาของนักสกี 9 รายในรัสเซีย

คดีดยัตลอฟ การเสียชีวิตปริศนาของนักสกี 9 รายในรัสเซีย

ภูเขาแห่งความตาย, ลางร้ายบอกเหตุ, การเดินทางที่ผิดแผน, เส้นทางมรณะ, หลักฐานจากไดอารี่, วิ่งหนีเอาชีวิตรอด และ ความตายอันเป็นปริศนา 

 

ทั้งหมด คือ คำศัพท์ที่เราสามารถพบเจอในนิยายสยองขวัญสักเรื่อง แต่จะระทึกขวัญมากแค่ไหน หากทุกสิ่งที่กล่าวมา เกิดขึ้นบนโลกแห่งความจริง ในเรื่องเล่าสุดลึกลับที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้

พบกับเรื่องราวของ “คดีดยัตลอฟ” การเสียชีวิตปริศนาของนักสกีชาวรัสเซีย 9 ราย ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ตราบจนทุกวันนี้….

สู่เทือกเขาอูรัล

เรื่องราวสยองขวัญชวนขนลุกครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 1959 เริ่มต้นจาก อิกอร์ ดยัตลอฟ นักสกีชาวรัสเซียวัย 23 ปี พร้อมกับเพื่อนจากสถาบันโพลีเทคนิคอูรัล อีก 9 คน วางแผนเดินทางสู่เทือกเขาอูราลเหนือ โดยมีจุดหมายคือการเล่นสกีบนยอดเขาโอทอร์เทน อันมีความหมายตามภาษามันซีว่า “อย่าไปที่นั่น”

ยูริ โดโรเชนโก, ลุดมีลา ดูบีนีนา, จอร์จี คริวอนิเชนโก, อเล็กซานเดอร์ โคเลวาตอฟ, ซิเนียดา คอลโมโกโลวา, รุสเต็ม สโลโบดิน, นิโคไล ธิโบต์-บริกโนลเลส, เซมิออน โซโลทาร์ยอฟ และ ยูริ ยูดิน

พวกเขาคือผู้ร่วมเดินทางสู่เทือกเขาอูราล โดยทั้งหมดรวมถึงดยัตลอฟ คือ นักปีนเขามีประสบการณ์ ผ่านการรับรองขั้น 2 และจะก้าวขึ้นสู่ขั้น 3 อันเป็นระดับสูงสุดของนักปีนเขาในสหภาพโซเวียต หากสำเร็จภารกิจดังกล่าว

การเดินทางเริ่มต้นในวันที่ 23 มกราคม ปี 1959 นักสกีทั้ง 10 นั่งรถไฟจากใจกลางแคว้นสเวียร์ดลอฟสค์ สู่เมืองเซลอฟ ที่อยู่ตอนเหนือขึ้นไปราว 350 กิโลเมตร คณะเดินทางตั้งเวลาการผจญภัยครั้งนี้ไว้ 14 วัน ถือเป็นเวลาไม่มากไม่น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับความหฤโหดของเส้นทาง ซึ่งจัดอยู่ใน “ประเภท 3” ระดับยากที่สุด

คณะของดยัตลอฟถึงเมืองเซรอฟในช่วงเช้าของวันที่ 24 พร้อมกับลางร้ายที่เริ่มส่งสัญญาณเตือน หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม จอร์จี ถูกตำรวจจับกุมข้อหาส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นบนรถไฟ แม้จะถูกปล่อยตัวภายหลัง แต่คณะเดินทางยังถูกกล่าวหาว่าขโมยเหล้าว็อดกาจากคนเมารายหนึ่ง

กลุ่มนักสกีเดินทางต่อไปด้วยรถไฟสู่เมืองไอฟ์เดล ก่อนเดินทางขึ้นเหนือด้วยรถบัสสู่เมืองวิซเฮย์ แหล่งพำนักสุดท้ายของมนุษย์ก่อนเข้าสู่เขตภูเขาไร้ที่อยู่อาศัย วันที่ 27 มกราคม คณะของดยัตลอฟ เดินทางขึ้นเหนือ 24 กิโลเมตรด้วยรถลากหิมะ ก่อนเข้าพักที่แคมป์คนงานร้าง ริมแม่น้ำรอซวาDyatlov-pass-group-camera-

เช้าวันถัดมา ยูริ ยูดิน หนึ่งในสมาชิกของคณะปีนเขา ป่วยหนักจนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ คนที่เหลือตัดสินใจเดินทางต่อโดยไม่มีชายผู้โชคร้าย ยูดิน เดินทางกลับสู่เมืองวิซเฮย์เพียงลำพัง สวนทางกับนักสกีอีก 9 คน ที่เดินทางขึ้นเหนือเลียบแม่น้ำรอซวาต่อไป

ยูริ ยูดิน ไม่รู้เลยว่า อาการป่วยครั้งนี้จะช่วยให้เขามีอายุยืนยาวถึง 75 ปี ต่างจากเพื่อนของเขาทั้ง 9 ที่จะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยสาเหตุปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

 

ภูเขาแห่งความตาย

“วันนี้คือคืนแรกที่พวกเรานอกพักกันในเต็นท์ พวกผู้ชายกำลังวุ่นวายกับการเตรียมกองไฟ เราทำบางสิ่งสำเร็จ บางสิ่งไม่สำเร็จ แต่ไม่ว่าอย่างไร เรานั่งกินมื้อค่ำรอบกองไฟร่วมกัน”

“หลังกินข้าวเสร็จ ทุกคนเข้าไปนอนในเต็นท์ แต่ไม่มีใครอยากนอนข้างกองไฟ เราตกลงกันว่า จอร์จีจะเป็นคนเสียสละนอนตรงนั้น แต่ผ่านไป 2 นาที จอร์จีก็เปลี่ยนที่พร้อมกับบ่นเสียงดัง เรานอนไม่หลับกันสักพัก เพราะทุกคนเถียงกันเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง”Unknown-origin-Dyatlov-photos-08

บันทึกจากไดอารี่ของหนึ่งใน 9 นักสกี ที่บรรยายการถกเถียงเรื่องนอนข้างกองไฟ บ่งบอกว่าการเดินทางของพวกเขาปกติเพียงใด คณะของดยัตลอฟ เดินทางต่อไปจนสุดแม่น้ำรอซวา ก่อนหันสู่ทิศตะวันตกเพื่อเข้าสู่แนวเทือกเขา วันที่ 29 มกราคม พวกเขาตั้งแคมป์ข้างภูเขา Hoy Ekva 733 แปลความหมายตามภาษามันซีว่า “ผู้หญิงห้ามผ่าน”

คณะเดินทางอันประกอบด้วยผู้หญิง 2 ราย (ลุดมีลา และ ซิเนียดา) เดินทางผ่านภูเขาดังกล่าวสู่เทือกเขาอูรัล วันที่ 31 มกราคม ผู้เดินทางทั้ง 9 เริ่มต้นปีนขึ้นสู่เทือกเขา การเดินทางเริ่มไม่เป็นไปตามคาด สภาพอากาศย่ำแย่กว่าที่คาดไว้มาก คณะเดินทางเริ่มกินอาหารที่กักตุนไว้สำหรับขากลับ เพื่อลดน้ำหนักที่บรรจุในกระเป๋า

“ลมพัดรุนแรงมาก ความเร็วเดียวกับเครื่องบินขณะขึ้นสู่ฟากฟ้า พื้นน้ำแข็งอยู่ทุกที่รอบตัว”

“ตอนนี้เป็นเวลา 4 โมงเย็น เราจำเป็นต้องหาสักแห่งเพื่อตั้งแคมป์ที่พัก เรากำลังลงไปยังหุบเขาออสปิยา ที่นั่นมีหิมะน้อยกว่า และลมพัดเบาค่อนข้างช้า ดีกว่าหิมะตรงนี้ที่ลึกลงไปกว่าหนึ่งเมตร”

“พวกเราหมดแรงและเหนื่อยล้า เริ่มจะขาดแคลนไม้สำหรับก่อกองไฟ ส่วนใหญ่เปียกหรืออ่อนเกินไป วันนี้เรากินข้าวกันในเต็นท์ มันอุ่นกว่าข้างนอก ยากเหลือเกินที่จะจินตนาการถึงความสะดวกสบายบนภูเขา ท่ามกลางเสียงลมที่โหยหวนแบบนี้”

บันทึกจากไดอารี่ของดยัตลอฟ หัวหน้ากลุ่ม บอกเล่าความโหดร้ายบนภูเขาที่พวกเขาไม่อาจรับมือไหว คณะเดินทางตัดสินใจหันหลังกลับสู่แม่น้ำรอซวา แต่แทนจะกลับทางเก่า นักสกีทั้ง 9 เลือกเดินผ่านเส้นทางลัด ถนนที่ภายหลังถูกเรียกว่า “The Dyatlov Pass” ทางผ่านมรณะของดยัตลอฟ

วันที่ 1 มกราคม คณะของดยัตลอฟ ออกเดินทางท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ พวกเขาเดินทางเพียง 4 กิโลเมตร จึงหยุดพักตั้งแคมป์ โดยไม่รู้เลยว่า นักสกีทั้ง 9 ไม่ได้เดินตามเส้นทางที่พวกเขาตั้งใจ แทนที่จะลงใต้ พวกเขากลับล่วงลึกสู่แดนตะวันตก ตั้งแคมป์อยู่บนภูเขา Kholat Syakhl มีความหมายตามภาษามันซีว่า “ภูเขาแห่งความตาย”Unknown-origin-Dyatlov-photos-06

เรื่องราวการผจญภัยของคณะดยัตลอฟ จบลงเพียงเท่านั้น ภาพถ่ายสุดท้ายแสดงให้เห็นกลุ่มนักสกี กำลังตั้งเต็นท์อยู่บนพื้นหิมะ เวลา 5 โมงเย็น ที่พักทั้งหมดถูกจัดตั้ง ทุกคนรวมตัวกินมื้อค่ำจนถึง 1 ทุ่ม สองสมาชิก นิโคไล และ เซมิออน เดินทางออกจากเขตแคมป์เพื่อพักผ่อนส่วนตัว

นี่คือเรื่องราวสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ หลังจากนั้นไม่นาน เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ทำให้สมาชิกทั้ง 9 หนีตายอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนพบจุดจบแสนสยองเกินจินตนาการ…

 

ค้นหาผู้เสียชีวิต

ก่อนออกเดินทาง หัวหน้าคณะอย่าง อิกอร์ ดยัตลอฟ แจ้งกับสโมสรกีฬาของสถาบันโพลีเทคนิคอูรัล จะโทรเลขเพื่อแจ้งข่าว ทันทีที่พวกเขากลับสู่เมืองวิซเฮย์ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ แต่เมื่อวันในกำหนดการมาถึง ไม่มีวี่แววการติดต่อกลับจากกลุ่มนักสกีKrivonischenko-camera-film1-28

ยูดิน ผู้เดินทางกลับก่อนจากอาการป่วย ยังมองโลกในแง่บวก เนื่องจาก ดยัตลอฟ บอกเขาไว้ว่า การเดินทางครั้งนี้อาจนานกว่า 14 วัน ที่เคยคาดไว้ตอนแรก เขาเฝ้ารอวันแล้ววันเล่า สัญญาณจากเพื่อนทั้ง 9 ไม่เคยถูกส่งกลับมาจากเทือกเขาทางตอนเหนือ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เกือบหนึ่งเดือนหลังคณะปีนเขาออกเดินทาง ภารกิจดำเนินการค้นหาคณะของดยัลตอฟ เริ่มต้นขึ้น

กลุ่มผู้ค้นหา ซึ่งมีทั้ง ตำรวจ, ทหาร และ อาสาสมัครจากมหาวิทยาลัย เดินทางสู่เทือกเขาอูราลโดยตรง ผ่านทางตะวันตกจากเมืองวิซเฮย์ ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกับคณะดยัตลอฟ ที่เดินทางขึ้นเหนือตั้งแต่ต้น กว่าจะค้นพบร่องรอยแรกของของกลุ่มนักสกี ก็เข้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เมื่อกลุ่มอาสาสมัครค้นพบเต็นท์บริเวณเนินของภูเขาแห่งความตายinx960x640

เรื่องราวอันน่าพิศวงเริ่มต้นขึ้นตรงนี้ เต็นท์ที่พวกเขาค้นพบมีสภาพยับเยิน และฝังอยู่ใต้พื้นหิมะ ราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างทำลาย ตำรวจพบรอยกรีดจากด้านใน ขณะที่ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า, อุปกรณ์สกี, กล้องถ่ายรูป แม้กระทั่งรองเท้า ยังอยู่บริเวณที่พักตรงนั้น

ไม่มีทางที่นักสกีมากประสบการณ์ จะเดินออกจากเต็นท์ตัวเปล่า โดยไม่พกอุปกรณ์ยังชีพ ท่ามกลางความโหดร้ายของภูเขาหิมะ เว้นเสียแต่ว่า สิ่งที่ไล่ตามหลังพวกเขามา จะโหดร้ายยิ่งกว่า… ตำรวจสันนิษฐานว่า บุคคลทั้ง 9 หนีออกจากเต็นท์อย่างอลหม่าน ก่อนวิ่งลงจากเนินเขาไป การค้นหาดำเนินต่อจากข้อสันนิษฐานนั้น พลางภาวนาอย่าให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นจริง

ตำรวจเดินตามรอยเท้าของนักสกี บางคนใส่แค่ถุงเท้า บางคนใส่รองเท้าข้างเดียว และบางคนเดินเท้าเปล่า กลุ่มผู้ค้นหาเดินตามจนถึงป่าแห่งหนึ่ง เมื่อพวกเขาเข้าป่าแห่งนั้นราว 500 เมตร รอยเท้าทั้งหมดก็หายไป

ไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อน ตำรวจสั่งขุดพื้นหิมะบริเวณชายป่า ไม่นานนัก ศพผู้เสียชีวิต 2 รายแรกถูกค้นพบ ได้แก่ ยูริ โดโรเชนโก และ จอร์จี คริวอนิเชนโก ทั้งสองวิ่งออกมาจากเต็นท์ด้วยเท้าเปล่า สวมใส่แค่กางเกงชั้นใน ซึ่งเป็นเรื่องที่หาเหตุผลอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนั้น ท่ามกลางอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกถึง -30 องศาเซลเซียสDyatlov-pass-1959-search-138

ความสยองขวัญไม่ได้อยู่แค่สภาพศพ แต่ยังรวมไปถึง พฤติกรรมของบุคคลทั้งสองก่อนเสียชีวิต ตำรวจพบกิ่งไม้สูงขึ้นไป 5 เมตร บนต้นซีดาร์ใกล้บริเวณพบศพ จึงสันนิษฐานว่า ยูริ และ จอร์จี พยายามปีนขึ้นต้นไม้ เพื่อหนีเอาชีวิตรอดจากบางสิ่ง ที่ตามเอาชีวิตทั้งคู่ตั้งแต่บริเวณเต็นท์ การชันสูตรภายหลัง พบผิวหนังทั้งคู่บริเวณลำต้น จึงคาดว่าพวกเขาปีนต้นไม้จนกระทั่งผิวหนังลอก เหลือเพียงเนื้อสดยึดเกาะผิวไม้ ก่อนร่วงลงสู่พื้นดิน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ตำรวจค้นพบศพของผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย ได้แก่ อิกอร์ ดยัตลอฟ และ ซิเนียดา คอลโมโกโลวา ต่อมา วันที่ 5 มีนาคม ค้นพบศพของ รุสเต็ม สโลโบดิน ตำรวจสันนิษฐานว่าทั้ง 3 ผู้โชคร้าย กำลังวิ่งกลับบริเวณเต็นท์ จากการชันสูตร กะโหลกของรุสเต็มได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ตำรวจไม่เชื่อว่านั่นเป็นสาเหตุทำให้เขาเสียชีวิต

ด้วยเหตุนี้ ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 จึงถูกระบุสาเหตุการตายว่า ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia) แปลให้เข้าใจง่ายคือ หนาวตาย นั่นเอง โดยเป็นการเสียชีวิตช่วงเวลา 6 ถึง 8 ชั่วโมง หลังจากมื้อค่ำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ตำรวจไม่สามารถบอกถึงเหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นได้

การค้นหาดำเนินไปอีก 2 เดือน กระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม พวกเขาค้นพบร่างผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ในหุบเหวที่ลึกลงไปกว่าพื้นปกติ 75 เมตร ที่น่าแปลกใจคือ ศพของทั้ง 4 ราย แต่งกายดีกว่า 5 คน และพบการใช้งานเสื้อผ้าของบุคคลที่พบเป็นศพก่อนหน้า เช่น เท้าข้างหนึ่งของ ลุดมีลา ดูบีนีนา ถูกห่อด้วยกางเกงของจอร์จีDyatlov-pass-1959-search-426

การชันสูตรศพของผู้เสียชีวิต 4 รายหลัง พลิกคดีนี้จากหน้าเป็นหลังมือ 3 จาก 4 ราย ได้รับอาการบาดเจ็บสาหัส อันเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต กะโหลกของ นิโคไล ธิโบต์-บริกโนลเลส ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง, ลุดมีลา และ เซมิออน โซโลทาร์ยอฟ เกิดความเสียหายมหาศาลที่บริเวณหน้าอก ในระดับเดียวกับการถูกรถชน แต่ที่น่าแปลกคือ ทั้งคู่ไม่มีบาดแผลภายนอก ราวกับกระดูกช่วงอกของทั้งคู่ ถูกบดละเอียดจากภายใน ด้วยพลังบางอย่าง

ความสยองของ ลุดมีลา และ เซมิออน ไม่จบลงแค่นี้ ร่างของผู้เสียชีวิตรายแรก ถูกพบว่าลิ้นของเธอหายไปจากปาก ขณะที่ร่างของผู้เสียชีวิตรายหลัง ตาทั้งสองข้างของเขาหายไป กระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีการค้นพบอวัยวะที่สูญหายของผู้เสียชีวิตเหล่านี้

ตำรวจพยายามทำการสืบสวนเพื่อค้นหาผู้กระทำผิดหลังจากนั้น แต่ไม่พบร่องรอยของบุคคลอื่นรอบภูเขาแห่งความตาย วันที่ 27 พฤษภาคม มีการยืนยันว่าค้นพบกัมมันตภาพรังสี บนเครื่องแต่งกายของร่างผู้เสียชีวิต 4 รายหลัง

แทนที่จะสืบสาวต่อไป.. ตำรวจสั่งปิดคดีของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ทันทีในวันถัดมา โดยสรุปว่าทั้งหมดเสียชีวิตด้วยฝีมือของ “พลังลึกลับเหนือธรรมชาติ” และทิ้งเรื่องราวทุกอย่างให้เป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

 

ปริศนาที่รอวันคลี่คลาย

โศกนาฏกรรมของนักสกีทั้ง 9 ราย หรือที่รู้จักกันในนาม คดีดยัตลอฟ กลายเป็นหนึ่งตำนานลึกลับสยองขวัญ ที่ถูกกล่าวขานไปทั่วโลกถึงทุกวันนี้ รวมถึง สมมติฐานมากมายเกี่ยวกับเบื้องหลังการเสียชีวิตอันเป็นปริศนา ยังคงผุดขึ้นมาไม่จบสิ้น

สมมติฐานที่ถูกพูดถึง มีตั้งแต่น่าเชื่อถือได้ จนถึงเพี้ยนหลุดโลก ไล่ตั้งแต่ หิมะถล่ม, กินเห็ดพิษ, เสียงความถี่สูง, ลูกบอลสายฟ้า, ถูกฆ่าโดยชาวมันซี, กัมมันตรังสีจากกองทัพ, เครื่องควบคุมสภาพอากาศของเคจีบี, มนุษย์เยติ, การทดลองเทเลพอร์ตของรัฐบาล หรือ มนุษย์ต่างดาวจากยูเอฟโอ 

ไม่ว่าผู้คนจะสันนิษฐานอย่างไร รัฐบาลสหภาพโซเวียต หรือ รัสเซีย ไม่เคยพูดเรื่องนี้ จนกระทั่ง ปี 2018 มีการรื้อฟื้นคดีดยัตลอฟ ขึ้นมาอีกครั้ง ผ่านการชันสูตรร่างของ เซมิออน โซโลทาร์ยอฟ หนึ่งในผู้เสียชีวิต 4 รายหลัง ที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตรังสี

กาลเวลาที่ผ่านมา 60 ปี ทำให้หลักฐานเหลือเพียงน้อยนิด วันที่ 15 มีนาคม ปี 2019 คดีนี้ถูกปิดลง โดยตำรวจจำกัดเบื้องหลังการเสียชีวิตของนักสกีทั้ง 9 เหลือเพียง 3 สมมติฐาน คือ หิมะถล่ม, ถูกทับด้วยแผ่นหิมะโดยเจตนา และ พายุเฮอร์ริเคนpass-memorial

แน่นอนว่า สมมติฐานจากฝั่งตำรวจ ไม่ได้ทำให้คนทั่วไปที่สงสัยคดีนี้พอใจ หลายส่วนยังพุ่งเป้าไปยังการทดลองที่รัฐบาลรัสเซียเก็บเป็นความลับ เนื่องจากข้อสงสัยเกี่ยวกับกัมมันตรังสีที่ค้นพบบนเครื่องแต่งกาย ยังคงไม่ได้รับคำตอบ

การเสียชีวิตของนักสกีในคดีดยัตลอฟ จึงยังคงเป็นปริศนาที่รอวันแถลงไข ตราบใดที่ เส้นทางมรณะของดยัตลอฟ ยังคงอยู่บนแผนที่โลก ไม่มีทางที่คดีลึกลับชิ้นนี้ จะถูกลืมเลือนอย่างแน่นอน

Uncategorized

เปิดตำนานสองล้อพันธุ์ดุสัญชาติอินเดียผ่านกาลเวลากว่า 100 ปี

เปิดตำนานสองล้อพันธุ์ดุสัญชาติอินเดียผ่านกาลเวลากว่า 100 ปี

คุณจินตนาการว่าตัวเองจะเท่แค่ไหน หากได้ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลก?

