Browse Category by Uncategorized
Uncategorized

เหตุผลที่คนรัก ‘นิ้วกลาง’ ของ ‘สโตน โคลด์’ สตีฟ ออสติน

เหตุผลที่คนรัก ‘นิ้วกลาง’ ของ ‘สโตน โคลด์’ สตีฟ ออสติน

“มันถือเป็นหนึ่งในท่าทางแห่งการดูหมิ่นที่เก่าแก่ที่สุด … นิ้วกลางคือองคชาติ และนิ้วที่งอทั้งสองด้านคือลูกอัณฑะ การที่คุณทำแบบนี้เป็นการแสดงสัญลักษณ์ขององคชาติต่อผู้อื่น เพื่อสื่อว่า นี่คือองคชาติที่คุณมอบให้กับพวกเขาซึ่งเป็นการแสดงออกที่มีความเก่าแก่มากๆ”

 

นี่คือวาทะจาก เดสมอนด์ มอร์ริส นักมานุษยวิทยา ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของการใช้ ‘นิ้วกลาง’ เพื่อแสดงความดูหมิ่นเหยียดหยาม ซึ่งหากจะสืบสาวราวเรื่องก็จะพบว่า มีการใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสื่อความหมายทำนองนี้ตั้งแต่สมัยโรมัน กับการมีชื่อเรียกนิ้วกลางเฉพาะว่า ‘digitus impudicus’ หรือ ‘นิ้วแห่งความหยาบคาย ไร้ยางอาย‘ เลยทีเดียว

แม้นิ้วกลางจะเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนเข้าใจถึงความหมาย แต่กลับมีอยู่หนึ่งคน ที่เมื่อเขาชูนิ้วกลางคราใด สิ่งที่ผู้คนโดยรอบตอบรับกลับไม่ใช่การโห่ แต่เป็นเสียงเฮกระหึ่ม แถมบางคนยังชูนิ้วกลางกลับคืนให้ด้วยความยินดี …

‘สโตน โคลด์’ สตีฟ ออสติน นั่นเองSteve_Austin

AUSTIN 3:16

แม้ สตีฟ ออสติน จะเคยผ่านประสบการณ์มวยปล้ำอาชีพในเวที WCW และ ECW แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เวทีที่สร้างชื่อให้เขากลายเป็นตำนานอย่างแท้จริง คือ WWF หรือ WWE ในปัจจุบัน

ออสตินเข้าสู่เวที WWF เมื่อปี 1995 ในฐานะลูกน้องของ เท็ด ดิบีอาซี่ ซีเนียร์ ในกลุ่ม The Million Dollar Corporation แต่เรื่องราวการสร้างชื่อของเขา เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาสามารถคว้าแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ King of the Ring ในปี 1996

ในรอบชิงชนะเลิศ ออสตินสามารถเอาชนะ เจค ‘เดอะ สเนค’ โรเบิร์ตส์ ที่ในขณะนั้นกำลังใช้กิมมิคผู้ศรัทธาที่ได้กำเนิดใหม่อีกครั้งด้วยศาสนาคริสต์ และหลังจบแมตช์ เจ้าตัวก็ได้เอ่ยวาทะหยามคู่ต่อสู้ ซึ่งกลายเป็นประโยคตำนานในเวลาต่อมาว่า

“มึงนั่นอยู่ตรงนั้นและเปิดคัมภีร์ไบเบิล เริ่มสวดอธิษฐาน แต่มันก็ไม่ทำให้มึงได้ไปไหน พูดถึงบทสวด พูดถึง ยอห์น 3:16 … ออสติน 3:16 บอกว่า กูเพิ่งฟาดก้นมึงเต็มๆ เลยว่ะ”

โดย ‘ยอห์น 3:16’ ที่ออสตินอ้างถึงในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น อ้างอิงมาจากบทหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิล ความว่า

“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจถึงที่มาของ ‘ออสติน 3:16’ กับสื่อในภายหลังว่า

“ตอนนั้นเหมือนผมจะได้ยิน เจค โรเบิร์ตส์ ให้สัมภาษณ์พาดพิงผมแล้วเอา ยอห์น 3:16 มาอ้างอิง พอหลังจากที่ผมชนะมัน ไอ้คำนั้นก็วาบขึ้นมาในหัว แล้วผมก็จัดไปเลย ขอชี้แจงนะว่าผมไม่ได้ดูหมิ่นศาสนา แต่ก็ยอมรับว่ามันก็เป็นโชคนิดๆ ที่ ออสติน 3:16 ดังขึ้นมาได้ ซึ่งถ้าใครไม่ชอบ … ก็ช่างหัวแม่งสิวะ”

เมื่อลูกน้องไม่กลัวเจ้านาย

หลังจากนั้น ออสติน 3:16 ก็ได้มาเป็นหนึ่งในกิมมิคของ สตีฟ ออสติน ซึ่งนอกจากจะได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลามแล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์ คนจริงไม่สนอะไร อยากทำอะไรก็ทำ ของเจ้าตัวเริ่มขับให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆSteve-Austin-Vince-McMahon

ขณะเดียวกัน สงครามคืนวันจันทร์ หรือ ‘Monday Night Wars’ ในการแย่งชิงเรตติ้งผู้ชมมวยปล้ำระหว่าง WWF กับ WCW ก็กำลังทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ WCW ที่มี เท็ด เทอร์เนอร์ เจ้าพ่อวงการสื่อเป็นหัวเรือใหญ่ ใช้พลังเงินดูดสตาร์จาก WWF มาสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับค่ายของตัว

วินซ์ แม็คมาน ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งค่าย WWF จึงต้องคิดหาวิธีในการทำให้ค่ายของตนกลับมากุมความได้เปรียบอีกครั้ง ซึ่งเขาตัดสินใจไม่ง้อสตาร์ค่าเหนื่อยแพง ให้ความสำคัญกับการปั้นนักมวยปล้ำที่เคยเป็นตัวรอง (มิดการ์ด) สู่ตัวหลัก (เมนอีเวนท์) มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น แม็คมานเองยังได้นำตัวเขาเข้าไปร่วมสงครามบนเวทีมวยปล้ำ กับกิมมิค ‘มิสเตอร์ แม็คมาน’ บอสใหญ่บ้าอำนาจของค่ายผู้เลือกที่รัก มักที่ชัง ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของตน

เมื่อเรื่องราวมาถึงตรงนี้ ก็ต้องมีนักมวยปล้ำสักคนที่จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อคนที่ถูกกดขี่ ตามสูตรความบาดหมางระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง และผู้ที่ต้องมารับบทนี้ก็คือ สตีฟ ออสติน ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็น ทวีนเนอร์ หรือ แอนตี้ฮีโร่ ผู้ยืนอยู่คาบเส้นระหว่างนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ (เฟซ) กับอธรรม (ฮีล) และพร้อมทำทุกอย่างตามที่ตัวเองเห็นสมควร

นั่นเองทำให้ออสตินตัดสินใจทำบางสิ่ง เพื่อขับภาพลักษณ์ใหม่นี้ให้สมบูรณ์มากขึ้น …

 

‘นิ้วกลาง’ ที่แฟนๆ รัก

ด้วยการที่กิมมิคของ สตีฟ ออสติน คือคนจริงผู้ไม่สนอะไรอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมก็มีเพียงแค่เล็กน้อยเพื่อขับภาพลักษณ์ให้กลายเป็น ‘คนหัวขบถ’ อย่างสมบูรณ์แบบ และวิธีการที่เขาเลือกใช้ก็คือ การซดเบียร์โฮกๆ บนเวที และแจกนิ้วกลางให้กับทุกคนแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ถึงกระนั้นในหลังฉาก ก็ใช่ว่าจะมีทุกคนที่ชอบใจไอเดียนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ วินซ์ แม็คมาน บอสใหญ่ WWF ผู้ที่ต้องเป็นศัตรูกับเขาหน้าฉากนั่นเอง

“จริงๆ วินซ์เขาโอเคกับเรื่องซดเบียร์นะ เขาไม่สนอะไรเลยด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นผมก็อายุ 30 กว่าแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ใช่วัยที่มีปัญหาเรื่องการดื่มเท่าไหร่ อีกอย่าง การกระดกเบียร์ซักหน่อยหลังเลิกงานก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป” ออสตินเปิดใจกับ Sports Illustrated ถึงเรื่องราวในตอนนั้น

“แต่ไอ้เรื่องแจกนิ้วกลางเนี่ย ยังไงมันก็คือแจกนิ้วกลาง ไม่ว่าคนนั้นจะอายุเท่าไหร่มันก็มีความหมายเหมือนกัน วินซ์เลยคุยกับผมหลังฉากว่า ‘สตีฟ เวลานายแจกนิ้วกลางใส่ใครๆ เนี่ย คนทั้งสหรัฐอเมริกามันก็ด่าพวกเรานะ'”

ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การชูนิ้วกลางใส่หน้าทุกคนของ สตีฟ ออสติน คือสิ่งซึ่งแฟนๆ รักที่จะเห็น เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหน้าฉากระหว่างความบาดหมางระหว่างเขากับ วินซ์ แม็คมาน คือฝ่ายหลังพร้อมจะกระทำสารพัดเพื่อตัดอนาคตของอีกฝ่าย

การได้เห็นออสตินตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นชูนิ้วกลาง, ซดเบียร์ หรือแม้แต่ใส่ สตันเนอร์ ท่าไม้ตายใส่แม็คมาน ถือเป็นการตอบสนองความต้องการลึกๆ ของคนดูที่ต้องอดทนกับการโดนเจ้านายหรือคนที่ไม่ชอบหน้าทำเรื่องแย่ๆ มากมายใส่พวกเขา โดยที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ และมันก็ทำให้แฟนๆ รักเขามากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ว่าอะไร การชูนิ้วกลางคือหนึ่งในสาระสำคัญที่จะขาดไม่ได้ …Steve-Austin

“วินซ์เองเขาก็ถามนะว่า ‘มันมีสัญลักษณ์อื่นมั้ยที่ทุกคนจะใช้ได้ หากไม่ใช่นิ้วกลาง?’ ผมก็บอก ‘ไม่มี ผมจะไม่เปลี่ยนห่าอะไรทั้งนั้น’ ซึ่งวินซ์ก็แบบ ‘อ่อ โอเค’ คือคุณต้องเข้าใจด้วยว่า กว่าที่ผมจะได้แจ้งเกิดก็ต้องใช้เวลานาน แล้วพอมีโอกาสฉายแสง ก็โดนเจ้านายบ้าอำนาจเลื่อยขาอีก แน่นอน เป็นใครก็ไม่พอใจ ทุกคนย่อมไม่พอใจอยู่แล้วเวลาโดนพรากอะไรไปแบบไม่สมควร ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องทำในบทบาทคือ ถ้ามึงเล่นงานกู กูก็ต้องเล่นคืน เพื่อให้กูได้ในสิ่งที่ควรได้”

การยืนยันถึงสิ่งที่มันควรจะต้องเป็นเพื่อความสมจริงและเพื่อกระแสตอบรับจากแฟนๆ ทำให้เรตติ้งของ WWF ค่อยๆ ดีขึ้น กระทั่งสามารถเอาชนะ WCW ในสงครามคืนวันจันทร์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นิ้วกลางของ สตีฟ ออสติน คืออีกหนึ่งสิ่งเล็กๆ ที่มีบทบาทสำคัญ และนั่นทำให้การชูนิ้วกลางของเขากลายเป็นที่รักของแฟนๆ มาจนถึงทุกวันนี้

“มันก็นะ … พอผมชูนิ้วกลาง เงินทองมันก็ไหลเข้าไม่หยุด เราก็เลยชูนิ้วกลางกันมาเรื่อยๆ นี่แหละครับ” บุรุษผู้สามารถเรียกเสียงเฮได้ทุกครั้งยามชูนิ้วกลางทิ้งท้าย

Uncategorized

ไม้จากป่า น้ำประปาฟรี โรนัลดินโญ่ นักฟุตบอลที่โดนปรับหมดตัวจากคดีบุกรุกที่ดินป่า

ไม้จากป่า น้ำประปาฟรี โรนัลดินโญ่ นักฟุตบอลที่โดนปรับหมดตัวจากคดีบุกรุกที่ดินป่า

อาณาจักรลูกหนังที่ โรนัลดินโญ่ สร้างด้วยฝีเท้าของตัวเองนั้นยิ่งใหญ่จนหาใครมาเปรียบเทียบยาก ในวันที่เขาพีกที่สุดไม่มีใครบอกได้ว่าต้องใช้คนกี่คนเพื่อหยุดยั้งเขา 

ความยอดเยี่ยมนั้นนำพาชื่อเสียง เกียรติยศ และเงินทองให้แก่เขาในระดับที่ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่มีวันหมด … อย่างไรก็ตามโลกนี้อะไรก็ไม่แน่นอน การเดินหมากชีวิตพลาดเพียงตาเดียว อาจจะทำให้ชีวิตของคุณล้มทั้งกระดานได้ และโรนัลดินโญ่ เองก็เช่นกัน

แม้จะรวยล้นฟ้าแต่เมื่อวันหนึ่งเขา “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ด้วยการบุกรุกพื้นที่ป่าและบอกว่าทำเพื่อประเทศ ซึ่งผลที่ตามจากหมากเกมนี้มันร้ายแรงจนถึงขั้นเขาต้องเสียทรัพย์หลักหมดเนื้อหมดตัวเลยทีเดียวronaldinho

รายได้ไม่สำคัญ…เท่ารายจ่าย

โรนัลดินโญ่ เก่งแค่ไหนคำถามนี้ง่ายมาก แม้แต่คนที่ไม่ดูฟุตบอลก็ยังตอบได้ว่าเขาดังเกินกว่าระดับนักฟุตบอลทั่วไปเสียอีก แม้ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้งลายเซ็นของเขาก็ยังมีความหมาย การที่ทีมไหนจะได้ตัวเขาไปรับรองและการันตีได้เลยว่ายอดคนดูในสนามพุ่งทะยานขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ทีมๆ นั้นก็จะปรากฎชื่อบนหน้าสื่อมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

สิ่งนี้เราเรียกมันว่า “มูลค่านอกสนาม” ต่อให้โรนัลดินโญ่ ในวัย 35 ปี เดินพุงพลุ้ยลงแข่งเกมที่จริงจังทุกคนก็อยากจะดูเขาเล่นอยู่ดี และเมื่อเป็นเช่นนั้น โรนัลดินโญ่ จึงเป็นที่ต้องการของแบรนด์ต่างๆ ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้เขามีเงินใช้ไม่ขาดมือ

อย่างไรก็ตามแม้ โรนัลดินโญ่ จะเป็นคนหาเงินเก่ง แต่เขาก็เป็นคนที่ใช้เงินเก่งไม่แพ้กัน เขาคือคนที่เรียกได้ว่า “บราซิเลี่ยนแท้ 100%” ซึ่งผู้ชายบราซิลส่วนใหญ่นั้นจะมีนิสัยชอบการดื่มกิน, ปาร์ตี้ และ ท่องเที่ยว ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา

เหล่านี้และอีกสารพัดค่าใช้จ่ายทำให้หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ด เขาจึงได้เริ่มรู้จักคำว่าฝืดเคืองขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะมีการแบ่งเงินไปลงทุนกับหลายสิ่งอย่างทั้งการสร้างโรงแรม และศูนย์พัฒนาฟุตบอลสำหรับเยาวชน แต่ไม่มีธุรกิจใดที่ทำให้ โรนัลดินโญ่ ประสบความสำเร็จเลย

รายได้ทางเดียวของเขาคือการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าต่างๆ อาทิ Nike แบรนด์คู่บุญที่อยู่กับเขามานมนาน นอกจากนี้ยังมีการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ที่จะต้องเดินทางไปแข่งขันฟุตบอลการกุศลตามที่ต่างๆ ทั่วโลก 

ซึ่งรายได้ที่ว่ามานั้นคงจะน้อยกว่าสมัยเป็นนักเตะพอสมควร มิเช่นนั้นคงไม่มีข่าวว่า เขากำลังจะถังแตกและมีหนี้สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ 

มีการเปิดเผยว่าเขามีหนี้สะสมราว 2 ล้านยูโร และมีทรัพย์สินถึง 57 รายการของเขาที่ถูกยึดอยู่ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าเขาชักหน้าไม่ถึงหลังหาเงินมาจ่ายนี้ก้อนนั้นไม่ได้ จนถึงขั้นโดนยึดพาสปอร์ตเพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศบราซิลเลยทีเดียว  

ทั้งหมดนี้บอกให้เรารู้ว่าต่อให้รายได้มากมายแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณไม่สามารถควบคุมรายจ่ายให้อยู่ในสมดุลเท่าที่จ่ายไหว โรนัลดินโญ่ พลาดเต็มๆ สำหรับเรื่องนี้ และพลาดเข้าไปอีกด้วยความเจ้าสำราญของเขาอีกเช่นเคย 

ศูนย์ฝึกเพื่อเยาวชน

เงินของโรนัลดินโญ่ไม่ได้หมดไปกับเหล้ายาปาร์ตี้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะในอีกแง่มุมหนึ่งเขาก็คืนกำไรให้สังคมเช่นกัน ในปี 2015 โรนัลดินโญ่ ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ (UN) ในการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลสำหรับเยาวชนที่ชื่อว่า “Ronaldinho Gaucho Institute”

“UN แสดงความเคารพต่อ โรนัลดินโญ่ และครอบครัวที่ได้แสดงให้เห็นว่ากีฬาจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตเด็กและเยาวชน” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติกล่าวในวันเกิดสถานฝึกสอนแห่งนี้

ศูนย์ฝึกโรนัลดินโญ่ ตั้งอยู่ในเมือง ปอร์โต้ อเลเกร บ้านเกิดของเขา เขามีเด็กๆ ให้ดูแลกว่า 700 คน ที่แห่งนี้ให้ทั้งการศึกษา การฝึกฟุตบอล และการดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วน นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ อย่างไรก็ตามศูนย์ฝึกนี้มีเบื้องหลังที่ไม่สวยงามนักศูนย์ฝึกเยาวชน