 

สิงห์นักบิดทุกคนคงมีภาพดังกล่าวอยู่ในใจ แต่หากเราถามคำถามต่อไป “มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลก คือยี่ห้ออะไร?” หลายคนอาจนึกคำตอบไม่ออก

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคุณไม่รู้ มีแบรนด์มอเตอร์ไซค์มากมายอยู่บนโลกใบนี้ จากหลายฐานผลิตทั่วโลก ตั้งแต่ ญี่ปุ่น จนถึง สหรัฐอเมริกา แต่หากเราบอกคุณว่า แบรนด์มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลก และยังคงผลิตในปัจจุบัน อยู่ที่ประเทศอินเดีย คุณจะเชื่อหรือไม่…

เราจะพาคุณเปิดตำนาน Royal Enfield สองล้อพันธุ์ดุจากอินเดีย ที่ผ่านการเดินทางมายาวนานกว่า 100 ปี

 

MADE LIKE A GUN

เรื่องราวของ Royal Enfield เริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1891 หลังชายชาวอังกฤษ 2 ราย ได้แก่ อัลเบิร์ต เอียดี และ โรเบิร์ต วอล์คเกอร์ สมิท เข้าซื้อบริษัทจักรยาน George Townsend & Co.ที่ประสบปัญหาการเงินมานานหลายปี

ไม่ใช่เรื่องง่ายในการพลิกฟื้นธุรกิจที่กำลังขาดทุน แต่เจ้าของรายใหม่ทั้งสอง ไม่ใช่แค่นักธุรกิจทั่วไป โรเบิร์ต วอล์คเกอร์ สมิท คือ วิศวกรที่จากบริษัทจักรยานคู่แข่ง D. Rudge & Co ส่วน อัลเบิร์ต เอียดี เคยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัทจัดหาทรัพยากรผลิตจักรยาน จึงเข้าใจความเป็นไปของธุรกิจนี้อย่างดี

หนึ่งคนทำหน้าที่ประดิษฐ์ อีกคนเสนอขาย บวกกับความกล้าในฐานะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ปี 1893 สองคู่หูคว้าสัญญาผลิตเทียมรถตั้งปืนใหญ่ ให้แก่ Royal Small Arms Factory ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเอนฟิลด์ กรุงลอนดอน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ บริษัทจักรยานของพวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Enfield นับแต่นั้น1901

กิจการของ Royal Enfield ดีขึ้นตามลำดับ พวกเขาสร้างนวัตกรรมใหม่ออกมามากมายหลังจากนั้น ปี 1898 Royal Enfield กระโดดเข้าสู่ธุรกิจยานยนต์เต็มตัว จากการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Quadricycle ก่อนจะหันมาผลิตมอเตอร์ไซค์คันแรกของบริษัท ในปี 1901

“สร้างดุจดั่งปืนใหญ่” คือสโลแกนของ Royal Enfield ชูจุดขายว่ามอเตอร์ไซค์ที่ผลิตขึ้น มีความแข็งแรงทนทานเหมือนอาวุธสงคราม และรวดเร็วราวกับลูกกระสุนปืน สิ่งที่ยืนยันว่า “ปรัชญาทางการค้า” ไม่ใช่เรื่องโกหก คือ การที่กองทัพสหราชอาณาจักร เลือกใช้มอเตอร์ไซค์ Royal Enfield ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รวมถึงได้สัญญาสร้างมอเตอร์ไซค์ให้แก่จักรวรรดิรัสเซีย ในช่วงเวลาเดียวกัน

ความสำเร็จในช่วงสงคราม ผลักดันให้ Royal Enfield ขึ้นสู่แนวหน้าของวงการมอเตอร์ไซค์ แม้จะเกิดเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ในปี 1929 กิจการของ Royal Enfield ไม่ได้รับผลกระทบมาก และสามารถผลิตรถรุ่นใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการอย่างต่อเนื่อง

ภาวะทางการเงินที่มั่นคง ส่งผลให้การคิดค้นมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ของ Royal Enfield ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนแซงหน้าคู่แข่งไปหลายก้าว ปี 1930 Royal Enfield มีมอเตอร์ไซค์ให้เลือกซื้อมากถึง 13 รุ่น ก่อนที่ปี 1931 พวกเขาจะผลิตรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล อย่าง Royal Enfield “Bullet”

 

อังกฤษ สู่ อินเดีย

มอเตอร์ไซค์รุ่น Bullet ช่วยให้ Royal Enfield ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1930’s แม้จะหยุดการพัฒนาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ Royal Enfield สามารถสร้างมอเตอร์ไซค์ 125cc รุ่น Airborne แก่กองทัพกองทัพอังกฤษ ซึ่งมีบทบาทช่วยเหลือเหล่าพลร่มของกองทัพอากาศ เนื่องจากน้ำหนักที่เบา จึงสามารถผูกติดกับร่มชูชีพ และปล่อยลงจากเครื่องบินสู่แนวหลังข้าศึกได้ทันทีunnamed

เมื่อสงครามจบลง Royal Enfield หันกลับมาพัฒนารุ่น Bullet อีกครั้ง ก่อนสร้างชื่อก้องโลกในปี 1948 เมื่อ Bullet รุ่น 350cc และ 500cc สามารถคว้าเหรียญทองจากรายการ THE INTERNATIONAL SIX DAYS’ TRIAL การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ยาวนานที่สุดในโลก จากระยะทางกว่า 1,500 ไมล์บนเทือกเขาแอลป์

ความแข็งแกร่งทนทานของ Royal Enfield Bullet โด่งดังข้ามซึกโลกไปถึงประเทศอินเดีย รัฐชาติขนาดใหญ่ในเอเชียใต้ ที่เพิ่งประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อปี 1947

ในช่วงเวลาดังกล่าว อินเดียกำลังเผชิญหน้าปัญหาความขัดแย้งในเขตชายแดนที่คาบเกี่ยวกับปากีสถาน รัฐบาลจึงต้องการมอเตอร์ไซค์ที่มีความแข็งแรง เหมาะกับการใช้งานในการลาดตระเวนของหน่วยทหาร จากการพิจารณา ประเทศอินเดียพบว่าไม่มีรุ่นไหนเหมาะสมไปกว่า Royal Enfield Bullet อีกแล้วRE

ปี 1953 นายกรัฐมนตรี ชวาหะร์ลาล เนห์รู สั่งซื้อ Royal Enfield Bullet 350 cc จำนวน 800 คัน เพื่อมาใช้งานในประเทศอินเดีย ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์รุ่นดังกล่าวได้รับความนิยมมาก จนเป็นที่ต้องการทั้งในหมู่ทหารและประชาชน

บริษัท Enfield India จึงก่อตั้งขึ้นในปี 1955 เพื่อผลิตรุ่น Bullet ขายในประเทศอินเดียโดยเฉพาะ สวนทางกัน ธุรกิจมอเตอร์ไซค์ในประเทศอังกฤษเข้าสู่ยุคมืดในช่วงปี 1950s ธุรกิจยานยนต์ชื่อดังมากมายต้องปิดตัวลง เช่น Norton หรือ BSA เนื่องจากยอดขายที่ตกต่ำลงตลอดทศวรรษRoyal-Enfield-India-1955

Royal Enfield หนีปัญหาดังกล่าวไม่พ้น และพบกับจุดจบโดยไม่ทันตั้งตัว… รุ่น Bullet ยุติการผลิตที่อังกฤษในปี 1962 ก่อนปิดกิจการถาวรในปี 1971 ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลให้ Royal Enfield Bullet มอเตอร์ไซค์ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ดี หายไปจากแผ่นดินยุโรปในพริบตา

จุดจบของบางสิ่งไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง เรื่องราวของ Royal Enfield เป็นเช่นนั้น พวกเขาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปอย่าง อินเดีย และเริ่มเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของตัวเองขึ้นมา อันกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Royal Enfield ยังคงดำเนินการผลิต จนกลายเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดในโลกในถึงปัจจุบัน

 

THE LEGEND RIDES ON

ปี 1977 หลังย้ายฐานผลิตสู่อินเดียเป็นเวลา 15 ปี Royal Enfield Bullet ถูกส่งกลับไปจำหน่ายที่สหราชอาณาจักร และทวีปยุโรป อีกครั้ง ด้วยภาพลักษณ์ที่แตกต่างออกไป จากเมื่อก่อนที่ใช้จุดขายในฐานะมอเตอร์ไซค์ที่แข็งแรงทนทาน Royal Enfield กำเนิดใหม่อีกครั้ง ในฐานะของมอเตอร์ไซค์สายคลาสสิคRoyal-Enfield-ace-cafe2

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ Royal Enfield ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรักบิ๊กไบค์ทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทย ในฐานะรถโมเดิร์นคลาสสิกที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังคงสมรรถนะในการขับขี่ทางไกล อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์ Royal Enfield

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหาก Royal Enfield จะได้รับความนิยมมากขึ้น แม้จะมีการตั้งคำถามในเรื่องของคุณภาพ จากการผลิตในประเทศอินเดีย ซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก เช่น เยอรมัน, ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา แต่ Royal Enfield พิสูจน์ให้เห็นว่ามอเตอร์ไซค์ของพวกเขา มีคุณภาพเทียบไม่ต่างจากแบรนด์ยานยนต์จากประเทศอื่น

ปี 2013 Royal Enfield ส่งออกมอเตอร์ไซค์ 3,500 คันสู่ต่างประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่สุด เพียงพริบตา ปี 2018 Royal Enfield สามารถสร้างยอดซื้อในประเทศไทยสูงถึง 1,400 คัน และสามารถขยายฐานผลิตสู่สหรัฐฯ ถือการเติบโตที่รวดเร็วมาก ในระยะเวลาห่างกันเพียง 5 ปีroyal-enfield-launches-bullet-trials-350-and-500

หากเปรียบ Royal Enfield เป็นมนุษย์สักคน คงต้องบอกว่าชีวิตของมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้ ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้ง ตะลุยสงครามกับเหล่าทหาร, ฝ่าฝันการแข่งขัน 6 วันบนเทือกเขา, ย้ายถิ่นฐานสู่ดินแดนอันห่างไกล กระทั่ง พิสูจน์ตัวเองใหม่จนได้รับการยอมรับอีกครั้ง

แต่ถึงจะผ่านประสบการณ์รุ่นคุณปู่ Royal Enfield ยังคงความเก๋าในแบบฉบับของตัวเองอย่างครบถ้วน หากคุณมองไปที่มอเตอร์ไซค์ของพวกเขาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Classic models, Bullet 500 หรือ Himalayan คุณจะมองเห็นความเท่ในรูปแบบ old-fashioned พร้อมทั้งแฝงลูกเล่น funky ในตัว

“The Legend Rides On” หรือ “ตำนานมุ่งหน้าต่อไป” คือประโยคที่สามารถอธิบายเรื่องราวของ Royal Enfield ได้ดีที่สุด มอเตอร์ไซค์คันนี้เก่าแก่ที่สุดในโลก และผ่านการเดินทางมานานกว่า 100 ปี แต่ถนนเบื้องหน้าคือบททดสอบต่อไป และไม่ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน Royal Enfield จะพาตำนานและความสำเร็จของพวกเขาติดตัวไปอย่างแน่นอน

Uncategorized

ADIDAS F50 ขุดจุดกำเนิดสตั๊ดสายความเร็วที่ ‘เมสซี่’ ใส่ครองโลก

ADIDAS F50 ขุดจุดกำเนิดสตั๊ดสายความเร็วที่ ‘เมสซี่’ ใส่ครองโลก

คนมันเก่งใส่อะไรก็เก่ง … กระบี่อยู่ที่ใจ แค่ไม้ไผ่ก็ไร้เทียมทาน … หรือประโยคใดก็แล้วแต่ที่มีความหมายว่า อุปกรณ์ไม่สำคัญเท่ากับผู้ใช้งาน คือเรื่องจริงที่เราไม่อาจปฎิเสธได้ แต่ก็ใช่ว่าอุปกรณ์ที่มีคุณภาพจะไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป

 

นี่คือเรื่องราวของ อาดิดาส F50 รองเท้าสตั๊ดที่เป็นซิกเนเจอร์ของ ลิโอเนล เมสซี่ นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก ซึ่งว่ากันว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ยอดฝีมืออย่าง เมสซี่ ติดปีกจนเราสามารถกล่าวได้ว่า “วรยุทธใต้หล้า ตัดสินแพ้ชนะ วัดที่ความเร็ว”  

รองเท้าคู่เดียวเปลี่ยนอะไรได้ขนาดนั้นจริงหรือ? ติดตามได้ที่นี่ 

อาดิดาส ผู้ซื้ออนาคต

ลิโอเนล เมสซี่ นักเตะเจ้าของบัลลงดอร์ 6 สมัย และถูกกล่าวขานว่าเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ กลายเป็นภาพจำพร้อมๆ กับรองเท้าสตั๊ดจากแบรนด์ อาดิดาส รุ่น F50 ที่เป็นผู้เขย่ากระแสให้โด่งดังไปทั้งโลกNINTCHDBPICT000573219184-e1587041169588

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าอาดิดาส อยู่กับ เมสซี่ มาตั้งแต่วันที่เขาตั้งไข่ แต่จริง ๆ แล้วมันคือการซื้ออนาคต และการเดินหมากแลกหมัด วัดกันแบบคุณทีผมที … ถ้าจะวาดภาพให้เข้าใจง่ายๆ คือ ปัจจุบัน อาดิดาส คือ เมสซี่ และ ไนกี้ คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ … 2 แบรนด์รองเท้าที่ใหญ่ที่สุด พยายามสร้างอุปกรณ์ให้กับนักเตะที่ดีที่สุดในการสนับสนุนของพวกเขา เพื่อชิงสิทธิ์ความเป็นหนึ่งในโลกลูกหนัง  

เดิมที เมสซี่ ไม่ได้สวมใส่ อาดิดาส ตั้งแต่แรก แต่แบรนด์แอมบาสเดอร์อันดับ 1 ของแบรนด์ 3 แถบ นั้น คือ ผู้นิยมชมชอบกับการสวมใส่ ไนกี้ แบรนด์คู่แข่งมาก่อน

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นนักเตะเยาวชนของ บาร์เซโลน่า โดย บาร์ซ่า นั้นเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของ ไนกี้ โดยมีรุ่นพี่ที่ เมสซี่ เคารพและชื่นชมอย่าง โรนัลดินโญ่ นำร่องมาก่อน และเรื่องดังกล่าวมีอิทธิพลในการเลือกรองเท้าของเมสซี่ เป็นอย่างมาก 

เมสซี่ ตามรอย โรนัลดินโญ่ ด้วยการเซ็นสัญญากับ ไนกี้ ตั้งแต่ที่เขาอายุแค่ 14 ปี ก่อนจะเริ่มปล่อยของด้วยการสวม ไนกี้ รุ่น Tiempo ในศึกชิงแชมป์โลกรุ่นยู 20 ปี 2005 จนพาทีมคว้าแชมป์ไปในท้ายที่สุด ซึ่งจากนั้นเขาก็ยังได้ลองสวมใส่อีกหลายๆ รุ่นทั้ง Mercurial Vapor และ T90 ที่ในช่วงก่อนยุคปี 2010 ทั้ง 2 รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นยอดนิยมของ ไนกี้ เลยทีเดียว 

โรนัลดินโญ่ สร้างอิมแพ็กต์ครั้งใหญ่กับวงการสตั๊ด เขาใส่ ไนกี้ สร้างไวรัลจากวีดีโอคลิปโปรโมตเตะชนคาน ไปจนถึงการลงเล่นในปี 2005 ถึง 2007 ที่ถือว่าเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา 

ดังนั้นไนกี้จึงเกิดอาการติดใจและเล็งไปที่ “ราชารุ่นต่อไป” ที่จะมารอรับช่วงต่อจาก โรนัลดินโญ่ อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ต่อยอดจากเดิมไปอีก และนอกจากนี้ในยุคนั้นมีดาวรุ่งแค่ 2 คนเท่านั้นที่คั่วตำแหน่งราชาคนต่อไป ซึ่งนอกจาก เมสซี่ แล้วก็มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งนักเตะทั้ง 2 สวมใส่ ไนกี้ และสโมสรของพวกเขาก็เป็นพันธมิตรกับ ไนกี้ ในยุคนั้นพอดิบพอดี 

ไนกี้ จ้องจะปิดดีลทั้ง โรนัลโด้ และ เมสซี่ ด้วยสัญญาระยะยาวและสร้างแบรนด์แอมบาสเดอร์คู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค ซึ่งแน่นอนว่าหาก อาดิดาส ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงปล่อยให้ ไนกี้ ได้สัญญาระยะยาวของ โรนัลโด้ และ เมสซี่ ไปพร้อมๆ กัน พวกเขาจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าเดิมแน่นอน ดังนั้น อาดิดาส จึงอัดเม็ดเงินครั้งใหญ่ ในปี 2006 จนคว้า เมสซี่ มาเป็นนักเตะในสังกัดได้ ซึ่งดีลดังกล่าวเป็นการตัดหน้า ไนกี้ ไปอย่างน่าเจ็บใจ

อาดิดาส จำเป็นจะต้องเอา เมสซี่ ที่กำลังขึ้นรุ่นมาให้ได้ เพราะ ณ เวลานั้นแบรนด์แอมบาสเดอร์เบอร์ 1 ของพวกเขาอย่าง ซีเนดีน ซีดาน เตรียมจะแขวนสตั๊ด และ เดวิด เบ็คแฮม ก็เริ่มจะเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพ ซึ่งทั้งคู่นั้นถือว่าเป็นผู้ที่สร้างตำนานให้ อาดิดาส รุ่น พรีเดเตอร์ บูมไปทั่วโลกมาแล้วสมัยที่ยังพีกๆ … และหลังจากหมดรุ่นของ ซีดาน และ เบ็คส์ ไป เมสซี่ ก็จะต้องขึ้นมารับช่วงต่อในฐานะเบอร์ 1 ของแบรนด์ เพื่อดวลกับ ไนกี้ ที่นำโดย โรนัลโด้ นั่นเอง … หลังจากนั้นที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ 

 

F50 ที่ถูกต่อยอดโดย เมสซี่ 

F50 คือรองเท้าสตั๊ดรุ่นที่ อาดิดาส ผลิตมาวางขายตั้งแต่ปี 2004 (ก่อนศึก ยูโร 2004) เพื่อออกมาแย่งชิงตลาดสตั๊ดสายสปีดกับ ไนกี้ ที่มี Mercurial Vapor เป็นทหารเอก โดยที่ชื่อ F50 นั้น เป็นการรำลึก 50 ปี ของเหตุการณ์ที่ เยอรมันตะวันตก ประเทศต้นกำเนิดของค่ายสามแถบ (เยอรมนี ในปัจจุบัน) คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกนั่นเอง690

ในตอนที่สตั๊ดรุ่นนี้ออกวางจำหน่ายในปีแรกๆ นักเตะอย่าง เดเมียน ดัฟฟ์, อาร์เยน ร็อบเบน, ฌิบริล ซิสเซ่ รวมถึง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ (สมัยยังเล่นตำแหน่งปีก) เป็นพรีเซนเตอร์หลักที่สวมใส่รุ่นนี้ แม้ทั้งสามคนจะเป็นนักเตะสายสปีตก็จริง แต่อิมเมจยัง “ไม่ขาย” ทำให้ยอดขายนั้นยังไปไม่สุดเท่าไรนัก 

ประกอบกับหลังจากนั้นไม่กี่ปี ไนกี้ ก็พยายามผลักดัน Mercurial Vapor ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นพรีเซนเตอร์หลักออกมาเขย่าตลาดสตั๊ด จนกระทั่งก้าวสู่จุดสูงสุด ด้วยการใส่สตั๊ดตระกูลนี้ คว้าถ้วย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2007-08 … CR7 ขึ้นมาสร้างภาพจำของ Mercurial Vapor ทดแทน โรนัลโด้ (R9) ที่ใกล้ถึงวันปลดระวางได้สำเร็จ

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ อาดิดาส ไม่รอช้าตอบโต้ ด้วยการปล่อย F50i รุ่นใหม่ของตระกูลออกมาในปี 2009 พร้อมขับภาพแห่งรองเท้าสายสปีดให้ชัดขึ้น ด้วยการลดน้ำหนักของรองเท้าให้เบาลง เปลี่ยนรูปร่างให้เพรียวมากกว่ารุ่นก่อน และเปลี่ยนหนังรองเท้าโดยใช้หนังสังเคราะห์ที่ชื่อว่า “Sprint Skin” ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้น 

และสตั๊ดคู่นี้นี่เองที่ ลิโอเนล เมสซี่ ใส่ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2008-09 ในเกมนั้น เมสซี่ โหม่งประตูตอกฝาโลง พา บาร์เซโลน่า เป็นแชมป์ด้วยการโค่น แมนฯ ยูไนเต็ด ของ โรนัลโด้ อีกต่างหาก … เมื่อทำประตูได้ เขาหยิบรองเท้ารุ่นนี้ที่หลุดตอนแลนดิ้งหลังการโหม่งทำประตูยกขึ้นมาจูบ นั่นเหมือนกับการเป็นประกาศชัยชนะของ F50 ที่มีต่อ Mercurial Vapor ก็ว่าได้ 

จากนั้นเป็นต้นมา ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ เมสซี่ ไม่เคยหันหลังกลับมามองอดีตอีกเลย เขาลงเล่นด้วยความเหนือชั้นและความโหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง อาดิดาส ออก F50 รุ่นต่างๆ มาตีตลาดในทุกๆ ปี โดยเฉพาะซีรี่ส์ F50 Adizero ที่ถือว่าเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดของซีรี่ส์ F50 อีกด้วย เนื่องจาก เมสซี่ ใส่คว้าแชมป์มากมาย รวมถึงกวาดรางวัล บัลลงดอร์ 4 สมัยรวด ตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2012 นั่นเอง 

 

F50 ช่วยเมสซี่จริงหรือ? 

เมสซี่ นั้นเก่งแค่ไหนใครๆ ก็รู้ เขาคือนักเตะที่ทำเรื่องมหัศจรรย์ให้ดูง่ายดายเหมือนกับการเตะบอลอยู่ในสวนหลังบ้าน ว่าง่ายๆ ก็คืออัจฉริยะที่ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยปีจะเกิดขึ้นมาสักคน ดังนั้นมันจึงมีคำถามที่น่าสนใจว่า F50 ที่เคลมว่าเป็นรองเท้าสตั๊ดสายสปีดทำให้เขาติดปีกได้จริงหรือ? หรือจริงๆ แล้วเขาเก่งอยู่แล้วรองเท้าไม่เกี่ยวอะไรเลย? 

คุณสมบัติหลักของ F50 นั้น แน่นอนว่ามีจุดมุ่งหมายออกมาเพื่อนักเตะสายสปีดเป็นหลัก พวกเขาจึงเน้นที่รองเท้าน้ำหนักเบาเอาไว้ก่อน ซึ่งตัวของ เมสซี่ นั้น หลังจากที่เริ่มสร้างภาพจำในฐานะซิกเนเจอร์ของ F50 ในปี 2009 ได้ไม่นาน อาดิดาส ก็ได้ปล่อยรุ่น F50 Adizero ออกมาในช่วงก่อนฟุตบอลโลก 2010 จะเริ่มขึ้น โดยวาง เมสซี่ สานงานสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ต่อไป จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่การปรับน้ำหนักให้เบาลงไปอีก เหลือเพียงข้างละ 165 กรัม hi-res-143336227_crop_north

ซึ่งการถือกำเนิดของ F50 Adizero นี่เองที่เป็นการเริ่มต้นสตั๊ดสายสปีดน้ำหนักเบาของ อาดิดาส โดยมีการทำรุ่นพิเศษไล่เบาอีกหลายครั้ง ซึ่งตัวเลขที่ค่ายสามแถบทำได้เบาที่สุดคือข้างละ 99 กรัมเท่านั้น

ที่ไล่ความยาวมาขนาดนี้เพื่อจะทำให้ทุกท่านได้เห็นว่า หลังจาก F50 ติดตลาดโดย เมสซี่ ฝั่ง อาดิดาส ก็พยายามจะยกระดับและดันรุ่นนี้ให้เป็นรองเท้าฟุตบอลสายสปีดที่ดีที่สุดนั่นเอง

โดยในช่วงยุคหลังๆ นั้น อาดิดาส เชิญ เมสซี่ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบรองเท้า เพื่อให้ได้ F50 ที่เป็นตัวของเขาจริงๆ ชนิดที่ว่าทุกคุณสมบัติที่ผู้สวมใส่จะได้ คือคุณสมบัติของสไตล์การเล่นแบบที่ เมสซี่ ต้องการ 

อันเดรียส คอนดราดส์ (Andreas Kondrads) หนึ่งในผู้บริหารของ อาดิดาส เล่าว่า ก่อนจะออกมาเป็น F50 Adizero Messi รองเท้าซิกเนเจอร์ของยอดดาวเตะอาร์เจนไตน์ ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 นั้น ใช้เวลาในการร่วมออกแบบถึง 2 ปี เลยทีเดียว

“เมสซี่ มีส่วนในการร่วมทดสอบสำคัญๆ ของ F50 Adizero ประมาณ 5-10 รอบ เราไม่ได้แค่สร้างรองเท้าขึ้นมา แต่เราวิเคราะห์การวิ่ง การวางเท้า และการเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติในสนามของเขาด้วยว่าเป็นเช่นไร และเมื่อเขาเห็นรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อเขาเป็นครั้งแรก สีหน้าของเขาบานไปด้วยรอยยิ้ม เหมือนกับตอนยิงประตูได้ เขาใช้มือจับมันและพูดว่าเบามากๆ ซึ่งนั่นหมายความว่า ‘ฉันชอบมัน'” คอนดราดส์ กล่าวกับ Unisport

ส่วนตัวของ เมสซี่ นั้นก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า F50 Adizero ที่เขาเริ่มมีส่วนออกแบบและมีรุ่นซิกเนเจอร์ของตัวเองนั้น เป็นรองเท้าที่ทำให้เขาได้ทั้งความเร็วและความคล่องตัวเพิ่มขึ้น โดยตัวของ เมสซี่ นั้นนิยมชมชอบการใส่รองเท้าสตั๊ดหนังแท้มากกว่า เพราะเขาเชื่อว่ามันจะทำให้เขาเพิ่มออปชั่นจากแค่เร็วอย่างเดียว เป็นการสัมผัสบอลที่เนียนยิ่งกว่าที่เคย แม้จะแลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นก็ตาม 

“ผมชอบใส่รองเท้าหนังแท้มากกว่า เพราะมันทำให้ผมเคลื่อนที่ได้ดีและมีจังหวะจับบอลแรกที่ดีขึ้น ซึ่งทั้ง 2 คุณสมบัตินี้ต้องบอกว่ามีส่วนสำคัญในการเล่นของผมมากๆ หนังแท้ทำให้ผมจับบอลได้ดีกว่าและนั่นทำให้ผมใส่แล้วรู้สึกสะดวกสบายขึ้นเยอะเลย” และนั่นทำให้ทางอาดิดาส ต้องผลิตรองเท้าซิกเนเจอร์ของเมสซี่ที่ใช้หนังแท้ให้เจ้าตัวได้สวมใส่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะด้วย (อันที่จริง F50 Adizero มีทั้งแบบหนังแท้และหนังสังเคราะห์ แต่รุ่น Messi ที่วางจำหน่าย จะมีแค่หนังสังเคราะห์เท่านั้น)

และหากมองย้อนกลับไป สิ่งที่ยืนยันว่า รองเท้า F50 ทำให้เมสซี่มีศักยภาพในการเล่นที่ดีขึ้นได้นั้น มันมีบางสิ่งที่บอกได้ทั้งในแง่ของตัวเลขและสถิติ รวมถึงสไตล์การเล่นของเขาที่สมบูรณ์แบบขึ้นเมื่อลงสนาม

เพราะหลังจากที่ เมสซี่ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นกับ F50i ที่เขาใส่ในนัดชิงชนะเลิศกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2009 สิ่งที่เปลี่ยนไปจากนั้นคือ ทุกๆ ปีที่ผ่านไป นับจากที่ เมสซี่ ได้สวม F50 Adizero คือเขามีสถิติการยิงประตูที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงรอบปฏิทินปี 2012 ที่ เมสซี่ สามารถยิงได้ถึง 91 ลูกรวมทุกรายการ นี่คือสถิติที่หลายคนคิดว่าอาจไม่มีใครทำลายได้อีก

ขณะที่รูปแบบการเล่นที่เห็นได้ด้วยตา คือการเล่นของเมสซี่มีมิติเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี จากที่เคยเป็นนักเตะสายสปีดในวัยทีนเอจ กลายเป็นตัวจบสกอร์ที่ดีขึ้น จนกระทั่งเขาสามารถเป็นตัวสร้างเกมรุกของทีมได้ด้วยทัศนวิสัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ่งที่สังเกตได้คือ “บอลแรก” ของ เมสซี่ นั้น เป็นบอลแรกในระดับที่ไม่น่าจะมีใครเลียนแบบได้ เพราะเมื่อเขาแตะบอลทีแรกมันก็เนียนมากพอจนเขาสามารถกำหนดการเล่นในจังหวะต่อไปได้ทันที ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นการกระชากบอลไปด้วยตัวเอง, จ่ายให้เพื่อน หรือแม้กระทั่งวางเท้ายิงในทันที ทุกอย่างสามารถยืนยันได้ด้วยการคว้ารางวัลบัลลงดอร์ได้ถึง 4 สมัยติดต่อกันตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2012 นั่นเอง barcelona-punish-ten-man-manchester-city-in-f-L-aW81TW

ในฟุตบอลระดับสูงที่นักเตะแต่ละคนมีความเก่งกาจและประสบการณ์ใกล้เคียงกันมากๆ บางครั้งก็ต้องตัดสินกันด้วยจังหวะเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งคุณก็รู้ว่า เมสซี่ คือนักเตะที่ใช้จังหวะเสี้ยววินาทีได้ดีที่สุดในโลก ดังนั้นประโยคที่ว่า “วรยุทธ์ใต้หล้า ตัดสินแพ้ชนะวัดที่ความเร็ว” จึงเหมาะกับการจับคู่ของ F50 และ เมสซี่ อย่างที่สุด 

เรื่องพรสวรรค์นั้นไม่มีกล้าเถียง เมสซี่ แต่ด้วยตัวเลขสถิติการยิง, การแอสซิสต์ รวมถึงรูปแบบการเล่นที่สมบูรณ์แบบขึ้นในทุกๆ ปี ดังนั้นคงพอจะกล่าวได้ว่าอย่างน้อยที่สุด F50 คือรองเท้าที่เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับการเป็นยอดนักเตะอันดับ 1 ของโลกของ เมสซี่ อย่างชัดเจน 

 

ปิดตำนาน F50 สู่ตำนานบทใหม่ 

F50 และ เมสซี่ มีอันต้องยุติความสัมพันธ์กันในปี 2015 เนื่องจาก อาดิดาส ยกเลิกไลน์ผลิตของ F50 ลงโดยสมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างรองเท้าที่เอาใจสายสปีดยิ่งขึ้นอีก นั่นคือรุ่น X … ซึ่งมาถึงตรงนี้ เมสซี่ เองก็ไม่ได้ใส่ X ลงสนามอีกต่อไป

เพราะในช่วงเดียวกันนั้น เมสซี่ ได้มีรองเท้ารุ่นของตัวเองโดยเฉพาะที่มีชื่อว่า Messi ก่อนที่ในปี 2017 อาดิดาส จะเปิดไลน์ผลิตรุ่นใหม่ในชื่อ Nemeziz ซึ่งเป็นรองเท้าที่ เมสซี่ ยังสวมใส่ในปัจจุบัน โดยในส่วนของการออกแบบนั้น ค่ายสามแถบพยายามทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนกับการใช้ผ้าพันเท้า นั่นคือทั้งมีน้ำหนักเบาและเมื่อสวมใส่แล้วจะกระชับเข้ากับเท้ามากขึ้น ซึ่งในรุ่น Nemeziz นั้น เมสซี่ ยังได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมทดสอบและออกแบบ เหมือนกับสมัยที่เคยทำให้ F50 เขย่าโลกลูกหนังในอดีต Messi-Nemeziz-PR

ในส่วนของแฟนบอลหรือผู้บริโภค เราอาจจะมองว่า Nemeziz ก็แค่รองเท้าอีกคู่ของ เมสซี่ ทว่าความจริงนั้นรองเท้ารุ่น Nemeziz นั้นพยายามทำให้ผู้สวมใส่เพิ่มความเร็วและความคล่องแคล่วขึ้น ซึ่งมันก็สอดคล้องกับอายุของ เมสซี่ ที่เข้าสู่หลักสามแล้วซึ่งถือว่าไม่ใช่น้อยๆ และในเมื่อเขายังเป็นมนุษย์ สังขารก็เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับและอยู่กับมันนั่นเอง และหน้าที่ของ Nemeziz นั้นก็เปรียบเหมือนกับ F50 นั่นคือการทำให้ เมสซี่ สามารถรีดศักยภาพจากแต่ละช่วงอายุให้ออกมาได้มากที่สุด  

แต่สุดท้ายแล้ว แม้ อาดิดาส และ เมสซี่ จะก้าวไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่และสวมใส่จนคว้าบัลลงดอร์สมัยที่ 6 แต่ก็ต้องดูกันต่อไปว่า รองเท้ารุ่นนี้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสไตล์การเล่นของ เมสซี่ ที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ จะช่วยดึงศักยภาพของเขาออกมาได้เหมือนกับที่ F50 พาเขาครองโลกได้หรือไม่ 

สำหรับรองเท้า Nemeziz ที่ทำให้ เมสซี่ ทำสถิติเป็นนักเตะที่สามารถคว้ารางวัลบัลลงดอร์ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์นั้น ปัจจุบันในตัวท็อป หรือรุ่น Nemeziz Messi 19.1 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 7,800 บาท ซึ่งแม้แต่การวางจำหน่าย ก็ยังต้องบอกว่า เอาใจ และอิงกับความชอบของเจ้าตัวมากที่สุด เพราะอันที่จริง ในรุ่นนี้ก็มีนักเตะคนอื่นๆ อย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, แซร์จ นาบรี้ และ เจสซี่ ลินการ์ด ใส่ด้วย แถมยังมีทั้งแบบมีเชือก Nemeziz 19.1 ราคา 7,800 บาท กับแบบไร้เชือก Nemeziz 19+ ราคา 10,500 บาท … แต่หากเป็น Nemeziz Messi จะไม่มีแบบไร้เชือกขาย 

ส่วน X รองเท้าที่ถือว่าเป็นทายาทสายตรงของ F50 นั้น ปัจจุบันมีตัวท็อปอยู่ 2 แบบ คือแบบมีเชือก X 19.1 ราคาอยู่ที่ 7,800 บาท และแบบไร้เชือก X 19+ ราคา 10,500 บาท โดยปัจจุบันก็มีนักเตะชั้นแนวหน้าอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ติโม แวร์เนอร์ และ ซน ฮึง-มิน สวมใส่อยู่

สุดท้ายของท้ายสุดของการรู้ว่ารองเท้านี้ดีไม่ดีอย่างไร คือการลองสวมใส่และใช้งานด้วยตนเอง … เพราะฉะนั้นมันจึงมีวลีที่ว่า “ของมันต้องมี” นั่นเอง

Uncategorized

TOYOTA AE86 ตำนานรถส่งเต้าหู้แห่งเขาอากินะ สู่การเป็นรถมือสองราคาแรง

TOYOTA AE86 ตำนานรถส่งเต้าหู้แห่งเขาอากินะ สู่การเป็นรถมือสองราคาแรง

ถ้าพูดถึงมังงะญี่ปุ่นแนวแข่งรถ เรื่องแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของคุณคือเรื่องอะไร? ให้เวลาคิด 4 บรรทัด ถ้าพร้อมแล้วเริ่ม

หมดเวลา! เราไม่รู้หรอกว่าทุกคนนึกถึงเรื่องอะไร แต่ถ้าให้สรุปเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่า “Initial D” น่าจะเป็นผู้ชนะไปอย่างเอกฉันท์ การันตีความนิยมด้วยยอดขายมังงะรวมเล่มที่มากกว่า 48 ล้านเล่ม นอกจากนั้นยังมีการดัดแปลงมาแล้วทั้งฉบับแอนิเมชั่นและภาพยนตร์ (นำแสดงโดย เจย์ โชว์ ซูเปอร์สตาร์แห่งไต้หวัน) รวมถึงตู้เกมที่กวาดเงินเด็กๆ ทั่วโลกมาแล้วมหาศาล เรียกได้ว่าแทบทุกผลิตภัณฑ์ที่ออกมา มีแต่จะทำให้ผู้กี่ยวข้องทุกคน รวย รวย รวย!

และไม่ใช่แค่ความนิยมเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่านั้น แม้กระทั่งรถที่เด่นที่สุดในเรื่อง หรือ “รถพระเอก” อย่าง Toyota Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE86 หรือที่คนเรียกกันติดปากว่า Toyota AE86 ก็โด่งดังเป็นพลุแตกไม่แพ้กัน ส่งผลให้รถรุ่นที่ผลิตในปี 1983-1987 คันนี้ ในตลาดรถมือสองปัจจุบันกลับมีราคาพุ่งสูงขึ้นกว่าตอนที่ออกวางจำหน่ายในตอนแรกเสียอีก

ครั้งนี้เราจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปรู้จัก Toyota AE86 ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการเป็นตำนานแห่งเขาอากินะ และการเป็นรถมือสองราคาแรงในปัจจุบัน ติดตามได้ที่นี้DSCN1612

 

 

ตำนานแห่งเขาอากินะ

นอกจากเรื่องรูปโฉมของรถ ความแรงของเครื่องยนต์ ที่ทำให้ Corolla Levin และ Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE86 ได้รับความนิยม และกลายเป็นหนึ่งในรถรุ่นที่นักแข่งมักจะนำมาลงสนามแล้วนั้น แน่นอนว่าอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ AE86 โด่งดังเป็นพลุแตก ก็หนีไม่พ้นการที่ อาจารย์ ชูอิจิ ชิเงโนะ นักเขียนมังงะชาวญี่ปุ่นได้สร้างสรรค์ผลงานแนวรถแข่งในชื่อ Initial D ขึ้นมา และให้ตัวเอกของเรื่องอย่าง “ทาคุมิ ฟูจิวาระ” ใช้รถ Toyota Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE86 3 ประตู สีแพนด้า (ขาว-ดำ) เป็นรถประจำกาย shuichi_shigeno_and_his_cars_by_topgae86turbo_d5q5hq3-fullview

สาเหตุที่อาจารย์ผู้เขียนเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวการผจญภัยในโลกแห่งความเร็วของ ทาคุมิ ผ่านรถ Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE86 ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ตัวอาจารย์ชื่นชอบหลงใหลรถรุ่นนี้อยู่เป็นทุนเดิม และเป็นรถประจำตัวของเขาในชีวิตจริงอีกด้วย (ซึ่งรถอีกคันของอาจารย์ชิเงโนะ อย่าง Subaru Impreza WRX STi รหัสตัวถัง GC8 โฉม 2 ประตู คูเป้ ก็ได้โผล่มาเป็นรถคู่ใจ บุนตะ คุณพ่อของทาคุมิด้วยเช่นกัน) 

กิจวัตรประจำวันของทาคุมินั้น คือการขับรถขึ้นเขาอากินะไปส่งเต้าหู้ที่โรงแรมริมทะเลสาบตรงยอดเขาในทุกเช้ามืด ก่อนจะตีรถเปล่ากลับบ้าน ซึ่งด้วยสไตล์การขับขี่อันบ้าระห่ำของ ทาคุมิ (เนื่องจากเจ้าตัวอยากกลับมานอนไวๆ) ที่ต่อยอดสู่การแข่งขันบนทางเลียบเขา ทำให้ภาพจำของ AE86 กลายเป็นรถแห่งการดริฟท์ไปโดยปริยาย และไม่ใช่แค่ ทาคุมิ เพราะตัวละครอีกหลายตัวในเรื่องก็ใช้รถ AE86 ทั้ง Corolla Levin และ Sprinter Trueno เป็นรถคู่กายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 

AE85 Levin 3 ประตู : ขับโดย อิสึกิ ทาเกอุจิ เพื่อนสนิทของ ทาคุมิ ที่โดนเต็นท์รถมือสองย้อมแมวขาย
AE86 Levin 3 ประตู : ขับโดย วาตารุ อากิยามะ หนุ่มจากจังหวัดไซตามะ ผู้ต้องการวัดกับ ทาคุมิ ว่าใครเป็นนักซิ่ง AE86 ที่เร็วที่สุด
AE86 Trueno 3 ประตู : ขับโดย ทาคุมิ ตัวปลอม ที่ใช้ชื่อเสียงของตัวจริงไปหลอกคนอื่นๆ ในช่วงที่พระเอกของเราร่วมทีม Project D กับเป้าหมาย “พิชิตคันโต” (ของตัวปลอมเป็นโฉมใหม่กว่า)
AE86 Trueno 2 ประตู : ขับโดย ชินจิ อินุอิ คู่แข่งคนสุดท้ายของ ทาคุมิ ในเรื่อง

เรียกได้ว่าทั้ง Corolla Levin และ Sprinter Trueno คือรถที่โดดเด่นที่สุดใน Initial D อย่างไร้ข้อกังขา และด้วยยอดขายของมังงะเรื่องนี้ที่มากกว่า 48 ล้านเล่มทั่วโลก รวมถึงการถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ และเกมส์อีกมากมาย ทำให้รถทั้งสองรุ่นนี้ยิ่งได้รับความนิยมขึ้นไปอีก กลายเป็นหนึ่งในไอเท็มหายากที่ขาซิ่งสายเรโทรปรารถนาอยากเป็นเจ้าของ ผลลัพธ์คือการที่ราคาในตลาดมือสองพุ่งสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ 

 

สั่นสะเทือนตลาดรถมือสอง

เนื่องจาก Toyota AE86 ทั้งโฉม Corolla Levin และ Sprinter Trueno นั้นเป็นรถที่ผลิตแค่ในช่วงปี 1983-1987 ดังนั้นจำนวนในท้องตลาดจึงมีจำกัด สวนทางกับความต้องการของผู้คนจำนวนมากที่อยากจับจองเป็นเจ้าของ ส่งผลให้รถตลาด ที่เปิดตัวขายด้วยราคาเพียงราว 200,000-300,000 บาท เมื่อ 30 ปีที่แล้ว กลับมีราคาไม่ลดลงเลยในตลาดมือสอง ยิ่งไปกว่านั้น บางคันราคากลับพุ่งสูงขึ้นกว่าราคาที่จำหน่ายในตอนแรกหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่เป็นรถมือสอง maxresdefault

ในตลาดรถมือสองประเทศญี่ปุ่นนั้น Toyota Corolla Levin และ Toyota Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE86 สภาพเก่า แบบเดิมสนิท เมื่อแปลงเป็นเงินไทยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาท ส่วนคันไหนที่มีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี หรือถูกโมดิฟายเพิ่มเติม ราคาอาจพุ่งสูงถึง 500,000-600,000 บาทเลยทีเดียว แพงกว่าราคาตอนเป็นรถมือหนึ่งสองเท่าตัวเต็มๆ 

Toyota AE86 ทั้งโฉม Corolla Levin และ Sprinter Trueno ในประเทศไทยนั้นมีราคาในตลาดมือสองอยู่ที่คันละ 600,000-700,000 บาทสำหรับรถสภาพเดิม ส่วนรถที่ได้รับการโมดิฟาย ราคาอาจจะพุ่งสูงถึงคันละ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งราคารถมือสองของไทย น่าจะยิ่งพุ่งกว่าเดิมในอนาคต เนื่องจากได้มีการแก้ไขกฎหมาย ไม่อนุญาตให้นำเข้ารถมือสองมาทั้งคัน หรือจดประกอบอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจะช่วยโตโยต้า AE86 ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีกในเวลาอันใกล้ ก็เพราะในตอนนี้ทาง Toyota ได้ทำการเอาใจแฟนๆ สายเรโทร ด้วยการผลิตอะไหล่รถที่ตัวเองเคยผลิตเพื่อจัดจำหน่ายในอดีตมาวางจำหน่ายอีกครั้ง ในชื่อโครงการ GR Heritage Parts ทำให้การหาอะไหล่มาซ่อมแซม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการเล่นรถเรโทร มีแนวโน้มว่าจะไม่ลำบากขนาดนั้นอีกต่อไปในอนาคต 

ถึงแม้ในปัจจุบันอะไหล่ที่วางจำหน่ายจะมีแค่ของรุ่น Supra ในรหัสตัวถัง A70 และ A80 เท่านั้น แต่ทางโตโยต้าก็ได้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็นว่า ต้องการอะไหล่ของรุ่นอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง ถ้ารุ่นไหนมีการร้องขอเข้าไปเยอะ ก็จะมีการผลิตของรุ่นนั้นออกมาในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่า AE86 คือรถที่ได้รับเสียงร้องขอจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม จนมีความเป็นไปได้สูงว่า ในอนาคตน่าจะมีการผลิตอะไหล่ออกมาอย่างแน่นอน 

เมื่อถึงตอนนั้น คงเป็นข้อพิสูจน์ว่าต่อให้เรื่องราวของ ทาคุมิ ใน Initial D จะจบลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2013 แต่ตำนานรถจอมซิ่งแห่งเขาอากินะก็ยังคงถูกเล่าขานสืบไปอย่างไม่เสื่อมคลาย เหมือนที่ แพดดี้ แมคกรัธ (Paddy McGrath) นักเขียนแห่งเว็บไซต์ Speedhunters กล่าวว่า

“ผมเคารพ AE86 เสมอ และทุกคนก็ควรทำเช่นนั้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่ซื้อมันเนื่องจากราคาที่แพง แต่ผมก็หวังว่าผู้คนจะชื่นชอบและสร้างตำนานบทใหม่ให้รถรุ่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

Uncategorized

เฮนดรี้ VS รอนนี่ คู่ปรับวงการสนุกเกอร์ที่ไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้

เฮนดรี้ VS รอนนี่ คู่ปรับวงการสนุกเกอร์ที่ไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้

“ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับ รอนนี่ โอซัลลิแวน นั้น จะให้ใช้คำว่าเพื่อนก็คงจะมากเกินไป” … นี่คือคำพูดของ สตีเฟ่น เฮนดรี้ นักสนุกเกอร์ที่คว้าแชมป์โลกมากที่สุดในโลก 

 

ทั้ง เฮนดรี้ และ รอนนี่ คือสุดยอดในยุคของตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คำถามคือถ้าต่างคนต่างพีกมาปะทะกัน ใครล่ะคือ G.O.A.T. หรือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

วงการอื่นๆ คุณอาจจะได้คำตอบที่แบเบอร์ … แต่สำหรับวงการสนุกเกอร์นั้นยากหน่อย พวกเขาไม่ใช่เพื่อนกันและต่างฝ่ายก็ต่างเชื่อว่า “ผมเก่งกว่า” และมันมีเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมปริปากยอมรับว่าตนเองสู้ไม่ได้แม้แต่น้อย…

ติดตามความสัมพันธ์ในแบบคู่แข่งเต็ม 100% ของ เฮนดรี้ และ รอนนี่ ได้ที่นี่ 

 

2 เด็กน้อยผู้ขายวิญญาณให้ สนุกเกอร์

ก่อนที่จะตัดสินและหาคำตอบว่าใครเก่งกว่าใคร และความสัมพันธ์ระหว่าง สตีเฟ่น เฮนดรี้ และ รอนนี่ โอซัลลิแวน เป็นเช่นไร เราต้องมองหาสิ่งที่เหมือนกันในตัวของพวกเขาให้เจอก่อน และแน่นอนว่าการเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในยุคของตัวเอง ย่อมต้องแลกมาด้วยความพยายามที่คนธรรมดานึกภาพไม่ออก “เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย” คือคำกล่าวที่เหมาะกับทั้ง เฮนดรี้ และ รอนนี่ อย่างแท้จริง

เฮนดรี้ จากสก็อตแลนด์ได้รับฉายาว่า “โกลเด้น บอย” ด้วยการเทิร์นโปรตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาได้โต๊ะสนุ๊กเป็นของขวัญคริสต์มาสตอนอายุ 12 ปี หลังจากนั้นเขาก็เล่นแต่สนุกเกอร์ และทิ้งกีฬาทุกอย่างที่เคยเล่นไปจนหมดสิ้น จนสุดท้ายเขาสร้างศาสตร์แขนงใหม่ให้วงการสนุกเกอร์ขึ้นมา นั่นคือสนุกเกอร์เกมรุกที่เล่นเร็ว ยิงไว แต่เป็นการเล่นที่ผ่านกระบวนการทางความคิดแบบเฉียบขาด จนได้ฉายาว่าหนึ่งในนักสนุกเกอร์ที่วางแผนและกลยุทธ์เก่งที่สุดในเวลาต่อมา

ขณะที่ รอนนี่ โอซัลลิแวน นั้น คือเด็กนรกแห่งวงการสนุกเกอร์ของจริง เด็กชายชาวอังกฤษเล่นสนุ๊กตั้งแต่ 7 ขวบ เขาเป็นคนที่มีความอัจฉริยะคิดเล่นลูกพลิกแพลง ช็อตเหนือความคาดหมาย และยากที่ใครจะไล่เขาจน  ซึ่งทั้งหมดผ่านการฝึกแบบสุดโหดจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญที่สามารถจัดการอุปสรรคบนโต๊ะสนุ้กได้อย่างรวดเร็ว เฮนดรี้ ที่ว่าเร็วแล้ว ยังขึ้นชื่อไม่เท่าที่ รอนนี่ เป็น คิดเร็ว ทำไว แม่นจริง คือสโลแกนของเขาก็ว่าได้ และนั่นทำให้เขาได้ฉายาว่า “เดอะ ร็อคเก็ต” โดยมีที่มาจากการแทงเร็วอย่างกับจรวดนั่นเอง 

ทั้งคู่เทิร์นโปรตอนอายุ 16 ปี เหมือนกัน และเป็นเด็กที่มีความนิ่ง มีวิสัยทัศนของผู้ชนะแบบเต็มเปี่ยม ตัวของ เฮนดรี้ นั้นอยากจะเป็นเบอร์ 1 ของโลกและมั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยความพยายามอันสูงส่ง ซ้อมหนักแทบตายเพื่อผลลัพธ์ที่แสนง่ายดายในการแข่งขันจริง เขาอยากสยบโลกด้วยความหยิ่งผยองแบบแชมเปี้ยน66669998

ขณะที่ รอนนี่ นั้นอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น หมอนี่คือเด็กอัจฉริยะที่สามารถทำเซ็นจูรี่เบรกได้ตั้งแต่ 9 ขวบ และเติบโตมาพร้อมๆ กับปัญหาครอบครัวที่พ่อและแม่ต้องติดคุกและสู้คดีความ เหลือให้เขาต้องคอยปกป้องดูแลน้องสาวไปพร้อมๆ กับการเปิดร้านเซ็กซ์ทอยเพื่อหารายได้ ซึ่งความลำบากนี้เองทำให้เขาพยายามฝึกอย่างหนักไม่แพ้ เฮนดรี่ แต่สิ่งที่แตกต่างเล็กน้อยคือชีวิตที่ขรุขระนั้นส่งผ่านมาถึงสไตล์การเล่นในแบบของนักสู้    

คนหนึ่งสู้เพื่อความต้องการเป็นมือ 1 ในการตอบสนองความกระหายส่วนตัว อยากเป็นเหมือน ไทเกอร์ วู้ดส์, มิชาเอล ชูมัคเกอร์ และแชมเปี้ยนส์ในวงการต่างๆ ของโลก  

ขณะที่อีกหนึ่ง สถานการณ์ชีวิตบีบบังคับให้ถอยไม่ได้ จึงจำเป็นต้องทุ่มสุดแรงเกิดเพื่อความอยู่รอด … แม้แรงถีบของ เฮนดรี้ และ รอนนี่ จะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ไม่ต่าง เพราะทั้งคู่ต่างก็พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายจนกลายเป็นปรมจารย์ในยุคของตนเองทั้งสิ้น … 

 

คำถามโลกแตก 

จากที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการหาคำตอบชัดๆ ว่าสุดท้ายแล้วใครยิ่งใหญ่กว่าใครแบบชัดเจน 100% มันกลับกลายเป็นคำถามที่ตอบได้ยากยิ่งเสียเหลือเกิน เพราะช่วงเวลาพีกของทั้งคู่คลาดเคลื่อนกันไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น วันที่ เฮนดรี้ พีกที่สุด รอนนี่ ก็เพิ่งเข้าสู่วงการสนุกเกอร์ และในวันนี่ รอนนี่ พีกที่สุด เฮนดรี้ ก็มีแชมป์ติดไม้ติดมือมากมาย ซึ่งพอจะคาดเดาได้ว่า ไฟแห่งความกระหายก็คงไม่เท่าตอนที่เขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองเหมือนตอนขึ้นรุ่นมาใหม่ๆ แน่