เดือนพฤษภาคมปี 2018 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศบราซิลเมื่อนาย ชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี โดยมีนโยบายปราบปรามทุจริตในประเทศทุกรูปแบบ ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้รับคะแนนโหวตจากชาวบราซิลอย่างล้นหลาม

ช่วงเวลาที่ โบลโซนาโร ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศ เป็นช่วงเวลาที่เกี่ยวเนื่องกับที่ศูนย์ฝึกของ โรนัลดินโญ่ เกี่ยวพันกับเรื่องทุจริตแบบพอดิบพอดี โดยคดีที่โดนคือบุกรุกพื้นที่ป่า … 

คดีศูนย์ฝึกโรนัลดินโญ่ ถูกนำไปพิจารณาในชั้นศาลและถูกตัดสินให้เขาต้องจ่ายค่าปรับทั้งหมด 2 ล้านยูโร (ราวๆ 75 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามทีมทนายความของ โรนัลดินโญ่ ยืนยันว่า “ไม่มีเงิน” สำหรับนำมาจ่ายค่าปรับนี้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตามแต่เมื่อรัฐบาลตรวจสอบบัญชีของ โรนัลดินโญ่ ดูแล้วกลับพบว่าเขาเหลือเงินอยู่แค่ 5 ยูโรเท่านั้น (ไม่ถึง 300 บาท)

การไม่มีเงินจ่ายค่าปรับดูจะเป็นไปได้เมื่อผูกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เขาสร้างมาตลอดหลังเลิกเล่น เมื่อไม่มีเงินศาลจึงสั่งยึดยึดรถหรูของโรนัลดินโญ่ 3 คัน รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ราคาแพง เช่น โทรทัศน์, โต๊ะสนุกเกอร์ รวมถึงภาพวาดที่มีราคาอีกด้วย

ทุกคำถามต้องย้อนกลับไปในช่วงที่สถานที่แห่งนี้ก่อสร้าง และสงสัยว่าแล้วทำไมตอนนั้นถึงไม่มีใครเบรกโรนัลดินโญ่ เพราะการเปิดศูนย์ฝึกของเขานั้นเป็นข่าวใหญ่โตถึงขั้น UN ส่งคนเข้ามาแสดงความยินดี?

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว 

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งจริงๆ ก่อนจะสร้างศูนย์ฝึกมีการประชุมกันของสภาเมือง ปอร์โต อเลเกร แล้วว่าสถาบันฝึกสอนนี้สามารถสร้างในจุดที่วางแผนได้หรือไม่?

และในการประชุมสภาเมืองนั้นมีถึง 7 จาก 10 เสียงที่บอกว่าศูนย์ฝึกนี้สร้างได้สบายมาก พวกเขาเห็นชอบว่าการบุกรุกพื้นที่ป่านั้นไม่มีการฉ้อโกงแต่อย่างใด และกฎกติกามีอยู่ว่าศูนย์ฝึกนี้จะต้องคืนเงินให้กองทุนเมืองด้วย นอกจากนี้ที่ดินนี้ยังสามารถถูกเวรคืนเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ 

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และประกาศใช้นโยบายปราบทุจริต เรื่องเหล่านี้จึงถูกนำมาพิจารณาบนชั้นศาลอีกครั้ง แต่หนนี้คำตัดสินเป็นไปคนละเรื่องกับที่สภาเมืองเคยยกมือในครั้งแรก เนื่องจากศาลตัดสินให้ โรนัลดินโญ่ และ โรแบร์โต้ พี่ชายของเขามีความผิดในฐานรุกรานพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการตัดป่าพื้นเมืองและยังดำเนินการระบายน้ำเสียจากศูนย์ฝึกโดยไม่มีใบอนุญาตอีกด้วย 

แต่เรื่องนี้มันมีอะไรแปลกๆ ที่แม้แต่คนบราซิลเองก็ยังสงสัย นั่นคือทำไม โรนัลดินโญ่ จึงรู้งานยอมให้ยึดของแต่ไม่ให้ยึดเงินสด ทั้งๆ ที่หลายคนก็รู้ว่าแม้เงินของเขาจะไม่มากเท่าสมัยเป็นผู้เล่น แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเหลือเงินติดบัญชีแค่ 5 ยูโรเท่านั้นronaldinho

มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นบ้างบางข้อ ว่ากันว่านี่คือการหาทางลงของทั้ง โรนัลดินโญ่ และ รัฐบาลบราซิลของนาย โบลโซนาโร ที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างเจ็บตัวน้อยที่สุด เพราะในปี 2017 ที่เริ่มหาเสียงประธานาธิบดีนั้น โรนัลดินโญ่ ถือเป็นหัวคะแนนใหญ่ของ โบลโซนาโร เลยทีเดียว เขาสนับสนุนและชูมือนโยบายล้างบางการทุจริตและปราบพวกมาเฟียมาโดยตลอด 

ดังนั้นมันจึงมีความเป็นไปได้ว่าโรนัลดินโญ่ รู้ตัวก่อนแล้วว่าคดีนี้จะถูกมาคุยกันในชั้นศาล เขาจึงโยกย้ายทรัพย์สินและเงินไปยังบัญชีอื่นๆ (ของใครก็ตามแต่) เพื่อสามารถให้นโยบายของรัฐบาลบราซิลเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ขรุขระ ชาวบราซิลจะได้เห็นว่าปราบปรามได้จริง แม้กระทั่งกับฮีโร่ของประเทศอย่าง โรนัลดินโญ่ ขณะที่ โรนัลดินโญ่ ก็เสียทรัพย์สินไปเพียงไม่กี่อย่าง แถมตอนนี้ทนายของเขายังคงสู้คดีนี้อยู่อีกด้วย 

สิ่งที่ชวนคิดไปกว่านั้นคือเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา โรนัลดินโญ่ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลบราซิลเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศบราซิล ซึ่งโดยปกติแล้วตำแหน่งนี้ต้องเดินทางไปหลายๆ ที่เพื่อโปรโมตประเทศบราซิลให้กับชาวโลกได้รู้ ซึ่งอย่างที่รู้ๆ กันโรนัลดินโญ่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หลังจากพาสปอร์ตทั้งของ บราซิล และ สเปนโดนระงับจากคดีบุกรุกป่าใน ปอร์โต อเลเกร เมื่อ 1 ปีก่อน ซึ่งการแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งนี้อาจจะทำให้มีข้อยกเว้นบางข้อเกิดขั้นในอนาคตก็เป็นได้ … 

อย่างไรก็ตามนี่คือทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นการจับแพะชนแกะจากใครสักคนที่ฝ่ายตรงกันข้ามก็เป็นกันได้ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ … การตัดสินคดีในอนาคต (ที่ยังไม่มีกำหนด) เท่านั้นจะบอกได้ว่าเรื่องนึ้จะจบลงอย่างไรกันแน่

Uncategorized

ทำไมสแลมดังค์เป็นการ์ตูนกีฬาขายดีที่สุดในญี่ปุ่น?

ทำไมสแลมดังค์เป็นการ์ตูนกีฬาขายดีที่สุดในญี่ปุ่น?

ในแง่กีฬาอาจจะเป็นรองทั้งฟุตบอลและเบสบอล แต่ในแง่การ์ตูนกลับเป็นการ์ตูนกีฬาที่ขายดีที่สุดในแดนอาทิตย์อุทัย

 

แม้จะรูดม่านปิดฉากลงไปอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1996 แต่สแลมดังค์ การ์ตูนบาสเก็ตบอล จากปลายปากกาของ ทาเคฮิโกะ อิโนะอุเอะ ก็ยังครองตำแหน่งการ์ตูนกีฬาขายดีที่สุดตลอดกาลมาจนถึงทุกวันนี้

จากสถิติของ Manga Zenkan ระบุว่าสแลมดังค์ทำยอดขายไปได้ทั้งสิ้น 120 ล้านเล่มมากกว่าการ์ตูนขึ้นหิ้งอย่าง โดราเอมอน, ทัชจิ หรือการ์ตูนที่ยังไม่จบทั้ง โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ และกัปตันสึบาสะ ทั้งที่ไม่มีภาคต่อและมีแค่ 31 เล่มจบเท่านั้น  

อะไรที่ทำให้การ์ตูนบาสเก็ตบอลเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ทั้งที่ในความเป็นจริงความนิยมของกีฬาชนิดนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นรองทั้งเบสบอล และฟุตบอล อย่างเทียบไม่ติดSlam-Dunk

ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ อายุเพียงแค่ 23 ปี ตอนที่ “สแลมดังค์” มังงะเรื่องที่ 2 ในชีวิตตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1990 เขาก็เหมือนเด็กญี่ปุ่นทั่วไปที่สนใจการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก หลังได้รู้จักกับ “โดคาเบง” การ์ตูนเบสบอลในยุค 80