“ในช่วงยุค 90’s ผมไม่เคยมีเวลาสังสรรค์กับผู้เล่นคนอื่นๆ เลย ผมได้รับฉายาว่า ‘ไอซ์แมน’ ซึ่งมองย้อนกลับไปมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น ผมรู้สึกว่าผมเป็นเหมือนสัตว์ที่โดนฝึกมาเพื่อให้ออกไปคว้าชัยชนะในการแข่งขัน” เฮนดรี้ กล่าวถึงช่วงเวลาที่เขาพีกสุดๆ ด้วยการคว้าแชมป์โลก 7 สมัย และแชมป์อื่นๆ อีกมากมายรวมไปถึงการครองมือ 1 ของโลกยาวนานถึง 7 ปี    

“มองย้อนกลับไปมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น” ย้ำตรงคำพูดนี้อีกสักครั้ง ซึ่งมันชัดเจนว่าในวันที่เขาประสบความสำเร็จมากพอ เขาก็มีความรู้สึกอิ่มกับการคว้าแชมป์ไปพอสมควร ด้วยการคลาดเคลื่อนของเวลา ทำให้ข้อสงสัยว่าใครเก่งกว่ากัน ใครยิ่งใหญ่กว่ากันนั้น เป็นคำถามที่คลาสสิกพอๆ กับการหาเบอร์ 1 ในวงการกีฬาอื่นๆ เลยทีเดียว เพราะคำตอบมันไม่มีผิดมีถูก ขึ้นอยู่กับว่าคนตอบจะชอบใครมากกว่าเท่านั้นเอง  

จิมมี่ ไวท์ อดีตสุดยอดนักสนุกเกอร์ก็เคยตอบคำถามนี้ ซึ่งแม้แต่ตัวของ ไวท์ ที่เคยดวลกับทั้ง 2 คนยังคงให้คำตอบแบบกั๊กๆ ไม่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วใครคือผู้ชนะกันแน่ 

“ต้องบอกว่าวงการสนุกเกอร์ได้เจอกับนักกีฬาระดับเหลือเชื่อคนแรกคือ สตีฟ เดวิส และหลังจากนั้น สตีเฟ่น เฮนดรี้ ก็เข้ามาท้าชิงยุคสมัยนั้นและพาวงการสนุกเกอร์ก้าวไปอีกระดับ ซึ่งตัวผมเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีใครเก่งขนาดนี้ จนกระทั่งหลังจากหมดยุคของเขาและมี รอนนี่ โอซัลลิแวน เข้ามา” จิมมี่ ไวท์ ให้สัมภาษณ์กับ ยูโรสปอร์ต หลังจากกล่าวจบประโยคนั้น เขาถูกตามต่อว่าสรุปแล้วใครเก่งกว่าใคร ไวท์ ก็ตอบในเชิงเปรียบเทียบว่า

“เมื่อคุณพยายามจะเปรียบเทียบ เฮนดรี้ กับ รอนนี่ แล้ว ผมว่ามันเหมือนกับการเอา มูฮัมหมัด อาลี กับ ไมค์ ไทสัน มาเทียบกัน ซึ่งแต่ละคนก็มียุคของตัวเองที่พวกเขาเอาชนะคนอื่นๆ ได้ง่ายและคว้าแชมป์มากมาย” 

มาถึงตรงนี้ ไวท์ โดนผู้สัมภาษณ์ไล่จนจนมุมด้วยการให้เขาเลือกว่า ขอคนเดียว … ใครคือเบอร์ 1? ไวท์ จึงเริ่มให้คำตอบในแบบที่เอียงไปทาง รอนนี่ มากกว่า

“ในยุค 90 เฮนดรี้ เจอคู่แข่งเก่งๆ ไม่กี่คนรอบตัวเขา ผมมองว่าเขาจะสบายกว่า รอนนี่ เล็กน้อย เพราะหลังจากนั้นไม่นานเหล่าสุดยอดนักสนุ้กก็พร้อมกันแจ้งเกิดทั้ง จอห์น ฮิกกิ้นส์, มาร์ค เจ วิลเลี่ยมส์, พอล ฮันเตอร์ และแน่นอน รอนนี่ โอซัลลิแวน ซึ่งจากเหตุผลนี้ผมขอตอบว่า รอนนี่ คือ G.O.A.T. ของวงการสนุกเกอร์ที่แท้จริง และเชื่อว่าถ้าคุณถาม เฮนดรี้ เขาก็น่าจะบอกแบบนั้น” 

ซึ่งแม้คำตอบนี้จะมีชื่อของ รอนนี่ มาเป็นอันดับแรก แต่สุดท้ายมันก็วนกลับไปเรื่องเดิมคือ “เวลาที่ดีที่สุดของทั้งคู่นั้นต่างกัน” จึงฟันธงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวของ เฮนดรี้ เองไม่คิดว่าเขาจะเป็นรอง รอนนี่ แม้ว่าสถิติเฮดทูเฮดจะเป็นรอง (เจอกัน 56 ครั้ง รอนนี่ชนะ 30 เฮนดรี้ชนะ 21 เสมอ 5) ก็ตาม 

 

ความผยองของแชมป์โลก 7 สมัย 

เฮนดรี้ นั้นเป็นคนที่มีความจองหองและผยองในแบบของแชมเปี้ยนตัวจริงเสียงจริง คำพูดของเขาค่อนข้างโผงผาง วิจารณ์คนอื่นแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่แฟนๆ สนุกเกอร์ให้ความนิยมในตัวของ รอนนี่ ที่มีความแบดบอยออกแนวพระเอกจอมกวนมากกว่า (เจ้าตัวยอมรับเอง) แม้ว่า เฮนดรี้ จะมีแชมป์โลกถึง 7 สมัยก็ตาม article-2611320-00B0A6CA00000259-168_634x449

“บางทีผมและ สตีฟ เดวิส อาจจะดูไม่น่าสนใจพอ สิ่งที่เราทำคือฝึกซ้อมแล้วเล่นชนะแมตช์ ขณะที่รอนนี่ ในช่วงแรกๆ เขามีมาดของแบดบอย เหมือนกับ จิมมี่ (ไวท์) และ อเล็กซ์ ฮิกกินส์ (ตำนานนักสนุ้กยุค 70’s-80’s) จากนั้นเขาก็เริ่มคว้าแชมป์ได้เรื่อยๆ แต่นั่นกลับไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะมีแฟนๆ ไม่น้อยที่ไม่สนใจว่าเขาจะคว้าแชมป์กี่รายการ แต่ต้องการให้เขาสร้างความบันเทิงไปเรื่อยๆ มากกว่า” เฮนดรี้ กล่าว 

“เขาต้องแบกรับความคาดหวังของกองเชียร์ไว้ ทำให้เกิดความกดดัน กองเชียร์อย่างน้อย 95% ต้องการให้คุณชนะ แต่หากเกิดความผิดพลาดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ความเกร็งก็จะเพิ่มขึ้นเพราะไม่อยากให้ผู้ชมผิดหวัง น่าสนใจว่ารอนนี่จะทำอย่างไรหากกองเชียร์ต่อต้านเขา … แต่เรื่องแบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น” เฮนดรี้ กล่าวเชิงปลงและน้อยใจในเวลาเดียวกัน 

แต่ถึงแม้จะพูดอย่างนั้น เฮนดรี้ ก็ยังคงเป็นเขาคนเดิมนั่นคือไม่สามารถกล่าวชื่นชมใครว่าเก่งกว่าตัวเองได้ 100% เขาอาจจะยอมรับว่า รอนนี่ คือนักสนุ้กขวัญใจแฟนๆ เล่นสนุก, ลีลาเร้าใจ และมาดเท่ แต่สุดท้ายแล้ว เฮนดรี้ ยังเชื่อว่าเรื่องของฝีมือ รอนนี่ ไม่น่าจะสู้ตัวเขาในวันที่พีกที่สุดได้ OYXNQATA3BAGDOUUGT2HNHAS5E

“ถ้าเราเจอกันในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างดีที่สุด ผมคิดว่าผมจะชนะเอาชนะเขาได้ ถ้าเราเล่นกันแบบ 4 เซสชั่น (four-session match : หมายถึงแมตช์ที่แข่งกัน 33-35 เฟรม อย่างในศึกชิงแชมป์โลกรอบรองกับรอบชิง จนต้องแบ่งเป็น 4 เซสชั่น 2 วันแข่ง) ผมเชือดเขาได้แน่ เพราะผมเป็นพวกที่ปรับตัวได้เร็ว ผมมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งมาก ส่วนตัวของเขานั้นต้องยอมรับว่าเขามีพรสวรรค์สูงกว่าผม วัดจากระยะเวลาในการกวาดหมดโต๊ะดูก็ได้ รอนนี่ สามารถใช้เวลาแค่ 4 นาทีครึ่งสำหรับ แม็กซิมั่มเบรก ส่วนสถิติที่ดีที่สุดของผมในการทำแม็กซิมั่มคือ 9 นาที” นี่คือคำตอบของ เฮนดรี้ ที่ถึงแม้เขาจะบอกว่าเขาเป็นคนชนะ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังพูดถึงบางจุดที่เขาสู้ รอนนี่ ไม่ได้ และ 1 ในนั้นคือพรสวรรค์นั่นเอง 

 

ปล่อยมันไว้ให้คลาสสิกอย่างนั้น 

วงการกีฬามีศึกชิงเบอร์ 1 ให้เราเห็นมามากมาย ฟุตบอลมี โรนัลโด้ กับ เมสซี่, เทนนิส มี เฟเดอเรอร์ กับ นาดาล ซึ่ง 4 คน 2 คู่นี้มีความเป็นเพื่อนกันในระดับหนึ่งถึงแม้จะเป็นคู่แข่งกันก็ตาม โดยเฉพาะในรายของ เฟเดอเรอร์ กับ นาดาล นั้นสามารถใช้คำว่าซี้ได้เลยStephen-Hendry-and-Ronnie-006

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง เฮนดรี้ และ รอนนี่ เข้าขั้นความสัมพันธ์แบบคู่แข่งเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะตอนที่ยังเล่นอยู่ด้วยกัน (เฮนดรี้ แขวนคิวปี 2012) ที่เจอกันมาหลายครั้งต่อหลายครั้ง แต่การเจอหน้ากันของทั้งคู่ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าสรุปแล้วโกรธ, เกลียด หรือ เคารพกัน? 

“พูดตรงๆ นะ ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับ รอนนี่ นั้นจะให้ใช้คำว่าเพื่อนก็คงจะมากไป เพราะตัวของเขาเป็นคนที่ค่อนข้างมีอารมณ์แปรปรวนและซับซ้อน มีหลายครั้งที่เราพยายามคุยกันดีๆ และดูเหมือนความสัมพันธ์จะโอเคขึ้น แต่สุดท้ายแล้วตกอีกวันเขากลับเดินผ่านคุณด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่มีทักมีทายได้ … นั่นล่ะคือสิ่งที่เราเป็น” เฮนดรี้ เล่ามุมของเขาRonnie

ขณะที่ รอนนี่ ก็ไม่ปฎิเสธ ในวัยหนุ่มนั้นเขาเจอกับปัญหาเรื่องครอบครัวมากมาย และกลายเป็นคนมีอารมณ์แปรปรวนรับมือยาก จึงทำให้เขาไม่ค่อยมีเพื่อน และความจริงนี้ถูกยืนยันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เขานับถือคำสอนของศาสนาพุทธเรื่องการปล่อยวาง จนถึงกับมีข่าวว่าในอนาคตเขาอยากมาบวชที่เมืองไทยเลยทีเดียว

“ผมเสพติดอะไรหลายๆ อย่างทั้ง ยา, อาหาร, ผู้หญิง และการพนัน ผมไปสุดทุกด้าน … ผมอาจจะเคยทะเยอทะยานเหยียบย่ำคนอื่นๆ แต่ต้องยอมรับว่าผมไม่ได้ทำไปให้ตัวเองดูแย่ แต่ผมทำเพราะผมต้องการแสวงหาการเป็นเบอร์ 1 ให้กับตัวเอง” รอนนี่ โอซัลลิแวน ในวัย 43 ปี ย้อนกลับไปมองช่วงเวลาที่เกิดขึ้นกับเขาในอดีต 

 

เหตุผลที่หาคำตอบไม่ได้?

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยว่า สุดท้ายแล้วคำตอบก็ไม่ชัดเจนขึ้นเลยว่าใครเก่งกว่ากัน และจะอ่านมาทำไมตั้งยืดยาว … แต่อย่างน้อยมีอีกมุมหนึ่งที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า ทำไมการเถียงกันระหว่าง เฮนดรี้ และ รอนนี่ จึงไม่ลงตัว และไม่มีใครยอมรับอีกฝ่ายเลยstephenh-hendry

เหตุผลก็คือต่างคนต่างใช้ชีวิตกับสนุกเกอร์จนสุดทาง แต่ละต้องสูญเสียชีวิตส่วนตัวไปในการแลกกับความยิ่งใหญ่ในวงการสอยคิว 

เฮนดรี้ และ รอนนี่ ให้สัมภาษณ์ไปในทางเดียวกันว่า ความทะเยอทะยานทำให้พวกเขามองไม่เห็นคนรอบข้าง คิดแต่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งแม้ปลายทางจะเป็นเช่นจริงๆ แต่พวกเขาทั้งคู่ต่างคิดเหมือนกันว่าตนเองได้ทำอะไรที่สุดโต่งจนเกินไป 

รอนนี่ เริ่มเล่ามุมมืดของเขากับ BBC ว่า “เมื่อผมเข้าสู่โลกของสนุกเกอร์ มันเหมือนกับผมเดินเข้าสู่อุโมงค์ที่ลึกและมืดพอจะปิดกั้นทุกๆ คนรอบตัว ยิ่งผมรู้สึกสนุกและเร้าใจผมก็ยิ่งขุดอุโมงค์เข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วความสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันนี่แหละที่สำคัญที่สุด เราเองก็ต้องเข้าอกเข้าใจคนอื่นๆ บ้าง”

ขณะที่ เฮนดรี้ ก็ไม่ต่างกันสักนิด สนุกเกอร์ทำให้เขาเปลี่ยนไปเยอะ ใช้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่นทะเยอทะยานจนกลายเป็นความเครียด ไม่สนิทกับใครจนกลายเป็นเหมือนสัตว์ป่าที่ถูกเลี้ยงขึ้นมาเพื่อเอาชนะนั่นเองcelebrity-liquidation-by-firm

แม้ปลายทางต่างคนก็ต่างลดความตึงและปล่อยชีวิตให้หย่อนลงบ้าง แต่ของอย่างนี้มันเปลี่ยนกันยาก พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หายใจเข้าและออกเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง อยู่ 20 กว่าปี ดังนั้นการจะให้บอกว่า “ผมสู้หมอนี่ไม่ได้ 100%” คงเป็นคำพูดที่ทำลายสิ่งที่ตัวเองสร้างมาตลอดชีวิตก็ว่าได้ ซึ่งคงไม่มีอยากจะพูดแบบนั้นแน่ แม้ว่าในของตนเองอาจจะมีคำตอบแบบเซอร์ไพรส์ๆ ซ่อนไว้ก็เป็นได้ 

ท้ายที่สุด มันถูกแล้วที่ไม่มีใครยอมบอกว่าอีกคนหนึ่งเก่งกว่าตนเอง … เพราะนั่นแหละคือสิ่งที่ทั้งคู่เป็น และทำให้คำถามในการหาเบอร์ 1 ของโลกสนุกเกอร์ เป็นคำถามคลาสสิกที่พร้อมทำคนให้เถียงและทะเลาะกันได้เสมอไม่เว้นแม้กระทั่งทุกวันนี้ …

Uncategorized

ชีวิตหลังคว่ำ ‘ไทสัน’ ‘บัสเตอร์ ดักลาส’ แชมป์โลกที่ถูกมองเป็นสามล้อถูกหวย

ชีวิตหลังคว่ำ ‘ไทสัน’ ‘บัสเตอร์ ดักลาส’ แชมป์โลกที่ถูกมองเป็นสามล้อถูกหวย

โลกแห่งวงการมวยมีการพลิกล็อกมากมายหลายไฟต์ แต่ไฟต์ที่พลิกล็อกหักปากกาเซียนจนทำให้ “เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก” มากที่สุด คือการเสียแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวตของ ไมค์ ไทสัน ที่พลาดท่าให้กับนักชกโนเนมอย่าง บัสเตอร์ ดักลาส ในปี 1990 

 

ชีวิตของ ไทสัน เราต่างก็รู้ว่าหลังจากนั้นเขาต้องประสบพบเจออะไรบ้าง? แต่ ดักลาส ที่ถูกเปรียบเทียบกับสามล้อถูกหวย ที่ชนะไฟต์เดียวได้เข็มขัดแชมป์เฮฟวี่เวต 4 เส้นจนใส่ท่วมตัวล่ะ ต้องเจออะไรบ้างกับวันที่ชื่อเสียงถาโถมภายในชั่วข้ามคืน

 

การคว่ำ ไทสัน ที่ไม่มีใครคาดคิด 

ไฟต์ประวัติศาสตร์วงการมวยโลกระหว่าง ไมค์ ไทสัน กับ บัสเตอร์ ดักลาส นั้นต้องย้อนกลับไปในปี 1990 ไฟต์ดังกล่าวเป็นไฟต์ป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวต 4 สถาบันของ “ไอออน ไมค์” ยอดฝีมืออันดับ 1 ที่ใครๆ ก็ไม่กล้าปฏิเสธเรื่องฝีไม้ลายมือและพลังหมัดในเวลานั้น 6968a08730b1c9af6c4ab0bda3a55255_crop_exact

อย่างไรก็ตาม ไทสัน เป็นพวกใช้ชีวิตสุดทุกทาง เขามีทัศนคติของแชมเปี้ยนก็จริง แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ในวันที่เขาได้เป็นแชมป์โลกกวาดเข็มขัดเส้นใหญ่ครบทุกเส้น เขาก็เกิดการผ่อนคันเร่งขึ้นมาเพราะไม่มีอะไรที่สามารถทำให้เขาตื่นเต้นได้อีก ซึ่งเพราะเหตุนี้เอง ไทสัน จึงเริ่มหาความสุขนอกสังเวียนด้วยการใช้เงินที่เขาหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับของสิ้นเปลืองและ “ผู้หญิง”

จุดนี้เองที่ทำให้ก่อนจะเดินขึ้นสังเวียนชกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ไทสัน และ ดักลาส คิดคนละแบบ คาดหวังกันคนละขั้ว ไทสัน มาที่นี่เพื่อชกให้ครบตามโปรแกรมที่โปรโมเตอร์อย่าง ดอน คิง กำหนดให้ ชกมวยรองบ่อนให้คว่ำ ป้องกันแชมป์ โกยเงิน และกลับไปเสวยสุขต่อ ส่วน ดักลาส นั้นมาด้วยความหวังที่สูงลิบเกินกว่าใครจะคาดคะเนได้ แม้จะเป็นมวยบันได แต่บันไดขั้นนี้สู้แค่ตายตั้งแต่รู้ว่าจะได้ขึ้นชกไฟต์สำคัญที่สุดในชีวิต 

และแรงจูงใจที่ส่งผลมากที่สุดคือการจากไปของ ลูล่า ดักลาส แม่ผู้เลี้ยงเขามาคนเดียวและปลูกฝังให้เขารู้จักสู้คนและเอาชีวิตรอดในสังคม ที่เกิดขึ้นก่อนไฟต์นี้เพียง 3 สัปดาห์ 1785290

“แม่อายุ 46 ผมอายุ 29 มันยากนะที่จะยอมรับและหาทางไปต่อกับชีวิต แต่ในทางเดียวกันมันทำให้ผมกลายเป็นลูกผู้ชายที่แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าเหมือนกัน … เชื่อไหม ผมไม่เคยสงสัยในตัวเองเลยหลังจากนั้น ผมมั่นใจในทุกการฝึกซ้อม ผมนับวันรอที่จะได้ชกกับ ไมค์ ผมกลัวอย่างเดียวว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บจนไฟต์ต้องเลื่อนไป ผมกระสับกระส่ายเฝ้ารอให้ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” ดักลาส กล่าว 

เมื่อ ความประมาทถึงขีดสุด ปะทะ ความมุ่งมั่นถึงขีดสุด ต่อให้เป็นมวยที่ห่างชั้น สุดท้ายปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้ ดักลาส สามารถเอาชนะไทสัน ด้วยการน็อคเอาต์ ในยกที่ 8 เขาส่ง “มฤตยูดำ” ลงไปนอนสิ้นสภาพ ตาลอย แขนขาง่อยเปลี้ย … นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่หลายคนคิดว่าจะได้เห็นในไฟต์นั้นเลยทีเดียว 

 

รับมือกับชื่อเสียง 

ไม่มีการเปิดเผยค่าตัวชัดเจนนัก แต่หลายสำนักยืนยันว่า ณ ศึกพลิกล็อกสุดขอบโลกนั้น บัสเตอร์ ดักลาส ที่เป็นผู้ชนะได้ค่าตัวน้อยกว่า ไทสัน ที่เป็นผู้แพ้ถึง 5 เท่า … นั่นแสดงถึงความเป็นที่นิยมของแฟนๆ ทั่วโลกเป็นอย่างดี แม้ ดักลาส จะเอาชนะได้ แต่การจะเป็นไอค่อนได้ แค่ชนะไฟต์เดียวนั้นไม่มีทางพอ เขาต้องโหดต่อเนื่อง และมีสไตล์ที่ใครเห็นก็จำได้ ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดก็อย่าง ไทสัน ที่ทั้งเร็วทั้งหนัก ใช้เวลาไม่กี่ยกก็ปิดเกมได้ง่ายๆเสมอๆ นั่นเอง AR-150219948

หลังจากจบไฟต์นั้น ดักลาส ถือว่าดังเป็นพลุแตก การนั่งเครื่องบินกลับจาก โตเกียว มุ่งหน้าสู่ โคลัมบัส รัฐโอไฮโอ บ้านเกิดของเขาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งนี้แตกต่างจากที่เคย ชาวเมืองต่างแห่มารับ ดักลาส ในฐานะฮีโร่ ชนิดที่ว่าเขาเองก็ยังคิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้รับการต้อนรับของคนเป็นร้อยเป็นพันขนาดนี้ และนั่นคือจุดแรกที่ทำให้เขาเข้าใจ “ราคา” และ “ผลลัพธ์” ที่เอาชนะ ไทสัน ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น แต่จากนี้วิถีชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป ทั้งในฐานะนักชกแชมป์โลกหรือคนธรรมดาคนหนึ่ง

อย่างแรกเลย เขาต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีกับชัยชนะของเขา โดยเฉพาะกลุ่มโปรโมเตอร์ที่มองว่าแชมป์ของ ไทสัน ไม่ควรตกไปอยู่ในมือของ ดักลาส ที่พวกเขาต่างฟันธงว่าชนะได้เพราะองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่ฝีมืออย่างเดียว แต่ดวงก็ช่วยเขาเยอะอยู่ ณ เวลานั้นเกิดคำวิจารณ์มากมายว่า ดักลาส ไม่คู่ควร และไม่เก่งจริง ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนแรกในโลกที่น็อค ไทสัน ได้ก็ตาม

“อ็อคตาวิโอ เมย์แรน (กรรมการ) ในวันนั้นทำผิดพลาดครั้งใหญ่ก่อนที่ ไทสัน จะโดนน็อค เขาสามารถทำ ดักลาส ร่วงกับพื้นและแน่นอนว่ามันกินระยะเวลาเกิน 10 วินาที แต่เขากลับนับแค่ 8 เท่านั้น” ดอน คิง กล่าวอ้าง 

ณ เวลานั้นการถกเถียงเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน ดอน คิง และ ไทสัน เชื่อว่าคณะกรรมการควรทบทวนการตัดสินใหม่และโมฆะไฟต์ดังกล่าวไป แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ดักลาส กลายเป็นสามล้อถูกหวยอย่างเป็นทางการ (ในมุมมองของ ดอน คิง และ ไทสัน) เข็มขัด 4 เส้นทั้งจาก WBA, WBC, IBF และ Lineal กลายเป็นของ ดักลาส อย่างเป็นทางการ

“ผมไม่อยากจะอ้างอะไรนะ ยินดีกับแชมป์ใหม่ด้วย แต่ถ้าให้ผมได้เจอเขาอีกครั้งล่ะก็ ผมจะดูแลเขาอย่างดีเลยจะบอกให้” ไทสัน ว่าเอาไว้กับ นิวยอร์ค ไทมส์ ขณะที่ ดักลาส ก็ยอมรับว่าเขาต้องออกสื่อกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้นแบบที่ไม่เคยเจอ 

“ดอน คิง อาฆาตและพยาบาทผมอย่างหนัก ผมถูกรังควานและกล่าวถึงในแง่ลบในทุกที่ที่ผมไป มันทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่และไม่ค่อยมีความสุขในช่วงเวลานั้น” ดักลาส กล่าวถึงการรับมือกับสื่อและผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเป็นครั้งแรก 3d950a_d8745f456aec424ebc08ca972d6b4987_mv2

ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายที่เสียแชมป์และทุกอย่างที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง ไทสัน พยายามทุกทางทั้งการใช้สื่อและแรงหนุนจากแฟนบอยของเขาช่วยผลักดัน เพื่อให้เขาได้กลับมาท้าชิงแชมป์ และชกกับ ดักลาส ในแบบรีแมตช์ให้เร็วที่สุดเพื่อกลับมาครองเข็มขัดสี่เส้นที่เจ้าตัวเชื่อว่าคู่ควร  

ไทสัน ก็เดินเกมแบบคนใจร้อนตามสไตล์ แต่ ดอน คิง นี่สิ เล่ห์เหลี่ยมของโปรโมเตอร์หัวฟูนั้นเหนือชั้นอย่างที่ใครคาดไม่ถึง อย่างที่กล่าวไปข้างต้น กว่า ดักลาส จะถูกเรียกว่าแชมป์โลก 4 สถาบันอย่างเป็นทางการ เขาต้องสู้คดีและขึ้นศาลจากการกล่าวอ้างของ ดอน คิง อยู่หลายเดือน และนั่นทำให้ ดักลาส เหมือนกับเจอทุกขลาภ มีแชมป์ แต่ชีวิตกลับวุ่นวายมากขึ้น

เรื่องนี้ ดอน คิง แสบสุดๆ เพราะนอกจากจะเล่นงาน ดักลาส ด้วยการขึ้นโรงขึ้นศาลซึ่งเขาเป็นฝ่ายเชี่ยวชาญกว่ามากแล้ว เขายังวางแผนไม่ให้ ไทสัน รีแมตช์กับ ดักลาส ทันที เพราะเขามองไปไกลกว่านั้นN8MlrnBq_400x400

ณ เวลานั้น ไทสัน ก็เหลวแหลกกับชีวิตนอกสนามพอสมควร และมี อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของรุ่นแทน ดังนั้นการจะให้ ไทสัน มาปราบ ดักลาส ที่ยังไงก็ง่ายดายปานขนมกรุบนั้น ดอน คิง เชื่อว่ามันยังไม่อิมแพ็คต์พอ เขาเลือกที่จะให้ ไทสัน ต่อยเรียกกระแสไปพลางๆ กับมวยบันไดอย่าง เฮนรี่ ทิลแมน, โดโนแวน รัดด็อก และ อเล็กซ์ สจ๊วร์ต  

ส่วน ดักลาส นั้น ดอน คิง สนับสนุนและวางตัว อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ให้เป็นคนมาเก็บงานและเอาเข็มขัดแชมป์กลับมา เพราะเดิมทีไฟต์ระหว่าง ไทสัน กับ ดักลาส นั้นถูกวางเอาไว้ให้ ไทสัน ชนะเพื่อไปป้องกันแชมป์โลกกับ โฮลีฟิลด์ ในไฟต์ต่อไป แต่ ดักลาส ดันมาทำแผนพังเสียก่อน 

ดังนั้นสิ่งที่ ดอน คิง อ่านไว้ คือยังไง โฮลีฟิลด์ ก็ต้องชนะ ดักลาส อยู่แล้ว … ดังนั้นหาก โฮลีฟิลด์ ชกกับ ไทสัน โดยมีเข็มขัดแชมป์เฮฟวี่เวตเป็นเดิมพัน อย่างไรเสียรายได้ทั้งค่าตัว ทั้งการขายลิขสิทธิ์, โฆษณา และทุกๆ ด้าน ก็จะมากกว่าการที่ ไทสัน ต่อยกับมวยเบอร์รองอย่าง ดักลาส อยู่แล้ว

นอกจากนี้การจะให้ ไทสัน ขึ้นชกรีแมตช์กับ ดักลาส นั้น เชื่อว่าฝั่ง ไทสัน จะต้องจ่ายเงินค่าตัวอะไรต่อมิอะไรเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เพราะถือว่าเป็นการตัดหน้า โฮลีฟิลด์ ที่รอจะเจอกับ ดักลาส ตามที่วางไว้ตั้งแต่แรก ดังนั้นปล่อยให้เป็นไปตามเงื่อนไขเดิมและทำเงินเพิ่มขึ้นในการเจอกันครั้งใหม่ดีกว่า รออีกหน่อยแต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มและได้ค่าตัวเพิ่มอีกเยอะ นั่นคือสิ่งที่ผ่านการวางแผนและคิดแบบโปรโมเตอร์อย่าง ดอน คิง ที่ต้องยอมรับว่า “ร้ายจริงๆ” (อย่างไรก็ตาม กว่าที่ ไทสัน และ โฮลีฟิลด์ จะได้เจอกันจริงๆ ก็ต้องรอไปถึง 6 ปี จนได้ฟากปากกันครั้งแรกในปี 1996 เลยทีเดียว)

มองจากมุมนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะมองข้ามหัว ดักลาส ไปกันหมด นั่นคือความเจ็บปวดของแชมป์โลก 4 สถาบัน จริงอยู่ที่เขาควรจะภูมิใจจากชัยชนะนั้น ทว่าแท้ที่จริงแล้วแชมป์ดังกล่าวกลายเป็นเหมือนการฝากเลี้ยงไว้กับเขาก่อน เพราะมีการวางตัวแชมป์ที่คู่ควรไว้แล้ว … นั่นคือสิ่งที่ตัวของ ดักลาส รู้สึกว่ายากจะรับได้

“การชนะ ไทสัน คือความฝันสูงสุดของชีวิต ผมกลายเป็นแชมป์เมื่อมีคนประกาศชื่อผมในฐานะผู้ชนะ แต่สำหรับ ไทสัน แล้ว ผมเป็นแค่ทางผ่านเพื่อให้เขาได้ชกกับชิงแชมป์โลกกับ โฮลีฟิลด์ เท่านั้นแหละ” ดักลาส ยอมรับโดยดี 

 

คืนเขาไป…

หลังจากคว่ำ ไมค์ ไทสัน ที่ โตเกียว มีการประกาศว่า ดักลาส จะได้ชกป้องกันแชมป์โลกเป็นครั้งแรกในอีก 6 เดือนให้หลัง ซึ่งมันก็เหมือนกับหวยล็อก ผู้ท้าชิงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ … 1 ในนักชกที่ถูกวางตัวให้เป็นแชมป์ที่แท้จริงในสายตาของกลุ่มคนวงใน

ปกติแล้ว นักชกแชมป์โลกจะได้ชกป้องกันแชมป์กับมวยบันไดก่อนสัก 2-3 ไฟต์ แต่สำหรับ ดักลาส ไม่ใช่แบบนั้น เขาอิ่มเอมกับชัยชนะเหนือ ไทสัน ได้ไม่ทันไร เขาก็ต้องเจอกับนักมวยอย่าง โฮลีฟิลด์ ทันที แน่นอนว่าโอกาสเกิดปาฏิหาริย์เหมือนไฟต์กับไทสันนั้นพอมี แต่คุณก็รู้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ มันก็คงไม่ถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์หรอก

ในไฟต์นั้น สตีฟ วายน์ เจ้าของโรงแรม มิราจ โฮเต็ล แอนด์ คาสิโน ที่ ลาส เวกัส รับหน้าเสื่อเป็นผู้จัดงาน ซึ่งไฟต์นี้นี่เองที่กลายเป็นประวัติศาสตร์การขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งใหญ่ของวงการมวยโลก วายน์ ใช้คอนเน็คชั่นทั้งหมดที่มีทั้งผ่านสถานีโทรทัศน์ Showtime และ HBO รวมถึงการวางโปรดักชั่นถ่ายทอดสดใหญ่โต แม้ไม่มีตัวเลขเปิดเผยการขายลิขสิทธิ์ Pay Per View ว่าได้เงินเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ มันก็ต้องมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แน่นอน 

ไฟต์ดังกล่าวเงินค่าตัวถูกวางกองไว้ในทีแรกที่ 32.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า โฮลีฟิลด์ ที่เป็นมวยขายได้ค่าตัวแค่ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ส่วนอีก 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกมอบให้กับ ดักลาส … ไม่ต้องบอกก็รู้ นี่คือเงินที่เยอะที่สุดในชีวิตที่ ดักลาส เคยทำได้ และจากตัวเลขนี้หากเราเอามาวิเคราะห์ดูก็จะรู้ได้ว่า ทำไมเขาจึงไม่ป้องกันแชมป์กับมวยบันได หรือมวยรองบ่อนให้เสียเวลา? thumbnail

ในเมื่อมีเงิน 24 ล้านอยู่ตรงหน้า การคว้าเอาไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำ แม้จะต้องเสียแชมป์ทันทีแต่จะถามว่าคุ้มหรือไม่? แน่นอนที่สุดเลยว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

การชกเป็นไปตามที่ใครคาดไว้ หนนี้ไม่มีพลิกล็อกซ้ำสอง คาสิโน ที่เวกัส กวาดกำไรอื้อซ่าเพราะมีหลายคนแทงราคาฝั่ง ดักลาส ที่เคยพลิกนรกในไฟต์กับไทสันมาแล้ว ซึ่งนั่นทำให้เป็นเหมือนกันล่อแมงเม่าให้บินเข้ากองไฟตามแทง ดักลาส ซ้ำสองนั่นเอง  

โฮลีฟิลด์ ใช้ระยะเวลาไม่กี่อึดใจ เพียง 3 ยกเท่านั้น เขาน็อค ดักลาส … แม้ โฮลีฟิลด์ จะคว้าแชมป์ได้ตามคาด แต่ก็ต้องยอมรับว่าศึกนี้ง่ายเกินคาด เพราะ ดักลาส ไม่ได้อยู่ในฟอร์มเหมือนกับตอนที่ชกกับ ไทสัน เมื่อ 8 เดือนก่อนเลย

 

ทำใจยอมรับมัน 

คนเสียแชมป์โลกที่เป็นเหมือนฝันสูงสุดของชีวิตตนเองนั้นจะต้องรู้สึกอย่างไร? ผิดหวัง เศร้าโศก เสียใจ นั่นคือสิ่งที่ใครหลายคนคิด แต่สำหรับ ดักลาส เขากลับรู้สึกไปอีกอย่างแบบที่ไม่น่ามีใครนึกถึง

“จะเรียกว่าความรู้สึกแบบไหนดีล่ะ? ผมบอกว่ามันเป็นความโล่งใจก็แล้วกัน ที่สุดผมได้รู้เสียทีว่า เรื่องวุ่นๆ ที่เกิดขึ้นกับผมมันจะจบลงอย่างไร” ไม่เสียใจแต่กลับสบายใจ นั่นคือสิ่งที่ ดักลาส เป็น

มีหลายคนคิดว่าไฟต์ระหว่าง ดักลาส กับ โฮลีฟิลด์ ถูกจัดขึ้นเร็วเกินไป ยิ่งช่วงเวลานั้น ดักลาส ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับ ดอน คิง ไหนจะต้องรับมือกับสื่อ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เขารับมือไม่ไหว และมันทำให้เขาเชื่อว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้ โฮลีฟิลด์ เอาชนะเขาแบบง่ายดายเพียงเวลาแค่ไม่ถึง 3 ยก …

“คุณรู้ไหม ผมสามารถทำอะไรๆ ให้มันแตกต่างไปจากนี้ได้ (ได้ผลการแข่งขันที่ดีขึ้น) แต่จะทำอย่างนั้นได้ ผมต้องเตรียมตัวให้ดี มีเวลาให้มากๆ ซึ่งความเป็นจริงคือผมไม่เหลือเวลาอะไรเลย การสู้คดีในศาลเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก ผมต้องเดินทางไปขึ้นศาลที่โน่นทีที่นี่ที ผมยอมรับว่าผมขี้เกียจและเบื่อสุดๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผมรู้สึกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการวางหมากที่ทำให้ผมไม่มีเวลาได้เตรียมตัวก่อนขึ้นชก” นั่นคือสิ่งที่ ดักลาส คิด

สิ่งที่ต้องคิดคำนึงสำหรับ ดักลาส หลังจากไฟต์กับ โฮลีฟิลด์ คือเขาอายุ 30 ปีแล้ว มีเวลาอีกไม่มากนักในเวทีระดับสูง การที่เขาได้ค่าตัวระดับ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จัดว่าเป็นไฟต์ที่เจ็บแต่จบขนาดแท้ เพราะหลังจากแพ้ โฮลีฟิลด์ เขาก็ชกมวยไปอีก 4 ปี แต่ไม่มีไฮไลต์อะไรให้น่าจดจำ ไม่ได้ต่อยกับมวยแม่เหล็กเหมือนที่เคย ที่สำคัญคือเขาต้องเลิกชกไปเพราะถูกตรวจพบว่าเป็นโรคเบาหวาน สาเหตุก็เพราะว่าเขาเริ่มไม่ดูแลร่างกาย และปล่อยให้มีน้ำหนักตัวมากถึง 400 ปอนด์ หรือเกือบๆ 180 กิโลกรัมเลยทีเดียวHolyfieldBuster

หากมองโลกให้โหดร้ายหน่อย เราอาจจะพอมองได้ว่า ดักลาส ไร้แต้มต่อจนไม่ต้องกลายเป็นเบี้ยให้กับเหล่านักมวยแม่เหล็ก ทั้งที่ความจริงเขาควรมีสิทธิ์เลือกชกเลือกป้องกันแชมป์ให้ได้นานกว่าและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองมากกว่านี้ หรือจะสรุปให้พอเข้าใจคือ เขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาควรจะได้ เพียงเพราะเขาไม่ใช่นักมวยชื่อดัง 

แต่หากจะมองโลกในแง่ดี เราเองก็จะพบว่าสิ่งที่ ดักลาส ได้ทำนั้นดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ณ เวลานั้นแล้ว … เกือบๆ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการชกแค่ 2 ไฟต์ และการกลายเป็นประวัติศาสตร์ไฟต์พลิกล็อกระดับโลกก็ถือว่าไม่เลวนัก อย่างน้อยๆ เงินก้อนใหญ่ก้อนนั้นก็ทำให้เขาใช้รักษาตัวจากโรคเบาหวานจนหายขาด กลับมาสร้างโรงยิมเพื่อถ่ายทอดวิชาให้กับคนอื่นๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่เขากำลังมีความสุขในเวลานี้WUIQOFLJBNEPFPXNFAICVQ4ITE

“สิ่งสำคัญที่แท้จริงของชีวิต คือการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงทั้งของตัวเองและคนในครอบครัว ในตอนเลิกชกมวยใหม่ๆ ผมปล่อยให้ตัวเองซึมเศร้าและหดหู่ จนกระทั่งชีวิตจริงมาเคาะประตูบ้านนั่นแหละ ผมจึงได้เดินกลับมาสู้กับเกมชีวิตอีกครั้ง” บัสเตอร์ ดักลาส กล่าว 

ใครจะมองว่าเขาเป็นสามล้อถูกหวย แต่สุดท้ายสามล้อคนนี้ก็ถูกหวยเบอร์ใหญ่มากพอ และมีสติมากพอที่จะใช้รางวัลที่ได้รับมาอย่างคุ้มค่า และอย่างน้อยก็มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต และชีวิตในปัจจุบัน 

Uncategorized

ไขข้อข้องใจ : ทำไมนักสู้ MMA จึงนิยมหันมาเป็นนักมวยปล้ำในช่วงบั้นปลายอาชีพ?

ไขข้อข้องใจ : ทำไมนักสู้ MMA จึงนิยมหันมาเป็นนักมวยปล้ำในช่วงบั้นปลายอาชีพ?

บร็อค เลสเนอร์ (BROCK LESNAR), รอนดา ราวซีย์ (RONDA ROUSEY) และ เคน เวลาสเกซ (CAIN VELASQUEZ) ชื่อเหล่านี้คือ ยอดนักสู้ MMA ผู้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อสภาพร่างกายโรยรา นัก MMA ระดับแชมป์โลกเข้าสู่ช่วงท้ายชีวิตภายในกรง แทนที่จะหันหลัง พวกเขากลับเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ในกีฬาต่อสู้กำหนดผลล่วงหน้า อย่าง มวยปล้ำ

เราจะพาคุณไขข้อข้องใจ ทำไมนักสู้ MMA จึงนิยมหันมาเป็นนักมวยปล้ำในช่วงบั้นปลายอาชีพ? เรามีคำตอบทั้งหมดมาให้คุณ

 

คล้ายกันกว่าที่คิด

MMA กับ มวยปล้ำ คือกีฬาต่อสู้ที่อยู่ตรงข้ามกันและกัน ฝ่ายแรกคือกีฬาต่อสู้ในรูปแบบ Shoot หรือ ต่อยจริงเจ็บจริง ส่วนอีกฝั่ง คือการต่อสู้แบบ Work หมายถึง การแข่งขันที่ถูกกำหนดผลล่วงหน้า มีการฝึกซ้อมและพูดคุยระหว่างนักกีฬาทั้งสองฝ่าย แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองชนิดกีฬา มีความใกล้ชิดกว่าที่หลายคนคิดไว้

ความหมายของคำว่า MMA หรือ Mixed Martial Arts คือ “ศิลปะการต่อสู้แบบผสม” และหนึ่งในศิลปะที่ถูกนำมารวมในการต่อสู้แขนงนี้ คือ มวยปล้ำ ทักษะที่มีจุดเด่นในการรวบคู่ต่อสู้ ถูกยกย่องเป็นหนึ่งในรูปแบบการต่อสู้ที่อันตรายที่สุดของโลก MMA หลายคนยกย่องให้พื้นฐานเหล่านี้ มีความสำคัญไม่แพ้ ศอก และ เข่า ของมวยไทย

นัก MMA สายมวยปล้ำ ยึดครองความยิ่งใหญ่ในการต่อสู้รูปแบบนี้ตั้งแต่ต้น แม้จะถูกวิจารณ์ว่าน่าเบื่อ แต่กาลเวลาพิสูจน์ว่าทักษะมวยปล้ำใน MMA มีประสิทธิภาพเพียงใด เดือนมิถุนายน ปี 2019 แชมป์โลก UFC จำนวน 6 จาก 7 ราย คือนักสู้ที่ได้การยอมรับเรื่องทักษะมวยปล้ำ ยกตัวอย่างเช่น เฮนรี เซฮูโด (Henry Cejudo) แชมป์รุ่นฟลายเวตและแบนตัมเวต ที่เพิ่งประกาศแขวนนวมไป หรือ แดเนียล โครเมียร์ (Daniel Cormier) ที่เคยคว้าแชมป์โลกในรุ่นไลต์เฮฟวี่เวตและเฮฟวี่เวตในขณะเดียวกัน6556444556

ขณะเดียวกัน การต่อสู้รูปแบบ MMA แฝงตัวอยู่ในกีฬามวยปล้ำอย่างยาวนาน ช่วงทศวรรษ 1950’s และ1960’s นักมวยปล้ำชื่อดังอย่าง คาร์ล กอทช์ (Karl Gotch) และ บิล โรบินสัน (Billy Robinson) ฝึกฝนทักษะ Catch Wrestling อันเป็นรูปแบบมวยปล้ำที่ใช้ใน MMA

นักมวยปล้ำในช่วงเวลาดังกล่าว ถูกฝึกฝนให้สามารถใช้ท่าซับมิชชันได้จริง และยังเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ประเภทอื่น อย่าง ยูโด หรือ คิกบ็อกซิ่ง จึงกล่าวได้ว่า นักมวยปล้ำมีทักษะแบบ MMA ติดตัวมาเสมอ 

อันโตนิโอ อิโนกิ (Antonio Inoki) ตำนานแชมป์โลกชาวญี่ปุ่น คือผู้พัฒนารูปแบบมวยปล้ำ Strong Style ที่ได้รับการยกย่องในฐานะ Shoot Wrestling จนสามารถต่อกรบนสังเวียนกับ มูฮัมหมัด อาลี ในการต่อสู้ที่กล่าวกันว่าเป็น “MMA แมตช์แรกของโลก”

แม้ภายหลัง ความสมจริงของการต่อสู้จะหายไป ผ่านการนำเสนอมวยปล้ำในรูปแบบ “กีฬาเพื่อความบันเทิง” ของ WWE แต่ทักษะพื้นฐานยังคงเป็นสิ่งสำคัญ มีนักมวยปล้ำจำนวนมากในปัจจุบัน สามารถรวบคู่ต่อสู้ลงพื้นได้สวยงามไม่แพ้นัก MMA และยังมีการนำท่าซับมิชชันที่นิยมในกรงต่อสู้อย่าง Triangle choke หรือ Cross Armbreaker มาใช้

ความคล้ายคลึงกันของทั้งสองกีฬา ทำให้การเปลี่ยนผ่านจาก MMA สู่ มวยปล้ำ ง่ายกว่าที่จะเกิดขึ้นกับการต่อสู้ชนิดอื่น เช่น มวยไทย หรือ หรือ มวยสากล แม้จะมีทักษะเหล่านี้ใน MMA แต่เมื่อพิจารณากีฬามวยทั้งสองในรูปแบบของตัวเอง ถือว่าต่างจาก MMA อย่างเห็นได้ชัด

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นนักกีฬาบางคนสลับไปมาระหว่างฐานะ นักสู้ MMA และนักมวยปล้ำ เช่น บร็อค เลสเนอร์ แชมป์โลก WWE ที่เริ่มต้นอาชีพนักมวยปล้ำในปี 2002 ก่อนเบนเข็มเข้าสู่สังเวียน UFC ในปี 2008 ก่อนกลับสู่ WWE อีกครั้งในปี 2012 จนถึงปัจจุบัน โดยระหว่างนั้นในปี 2016 เลสเนอร์หวนคืนสู่เวที MMA อีกหนึ่งไฟต์ ในศึก UFC 200 อีกด้วย

 

ยืดอายุยอดนักสู้

MMA คือกีฬาที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความ “โหด ดิบ เถื่อน” เนื่องจากการผสมผสานศิลปะป้องกันตัวจากทั่วโลก ทั้ง หมัด, ศอก, เข่า, เท้า และ ท่าจับล็อคสุดอันตราย ทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธของนักสู้ในกรง

การต่อสู้แต่ละไฟต์ นักกีฬา MMA เอาร่างกายของตัวเองเป็นเดิมพัน ภาพผู้ชนะบอบช้ำทั่วร่าง กับ ผู้แพ้ที่บาดเจ็บจนเลือดอาบ สามารถเห็นจนชินตา หลายครั้งที่นักสู้ประเภทนี้โพสต์ภาพหลังจบการแข่งขัน ด้วยสภาพใบหน้ายับเยินจนแทบจำไม่ได้

นักสู้ MMA ส่วนใหญ่ จึงเป็นพวก “ดังเร็ว ดับเร็ว” สังเกตได้จากซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปของวงการ อย่าง บร็อค เลสเนอร์ และ รอนดา ราวซีย์ ทั้งสองคือนักสู้ระดับแชมป์โลก UFC แต่เมื่อช่วงเวลาขาลงมาถึง พวกเขาฟอร์มตกอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเสียแชมป์โลก เลสเนอร์ และ ราวซีย์ กลับสู่เวทีกรง 8 เหลี่ยม อีก 1 นัด ผลลัพธ์คือพ่ายแพ้ จึงประกาศเลิกชก MMA ทั้งที่พ้นตำแหน่งแชมป์เพียงปีเดียว

เทียบกับกีฬามวยปล้ำ แชมป์โลกที่เราคุ้นชื่ออย่าง จอห์น ซีนา (John Cena) สามารถครองตำแหน่งแนวหน้าของสมาคม WWE ยาวนานถึง 10 ปี โดยไม่แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมสภาพของร่างกาย ตามอายุที่เพิ่มขึ้น นักมวยปล้ำบางคน เช่น ริค แฟลร์ (Ric Flair) หากินในวงการนี้ในฐานะนักกีฬาเป็นเวลา 40 ปี ยาวนานกว่านักกีฬาต่อสู้ประเภทไหน

มวยปล้ำ คือ กีฬาเพื่อความบันเทิง หากพูดให้เข้าใจง่าย นักมวยปล้ำมีสถานะไม่ต่างจากนักดนตรี ที่เดินสายเปิดการแสดงทั่วประเทศ สภาพร่างกาย คือสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลรักษา กีฬาชนิดนี้จึงถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับการต่อสู้ชนิดอื่น

สำหรับนักสู้ MMA ที่เคยก้าวผ่านนรกในกรง แรงกระแทกจากการปะทะในมวยปล้ำ กลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ประกอบกับร่างกายของพวกเขา ที่แม้จะไม่ดีพอสำหรับการต่อสู้แบบ Shoot แต่หากหันมาเทียบกับนักมวยปล้ำทั่วไป สภาพร่างกายนัก MMA ถือว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม และสามารถหากินในกีฬาเพื่อความบันเทิงชนิดนี้ได้อีกนาน960x0