“(โดคาเบง) มีตัวละครที่มีเสน่ห์ วิธีการเล่นเบสบอลและร่างกายของพวกเขาที่ถูกวาดขึ้น ดูเท่ไปหมด” อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN

อิโนะอุเอะ เคยเล่นบาสฯมาก่อนสมัยมัธยมปลาย และชื่นชอบในกีฬาชนิดนี้มาก ในวันที่ได้รับโอกาสเป็นทั้งผู้เขียนและผู้แต่งเรื่องครั้งแรก เขาจึงตัดสินใจที่จะวาดการ์ตูนบาสเก็ตบอล ซึ่งที่ญี่ปุ่นยังเป็นที่รู้จักกันแค่ในวงแคบในสมัยนั้น

แม้ว่าในขณะนั้นกระแส “การ์ตูนกีฬา” กำลังมาแรง หลังจาก กัปตันสึบาสะ เปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจ เคียงข้างกับการ์ตูนแนวต่อสู้พลังพิเศษอย่าง ดราก้อนบอล หรือโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ แต่อิโนะอุเอะ กลับเลือกสิ่งที่ต่างออกไป เมื่อการ์ตูนของเขาเน้นความสมจริงและออกแบบตัวละครให้มีความเป็นมนุษย์ที่สุด

“ผมวาดมันในแบบที่ผมชอบ ทำในสิ่งที่อยากทำ” อิโนะอุเอะอธิบาย

สแลมดังด์ เปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของ ซากุรางิ ฮานามิจิ เด็กหนุ่มผู้ถูกปฏิเสธความรักมาแล้ว 50 ครั้ง ก่อนจะเข้ามาเรียนต่อที่โชโฮคุ และตัดสินใจเข้าชมรมบาสฯ หลังจากตกหลุมรัก ฮารุโกะ อาคางิ น้องสาวกัปตันชมรมฯ ทั้งที่ไม่เคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อน

ฟังดูอาจจะเหมือนการ์ตูนความรักวัยรุ่นทั่วไป แต่หลังจากนั้น อิโนะอุเอะ ก็เริ่มพาเราเข้าไปรู้จักกับโลกของบาสเก็ตบอล เขาค่อยๆนำเสนอกฎและพื้นฐานการเล่นตั้งแต่เริ่มต้นผ่านมุมมองของซากุรางิ และ ดร.ที (กรอบเชิงอรรถที่แทรกอยู่เป็นระยะในช่วงต้น) ตั้งแต่การเลี้ยงบอล การจ่ายบอล การเลย์อัพ การกระโดดยิงด้วยท่ายิงที่ถูกต้อง การรีบาวด์ ไปจนถึงกฎอื่นๆในสนาม

ในเรื่องสแลมดังค์ เน้นย้ำเสมอในเรื่องพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ จากการที่ซากุรางิ เป็นมือใหม่ทำให้เขาต้องฝึกเบสิคอย่างหนัก และซ้อมมากกว่าคนอื่น แถมยังต้องฝึกพิเศษในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ต้องซ้อมยิงให้ได้ถึงสองหมื่นลูก

ดังนั้นพัฒนาการของซากุรางิ จึงอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง แน่นอนว่าเขาอาจจะมีพรสวรรค์เรียนรู้ได้เร็ว แต่การที่สามารถไล่ตามคนอื่นได้ ล้วนมากจากความพยายามของหนุ่มผมแดงคนนี้เป็นหลัก ไม่มีใครอยากจะมาฝึกเบสิคซ้ำๆ เหมือนกับตอนแรกที่ซากุรางิ เอาแต่โวยวายว่าเมื่อไรจะได้ลงสนามเสียที แต่ท้ายที่สุดพื้นฐานพวกนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาก้าวไปเป็นตัวหลักของทีม

สิ่งนี้ทำให้สแลมดังค์กลายเป็นการ์ตูนที่เข้าถึงง่าย เพราะแม้แต่คนที่ไม่เคยเล่นบาสเก็ตบอล ก็สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับตัวเอก ในขณะเดียวกัน การเริ่มต้นตั้งแต่ 0 ของซากุรางิ ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ไม่เคยสัมผัสกีฬาชนิดนี้ หันสนใจบาสเก็ตบอลมากขึ้น ในความรู้สึกว่า “ขนาดซากุรางิยังทำได้”

 

ตัวละครที่โดดเด่น

“มังงะที่ผมวาดไม่ใช่เทพนิยายหรือแฟนตาซี ตัวละครของผมอาจจะจินตนาการได้ แต่ผมวาดมันเหมือนกับมันอยู่ในสารคดี” อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN  

“นั่นคือสิ่งที่ผมมองต่อมังงะของผม และแน่นอนผมคิดว่ามังงะที่ดีควรจะเป็นแบบนี้”

แน่นอนว่าตามขนบของการ์ตูนเรื่องเยี่ยม ตัวเอกเพียงคนเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องให้ดำเนินต่อไปได้อย่างสนุก หากไม่มีตัวละครรองที่มาสนับสนุนเขา

เช่นเดียวกับ สแลมดังค์ แม้ว่าจะเริ่มต้นโดยมี ซากุรางิ เป็นศูนย์กลางเป็นหลัก แต่หลังจากนั้น ตัวละครรองเหล่านี้ก็ช่วยขยายขอบเขตเรื่องราวให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรื่องลึกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแก๊งอันธพาล เพื่อนร่วมทีมโชโฮคุ ไปจนถึงทีมคู่แข่ง   

อิโนะอุเอะ ประณีตในการออกแบบตัวละคร และเบื้องหลังที่ช่วยอธิบายว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเป็นแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตัวเอก หรือแม้แต่ตัวละครรอง เขาก็พยายามเก็บรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่ปฎิกริยาของคนดูต่อเหตุการณ์นั้นๆ

ทำให้ตัวละครของสแลมดังค์ล้วนมีเสน่ห์และทำให้ผู้อ่านจดจำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนซากุรางิ ที่ตามไปเชียร์ทุกนัด กัปตันกอริลลา ทาเคโนริ อาคางิ ผู้เป็นศูนย์รวมของโชโฮคุ, คาเอเดะ รุคาวา ยอดรุกกี้ที่ ซากุรางิ มองเป็นคู่แข่งแย่งความรัก, มิตสึอิ ฮิซาชิ อดีต MVP ม.ต้นผู้เคยเดินผิดทาง ไปจนถึงคู่แข่งอย่าง จุน อุโอสุมิ เซ็นเตอร์เรียวนันที่ต้องไปเป็นกุ๊กหลังเรียนจบ, อาคิระ เซนโด มือหนึ่งสายชิลของเรียวนัน หรือแม้แต่เออิจิ ซาวาคิตะ ตัวทำแต้มของเทคโน ซังโน ที่มีเบื้องหลังลึกกว่า ซากุรางิ ที่เป็นตัวเอกเสียอีกสแลมดังค์

“หากคุณสามารถวาดตัวละครที่โดดเด่น มันจะสร้างเนื้อเรื่องด้วยตัวมันเอง ด้วยการเอาพวกเขาไปใส่ไว้ในสถานการณ์บางอย่าง หรือให้เจอกับคนอื่น เขาจะสร้างเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติด้วยการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น” อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN

และเคล็ดลับที่ทำให้อิโนะอุเอะสื่อออกมาได้อย่างลึกซึ้งคือการพยายามจินตนาการว่าหากเราเป็นตัวละครตัวนี้เราจะรู้สึกอย่างไร และแสดงสีหน้าออกมาแบบไหน เขาอินกับตัวละครจนมีคนเคยบอกว่าเขาทำหน้าเหมือนกับตัวละครที่กำลังวาดเลยทีเดียว

“ผมพยายามที่จะแสดงความรู้สึกที่ตัวละครมี และความรู้สึกนั้นชัดเจนแค่ไหน หากมันออกมาจากตัวของผม มันเหมือนกับว่าผมเป็นส่วนหนึ่งกับตัวละคร ผมคิดว่ามันคล้ายกับการแสดง”

“ตอนที่ผมกำลังวาดหน้าตาของตัวละครนั้น ผมก็มีหน้าเหมือนกับตัวละครตัวนั้น ไม่เคยรู้สึกได้ด้วยตัวเอง แต่คนอื่นบอกผมมาแบบนี้”

 

การก้าวพ้นวัย

มังงะแบบก้าวพ้นวัย หรือ Coming of Age เป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมในการ์ตูนกีฬา เนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในช่วงมัธยมปลาย ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในชีวิต

สแลมดังค์ ก็เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ใช้แนวทางนี้ดำเนินเรื่อง ทุกคนล้วนมีอุปสรรคต้องก้าวข้ามผ่านให้ได้ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคจากภายนอก หรืออุปสรรคภายในจิตใจของเราเอง

ตัวละครในเรื่องไม่ว่าจะเป็นซากุรางิ จึงต้องก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้แทบทั้งสิ้น เขาต้องเจอกับผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกันอย่าง ฟุคุดะ ของเรียวนัน, เคียวตะ โนบุนางะ ของไคนัน และ มิคิโอะ ของเทคโนฯซังโน ที่นอกจากเป็นคู่แข่ง ยังเป็นเหมือนตัวแทนที่ทำให้เขาเก่งขึ้นในด้านนั้นๆ

หรือแม้แต่ คาเอเดะ รุคาวา ที่มีฝีมืออยู่แล้ว แต่การยึดติดกับชัยชนะมากเกินไป และพยายามเอาชนะในการดวลตัวต่อตัวกับกับ อากิระ เซ็นโด ที่มีบุคลิกสบายๆ ก็เกือบทำให้ทีมพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับ อาคางิ กัปตันผู้เยือกเย็นที่การพบกับเทคโนฯซังโน ทำให้เขาสมาธิหลุด และคิดว่า หากตัวเองไม่สามารถเอาชนะ คาวาตะ ได้ โชโฮคุ จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก่อนจะมาได้ อุโอสุมิ เตือนสติ

“ตัวละครที่ผมวาดทุกตัวมีบางอย่างมาจากตัวผม ผมให้พวกเขาเจอกับความท้าทายยากๆในเรื่องราว และยอมรับความท้าทายนั้นในฐานะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งกับตัวละคร”  อิโนะอุเอะกล่าวกับ CNN

สิ่งสำคัญที่ทำให้ สแลมดังค์ อยู่ในใจผู้อ่านคือทุกการเติบโต ล้วนง่ายต่อการจดจำจากการก้าวผ่านของ ซากุรางิ และเหล่าสหายที่ไว้ใจได้ของเขา มันมีทั้งความท้าทาย ความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง และการพยายามแก้ตัว เพื่อให้ก้าวผ่านอุปสรรคนั้นได้ ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์ตรงของอิโนะอุเอะเอง

“ตอนเด็กๆผมไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นนักเขียนการ์ตูน ผมแค่ไปโรงเรียนและเล่นบาสฯ ผมเคยอยู่ทีมบาสฯของโรงเรียน ผมสนุกกับมัน ผมไม่เคยเจอกับความลำบากเลย ทีมของเราอาจจะไม่เก่ง แต่เราก็สนุกกับพัฒนาการของเรา” อิโนะอุเอะกล่าวกับ Shueisha

“ในชีวิตมัธยมปลาย ผมเคยทุ่มเท ผมมีพัฒนาการ แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาในบางอย่าง ผมชนะ ผมแพ้ ผมมีประสบการณ์ในหลายอย่างจากการเติบโต ผลการแข่งขันของทีมเราไม่ค่อยดี แต่ผมก็ได้เรียนรู้บางสิ่งจากสามปีนั้น มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผม ดังผมจึงอยากจะขอบคุณบาสเก็ตบอล”

 

เชื่อมกับโลกความจริง

อิโนะอุเอะ ก็เหมือนแฟนบาสฯทั่วไป ที่หลงใหลในการแข่งขัน NBA ลีกบาสเก็ตบอลที่ดีที่สุดในโลก และอิทธิพลของมันก็ถูกส่งต่อมาถึงการ์ตูนสแลมดังค์ที่เขาวาด

ทำให้ตัวละครหลายคน ถูกนำไปเทียบกับนักกีฬาจริงๆ ของ NBA จนแฟนๆ หลายคนสับสนว่ามันเป็นความบังเอิญ หรือแรงบันดาลใจจริงๆ กระทั่งทุกวันนี้ เริ่มตั้งแต่ ซากุรางิ ที่ถูกเทียบกับ เดนนิส รอดแมน อดีตฟอร์เวิร์ดของ ชิคาโก บูลส์ ในเรื่องการเป็นราชารีบาวด์ และความบ้าระห่ำ, กัปตันอาคางิ ที่คล้ายกับ แพทริค ยูวิง ด้วยทรงผมแบบทหาร และการเล่นแบบทุ่มเท

หรือตัวยิงวงนอก มิตสึอิ ฮิซาชิ ที่ท่าชู้ตแนวตรงเหมือนกับ เจฟ ฮอร์นาเช็ค แต่ความแม่นคือ เรจจี้ มิลเลอร์ ส่วน เรียวตะ มิยางิ พอยท์การ์ดมากลีลา ถูกเทียบกับ ไอเซย์ โธมัส ที่มีส่วนสูงเพียง 175 เซ็นติเมตร ในขณะที่ คาเอเดะ รุคาวา ถูกยกไปเปรียบเทียบกับ ไมเคิล จอร์แดน ยุคที่เป็นดาวรุ่ง ในเรื่องการเล่นที่เร้าใจ การยึดติดกับชัยชนะ และความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าเป้าหมายส่วนรวมสแลมดังค์

ไม่เพียงแต่ตัวละครของโชโฮคุเท่านั้น คู่แข่งของพวกเขาก็ถูกนำไปเทียบกับนักกีฬา NBA ไม่ว่าจะเป็น ชินอิจิ มากิ ตำนานแห่งคานางาวะ ที่ถูกนำไปเทียบกับ แมจิก จอห์นสัน ทั้งสไตล์การเล่นและความมีเสน่ห์, จุน อุโอสุมิ คู่แข่งของอาคางิ ที่ถูกเทียบกับ อลองโซ่ มัวร์นิง และ อากิระ เซ็นโด ที่ดูคล้ายกับ สก็อตตี้ พิพเพน

อิทธิพลของ NBA ยังส่งผลต่อสแลมดังค์ในส่วนของเหตุการณ์ ฉากบางฉากถูกนำไปเทียบกับเหตุการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดของ ซากุรางิ ที่ส่งบอลให้ ทาคาซาโกะ ของไคนัน เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาคางิ ในนัดชิงชนะเลิศจังหวัดคานางาวะ ที่ทำให้ โชโฮคุแพ้ไปเพียงแค่ 2 คะแนน ก็ถูกนำไปเทียบกับจังหวะจ่ายบอลพลาดของ ไอเซย์ โธมัส สมัยอยู่ ดีทรอยต์ พิสตันส์ ในวินาทีสุดท้ายที่ถูก แลร์รี่ เบิร์ด ขโมยบอลไปได้ และทำให้ บอสตัน เซลติกส์ เอาชนะไปในเกม 5 ของรอบชิงแชมป์สายตะวันออกปี 1987 หรือการดวลผลัดกันทำคะแนนระหว่าง รุคาวา และ เซ็นโด ก็ถูกนำไปเทียบกับการดวลกันของ แลร์รี่ เบิร์ด และ โดมินิก วิลกิ้นส์ ในเกมตัดสินของรอบรองชนะเลิศสายตะวันออกปี 1988

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญให้สแลมดังค์ได้รับความนิยม แม้กระทั่งในปัจจุบัน

Uncategorized

เอริก แฮร์ริสัน … ชายที่คนทั้งโลกคิดว่าเขาคือ “เฟอร์กี้”

เอริก แฮร์ริสัน … ชายที่คนทั้งโลกคิดว่าเขาคือ “เฟอร์กี้”

CLASS OF ’92 ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเตะเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนเส้นทางลูกหนัง เพราะจากจุดตั้งต้นที่ตำแหน่งแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ เมื่อปี 1992 สมาชิกในทีมชุดนั้นก็ได้เติบใหญ่และนำทีมปีศาจแดงสู่ตำแหน่งแชมป์รายการต่างๆ อีกมากมาย

ไรอัน กิ๊กส์, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, นิกกี้ บัตต์, สองพี่น้อง แกรี่-ฟิล เนวิลล์ … พรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก … เหล่านี้คือรายนามขุนพลกำลังหลัก และความสำเร็จในรูปของถ้วยรางวัลที่เหล่า เร้ด อาร์มี่ และแฟนบอลทั้งโลกต่างจำได้ขึ้นใจ 

แน่นอน หนึ่งในบุคลากรที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ คงหนีไม่พ้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอสใหญ่ของทีมปีศาจแดงผู้นำนักเตะเหล่านี้ขึ้นไปสร้างชื่อในทีมชุดใหญ่ ถึงกระนั้น ก็มีอีกคนหนึ่งที่สมควรได้รับการยกย่องในการสร้างเด็กชุดนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

เขาคนนั้นคือ … เอริก แฮร์ริสัน ผู้กุมบังเหียนทีมเยาวชนชุดดังกล่าวนั่นเองeric-harrison

มรดกปู่รอน

เส้นทางสายลูกหนังของ เอริก แฮร์ริสัน นั้น จะว่าไปก็ไม่ต่างจากนักเตะในอังกฤษมากมายที่ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นนักเตะอาชีพ ทว่าจากสโมสรที่เคยสังกัดในยุค 1950-1970 อย่าง ฮาลิแฟ็กซ์ ทาวน์, ฮาร์ทลี่ย์พูล ยูไนเต็ด, บาร์โรว์, เซาธ์พอร์ต, และ สคาร์โบโร่ ซึ่งอยู่ในลีกรองมาโดยตลอด คงพอนิยามได้ว่าอาชีพการค้าแข้งของเขาก็ไม่ค่อยมีอะไรที่พิเศษนัก 