นัก MMA ที่อยู่ในช่วงโรยรา ทั้ง บร็อค เลสเนอร์, รอนดา ราวซีย์ และ เคน เวลาสเกซ จึงพาเหรดเข้าสู่กีฬามวยปล้ำ เพื่อครองความยิ่งใหญ่ในฐานะนักสู้ต่อไป ด้วยชื่อเสียงที่คนเหล่านี้สั่งสมมาในสังเวียน UFC นอกจากจะได้การตอบรับอย่างดีจาก WWE พวกเขาเหล่านี้ยังได้รับการผลักดันสู่ระดับสูงทันทีแบบไม่ต้องไต่เต้า

รอนดา ราวซีย์ รับบทนักมวยปล้ำหญิงไร้พ่ายระยะเวลานาน 1 ปี ก่อนก้าวสู่การเป็นคู่เอก WrestleMania ขณะที่ เคน เวลาสเกวส ถูกผลักดันให้ชิงแชมป์โลก WWE ตั้งแต่การขึ้นปล้ำแมตช์แรก ส่วน บร็อค เลสเนอร์ แม้จะเคยเป็นนักมวยปล้ำ แต่ดีกรีนักสู้แชมป์โลก UFC สร้างคาแรกเตอร์ของเลสเนอร์ กลายเป็นนักมวยปล้ำที่แข็งแกร่งที่สุดใน WWE ครองแชมป์โลกยาว 504 วัน นานที่สุดนับแต่ปี 1988

ความยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจของนักสู้เหล่านี้ ที่เคยสูญเสียไปในเวที UFC จึงหวนคืนกลับมาอีกครั้งใน WWE แม้พวกเขาเหล่านี้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่ชัยชนะ “ของจริง” แต่ความสำเร็จในวงการมวยปล้ำนำพาซึ่งบางสิ่ง อันเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด ในการนำพานักกีฬา MMA สู่ วงการมวยปล้ำ

 

เงิน เงิน เงิน

มวยปล้ำไม่ใช่กีฬาที่สร้างรายได้มหาศาล เทียบเท่ากับ MMA หรือ มวยสากล แต่หากเทียบตารางการทำงานกับเม็ดเงินที่ไหลเข้ากระเป๋า เราคงกล่าวได้ว่า ไม่มีกีฬาชนิดไหน “งานสบาย รายได้ดี” มากกว่านี้

ดั่งที่กล่าวไว้ บรรดาแชมป์โลก UFC ได้รับการผลักดันสู่ระดับสูงโดยไม่ต้องไต่เต้า แต่สิทธิพิเศษหน้าฉาก เทียบไม่ได้กับสิ่งที่พวกเขาได้รับเบื้องหลัง นัก MMA ที่เข้าสู่ WWE มีตารางงานน้อยกว่านักมวยปล้ำรายอื่น พวกเขาไม่ต้องปล้ำโชว์รายสัปดาห์, โชว์ออกทีวี รวมถึง ศึกใหญ่บางรายการ

สวนทางกับตารางงาน นักมวยปล้ำ-MMA เหล่านี้ มีค่าเหนื่อยสูงเสียดฟ้า บร็อค เลสเนอร์ มีค่าเหนื่อย 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 385 ล้านบาท จากการขึ้นปล้ำ 8 นัด ในปี 2019 ขณะที่ เคน เวลาสเกซ เริ่มต้นสัญญาฉบับแรกกับ WWE โดยไร้ประสบการณ์มวยปล้ำ ด้วยมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 160 ล้านบาท69608fce8df0c64be040114403acb8d9_crop_north

เม็ดเงินมหาศาลไม่เพียงดึงดูดนัก MMA เข้าสู่วงการมวยปล้ำ แต่ยังรวมถึง ไทสัน ฟิวรี (Tyson Fury) แชมป์โลกไร้พ่ายชาวอังกฤษ ที่แม้จะอยู่ในช่วงพีคของอาชีพมวยสากล ก็ไม่สามารถต้านทานเงินจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 481 ล้านบาท จาก WWE แลกกับการขึ้นปล้ำเพียงแมตช์เดียว

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่า วงการมวยปล้ำกำลังถูกนัก MMA หรือนักสู้กีฬาอื่นเข้ามาฉกฉวยเม็ดเงินในระยะเวลาสั้น ก่อนหันหลังจากไปหรือไม่ คำตอบนั้นตรงกันข้าม นักกีฬาชื่อดังเหล่านี้ คือส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้มหาศาลแก่ WWE แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การเข้ามาของซูเปอร์สตาร์อย่าง รอนดา ราวซีย์ คือส่วนสำคัญที่ทำให้ WWE บรรลุสัญญาถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์มูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 73,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับที่การปรากฏตัวของ เคน เวลาสเกซ และ ไทสัน ฟิวรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงระหว่าง WWE กับ ประเทศซาอุดิอาระเบีย มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 2,000 ล้านบาท

WWE ได้รับการการันตีว่าจะมีกำไรมหาศาลไปจนถึงปี 2024 เป็นอย่างน้อย การหว่านเม็ดเงินมหาศาลเพื่อว่าจ้างซูเปอร์สตาร์จากกีฬาอื่นไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา ขณะเดียวกัน นักสู้ MMA ยังได้ผลประโยชน์มากมายนอกเหนือเม็ดเงินในสัญญา ทั้ง เงินสปอนเซอร์และธุรกิจอื่น จากการรักษาพื้นที่ในหน้าสื่อ ด้วยบทบาทนักมวยปล้ำแถวหน้า ดั่งที่เคยกล่าวไป

การข้ามฝั่งของนักสู้ MMA สู่ มวยปล้ำ กลายเป็นกรณีศึกษาชั้นยอดในแง่ของธุรกิจ เงินนับหมื่นล้านบาทไหลเข้าสู่วงการกีฬา และกระจายตัวไปสู่ทุกฝ่ายทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ไม่มีใครรู้ว่าการโอนถ่ายระหว่างการต่อสู้ 2 ชนิด จะเกิดขึ้นไปอีกนานแค่ไหน แต่ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังมีแก่ทุกฝ่าย เราคงได้เห็นนักสู้ MMA อีกหลายราย ปรากฏตัวบนเวที WWE ในอนาคต

Uncategorized

บ้านเกิดสึบาสะ … ทำไมชิสุโอกะถึงขึ้นชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งฟุตบอลของญี่ปุ่น?

บ้านเกิดสึบาสะ … ทำไมชิสุโอกะถึงขึ้นชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งฟุตบอลของญี่ปุ่น?

หากพูดถึงจังหวัดชิสุโอกะ ในภาพจำของคนทั่วไป อาจจะเป็นจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ หรือแหล่งปลูกชาชื่อดัง แต่สำหรับวงการกีฬา “ฟุตบอล” คือของขึ้นชื่อในจังหวัดนี้ 

 

พวกเขาคือจังหวัดที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาอำนาจแห่งวงการลูกหนังแดนอาทิตย์อุทัย และเป็นบ้านเกิดของนักเตะชื่อดังหลายราย ในขณะเดียวกันเมืองยังถูกใช้เป็นฉากหลังในมังงะฟุตบอลชื่อดัง รวมไปถึงมังงะในตำนานอย่าง กัปตันสึบาสะ จนได้รับการขนานนามว่า “อาณาจักรแห่งฟุตบอล” 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา

ประวัติศาสตร์นับ 100 ปี 

แม้ว่าฟุตบอล จะไม่ได้เป็นกีฬายอดฮิตอันดับ 1 ของชาวญี่ปุ่น และเพิ่งจะได้รับความนิยมมาไม่ถึง 30 ปี หลังการกำเนิดขึ้นของเจลีกในปี 1993 แต่ไม่ใช่สำหรับชาวจังหวัดชิสุโอกะ จังหวัดขนาดกลางที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโตเกียว เมื่อพวกเขาผูกพันกีฬาชนิดนี้มาเป็นร้อยปี 

จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปในปี 1919 เมื่อ ฟูจิโอ โคะบานะ นักเรียนของโรงเรียนชิสุโอกะชินฮัง ได้เห็นเชลยศึกชาวเยอรมันที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสภากาชาดญี่ปุ่นเล่นฟุตบอล เขารู้สึกสนใจในกีฬาชนิดนี้ จึงขอให้เชลยศึกคนนั้นช่วยสอน ก่อนจะก่อตั้งชมรมฟุตบอลขึ้นในโรงเรียนของเขา 

“ปกติแล้วพ่อเป็นคนเงียบขรึม แต่ก็ได้คนเยอรมันมาช่วยสอนฟุตบอล และชมรมฟุตบอลก็น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น” โคเซอิ โคบานะ ลูกชายวัย 82 ปีกล่าวกับ Sports Hochi  

และมันก็กลายเป็นประกายเล็กๆ ที่ทำให้ชาวจังหวัดชิสุโอกะ ได้รู้จักกับเกมลูกหนัง ก่อนที่ในปี 1924 ผู้อำนวยการนิชิโบริ เฮียวซาบุโร จะทำให้ฟุตบอลฝังรากลึกในจังหวัดนี้มากขึ้น เมื่อตัดสินในเลือกกีฬาชนิดนี้มาสอนในวิชาพละศึกษาของโรงเรียนมัธยมต้นชิดะ (ฟูจิเอดะ ฮิงาชิ ในปัจจุบัน) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น 

ในตอนนั้น เบสบอล ถือเป็นกีฬายอดนิยมของญี่ปุ่น และโรงเรียนส่วนใหญ่ก็เลือกกีฬาชนิดนี้เข้ามาสอนในวิชาพละศึกษาของโรงเรียน แต่ผู้อำนวยการเฮียวซาบุโร กลับคิดต่างออกไป 

เขามองว่าแม้ว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่รู้จักในวงแคบ แต่มันก็เป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์ไม่มากนัก และเข้าถึงได้ง่าย เพราะมีเพียงแค่รองเท้ากับลูกฟุตบอลก็เล่นได้ ในขณะที่เบสบอล ดูจะเป็นทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องมีฐานะทางการเงินที่ดีพอสมควร 0f0c89_4ff74de80e0c462090591fa9b8dd4323_mv2

“เป้าหมายสำหรับการแข่งขันกีฬา คือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมพละศึกษาและเสริมสร้างจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากเป็นกิจกรรมพึงปรารถนาที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะเวลาอันสั้น และใช้เวลาน้อย มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องพิจารณาข้อดีของกีฬา กรีฑา เทนนิส และเบสบอลอย่างเคร่งครัด” เฮียวซาบุโรอธิบาย 

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองเรื่องการพัฒนาด้านจิตใจ พละกำลัง นิสัยกล้าเสี่ยงของผู้ชาย และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว รวมไปถึงความคาดหวังในอนาคตในฐานะการแข่งขันที่ยังไม่พัฒนา จึงได้ส่งเสริมฟุตบอลให้เป็นกีฬาในโรงเรียน”

และดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจไม่ผิด เมื่อฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่นักเรียนสนใจ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนไม่รู้จักมาก่อน ทำให้พวกเขากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ จนสามารถก่อตั้งชมรมฟุตบอลของโรงเรียนได้สำเร็จในปี 1926  

ก่อนที่มันจะกลายเป็นรากฐานของความยิ่งใหญ่ของพวกเขา  

 

ระบบเยาวชนที่ฝังรากลึก 

การสอนฟุตบอลในโรงเรียนมัธยมชิดะ ไม่เพียงสร้างความนิยมในกีฬาลูกหนังให้แก่ผู้คนในโรงเรียนเท่านั้น แต่มันจะส่งอิทธิพลไปถึงคนในเมืองฟูจิเอดะ จนถึงขนาดมีชาวเมืองมาชมการซ้อมของพวกเขาเป็นประจำทุกวัน 

มันเป็นผลมาจากการปลูกฝังแบบรุ่นต่อรุ่น เมื่อนักเรียนของโรงเรียนชิดะที่เคยเรียนฟุตบอล ส่วนใหญ่ต่างกลับมาเป็นครูในบ้านเกิดหลังจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และแน่นอน พวกเขาได้นำความรู้ด้านฟุตบอลมาสอนให้กับเด็กรุ่นต่อไป 0f0c89_37c2fc3dbcb1435db7f5c56598c66119_mv2

และไม่ใช่แค่ในเมืองฟูจิเอดะเท่านั้น เมื่อความนิยมในเกมลูกหนังยังแพร่กระจายไปสู่เมืองข้างเคียงอย่าง เมืองชิมิสุ (ปัจจุบันถูกผนวกรวมเข้ากับเมืองชิสุโอกะ) ที่ทำให้พวกเขาพยายามสร้างทีมขึ้นมาเพื่อต่อกรเมืองเพื่อนบ้าน

พวกเขาเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งทีมเยาวชนประจำเมือง โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาฟุตบอลในเมืองให้แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างกลุ่มเยาวชนที่เล่นฟุตบอล และมีการคัดเลือกนักเตะเข้ามาติดทีมรวมดาราที่ชื่อว่า All Shimizu อีกด้วย 

นอกจากนี้พวกเขายังวางรากฐานในระดับเยาวชนอย่างจริงจัง ด้วยการก่อตั้งลีกระดับประถม รวมไปถึงการเปิดคอร์สอบรมการเป็นโค้ชฟุตบอลให้กับคนในท้องถิ่น เพื่อกระจายความรู้ที่มีออกไปในวงกว้าง   

“ในปี 1955 เมืองชิมิสุพยายามไล่กวดเมืองฟูจิเอดะที่เป็นผู้นำทางด้านฟุตบอลของจังหวัดในตอนนั้น ทำให้มีการต่อตั้งชมรมฟุตบอลของทีมเยาวชน รวมไปถึงมีการคัดเลือกทีมออลชิมิสุ (ต่อมากลายเป็น ชิมิสุ เอฟซี) เพื่อทำให้เมืองกลายเป็นผู้นำด้านฟุตบอลให้เร็วขึ้น” งานวิจัยเรื่อง 社会サッカー学のすすめ ระบุ

“นอกจากนี้ยังได้มีการก่อตั้งลีกระดับประถม มีการเปิดสอนคอร์สการเป็นโค้ชระดับเยาวชนในโรงเรียนและให้ความรู้ทางเทคนิค ที่ทำให้ฟุตบอลแพร่หลายและพัฒนาไปอย่างมั่นคงและราบรื่น หลังจากนั้นก็เพิ่มระดับของอายุจากประถมไปจนถึงมัธยมปลาย ที่ทำให้โรงเรียนของพวกเขาคว้าแชมป์ระดับประเทศ และทำให้ชื่อของพวกเขาดังกึกก้องไปทั่ว” 

ความพยายามของพวกเขาช่วยยกระดับฟุตบอลในจังหวัดให้สูงขึ้น ก่อนที่ในปี 1962 จังหวัดชิสุโอกะประกาศศักดาในระดับประเทศ หลังโรงเรียนฟูจิเอดะ ฮิงาชิ ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลมัธยมปลายชิงแชมป์แห่งชาติ หรือศึกชิงแชมป์ฤดูหนาวได้สำเร็จ

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จังหวัดชิสุโอกะกลายเป็นราชาแห่งวงการฟุตบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น เมื่อหลังจากนั้น พวกเขาสามารถก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้อีก 9 สมัย และรองแชมป์อีก 9 สมัย โดยฟูจิเอดะ ฮิงาชิ คือทีมที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุด หลังกวาดไป 4 สมัย และรองแชมป์อีก 3 สมัย 

สถิติดังกล่าวยังทำให้ชิสุโอกะ กลายเป็นจังหวัดที่คว้าแชมป์มัธยมปลายฤดูหนาวได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยเป็นรองแค่เพียงจังหวัดเฮียวโงะ (แชมป์ 19 สมัย รองแชมป์ 9 สมัย) และจังหวัดไซตามะ (แชมป์ 13 สมัย รองแชมป์ 3 สมัย) เท่านั้น 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขายิ่งใหญ่ 

 

สภาพแวดล้อมที่เข้มงวด 

แม้ว่าการวากรากฐานอย่างมีระบบ จะทำให้ฟุตบอลของจังหวัดชิสุโอกะ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างทีมขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก่งแย่งชิงดีความเป็นเบอร์หนึ่งของจังหวัด ก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ทีมของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น 

โยชิคัตสึ คาวางุจิ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติญี่ปุ่นชุดฟุตบอลโลก และอดีตนักเตะของโรงเรียนพานิชย์ชิมิสุ ที่เคยคว้าแชมป์ฤดูหนาวเมื่อปี 1993 คือคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์นี้โดยตรง และเขาก็ยังจำไม่ลืมถึงกดดันที่ได้รับ 

“เนื่องจากผมอยู่ในทีมที่เป็นตัวแทนของจังหวัดชิสุโอกะ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะคว้าแชมป์ระดับชาติ ดังนั้นการได้เพียงรองแชมป์จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่ามันเป็นเพราะผมมีจิตวิญญาณแห่งชัยชนะอยู่ในตัว” อดีตนายด่าน จูบิโล อิวาตะกล่าวกับ Sportiva 

“แต่ว่าแม้ว่าเราจะคว้าแชมป์ฤดูหนาว แต่ในปีนั้น เราก็แพ้ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายในอินเตอร์ไฮ เรารู้สึกอับอายและไม่สามารถกลับไปชิสุโอกะได้ทันที เราจึงอยู่ซ้อมต่อหลังจากนั้น ผมจำได้ว่าเรากลับไปถึงในตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงกลางวัน ผมเติบโตมาจากสายตาที่เข้มงวดอย่างนั้น”20190204-OHT1I50161-L

ในขณะที่ คัตสึมิ โอเอโนกิ อดีตนักเตะและผู้จัดการทีม ชิมิสุ เอสพัลส์ ที่เคยคว้าแชมป์ฤดูหนาวกับ ชิมิสุ ฮิงาชิ เมื่อปี 1983 ให้เหตุผลว่ามันเป็นเพราะการถูกปลูกฝังประสบการณ์การคว้าแชมป์มาตั้งแต่เป็นเด็ก จึงทำให้พวกเขายึดมั่นในชัยชนะ 

“ความแข็งแกร่งของโรงเรียนมัธยมปลายของเมืองชิมิสุมาจากการฝึกฝนและลับฝีเท้ามาตั้งแต่ประถม และจากตอนนั้นทำให้เกิดการซึมซับและยึดมั่นว่าชัยชนะคือเป้าหมายสูงสุด แม้เป็นการแข่งขันระดับชาติ ก็ต้องคว้าแชมป์เท่านั้น ตัวผมเองก็ยังเคยมีประสบการณ์คว้าแชมป์ระดับประเทศตอนสมัยประถม” โอเอโนกิ กล่าวกับ Sportiva 

“เพราะว่ามีพื้นฐานมาจากเรื่องนี้ ทำให้แม้แต่ตอนขึ้นมัธยมปลาย ผู้เล่นต่างคิดถึงแต่การคว้าแชมป์ระดับประเทศด้วยกันทั้งนั้น”

เช่นกันสำหรับ มาซาฮารุ ซูซูกิ อดีตผู้เล่น โยโกฮามา เอฟ มารินอส และ นาโงยา แกรมปัส แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้ร่วมทีมไปเล่นในศึกชิงแชมป์ทั่วประเทศ แต่เขาก็ยังจำได้ดีถึงความดุเดือดในการแย่งชิงความเป็นเบอร์หนึ่งของจังหวัดสมัยเล่นให้กับ ชิสุโอกะ กัคคุเอ็น ในช่วงปี 1986-1988 result_pic01_20181204175407

“โรงเรียนที่เป็นคู่แข่งมักจะมีดาวดังระดับประเทศเสมอ มันจึงเป็นกำแพงที่หนามาก ชิสุโอกะ กัคคุเอ็น ก็เป็นทีมที่แข็งแกร่งหากอยู่ในจังหวัดอื่น เพราะว่าเราไม่เคยแพ้ทีมไหน (นอกจังหวัด) ผมคิดว่ามันคงจะดีหากจังหวัดชิสุโอกะได้โควต้า 3 ทีมในการแข่งขันทั่วประเทศ” ซูซูกิให้ความเห็น 

“แต่การต้องต่อสู้กันในสถานที่ที่เข้มงวดเช่นนี้ ทำให้นักกีฬาจากโรงเรียนในจังหวัดชิสุโอกะมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ที่ผมสามารถเล่นอาชีพและก้าวผ่านมันได้ ก็เป็นเพราะประสบการณ์มากมายที่เก็บเกี่ยวมาจากสามปีในชีวิตมัธยมปลาย” 

และสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้พวกเขากลายเป็นแกนหลักในการพัฒนาวงการฟุตบอลญี่ปุ่น 

 

ผู้ค้ำจุนฟุตบอลแดนซามูไร

แน่นอนว่าการพัฒนาอย่างเป็นระบบของชิสุโอกะ ไม่เพียงแต่ทำให้ทีมฟุตบอลมัธยมของพวกเขาแข็งแกร่ง แต่มันยังทำให้จังหวัดแห่งนี้ สามารถผลิตนักฟุตบอลออกมาได้เป็นลำดับต้นๆของประเทศ 

จากผลสำรวจของ  [とどラン] ซึ่งเป็นการจัดอันดับความเป็นพลเมืองระบุว่า ในเจลีกฤดูกาล 2018 มีนักเตะที่เล่นในลีกอาชีพญี่ปุ่น (เจ 1, เจ 2, เจ 3) ที่มาจากจังหวัดชิสุโอกะถึง 1,427 คน ซึ่งหมายความว่าทุกประชากร 100,000 คน จะมีคนเป็นนักฟุตบอลเจลีก 1.12 คน 

ทำให้พวกเขากลายเป็นจังหวัดที่มีนักเตะเจลีกมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร แม้ว่าหากนับจำนวนรวมจังหวัดอย่าง โตเกียว หรือ ไซตามะ จะมีมากกว่าพวกเขาในหลักร้อยก็ตาม 

หรือหากดูแค่เมืองชิมิสุ เมืองที่เป็นฐานที่มั่นของ ชิมิสุ เอสพัลส์ ต้นสังกัดของ ธีรศิลป์ แดงดาในฤดูกาลปัจจุบัน จะพบว่าจากประชากร 240,000 คน มีคนที่ลงทะเบียนเป็นนักฟุตบอลไว้สูงถึง 30,000 คน หรือมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งเมืองเลยทีเดียว

และไม่ใช่ในเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคุณภาพ เมื่อชิสุโอกะ คือจังหวัดที่เป็นแหล่งปลุกปั้นนักเตะฝีเท้าดีออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ยุคเก่าอย่าง “คิง คาซู” คาซุโยชิ มิอุระ, มาซาชิ “กอน” นาคายามะ หรือชินจิ โอโนะ มาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง มาโคโตะ ฮาเซเบะ อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น หรือ เรียวตะ โอชิมะ เพลย์เมกเกอร์ คาวาซากิ ฟรอนทาเล แชมป์เจลีกฤดูกาลที่ก่อนหน้าโน้น

แถมในปี 1998 ที่ญี่ปุ่นได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ชิสุโอกะ ยังสามารถส่งนักเตะเข้าไปเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลสุดท้ายได้ถึง 9 คน ได้แก่ นาคายามะ, คาวางุจิ, นาโอกิ โซมะ, เทรุโยชิ อิโต, ฮิโรชิ นานามิ, โอโนะ, โทชิฮิโระ ฮัตโตริ, โทชิฮิเดะ ไซโต และ ทาคาชิ ฮิราโนะ และแน่นอนว่าเป็นจังหวัดที่มีนักเตะติดทีมเข้าไปมากที่สุดของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสโมสรอยู่ในลีกอาชีพถึง 4 ทีมคือ ชิมิสุ เอสพัลส์ ที่เล่นอยู่ในเจ 1, จูบิโล อิวาตะ ที่อยู่ในเจ 2 และ ฟูจิเอดะ เอ็มวายเอฟซี และ อาซุล คลาโร นุมาซุ ที่เล่นอยู่ในเจ 3 โดย จูบิโล คือทีมที่มีผลงานดีสุด หลังเคยก้าวไปถึงแชมป์เจลีก 3 สมัย 

และความยิ่งใหญ่ของพวกเขา ก็ไม่ได้มีอิทธิพลแค่ในโลกจริง แต่ยังส่งผลไปถึงโลกแห่งจินตนาการ เมื่อมันทำให้เมืองแห่งนี้ถูกเลือกเป็นฉากหลังในมังงะฟุตบอลชื่อดังอย่าง “กัปตันสึบาสะ” หรือ “Shoot!” 