และเส้นทางหลังจากการแขวนสตั๊ดเมื่อปี 1972 ก็ดำเนินไปเช่นเดียวกับอดีตพ่อค้าแข้งหลายราย ที่ตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางโค้ช … เอฟเวอร์ตัน คือที่หมายแรกของเขา ซึ่งใช้เวลาอยู่ในถิ่น กูดิสัน พาร์ค ถึง 9 ฤดูกาล ทว่าการที่ กอร์ดอน ลี กุนซือที่เขาใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอด 3 ฤดูกาลหลังสุดถูกไล่ออก เจ้าตัวที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ในขณะนั้นก็รู้สึกว่า คงถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

และเขาก็ไม่ต้องว่างงานนาน เพราะทันทีที่ รอน แอตกินสัน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1981 “ปู่รอน” ก็ตัดสินใจตามตัวแฮร์ริสันที่เคยร่วมงานกันในฐานะนักเตะของ กองทัพอากาศ สมัยที่ทั้งคู่เข้ารับใช้ชาติมาร่วมงานกันอีกครั้ง โดยมอบหมายงานกุนซือทีมชุดเยาวชนให้ 

เรื่องราวการคุมทีมของแฮร์ริสันดูจะเป็นไปอย่างธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของทีมปีศาจแดงมาถึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1986 … รอน แอ็ตกินสัน ถูกบอร์ดบริหารสั่งปลดจากผลงานของทีมที่ย่ำแย่ และผู้ที่มาแทนที่คือกุนซือชาวสก็อตแลนด์ ผู้มีผลงานโดดเด่นในอดีตคือการนำ อเบอร์ดีน ผงาดขึ้นมาเหนือ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส กับ กลาสโกว์ เซลติก มหาอำนาจตลอดกาลของวงการลูกหนังที่บ้านเกิดได้

ชายผู้นั้นชื่อ … อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน 

ถ้าอยากได้…ก็จัดมาให้ผม

แม้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะพอมีความสำเร็จติดไม้ติดมืออยู่บ้าง กับแชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 1983 และ 1985 ทว่ายุค 1980 ก็ไม่ใช่ยุคสมัยที่สาวกปีศาจแดงจะสามารถเชิดคอได้ด้วยความภูมิใจนัก เมื่อพวกเขาดูไม่มีวี่แววที่จะกลับสู่ความยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุด ซึ่งครั้งล่าสุดที่ทำได้ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1967 ได้เลย

ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่พวกเขาตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่ปรับที่แย่งชิงความยิ่งใหญ่มาตลอดอยู่หลายปีแสงในแง่ของถ้วยรางวัล ทีมหงส์แดงยังมีอีกสิ่งที่พวกเขาภูมิใจ นั่นคือ ผลผลิตนักเตะจากอคาเดมี่ ที่เติบโตและสร้างความสำเร็จให้ทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟิล ธอมป์สัน, แซมมี่ ลี และ รอนนี่ วีแลน ต่างจากทีมปีศาจแดงที่ในยุคนั้นแทบไม่มีนักเตะดาวรุ่งในทีมที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้เลย 

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบ และหนึ่งในคนที่ “เฟอร์กี้” หมายหัวว่าจะต้องพูดคุยเพื่อรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะทำการตัดสินใจบางอย่างก็หนีไม่พ้น … เอริก แฮร์ริสัน ผู้จัดการทีมเยาวชนนั่นเอง

แน่นอน เฟอร์กูสันไม่พอใจกับสถานการณ์นักเตะเยาวชนของทีมเป็นอย่างมาก แต่ผู้ที่อยู่กับทีมมาก่อนก็มีเหตุผลที่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าต้องรับฟังเช่นกัน

“จะว่าไปผมก็ของขึ้นอยู่หน่อยๆ ล่ะนะ” แฮร์ริสันเอ่ยปากยอมรับถึงการเผชิญหน้ากับเฟอร์กูสันเมื่อปี 1986 “เพราะตอนนั้นเนี่ย ผมคิดว่าเขาต้องหาทางเล่นงานผมอยู่แน่ๆ ผมก็เลยชี้ไปที่ นอร์แมน ไวท์ไซด์ กับนักเตะอีก 1-2 คนที่เลื่อนชั้นจากทีมเยาวชนขึ้นมาอยู่ทีมชุดใหญ่เพื่อให้เขารู้ว่า ผมก็มีผลงานอยู่นะ แล้วเขาก็บอกว่า ‘ใช่ ใช่ ฉันยอมรับ แต่ฉันต้องการมากกว่านี้’ ผมก็ถามกลับว่า ‘หมายความว่าไงที่บอกว่าต้องการมากกว่านี้?’ ทีนี้เขาสวนเลยว่า ‘ฉันต้องการให้พวกดาวรุ่งขึ้นมาอยู่ชุดใหญ่มากกว่านี้โว้ย!'”

“พอเขาพูดมาแบบนี้ ผมเริ่มมีความมั่นใจขึ้นละ เลยบอกกับเขาไปว่า ‘เอางี้ เรามาทำข้อตกลงกัน คุณหานักเตะที่มีคุณภาพกว่านี้มาให้ผม เยอะๆ เลยด้วยยิ่งดี แล้วผมจะปั้นพวกเขาขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ให้เอง’ ทีนี้เขาตอบเลย ‘ตกลง!'” การพูดคุยกันครั้งดังกล่าว นอกจากจะช่วยเซฟตำแหน่งของแฮร์ริสันได้แล้ว ยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีมปีศาจแดงอีกด้วย นั่นคือการปรับปรุงโครงสร้างระบบอคาเดมี่ครั้งใหญ่ ซึ่งโมเดลที่เอามาใช้เป็นต้นแบบก็ไม่ต้องมองอื่นไกล เพราะเฟอร์กูสันมีประสบการณ์ตรงในการสร้างพลิกฟื้นศูนย์ฝึกเยาวชนของทีมให้สร้างนักเตะฝีเท้าดีขึ้นมามากมายก่อนหน้านี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า นี่จะเป็นหนทางที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาก้าวหน้า เฟอร์กี้จึงเรียกทีมงานโค้ชเยาวชนและแมวมองเข้าประชุม เพื่อกระตุ้นพวกเขาให้กลับมามีไฟอีกครั้งEric_Harrison

ไม่ใช่แค่ฟุตบอล…แต่คือการสอนชีวิต

การปรับทัศนคติจากคำพูดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำให้สโมสรแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เช่นเดียวกับระบบอคาเดมี่ของสโมสรที่ค่อยๆ พลิกฟื้นจากจุดที่เคยเงียบงัน กลับมามี DNA อย่างที่แฟนๆ ปีศาจแดงคุ้นเคย

แน่นอน เครดิตในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้กับ เอริก แฮร์ริสัน ที่ได้รับอิสระในการทำงานจากเฟอร์กี้อย่างเต็มที่ แถมเจ้านายใหญ่ยังให้การสนับสนุนด้วยการจ้างแมวมองเพิ่มเป็น 3 เท่าของที่มีอยู่เดิม เพื่อช่วยในการส่องหาเพชรในตมมาให้เจียระไน … เมื่อวัตถุดิบมีให้เลือกใช้อย่างที่ต้องการ เขาจึงไม่ลังเลที่จะนำแนวความคิดการบริหารคนในกองทัพที่เขาคุ้นเคยสมัยรับใช้ชาติมาประยุกต์ใช้เพื่อไปสู่เป้าหมายในการปั้นนักเตะขึ้นทีมชุดใหญ่ให้ได้มากและดีที่สุดอย่างที่ได้รับปากไว้ 

“การสอนของ เอริก แฮร์ริสัน จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเข้าไปร่วมรบในกองทัพ” ไรอัน กิ๊กส์ หนึ่งในศิษย์เอกชุด Class of ’92 ของแฮร์ริสันกล่าวในอัตตชีวประวัติของเจ้าตัว “เพราะเขาจะคอยตะคอก ขึ้นเสียงอยู่เสมอ และคุณเองก็ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลยด้วย เอาจริงๆ เขาเป็นโค้ชที่โหดนะ แต่ก็เป็นโค้ชที่เก่งกาจและเป็นจอมแท็คติกอีกด้วย เขาทำให้แต่ละเกมดูง่ายขึ้นมากสำหรับเราเลยล่ะ”

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญาการทำงานของแฮร์ริสัน ซึ่งเคยกล่าวกับทาง FourFourTwo ว่า หากนักเตะดาวรุ่งต้องการที่จะเก่งกาจกว่าใครๆ ก็ต้องซ้อม ซ้อม ซ้อม และซ้อมให้หนักกว่าคนอื่นๆ รวมถึง “ไม่เสียสละ ชัยชนะไม่เกิด” หากไม่ยอมสละความสุขส่วนตัวไปเสียบ้างเพื่อตั้งมั่นกับเป้าหมาย ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่ใจหวัง

อีกสิ่งที่แฮร์ริสันมักจะสอนเด็กๆ ของเขาอยู่เสมอในช่วงที่เป็นกุนซือทีมเยาวชนของปีศาจแดงก็คือ ทีมเวิร์ก ซึ่งเจ้าตัวเอ่ยถึงเรืองนี้ว่า “เรื่องการเล่นเป็นทีมนี่ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญอย่างมาก เราซ้อมในเรื่องนี้บ่อยเสียจนหลายคนบ่นว่าจะรีบยัดสิ่งนี้ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยทำไม? ซึ่งผมก็ตอบกลับไปว่า ‘ก็ไม่อยากให้เด็กๆ มันใบ้รับประทานเวลาขึ้นทีมชุดใหญ่น่ะสิ'”

“การออกไปเล่นโดยมีผู้ชมในสนามหลายหมื่นเฝ้ามองอยู่นั้น สิ่งสำคัญมากๆ เรื่องหนึ่งคือคุณต้องมีความมั่นใจ ยิ่งถ้าคุณเตรียมตัวมาดีแค่ไหน การขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องที่ปรับตัวได้ง่ายและเร็วฉันนั้น” และผลงานของเด็กๆ ภายใต้การดูแลของแฮร์ริสันก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่า เขานั้นยิ่งกว่าคิดถูก เมื่อ Fergie’s Fledglings หรือ ลูกนกของเฟอร์กี้ นักเตะเยาวชน แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การดูแลของทั้งเฟอร์กูสันและแฮร์ริสัน ต่างเติบโตและเติบใหญ่จนประสบความสำเร็จบนเส้นทางลูกหนังกันถ้วนหน้าชนิดที่ไล่เรียงชื่อก็ไม่หมด หลายคนที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสกับทีมชุดใหญ่ของปีศาจแดง ก็โบยบินออกไปสร้างชื่อกับสโมสรอื่น ขณะที่อีกหลายคนเติบโตจนเป็นกำลังสำคัญ นำความยิ่งใหญ่มาสู่ทีมจนสามารถทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่กลับมาจาก ลิเวอร์พูล ได้อีกครั้ง 

“สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งไหนๆ ก็คือ เขาทำให้เราเข้าใจถึงประโยชน์ของการทำงานอย่างหนัก, ความเคารพซึ่งกันและกัน และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวในสนามเท่านั้น เพราะเขาได้สอนบทเรียนชีวิตมากมายให้พวกเราอย่างที่ไม่มีวันลืม” เดวิด เบ็คแฮม อีกหนึ่งศิษย์เอกจาก Class of ’92 ที่ประสบความสำเร็จทั้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด และสโมสรดังอย่าง เรอัล มาดริด, ลอสแอนเจลิส แกแล็คซี่, เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง เผยถึงความรู้สึกที่มีกับคุณครูผู้นี้

เช่นเดียวกับ ร็อบบี้ ซาเวจ ที่แม้จะไม่เคยได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ให้ปีศาจแดงเลยแม้แต่นัดเดียว ก็ยอมรับว่า แฮร์ริสันมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้เขาสู้ต่อ จนสามารถแจ้งเกิดและประสบความสำเร็จกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เบอร์มิงแฮม ได้สำเร็จ “นอกจากครอบครัวผมแล้ว เอริกนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้ เขาบอกเสมอว่าเชื่อมั่นในตัวผม ซึ่งผมซาบซึ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เขาเป็นคนที่สำคัญมากๆ กับชีวิตของผมเลยครับ” 

และแม้ Class of ’92 จะได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากจากทุกฝ่ายว่า เป็นผลผลิตนักเตะเยาวชนจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ดีที่สุดในระยะหลัง แต่ ฟิล เนวิลล์ อีกหนึ่งสมาชิกของกลุ่มที่ยกให้แฮร์ริสันเป็นเหมือนพ่อคนที่สองกลับมองว่า กลุ่มของพวกเขาก็แค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะสิ่งที่คุณครูผู้นี้ทำ มันยิ่งใหญ่กว่ากันมาก

“ผมคิดว่าการพูดถึงแต่กลุ่ม Class of ’92 นั้นดูจะเป็นการไม่เคารพสักเท่าไหร่ เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแฮร์ริสัน คือนักเตะทุกคนที่เขาปลุกปั้นขึ้นมา และสั่งสอนให้ไม่ใช่แค่พร้อมสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น แต่พร้อมกับชีวิตที่ดีสืบไปอีกด้วยครับ” 

บั้นปลายอันเงียบงัน

จะว่าไปแล้ว ผลงานการปั้นนักเตะขึ้นชุดใหญ่และช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นใบผ่านทางที่สามารถช่วยให้แฮร์ริสันอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดเยาวชนไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่ที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้เข้ามาสานงานต่อ จึงตัดสินใจวางมือจากการคุมทีมเยาวชนไปในปี 1998 แต่ก็ยังอยู่กับสโมสรเรื่อยมาจนถึงราวๆ ปี 2008 ที่อำลาบ้านหลังนี้อย่างเต็มตัว 

ทว่าในช่วงบั้นปลายชีวิต แฮร์ริสันกลับต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นั่นคือปัญหาสุขภาพ เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเขาเป็นโรคสมองเสื่อม โรคเดียวกับที่เคยกัดกลืนชีวิตคุณพ่อของเขาเมื่อปี 2014 จนทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่ในบ้านพักคนชรา ซึ่งมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยลักษณะนี้มากกว่า

แต่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ โรคดังกล่าวทำให้เขาลืมกีฬาฟุตบอล สิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเขามาโดยตลอดไปเสียแล้ว …

ขอบคุณครับคุณครู

ผลงานที่สรรค์สร้างให้วงการฟุตบอลของอังกฤษ ทำให้แฮร์ริสันได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE เมื่อปี 2018 แต่เนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถเดินทางไปที่กรุงลอนดอนได้ พิธีการจึงถูกจัดขึ้นที่สนามเหย้าของ ฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ สโมสรบ้านเกิดของเขา ซึ่งแม้ทางครอบครัวจะไม่แน่ใจว่ามันสายเกินกว่าที่จะช่วยเยียวยาโรคที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่ทุกคนก็ภูมิใจกับเกียรติยศนี้เป็นอย่างมากแฮร์ริสัน

อย่างไรก็ตาม วันสุดท้ายของทุกคนล้วนย่อมมาถึงเป็นธรรมดา … เอริก แฮร์ริสัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2019 หลังจากวันเกิดอายุครบ 81 ปีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพียงไม่กี่วัน นำมาซึ่งความอาลัยและระลึกถึงของทุกคนที่เคยร่วมงานด้วย

และแม้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะมีบทบาทที่สำคัญยิ่งกับความสำเร็จที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผงาดสู่ความยิ่งใหญ่ในโลกลูกหนัง แต่ เซอร์ อเล็กซ์ ก็ยอมรับด้วยความชื่นชมว่า หากไม่มี เอริก แฮร์ริสัน ทีมปีศาจแดงอาจไม่ประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้ …

“ผมรู้สึกโชคดีนะที่มีเอริกเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาเยาวชนให้กับทีม แน่นอน ทุกการทำงานของเขาอยู่ในสายตาของผมตลอด และไม่ใช่แค่ Class of ’92 เท่านั้น แต่เขาได้สร้างนักเตะเยาวชนชั้นยอดมามากมาย ซึ่งนอกจากคาแร็คเตอร์นักสู้ผู้มุ่งมั่นที่ใส่เข้าไปแล้ว เขายังช่วยให้ดาวรุ่งทุกคนพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตอันสดใสอีกด้วย”

“เขาคือคุณครูที่แท้จริง เป็นเหมือนเทียนที่ส่องให้นักเตะเห็นเส้นทางและทางเลือกต่างๆ ด้วยการทำงานอย่างหนักและความเสียสละ ซึ่งสิ่งที่เขาสอนสั่งให้กับเด็กๆ ที่แหละ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในโค้ชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล …”

“และแน่นอน ผมภูมิใจมากๆ ที่มีเขาอยู่กับทีมของเรา” ยอดกุนซือแดนสก็อตต์กล่าวทิ้งท้าย

Uncategorized

ศาสตร์แห่งจุดโทษ…โชคชะตา หรือลิขิตเอง?

ศาสตร์แห่งจุดโทษ…โชคชะตา หรือลิขิตเอง?

ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า การยิงจุดโทษ เป็นเรื่องของดวงและโชคชะตากำหนด แต่อีกส่วนหนึ่งกลับบอกว่า ไม่มีความบังเอิญในการดวลเป้า ทุกอย่างสามารถลิขิตเองได้ แล้วความจริงบนจุด 12 หลาอยู่ตรงไหน?

  หนึ่งในเสน่ห์ที่ผู้คนหยิบยกมาพูดถึงได้ไม่รู้จบ เมื่อเอ่ยการแข่งขันฟุตบอลโลก ก็คือ “การดวลจุดโทษ” ที่หากย้อนความทรงจำไปถึง เวิลด์คัพ ทีไร เป็นอันต้องคิดถึงช่วงเวลาที่ตื่นเต้นเร้าใจ ยากจะคาดเดา เพราะต่อให้เป็นนักเตะระดับโลก ก็ยิงลูกโทษพลาดได้ โดยเฉพาะใน ฟุตบอลโลก 2018 ฉบับรัสเซีย ที่มีการนำเทคโนโลยีวิดิโอช่วยตัดสิน (VAR) เข้ามาเป็นเครื่องมือให้ ผู้ตัดสิน ได้พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่กรอบ 18 หลา ในจังหวะที่ไม่แน่ใจ ก็ยิ่งทำให้ ผู้ชมได้ดูการสังหารจุดโทษกันแบบเต็มอิ่ม ตั้งแต่รอบแรก ยันนัดชิงชนะเลิศ ที่กรรมการมอบจุดโทษให้กับ ฝรั่งเศส หลังจากดูภาพ VAR นอกจากนี้ เรายังได้เห็น สเปน, เดนมาร์ก, โคลอมเบีย หรือแม้กระทั่งเจ้าภาพ รัสเซีย กระเด็นตกรอบจากความพ่ายแพ้ในการดวลลูกโทษชี้ขาด ที่ไม่ว่าใครจะเสียดายแค่ไหน ก็ไม่มีทางย้อนเวลากลับไปแก้ไข หรือขอยิงใหม่ได้ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมชาติสเปน กล่าวหลังจบเกมที่แพ้จุดโทษ ต่อ รัสเซีย ว่า “การยิงจุดโทษก็เหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ วันนี้สเปนก็แค่โชคร้ายที่ซื้อผิด” สะท้อนความเชื่อหนึ่งที่ว่า ฏีกาสุดท้ายของการชี้ขาดเกมฟุตบอล เป็นเรื่องของ โชคชะตา และจังหวะในสถานการณ์นั้น แต่ในรอบการแข่งขันเดียวกัน แกเรธ เซาธ์เกต อิงลิชแมนคนแรก ผู้พาประเทศเอาชนะจุดโทษ ในฟุตบอลโลก เหนือ โคลอมเบีย กลับบอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นทักษะในการรับมือต่อแรงกดดัน” เราจึงขอพาผู้อ่านไปเปิดความจริงเกี่ยวกับ ศาสตร์แห่งการยิงจุดโทษ ผ่านมุมมองด้านฟิสิกส์, จิตวิทยา และตัวเลขสถิติ รวมถึงสัมภาษณ์นักฟุตบอลที่มีประสบการณ์ การดวลเป้าในสนามจริง ถึงบางเรื่องและแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับการยิงจุดโทษในโลกฟุตบอลยิงจุดโทษ

เตรียมตัวอย่างไรก่อนยิงจุดโทษ

“การซ้อมยิงจุดโทษนั้น ถ้าเป็นก่อนแข่งฟุตบอลถ้วย (อเล็กซานเดร) กามา จะเรียกนักบอลมาซ้อมอยู่ตลอด ไม่ว่าเกมนั้นจะเจอทีมเล็กหรือทีมใหญ่ เพราะฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้” “ส่วนฟุตบอลลีก ทีมโค้ชผู้รักษาประตู เขาก็จะไปทำการบ้านเอาข้อมูลมาให้เราว่า ทีมคู่แข่ง มีใครเป็นมือยิงจุดโทษ คนที่ 1-3 แต่ละคน จะยิงในลักษณะไหน ไปในมุมใด เพื่อให้มีข้อมูล หากทีมเสียจุดโทษระหว่างเกม” ซูเปอร์บอย – ฉัตรชัย บุตรพรม ผู้รักษาประตู สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด คือหนึ่งในสุดยอดนายทวาร ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น จอมเซฟจุดโทษแถวหน้าของเมืองไทย เล่าถึงการเตรียมตัวของทีมฟุตบอลที่อยากจะเป็นผู้ชนะในการดวลเป้านั้น จำเป็นต้องมีการซักซ้อมเตรียมตัวไว้อยู่เสมอ ในทุกๆการฝึก ไม่ใช่แค่เฉพาะเกมสำคัญ หรือแมตช์ใหญ่ๆ เท่านั้น  หากแบ่งการยิงจุดโทษตามรูปแบบเวลาที่ ฉัตรชัย บุตรพรม กล่าวมา ก็จะมีด้วยกัน 2 แบบ แบบแรกคือ จุดโทษในเวลาปกติ (รวมช่วงต่อเวลาพิเศษ) คือ จุดโทษที่มาจากการทำผิดกติกาของผู้เล่นในกรอบ 18 หลา ตามดุลยพินิจผู้ตัดสิน ส่วนแบบที่สอง คือ จุดโทษหลังหมดเวลาปกติ ที่ใช้การยิงฝั่งละ 5 คน ตัดสินกัน ใครทำประตูได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ หากเสมอก็จะยิงตัดสินแบบ Sudden Death หรือ 1 ต่อ 1 ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเล่นดี ครองบอลได้ตลอดทั้งเกม เหมือนกับ ทีมชาติสเปน ที่เป็นฝ่ายโขกสับใส่ ทีมชาติรัสเซีย ตลอด 120 นาที ในรอบน็อกเอาท์ ฟุตบอลโลก 2018 แต่เมื่อมาถึงช่วงเวลาตัดสินแค่ไม่กี่นาที หาก 5 คนที่เลือกมา ยิงได้ไม่ดีพอ, ผู้รักษาประตู ป้องกันไม่ได้ สิ่งที่ทีมทำดีมาตลอด 2 ชั่วโมงในเกม ก็แทบหมดความหมายทันที ขั้นตอนในการเลือกผู้เล่น 5 คน ที่จะออกมาชี้เป็นชี้ตายทีมนั้น จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ เฮดโค้ช จำเป็นต้องมี ในการวิเคราะห์ว่า ผู้เล่นคนไหนเหมาะสมจะออกมายิง ในลำดับที่เท่าไหร่ ท่ามกลางช่วงเวลาที่มีความกดดันมหาศาล และบรรยากาศที่แทบหยุดหายใจ “ขั้นตอนในการเลือกนั้น จะมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ คนที่สมัครใจขอออกไปยิง กับอีกส่วนหนึ่งเป็นคนที่ โค้ชเลือก อย่างนัดรองชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ ปีที่แล้ว อยู่ดีๆ กามา ก็เดินมาบอกให้ผม ยิงคนที่ 5 ผมก็งง เพราะปกติแทบไมได้ซ้อมยิงเหมือนกับผู้เล่นคนอื่นๆ” ฉัตรชัย-บุตรพรม “โดยปกติ ถ้ามีการล็อก 5 คนแรกไว้แล้ว จะไม่มีการมาเปลี่ยนภายหลัง เว้นเสียว่า 1 ในนั้น มีอาการบาดเจ็บระหว่างเกม ก็ต้องหาคนอื่นมาแทน แต่ต้องแทนในลำดับนั้น สมมุติ คนยิงที่ 2 บาดเจ็บ คนที่จะมาแทน ก็ต้องยิงคนที่ 2 จะมาขอเปลี่ยนยิงคนแรก หรือคนสุดท้ายไม่ได้ ส่วน Sudden Death อันนั้นขึ้นอยู่ที่นักฟุตบอลแล้วว่า คนไหนพร้อม คนไหนมั่นใจ ก็ออกไปยิง ไม่ก็เกี่ยงกันให้เพื่อนร่วมทีมออกไปยิงแทนตัวเอง (หัวเราะ)” “แล้วพอสถานการณ์จริงๆตอนนั้น เชียงราย ตามหลัง เมืองทอง 2-3 ผมถูกวางเป็นคนที่ 5 ถ้ายิงไม่เข้าทีมแพ้เลย เราก็ทำสมาธิ ยิงไปตามมุมที่เราเลือกมา พอบอลเข้าก็โอเค รู้สึกโล่งอก หลังจบเกมผมเลยไปถาม กามา ว่า คุณบ้ามากเลยนะ ทำไมเลือกผมยิงคนที่ 5 เขาบอกว่า เขามั่นใจในตัวเรามาก บางที โค้ชกับนักฟุตบอล อาจมองไม่เหมือนกัน เขาคงเห็นบางอย่างในตัวเราว่า ยิงจุดโทษได้” ฉัตรชัย กล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นทีมระดับโลก หรือทีมรองบ่อน ก็ล้วนแล้วแต่ ต้องมีการเผื่อใจ และเตรียมซ้อมยิงจุดโทษไว้บ้าง ส่วนรายละเอียด ความเข้มข้น มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่ที่ มุมมองของโค้ช แต่ละคน ว่าจะให้น้ำหนักกับการยิงลูกโทษแค่ไหน ยกตัวอย่าง กุนซือบางรายอาจเน้นเรื่องของเกม แท็คติก เพื่อต้องการชนะในเวลาปกติ แต่โค้ชบางคน ก็เน้นที่จะยื้อเกม เพื่อเอาชนะคู่แข่งในการดวลจุดโทษอย่างนี้ เป็นต้น และไม่ว่า โค้ชคนนั้น จะจริงจังหรือไม่จริงจังกับจุดโทษ ช่วงเวลาที่จะจำลองการฝึกซ้อมดวลเป้าให้ได้ผลที