แม้ว่าอาจารย์ โยอิจิ ทาคาฮาชิ จะยอมรับว่าโรงเรียนนันคัตสึ ในการ์ตูนของเขามีต้นแบบมาจากโรงเรียนมินามิ คัตสึชิกะ บ้านเกิดในกรุงโตเกียว แต่เขาก็ตั้งใจให้โรงเรียนของ โอโซระ สึบาสะ ตัวเอกของเรื่องมีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชิสุโอกะ และเขียนอธิบายไว้ในเรื่องอย่างชัดเจน

เช่นกันสำหรับอาจารย์ สึคาสะ โอชิมะ ที่ใช้เมืองคาเคงาวะ ในจังหวัดชิสุโอกะ เป็นที่ตั้งของชมรมฟุตบอลคาเคงาวะ ของเหล่าสามทหารเสือ โทชิฮิโกะ ทานากะ, คาสุฮิโร ฮิรามัตสึ และ ชิราอิจิ เคนจิ ที่โลดแล่นอยู่บนแผงหนังสืออยู่หลายสิบปี 

มันจึงไม่ใช่คำกล่าวเกินเลยที่หากพูดถึงฟุตบอล แล้วต้องนึกถึงจังหวัดชิสุโอกะ เมื่อมันกลายเป็นภาพจำของคนทั่วไปตั้งแต่ยุค 1960’s เป็นต้นมา จนทำให้พวกเขาได้รับฉายาว่า “อาณาจักรแห่งฟุตบอล”Cz5elB6WEAEOHUF

“ซีรีส์สึบาสะเริ่มต้นขึ้นในปี 1981 และในตอนนั้นยังไม่มีเจลีก จริงอยู่แม้ว่าจะมีลีกญี่ปุ่นแล้ว แต่ฟุตบอลมัธยมปลายก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ซึ่งในช่วงเวลานั้น โรงเรียนมัธยมปลายจากชิสุโอกะก็แข็งแกร่งมาก” อ.ทาคาฮาชิอธิบายกับ Soccer King 
Photo : @English_AS

“ดูเหมือนว่าในตอนนั้นนักเตะทีมชาติเกือบครึ่งล้วนมาจากจังหวัดชิสุโอกะ ทำให้ตั้งแต่ตอนนั้นชิสุโอกะมีภาพจำเต็มไปด้วยมีนักเตะเก่งๆ มากมาย” อ.ทาคาฮาชิกล่าวต่อ

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าในช่วงหลัง มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น 

 

ราชันตกบัลลังก์ 

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทีมฟุตบอลในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายจากจังหวัดชิสุโอกะ ไม่สามารถคว้าแชมป์ระดับชาติได้” ผู้ไม่ประสงค์ออกนามกล่าวกับ Sportiva

“มันจึงไม่สามารถพูดได้ว่าการตกชั้นของจูบิโล (เมื่อปี 2013) ไม่เกี่ยวข้องกับผลงานที่ตกลงของทีมนักเรียนที่เป็นตัวแทนจังหวัดชิสุโอกะในเวทีระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงเรียนที่แข็งแกร่งที่เคยเอาชนะการแข่งขันทั่วประเทศ และเป็นแหล่งของนักเตะฝีเท้าดี” 

เพราะนับตั้งแต่ปี 1998 ที่โรงเรียนพาณิชย์ชิมิสุ จอดป้ายเพียงแค่รอบ 3 ผลงานของทีมโรงเรียนมัธยมจากจังหวัดชิสุโอกะ ก็ตกลงอย่างน่าใจหาย เมื่อจนถึงปี 2018 มีเพียงฟูจิเอดะ ฮิงาชิ เท่านั้นที่ไปไกลกว่ารอบ 4 ทีมสุดท้าย หลังคว้ารองแชมป์ในปี 2007 

เช่นกันนักเตะฝีเท้าดีที่มาจากจังหวัดชิสุโอกะก็มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูได้จากจำนวนนักเตะที่ติดทีมเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จาก 9 คนในปี 1998 ลดลงมาเหลือ 6 คนในปี 2002 และ 3 คนในปี 2006 ก่อนจะเหลือเพียงแค่ 2 คนในปี 2018 ที่มีเพียง ฮาเซเบะ กับ เรียวตะ โอชิมะ เท่านั้น ที่เป็นลูกหลานจากจังหวัดเชิงภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้

“และไม่ใช่แค่ผลงานของจูบิโล หรือชิมิสุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเหล่านักเตะพรสวรรค์ที่เคยมีส่วนช่วยทีม มันมีจำนวนลดลงในตอนนี้ แน่นอนว่ามันย่อมส่งผลต่อความแข็งแกร่งของทีมอย่างเลี่ยงไม่ได้” ผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนเดิมกล่าว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทีมจากชิสุโอกะ ไม่เก่งกาจเหมือนเก่า คือการที่โลกพัฒนาไปข้างหน้าอย่างเท่าทันกัน เพราะในช่วงบุกเบิก ชิสุโอกะ มีองค์ความรู้ที่ก้าวล้ำกว่าจังหวัดอื่น แต่ในยุคที่ทุกคนมีเทคโนโลยีและสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้เหมือนกัน ทำให้นักเตะของพวกเขาไม่ได้โดดเด่นกว่าจังหวัดอื่นอีกแล้ว iwata j2-2-thumb-500x332-61960

“ในอดีต เราไม่มีคู่มือฟุตบอล ดังนั้นโค้ชจึงต้องหาวิธีและดัดแปลงเพื่อสอนผู้เล่น แต่ตอนนี้เรามีคู่มือดีๆ มากมาย ซึ่งเราก็ฝึกและสอนผู้เล่นจากสิ่งนี้” โยจิ โมจิสุกิ ผู้จัดการทั่วไปทีมฟุตบอลโรงเรียนโทไคไทโช ชิสุโอกะให้เหตุผล 

“ดังนั้นถ้าพวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้เล่นแบบเดียวกัน และออกไปเล่นในระดับประเทศ มันจึงไม่มีอะไรที่แตกต่างจากนักเตะที่มาจากจังหวัดอื่น” 

มันจึงทำให้นักเตะจากชิสุโอกะ ที่เคยมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในอดีต กลายเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับค่าเฉลี่ยทั่วไป และมันก็ทำให้พวกเขาได้รับความสนใจจากสโมสรในเจลีกน้อยลงกว่าในอดีต 

“เราอยากให้คนท้องถิ่นเข้าร่วมสโมสรอาชีพ ด้วยความหวังว่ามันจะช่วยเป็นพลังเสริมที่มาจากความรักในท้องถิ่นของพวกเขา แน่นอนมันเป็นเรื่องดีที่อัตรานักเรียนที่จบจากโรงเรียนในชิสุโอกะทำให้ จูบิโล และ เอสพัลส์ แข็งแกร่งขึ้น” แมวมองสโมสรในเจลีกคนหนึ่งระบุ

“แทบไม่ต้องสงสัยว่านี้คือปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังนี้ แต่แม้ว่าเราอยากให้นักเรียนจากโรงเรียนในชิสุโอกะเข้าทีมขนาดไหน แต่ก็ไม่มีนักเตะในระดับนั้นในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี พวกเขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อในเดือนมิถุนายนปี 2019 สมาคมฟุตบอลระดับมัธยมประจำจังหวัดชิสุโอกะ พยายามที่จะกู้คืนความยิ่งใหญ่ของพวกเขาให้กลับมา ด้วยโครงการชื่อ “ฟื้นฟูอาณาจักรฟุตบอลชิสุโอกะ” 

โครงการนี้เป็นความร่วมมือกับเจลีก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับฟุตบอลในท้องถิ่น โดยเริ่มจากการจัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ภายในจังหวัดในชื่อ “ชิสุโอกะ แชมเปียนส์ลีก” รวมไปถึงการเข้าค่ายเก็บตัวฝึกซ้อมโดยเลือกนักเตะฝีเท้าดีจากทั่วจังหวัดมาเล่นด้วยกัน  

ในขณะเดียวกันพวกเขายังมีแผนให้ทีมโรงเรียนได้ลงเตะกระชับมิตรกับทีมเยาวชนจากเจลีก รวมไปถึงเชิญโค้ชอาชีพสอนและให้ความรู้แก่นักเตะในท้องถิ่น 

“ผมอยากให้ผู้เล่นเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กันและมุ่งหน้าไปสู่ระดับโลกพร้อมกันอย่างจริงจัง ผมหวังว่านี่จะเป็นโอกาสที่เราจะกระเทาะเปลือกออกไป” อาคิฮิโระ โอคาวะ ประธานสมาคมฟุตบอลมัธยมชิสุโอกะกล่าวกับ Shizuoka ShinbunShizuokaGakuen20200114-thumb-800xauto-228333

และดูเหมือนว่าความพยายามของพวกเขาจะเริ่มออกผล เมื่อในเดือนมกราคม 2020 ชิสุโอกะ กัคคุเอ็น กู้หน้าให้วงการฟุตบอลชิสุโอกะได้สำเร็จ หลังก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ฤดูหนาวได้สำเร็จ หลังเอาชนะ อาโอโมริ ยามาดะ แชมป์เก่า 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศ โดยถือเป็นทีมแรกของจังหวัดในรอบกว่า 20 ปี

สิ่งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับพวกเขาในการกลับมาทวงบัลลังก์ความเป็นมหาอำนาจแห่งวงการฟุตบอลญี่ปุ่น ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ชาวเมืองชิสุโอกะมีความหวังว่า “อาณาจักรแห่งฟุตบอล” จะกลับมาสู่จังหวัดนี้อีกครั้งในเร็ววัน

Uncategorized

ความเจ็บปวดของนักกีฬาแอฟริกันกับโลกในยุค COVID-19

ความเจ็บปวดของนักกีฬาแอฟริกันกับโลกในยุค COVID-19

เมื่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมแก่วงการกีฬาแอฟริกา จนแทบเอาตัวไม่รอด 

 

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 ในไทยจะเริ่มดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง แต่ในระดับโลกยังไว้วางใจไม่ได้ เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายประเทศดีดตัวสูงขึ้นอย่างพรวดพราด และรวมทะลุหลัก 4 ล้านคนในปัจจุบัน 

แน่นอนว่าการระบาดของ COVID ในครั้งนี้ สร้างแรงกระเพื่อมไปในทุกภาคส่วน เช่นเดียวกับวงการกีฬา ที่ทำให้การแข่งขันหลายรายการต้องพักเบรก ยกเลิก หรือเลื่อนไปก่อน ซึ่งส่งผลกระทบในแง่ลบมากมายตามมา 

อย่างไรก็ดี สำหรับทวีปแอฟริกา ดูเหมือนว่านักกีฬาของพวกเขา ได้รับความเสียหายค่อนข้างหนักกว่าใครอื่นจากการระบาดในครั้งนี้ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

โบนัสที่หายไป 

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แอฟริกา ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก ไม่น้อยไปกว่าภูมิภาคอื่น เมื่อพวกเขามีจำนวนผู้ป่วยสะสมรวมทั้งสิ้น 53,200 ราย และเสียชีวิต 2,027 ราย โดยแอฟริกาใต้คือประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดที่ 7,808 ราย

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เป็นเวลากว่าสองเดือน ที่วงการกีฬาแอฟริกาหยุดชะงัก เมื่อการแข่งขันมากมายทั้ง เทนนิส คริกเก็ต กอล์ฟ มวย รวมไปถึงกีฬายอดนิยมของพวกเขาอย่าง ฟุตบอล ต้องยกเลิกหรือเลื่อนการแข่งขันออกไป 

“ฟุตบอลคือชีวิต ช่วงเวลาฟุตบอลต้องหยุด มันเหมือนกับชีวิตต้องหยุดลงเช่นกัน” ดาวิด จูมา กัปตัน คาคาเมกา โฮมบอยซ์ สโมสรในพรีเมียร์ลีกของเคนยากล่าวกับ BBC Sports

แม้ว่าฟุตบอล จะเป็นกีฬาที่คนแอฟริกาคลั่งไคล้เป็นอย่างมาก แต่ในภาพรวมมันไม่ได้หมายความว่าสถานะทางการเงินส่วนใหญ่พวกเขาจะอยู่ในสภาพดี แม้ในช่วงเวลาปกติ เมื่อเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป 

อ้างอิงจาก เคนยา พรีเมียร์ลีก หนึ่งในลีกชั้นนำของแอฟริกาตะวันออก เมื่อนักเตะกว่าครึ่งมีรายได้ต่อเดือนเพียงแค่ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 6,400 บาท ทำให้พวกเขาต้องพึ่งรายได้เสริมจาก โบนัสลงเล่น เบี้ยเลี้ยงในการเดินทาง และโบนัสหากทีมคว้าชัย 

แน่นอนว่าหากไม่มีเกมการแข่งขัน รายได้ตรงนี้ก็จะหายไป แถมในช่วงสถานการณ์ COVID-19 บางสโมสร ยังลดเงินเดือนนักเตะและสตาฟฟ์โค้ชเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้เล่นที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว มีรายรับน้อยลงไปอีก david-juma-of-kakamega-homeboyz_1o4r8pqyt3c391ae8ujcu93ak6

“พวกเขาบอกเราว่าจะถูกตัดเงินเดือน 50 เปอร์เซ็นต์ บอสของเราอยู่ในภาคธุรกิจ และเพราะว่าโคโรนา จึงไม่มีธุรกิจไหนที่มีผลประกอบการที่ดีเลย” จูมากล่าวต่อ

“ในฐานะนักธุรกิจ เขารู้ว่าการจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนให้เรา จะทำให้ไม่สามารถรักษาทีมไว้ได้ มันจึงต้องเป็นแบบนี้ แทนที่จะไล่นักเตะออกไปโดยไม่จ่ายเงิน”  

ในขณะที่แคเมอรูน ก็ไม่ต่างจากเคนยา แม้อาจจะดีหน่อยที่พวกเขามีกฎหมายคุ้มครองแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งทุกคนต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ (6,400 บาท) แต่สถานการณ์ก็เริ่มจะไม่สู้ดี เมื่อสโมสรต้องขาดรายได้ที่มาจากเกมการแข่งขัน ทั้งค่าตั๋ว และค่าใช้จ่ายของแฟนบอลในวันที่มีแมตช์ 

“ตอนนี้เงินเดือนของเรายังคงเท่าเดิม แต่ผมคิดว่าภายในเดือนหน้า เงินเดือนน่าจะไม่เหมือนเดิม” โทมัส บาวัค นักเตะของทีม โคตอน สปอร์ต ใน แคเมอรูน พรีเมียร์ลีก กล่าว

อย่างไรก็ดี ยังมีนักกีฬาอีกกลุ่มที่ได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่าพวกเขา 

 

งานยกเลิก เงินยกเลิก 

แอฟริกา ถือเป็นภูมิภาคที่กลายเป็นภาพจำของคนทั่วโลกในฐานะผู้ส่งออกนักวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งในระยะไกล เมื่อนักวิ่งจากทวีปแห่งนี้ ต่างเป็นเจ้าของสถิติโลกหรือขึ้นไปคว้าแชมป์มากมายมาตั้งแต่ในอดีต 

ไม่ว่าจะเป็น อเบเบ บิคิลา นักวิ่งชาวเอธิโอเปีย ผู้คว้าเหรียญทองการแข่งขันวิ่งมาราธอนโอลิมปิก 1960 ที่กรุงโรม พร้อมทำลายสถิติโลก ด้วยการวิ่งเท้าเปล่า และกลายเป็นคนแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ในอีก 4 ปีต่อมา ที่โตเกียว2700

หรือในยุคปัจจุบัน เอเลียด คิปโชเก ปอดเหล็กชาวเคนยา ที่เป็นเจ้าของสถิติ “ชายที่วิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดในโลก” ด้วยสถิติ 2 ชั่วโมง 1 นาที 39 วินาทีในการแข่งขัน เบอร์ลิน มาราธอน เมื่อปี 2018 ตลอดจนเป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ที่ริโอ เมื่อปี 2016

อย่างไรก็ดี จากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทำให้นักวิ่งจากแอฟริกาต้องว่างงาน เมื่อการแข่งขันขันทั้ง เวิลด์อินดอร์ การแข่งขันกรีฑาระดับโลกที่จัดขึ้นทุก 4 ปี รวมไปถึงเวิลด์ฮาล์ฟ มาราธอน ที่จัดขึ้นทุกสองปี และมีคิวจะแข่งกันในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาต้องเลื่อนออกไป 

เช่นกันสำหรับการแข่งขันแบบซีรีส์ที่จัดการแข่งขันตลอดทั้งปี อย่าง เวิลด์ มาราธอน เมเจอร์, ไดมอนด์ ลีก หรือ Continental Tour ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน และมันส่งผลกระทบต่อพวกเขาโดยตรง โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“นักกีฬาทุกคนต่างรู้สึกถึงผลที่ตามมา” ฮิวส์ ฟาบริคซ์ แซนโก นักกรีฑาชาวบูร์กินา ฟาโซ ที่เคยคว้าเหรียญทองแดงเขย่งก้าวกระโดดในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลก 2019 กล่าว

“ผมรู้จักนักกีฬาแอฟริกาบางคนที่ไม่ได้มีสปอนเซอร์และเดินทางไปยุโรปอยู่เสมอเพื่อลงแข่งหาเงิน การแข่งขันที่ถูกยกเลิก สิ่งนี้กำลังเป็นอันตรายต่อพวกเขา เพราะพวกเขาจะไม่มีรายได้ที่จะเข้ามาช่วยในการเตรียมตัวสำหรับปีหน้า” 

“ดังนั้นนักกีฬาบางคนอยู่ในจุดที่ยากลำบากมาก” 

ปกติรายได้ของนักวิ่งส่วนใหญ่จะมาจากสามทางเป็นหลัก คือจากสปอนเซอร์ เงินรางวัล และโบนัสจากการแข่งขัน ซึ่งอาจจะเป็นตำแหน่งที่วิ่งเข้าเส้นชัย หรือการทำลายสถิติในแต่ละรอบ 

“ถ้าคุณไม่ลงแข่งวิ่ง มันไม่มีโอกาสเลยสำหรับโบนัส เงินที่ได้เมื่อลงแข่ง หรือเงินรางวัล” มิเชล โบติง เอเยนต์ชาวดัตช์ที่เป็นตัวแทนให้กับนักวิ่งแอฟริกามากมาย 

“มันจึงเป็นภาระที่ใหญ่มากสำหรับนักกรีฑาหลายคนและครอบครัวของพวกเขาที่แขวนอยู่กับมัน” 

ทำให้การเลื่อนการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น เวิลด์ อินดอร์ หรือรายการใหญ่อย่างโอลิมปิก ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสคว้าเหรียญ แต่มันยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อรายรับ ที่แทบจะเป็นรายได้หลักของพวกเขา 

“มันขึ้นอยู่กับระดับของพวกเขา มันอาจจะเป็น 2 ใน 3 หรือมากกว่านั้น (ของรายได้) เพราะว่ามันยังมีโบนัสที่มาจากการแข่งขันด้วย” แซนโก กล่าว

“ดังนั้นมันต้องมีผลกระทบทางการเงินอย่างแน่นอน”

ในขณะเดียว หากมองในภาพรวม ต้องยอมรับว่านักกรีฑาแอฟริกาส่วนใหญ่ ต่างไม่ได้มีรายได้เทียบเท่ากับนักฟุตบอล นอกจากนี้ พวกเขาเหล่านี้ต่างไม่ได้มีสัญญา เหมือนกับนักเตะอาชีพ ที่ยังมีรายได้จากเงินเดือนแม้ไม่ได้ลงแข่ง 

“สำหรับกรีฑา พอเทียบกับกีฬาอื่นแล้ว ถือว่าเราล่มจมเลยทีเดียว” เบลสซิ่ง โอคาบาเร นักวิ่งและนักกระโดดไกลชาวไนจีเรียกล่าว 

“ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ชวนให้ดึงดูด และผู้เล่นก็ทำเงินได้มากมาย สำหรับสิ่งที่ฉันทำเพื่อดำรงชีวิต ฉันไม่สามารถหาเงินได้ขณะนั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรอง แต่นักฟุตบอลสามารถทำได้” 

“ถ้าฉันอยากได้เงิน ฉันต้องลงแข่ง มันมีการแข่งขันบางรายการที่ถ้าคุณฟาวล์ตั้งแต่ตอนสตาร์ท คุณจะไม่ได้ค่าลงแข่ง หรืออาจจะได้ครึ่งหนึ่งถ้าคุณวิ่งไม่จบ” 

 

เงินสำรองที่ร่อยหรอ

“ผมต้องสูญเงินไปกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (640,000 บาท) ที่จะเป็นเงินประกันเมื่อได้ลงแข่ง” ไนเจล อามอส นักวิ่งจากบอตสวันนา กล่าวกับ BBC nigel-730x400

อามอส เป็นหนึ่งในดาวเด่นของวงการกรีฑาแอฟริกา เขาเคยคว้าเหรียญเงินในการแข่งขันวิ่ง 800 เมตรในโอลิมปิกที่ลอนดอน เมื่อปี 2012 และมุ่งมั่นที่จะแก้ตัวในโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น หลังต้องถอนตัวกลางคันในการแข่งขันที่ริโอ 2016 หลังเป็นลม

“ปีนี้ผมบอกกับตัวเองว่า โอเคไนเจล นายเลือกเฉพาะรายการสำคัญ เพื่อให้นายยังสดอยู่ตอนโอลิมปิก” 

“ผมจึงไปแข่งแค่ไม่กี่รายการ เพราะแบบนี้ผมจึงต้องพยายามบริหารเรื่องเงินผมให้ดี เพื่อประคองตัวเองให้อยู่รอดตลอดทั้งปี แต่ตอนนี้มันเหลือศูนย์” 

ในการแข่งขันกรีฑา เงินรางวัลในแต่ละรายการจะแตกต่างกันไปตามดีกรีของการแข่งขัน โดย Continental Tour การแข่งขันระดับ 2 ที่จัดโดยสหพันธ์กรีฑาโลก หรือ World Athletics (รองมาจาก ไดมอนด์ ลีก) ผู้ชนะจะได้รางวัล 6,000 ดอลลาร์ (192,000 บาท) และลดหลั่นลงมาจนเหลือ 800 ดอลลาร์ฯ (25,000 บาท) สำหรับผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 8 

ในขณะที่การแข่งขันมาราธอน นักวิ่งจะสามารถทำเงินได้ตั้งแต่ 1,000 ดอลลาร์ (32,000 บาท) ไปจนถึง 100,000 ดอลลาร์ (3.2 ล้านบาท) หรืออาจจะได้มากกว่านั้นในรายการระดับเมเจอร์อย่าง เบอร์ลิน บอสตัน ลอนดอน หรือปารีส ขึ้นอยู่กับอันดับในการแข่งขัน 

มันจึงทำให้รายการเหล่านี้ กลายเป็นหมุดหมายสำหรับนักวิ่งจากแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่น ลอนดอนมาราธอน ผู้ชนะประเภทชายจะได้เงินสูงถึง 313,000 ดอลลาร์ (10 ล้านบาท) และ 55,000 (1.7 ล้านบาท) ดอลลาร์ ในประเภทหญิง และได้เงินการันตีอย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์ (32,000 บาท) หากจบใน 12 อันดับแรก 

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นจำนวนเงินที่ข้างสูง แต่ก็แลกมาด้วยระยะเวลาในการฟื้นตัวที่ต้องใช้มากกว่าการวิ่งชนิดอื่น ทำให้พวกเขามีโอกาสลงแข่งขันเพียงแค่ 3 ครั้ง หรืออย่างมากที่สุดคือ 4 ครั้งต่อปี แต่ด้วยการระบาดของ COVID ทำให้ครึ่งปีแรกผ่านไปด้วยความว่างเปล่า 

“มันกำลังจะกลายเป็นหายนะของนักกรีฑา เมื่อครึ่งปีแรกการที่แข่งวิ่งบนถนนหายไปหมดแล้ว เพราะการแข่งขันทั้งหมดถูกยกเลิก” โบติงกล่าว 

“มันหมายความว่านักกรีฑาที่ไม่มีสัญญากับสปอนเซอร์จะมีรายได้เป็นศูนย์สำหรับ 6-7 เดือนแรกของปี และคนที่มีสัญญาจะเสียรายได้ไปราว 40-70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด” 

ในขณะเดียวกัน นักวิ่งไม่ใช่ผู้เดียวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์นี้ แต่เอเยนต์ของพวกเขา ที่มีรายได้หลักมาจากรายรับของนักกรีฑา ก็โดนหางเลขเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“รายได้ของเอเยนต์มาจากคอมคอมมิชชั่น และถ้ารายได้จากการแข่งขันเป็นศูนย์ แน่นอนว่ามันย่อมเกิดความเสียหายต่อธุรกิจของเรา” โบติงอธิบาย

“เราต้องปรับตัว และบางทีอาจจะมีรายได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์จากปกติ หรือน้อยกว่านั้น”
อย่างไรก็ดี ปัญหาทางการเงินไม่ใช่เรื่องเดียวที่นักกีฬาแอฟริกันต้องเผชิญ 

 

สุขภาพจิตที่ถดถอย 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ไม่เพียงแค่สร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนในสังคม ไม่เว้นแม้แต่นักกีฬา

โบลาจี ไซมอน นักเตะของ โฮโรยา เอฟซี ในลีกกินีบอกว่า สถานการณ์เช่นนี้ นอกเหนือจากความกังวลกังวลว่าตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่ พวกเขายังต้องสะสมความเครียดในเรื่องปากท้องจากรายได้ที่ลดลง sakin

“นอกจากลูกและน้องชายของผมที่ต้องไปโรงเรียน ผมยังมีแม่และน้องสาวที่ต้องเลี้ยงดู” เขากล่าว 

“ผมรู้สึกกังวลใจมาก พอเราไม่ได้ลงเล่น เราก็ไม่ได้โบนัสจากการแข่งขัน ไม่ได้อะไรเลย” 

เช่นกัน โอคาบาเร นักกรีฑาชาวไนจีเรีย ก็ยอมรับว่า ในตอนแรกเธอรู้สึกช็อค ก่อนจะตามมาด้วยความกังวล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าการแข่งขันจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งเมื่อไร 

“การเป็นนักกรีฑาคือทั้งหมดที่เรารู้ ทั้งหมดที่เราทำได้ มันคือชีวิตของพวกเรา” โอคาบาเร กล่าว  

“ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันเหมือนกับความช็อค การไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปคือส่วนที่ยากที่สุดในสถานการณ์เหล่านี้สำหรับฉัน” 

ในขณะที่ ฮัสซัน อาเบ็ด เอล กาวาด นักวิ่งชาวอียิปต์ที่เคยคว้าเหรียญทองแดงในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์แอฟริกาครั้งล่าสุด ยอมรับว่าแม้ว่าเขาจะมีเงินเดือนจากสโมสรที่สังกัด แต่เขาก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้มีชีวิตรอดจากรายได้ที่ลดลงแบบฮวบฮาบ

“มันมีการแข่งขันที่คุณสามารถไปและชนะ และเมื่อคุณชนะคุณจะได้เงิน แต่การแข่งขันเหล่านี้ถูกยกเลิกไปหมดจนถึงเดือนมิถุนายน”

“ผมกำลังพยายามเอาตัวรอด เพราะว่าผมได้เงินเดือนจากสมาคมของอียิปต์แค่ 123 ดอลลาร์ (3,970 บาท) ในขณะที่อัล อาลี สโมสรที่ผมเป็นตัวแทนให้เงิน 622 ดอลลาร์ (20,000 บาท) แต่ในฤดูกาลนี้มันสำคัญสำหรับการคัดเลือกไปโอลิมปิก กลับทำเงินไม่ได้” 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก พวกเขาก็ยังไม่หมดหวัง 

 

สู้ไปด้วยกัน 

แม้ว่านักกีฬาแอฟริกัน จะได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างหนักหน่วงจากการระบาดของ COVID-19 แต่พวกเขาก็ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง เมื่อองค์กรกีฬาของแต่ละประเทศ ต่างพยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ CENTRAL-PARADE

ยกตัวอย่างเช่นสมาคมฟุตบอลเซียราลีโอน ที่บริจาคเงิน 67,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2.1 ล้านบาท) ให้กับทีมในพรีเมียร์ลีก ดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2 หรือสมาคมฟุตบอลอียิปต์ ที่ระดมทุนเปิดรับบริจาค เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือนักฟุตบอลในลีกล่าง ทั้งดิวิชั่น 3 ดิวิชั่น 4 

เช่นกันกับ แอฟริกาใต้ พวกเขาได้ตั้งกองทุนมูลค่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (256 ล้านบาท) เพื่อเยียวยานักฟุตบอลและศิลปิน ส่วน ไลบีเรีย ได้อนุมัติเงิน 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (134,000 บาท) ที่นำมาช่วยเหลือนักฟุตบอลทั้งชายและหญิงของแต่ละสโมสร ขณะที่ผู้เล่นในแอลจีเรีย ทำตรงข้ามด้วยการบริจาคเงินเดือนตัวเองครึ่งหนึ่งเป็นกองทุนสู้ COVID 

ส่วนวงการกรีฑา ก็ไม่น้อยหน้า ต่างพยายามหาวิธีช่วยเหลือนักกีฬาของพวกเขา ตัวอย่างเช่นสมาคมกรีฑาเอธิโอเปีย ที่ใช้เงินสูงถึง 130,000 ดอลลาร์ (4.1 ล้านบาท) เยียวยานักกรีฑา 211 คนและโค้ช 56 คน 

แต่ที่แปลกแหวกแนวที่สุด คือสมาคมฟุตบอลอูกันดา ที่บริจาคข้าว 12.5 ตันให้กับ นักเตะ สต้าฟโค้ช รวมไปถึงแฟนบอล ที่การันตีว่าแม้พวกเขาไม่มีเงิน แต่ก็จะไม่อดตายในช่วงนี้อย่างแน่นอน 

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หลายฝ่ายไม่ได้มองข้ามเรื่องนี้ พวกเขาคิดและพยายามหาแนวทางแก้ไข และลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ทั้งการปรับลดเงินเดือนของนักฟุตบอล หรือการมอบเงินเยียวยาจากสมาคมต่างๆ  

อย่างไรก็ดี มันแค่แผนระยะสั้นเท่านั้น เพราะในระยะยาว นักกีฬาคงจะไม่สามารถรับเงินเดือนแค่ครึ่งเดียวไปได้ตลอด เช่นกันสำหรับสมาคมกีฬา ที่หากไม่มีรายได้เข้ามา งบประมาณของพวกเขาก็จะหมดไป ถึงตอนนั้น พวกเขาจะไปต่อได้ไหม? ไม่มีใครตอบเรื่องนี้ได้ 

“มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องดิ้นรนสำหรับเรา สำหรับนักกีฬา พวกเขาเพียงแค่อยากให้อาชีพของพวกเขาดำเนินต่อไป แต่ก็ต้องต่อสู้เพียงลำพังเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น” ไนเจล อามอส กล่าวกับ BBC 

“องค์กรจะยังคงให้เงินเราต่อไป ถ้าเรายังเตรียมตัวฝึกซ้อมอยู่เสมอ หรือหยุดให้เงินจนถึงปีหน้าหรือเปล่า? และถ้าพวกเขาหยุดให้เงิน เราจะเสียหายแค่ไหน? อย่างที่รู้มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักกรีฑาในตอนนี้จริงๆ” 

ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือพยายามสู้ไปด้วยกัน เพราะอย่างน้อยแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ก็ยังไม่มืดดับไป 

Uncategorized

ทำไมคิวบาจึงเคยรุ่งเรืองในกีฬาวอลเลย์บอล? และเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัน?

ทำไมคิวบาจึงเคยรุ่งเรืองในกีฬาวอลเลย์บอล? และเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัน?

สำหรับแฟนกีฬาที่ติดตามวอลเลย์บอลมาอย่างยาวนาน เชื่อได้ว่า “คิวบา” คือหนึ่งในชาติที่หลายคนน่าจะจำได้อย่างแน่นอน

 

เพราะไม่เพียงแค่ชุดแข่งของทีมหญิงจะสะดุดตาแล้ว ผลงานบนเวทีระดับโลกในช่วงหนึ่งยังถือว่าโดดเด่นเอามากๆ ชนิดที่เรียกว่า “เบอร์ 1” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ … แต่แล้วชื่อของดินแดนแห่งเกาะในทะเลแคริบเบียนนี้ก็หายไปจากความจำของแฟนกีฬาตบลูกยางอย่างน่าสงสัย

เหตุใดคิวบาถึงได้รุ่งเรืองในกีฬาวอลเลย์บอล และจู่ๆ ความเก่งกาจที่มีนั้นหายไปได้อย่างไร?

เด็กสาวแห่งแคริบเบียน

ไม่มีหลักฐานปรากฎอย่างแน่ชัดว่า กีฬาวอลเลย์บอลเข้ามายังคิวบาเมื่อปีใด แต่หากอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ของกีฬานี้ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็พอมีความเป็นไปได้ว่า น่าจะถูกนำเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกีฬามวยสากล จากอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจที่แผ่มายังที่นี่เมื่อครั้งอดีตกาลunnamed

และก็เช่นเดียวกับกีฬามวยสากล เพราะทันทีที่ ฟิเดล คาสโตร, เอร์เนสโต้ “เช” เกวาร่า ตลอดจนกลุ่มนักศึกษาและประชาชน ปฏิวัติคิวบาสู่การปกครองในระบอบสังคมนิยมในปี 1959 พร้อมกับออก “กฤษฎีกา 83A” กฎหมายที่ตราให้การแข่งขันกีฬาอาชีพเป็นสิ่งผิดกฎหมายของประเทศคิวบาในปี 1962 … กฎหมายดังกล่าว ทำให้ ทีมชาติคิวบา กลายเป็นความสำคัญอันดับ 1 ของวงการกีฬาในดินแดนแห่งซิการ์ชั้นดีทันที

แนวคิดจากโลกคอมมิวนิสต์ ที่เน้นการสร้างระเบียบวินัย, ความพยายาม และความเสียสละ สู่นักกีฬาที่ต่อสู้เพื่อเกียรติยศ, ความรักในกีฬา และความรักชาติยิ่งชีพ คือสิ่งที่ทำให้นักกีฬาที่มีธงชาติคิวบาติดอยู่ที่หน้าอกซ้าย ประสบความสำเร็จมาแล้วนักต่อนัก ซึ่งทีมวอลเลย์บอลก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมหญิง ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายยุค 70’s … 

นับตั้งแต่มีการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลกในปี 1952 และกีฬาตบลูกยาง ได้รับการบรรจุให้เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาโอลิมปิกในปี 1964 วงการวอลเลย์บอลหญิงก็ถูกผูกขาดด้วยความยิ่งใหญ่ของ 2 ชาติมหาอำนาจอย่าง สหภาพโซเวียต (รัสเซียในปัจจุบัน) กับ ญี่ปุ่น เจ้าของฉายา “แม่มดแห่งตะวันออก” หรือ ”Oriental Witches” มาโดยตลอด

ทว่าในศึกชิงแชมป์โลกในปี 1978 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็ได้เกิดขึ้น เมื่อ คิวบา ชาติที่เป็นเกาะเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียน สามารถคว้าแชมป์ได้แบบหักปากกาเซียน ด้วยการถล่มญี่ปุ่น แชมป์เก่าและแชมป์โลก 3 สมัยในขนาดนั้นแบบยับเยิน 3 เซตรวด

และตำนานของ “เด็กสาวแห่งแคริบเบียน” หรือ “The Caribbean Girls” ก็เริ่มต้นนับแต่นั้น …

 

ร่างกาย…อาวุธลับ

“ต้องขอบคุณระบอบการเมืองของประเทศเรา ผู้สนับสนุนหลักทีมวอลเลย์บอลด้วยค่ะ ที่ทำให้พวกเราสามารถตั้งและไปถึงเป้าหมายซึ่งหลายคนมองว่าไกลเกินฝันได้” มิเรย่า หลุยส์ (Mireya Luis) ตัวตบระดับตำนานของทีมชาติคิวบา เผยในสารคดีของ โอลิมปิก ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวแห่งแคริบเบียน

จากคำพูดข้างต้น ไม่ต้องสงสัยว่าระบอบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ของคิวบา ที่ผู้นำสูงสุดในขณะนั้นอย่าง ฟิเดล คาสโตร ให้การสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติ ซึ่งรวมถึงทีมวอลเลย์บอลอย่างเต็มที่ คือปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จในระดับนานาชาติ

แต่ในมุมมองของ แชมป์ – สมชาย ดอนไพรยอด ผู้จัดการทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย และแฟนพันธุ์แท้วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ปี 2012 มองว่า ผู้หญิงคิวบา ยังมีอีกหนึ่งความลับสำคัญ ที่นำมาซึ่งอาวุธเด็ดในการลงสนามจริง

“สิ่งหนึ่งที่สำคัญ และทำให้คิวบายิ่งใหญ่ในวงการวอลเลย์บอล โดยเฉพาะผู้หญิงคือ สรีระแบบคนละติน คนผิวดำ สะโพกคนคิวบาจะทุยๆ เหมือนสะโพกม้า ทำให้พวกเธอกระโดดได้สูงกว่าปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการเล่นวอลเลย์บอล”

ด้วยสรีระที่พระเจ้าประทานให้นี้เอง ทำให้ ยูเจนิโอ จอร์จ ลาฟิต้า ยอดโค้ชวอลเลย์บอลหญิงระดับตำนานของคิวบา คิดค้นสไตล์การเล่นที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของชาติ นั่นคือ “ตบหนัก บล็อกใหญ่” … เนื่องจากในอดีต การแข่งขันวอลเลย์บอลยังนับคะแนนเฉพาะทีมที่ได้สิทธิ์เสิร์ฟ ต่างจากปัจจุบันที่นับแต้มแบบแรลลี่ ชาติใดก็ตามที่มีตัวบล็อกดีๆ จะกุมความได้เปรียบในเกมมาก เพราะหากบล็อกได้ โอกาสที่อีกฝ่ายมีโอกาสได้เสิร์ฟเพื่อทำแต้มก็แทบไม่มี และหากทีมตัวเองได้เสิร์ฟ หากบล็อกบอลที่อีกฝ่ายโต้ลงได้ ก็ได้แต้มทันทีเช่นกันeugenio-george-3

จุดเด่นทางสรีระ และแนวทางการเล่นที่ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าให้มา ทำให้คิวบาสามารถสร้างยอดนักตบลูกยางสาวของประเทศขึ้นมาได้มากมาย นำโดย มิเรย่า หลุยส์ ตัวตบจอมโหด ที่แม้จะมีความสูงเพียง 175 เซนติเมตร แต่สามารถกระโดดตบ (Spike) ได้สูงถึง 339 เซนติเมตร กระโดดบล็อกสูง 325 เซนติเมตร รวมถึง เรกลา ตอร์เรส ตำแหน่งบอลกลางที่โดดเด่นทั้งการตบและการบล็อก

และเหตุผลเหล่านี้เอง ที่ทำให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงคิวบา ไร้เทียมทานในยุค 90’s จากการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 3 สมัยซ้อน ในปี 1992, 1996 และ 2000 รวมถึงแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2 สมัยซ้อน ในปี 1994 และ 1998 เรียกได้ว่าในยุคดังกล่าว ไม่มีใครสู้ทัพเด็กสาวแห่งแคริบเบียนได้เลย

ขณะที่ทีมชาย แม้จะไม่มีผลงานความสำเร็จ อย่างการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก หรือแชมป์โลกได้เลยก็ตาม เนื่องจากวงการวอลเลย์บอลชายนั้นมีความสูสีเป็นอย่างมาก แต่ผลงานในการคว้าแชมป์ NORCECA (วอลเลย์บอลชิงแชมป์อเมริกาเหนือ, กลาง และแคริบเบียน) อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับทีมหญิง ก็คงเป็นหลักฐานที่เห็นชัดจนเกินพอว่า คิวบา คือหนึ่งในชาติมหาอำนาจของวงการตบลูกยางอย่างแท้จริง

 

แปรพักตร์

ผลงานความสำเร็จในเวทีระดับโลก แม้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคิวบาคือชาติที่เก่งในกีฬาวอลเลย์บอลชนิดหาตัวจับยาก แต่กระนั้น กลับมีสิ่งที่ค้างคาในใจของเหล่าผู้เล่นอยู่

และสิ่งนั้นก็หนีไม่พ้น เรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นเอง …0710-voleibol-femenino

“การเป็นนักกีฬาทีมชาติคิวบา อาจจะมีสวัสดิการ ตามมาเป็นผลประโยชน์จำนวนมากก็จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา, การรักษา หรือแม้แต่การเดินทาง แต่สิ่งที่ดูจะทำให้พวกเขาเสียเปรียบไม่น้อย ก็คือเรื่องของเงิน จากการได้รับเบี้ยเลี้ยงเพียงเดือนละ 16 ดอลลาร์สหรัฐฯ แม้หากนักกีฬาคนใดคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ จะได้รับเงินเดือนละ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดชีวิต (เหรียญเงิน เหรียญทองแดง จะได้รับลดหลั่นลงไป) ก็ตาม แต่ก็ยังน้อยมากๆ อยู่ดี” แชมป์ – สมชาย เล่าต่อ

ไม่เพียงเท่านั้น ทางรัฐบาลคิวบายังได้ทำในสิ่งที่ทีมนักกีฬารวมถึงสตาฟฟ์โค้ชมองว่า “ไม่แฟร์” อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะ ส่วนแบ่งเงินรางวัล ซึ่ง กิลแบร์โต้ เอร์เรร่า อดีตเฮดโค้ชทีมวอลเลย์บอลชายทีมชาติคิวบาเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า

“ครั้งหนึ่ง เราเคยเป็นตัวแทนทีมชาติคิวบาไปแข่งในรายการระดับนานาชาติ ปรากฎว่า จากเงินรางวัลที่ได้ถึง 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รัฐบาลกลับให้ส่วนแบ่งเรามาเพียง 32,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเงินก้อนนั้นแหละ คือส่วนที่นักกีฬากับโค้ชต้องมาแบ่งกัน”

และแม้ในปี 1999 สถาบันกีฬา พลศึกษา และนันทนาการแห่งชาติ หรือ INDER หน่วยงานที่ดูแลวงการกีฬาของจะอนุญาตให้นักกีฬาเบสบอล รวมถึงวอลเลย์บอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้าสู่ช่วงบั้นปลายของการเป็นนักกีฬา ออกไปเล่นในระดับอาชีพที่ต่างประเทศได้ แต่ก็ต้องแลกมากับการที่รัฐบาลคิวบาร่วมเป็นผู้ต่อรอง และหักค่าเหนื่อยส่วนหนึ่งเข้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่นักกีฬาหลายคนจะรับไหว

สิ่งเหล่านี้เอง จึงทำให้นักกีฬาวอลเลย์บอลของคิวบา ตัดสินใจ “แปรพักตร์” หนีออกจากคิวบาเพื่อไปตั้งรกราก รวมถึงเป็นนักกีฬาอาชีพในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในทวีปยุโรป, อเมริกาใต้ หรือแม้แต่ สหรัฐอเมริกา ชาติที่เป็นไม้เบื่อไม้เบากันมานาน

หนึ่งในเหตุการณ์ครั้งที่อื้อฉาวที่สุด เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2001 เมื่อ ยอสวานี่ เฮอร์นานเดซ, ลีโอเนล มาร์แชลล์, ฮอร์เก้ หลุยส์ เฮอร์นานเดซ, อังเคล เดนนิส, ยาสเซอร์ โรเมโร่ และ รามอน กาโต้ 6 นักวอลเลย์บอลชายคิวบาชุดแชมป์รายการ FIVB แกรนด์ แชมเปียนส์ คัพ ในปีดังกล่าว หลบหนีออกจากโรงแรมหลังจบการแข่งขันทัวร์นาเมนต์หนึ่งในประเทศเบลเยียม เพื่อขึ้นรถไฟสู่ประเทศอิตาลี เริ่มต้นชีวิตใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ กิลแบร์โต้ เอร์เรร่า ถูกรัฐบาลสั่งปลดจากตำแหน่งเฮดโค้ชทันทีCubaCelebrateHR

และหลังจากนั้น รายชื่อของนักกีฬาวอลเลย์บอลคิวบาพลัดถิ่น ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชายและหญิง … ออสมานี่ ฮวนโตเรน่า, ไซมารี อเกวโร่, วิลเฟรโด้ ลีออน คือส่วนหนึ่งของนักกีฬาตบลูกยางคิวบาที่ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อแสวงหาอนาคตใหม่ยังต่างแดน ซึ่งขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งเรื่องดราม่าอันแสนเศร้า …

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ไซมารี อเกวโร่ อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติคิวบาดีกรีเหรียญทองโอลิมปิกปี 1996 และ 2000 ที่ทิ้งบ้านเกิด โอนสัญชาติมาเล่นให้ทีมชาติอิตาลี มีความจำเป็นต้องขอออกจากแคมป์เพื่อกลับคิวบาไปดูใจแม่ที่กำลังป่วยหนัก แม้ทางทีมชาติอิตาลีไม่มีปัญหา แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า ทางสถานทูตคิวบาดึงเช็ง ชะลอกระบวนการออกวีซ่าของเธอไว้ จนอเกวโร่จำยอมต้องกลับไปเข้าแคมป์ทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง และเมื่อวีซ่าผ่าน ก็สายเกินไป เพราะคุณแม่ของเธอเสียชีวิตแล้ว ซึ่งตัวของอเกวโร่เองยอมรับว่า มันเป็นแผลในใจที่รักษาอย่างไรก็คงไม่หายอย่างแน่นอน

 

ปรับเปลี่ยนสู่ยุคใหม่

อาการ “สมองไหล” ซึ่งมีนักวอลเลย์บอลสัญชาติคิวบาละทิ้งถิ่นฐานเพื่อโอกาสชีวิตที่ดีกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้แต่ทางสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ หรือ FIVB ยังต้องออกมาดูแลเรื่องนี้ ด้วยการตั้งหน่วยงานพิเศษ เพื่อดูแลนักกีฬาที่ต้องการออกมาเล่นอาชีพในต่างประเทศ แต่ยังไม่อยากที่จะสละสัญชาติคิวบา เพื่อโอกาสในการเดินทางกลับไปหาครอบครัว ซึ่ง ไดมี่ รามิเรซ นักตบสาวดีกรีเจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2004 ที่ปัจจุบันเล่นให้กับ นครราชสีมา เดอะมอลล์ วีซี ใน วอลเลย์บอล ไทยแลนด์ ลีก ฤดูกาล 2019-20 ก็อยู่ในข่ายนี้089.CUBvsKOR.07

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวงการตบลูกยางของคิวบาอย่างสาหัส เมื่อผลงานเริ่มค่อยๆ ดร็อปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมหญิง ที่หลังจากคว้าอันดับ 4 ในโอลิมปิกปี 2008 พวกเธอก็ไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอีกเลย เช่นเดียวกับสถิติเวลาเจอชาติอื่นๆ ซึ่งเคยผูกปีชนะ ก็กลับตาลปัตรกลายเป็นความพ่ายแพ้ หนึ่งในนั้นคือ ทีมชาติไทย ที่สามารถเอาชนะคิวบาได้เป็นครั้งแรกในศึก เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ (เนชั่นส์ ลีก ปัจจุบัน) เมื่อปี 2011

ขณะเดียวกัน อาการสมองไหลของนักกีฬารุ่นพี่ ยังทำให้ทีมชาติคิวบาต้องไปดึงเอานักกีฬาอายุน้อยๆ ขึ้นมาเล่นทีมชาติชุดใหญ่ อย่างเช่นในวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลกปี 2014 ซึ่ง เมลิสซ่า วาร์กาส ติดทีมชาติด้วยวัยไม่ถึง 15 ปีเท่านั้น … แน่นอนว่า ประสบการณ์ที่นักกีฬาวัยกระเตาะมีนั้นยังไม่มากพอ จนกระทบไปถึงผลงานดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น

“อันที่จริง เรามีนักกีฬาดาวรุ่งที่มีศักยภาพอยู่มากนะ แต่คุณจะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือไม่ได้หรอก เพราะในขณะที่เราสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ขึ้นมา ทว่ากลับต้องเสียพวกเขาไปหลายคนด้วยหลากหลายเหตุผล ซึ่งเรื่องทางการเงินก็ดูจะเป็นประเด็นใหญ่เสียด้วย” ยูมิลก้า รุยซ์ กัปตันทีมวอลเลย์บอลหญิงคิวบายุคทอง เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยในปี 1996 และ 2000 เผยถึงสถานการณ์ของวงการตบลูกยางคิวบาในปัจจุบัน

จากปัญหาดังกล่าว ทางการคิวบาเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาจึงยอมอ่อนข้อ ตัดสินใจปรับแก้กฎใหม่ ด้วยการอนุญาตให้นักกีฬาวอลเลย์บอลชาวคิวบาสามารถไปเล่นในระดับอาชีพที่ต่างประเทศได้ โดยลดความยุ่งยากต่างๆ รวมถึงเงื่อนไขอันมากมายที่เกี่ยวพันกับทางรัฐบาลลง ซึ่งทำให้นักตบฝีมือดีอย่าง เมลิสซ่า วาร์กาส ได้ออกไปโชว์ผลงานในทวีปยุโรป ณ ปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังได้ทุ่มสรรพกำลังในการสร้างนักกีฬาสายเลือดใหม่ขึ้นมาประดับวงการอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

แม้ต้องยอมรับว่า กฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ จะไม่เป็นที่พอใจของทุกคน เพราะข่าวการแปรพักตร์ พลัดถิ่น ของเหล่านักวอลเลย์บอลชาวคิวบายังคงเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ แต่การยอมปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็น่าจะถือเป็นสัญญาณที่ดี

ซึ่งแฟนๆ วอลเลย์บอล ก็คงหวังให้ทีมวอลเลย์บอลของคิวบากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เพื่อให้สมรภูมิตบลูกยาง กลับมาดุเด็ดเผ็ดมันยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา …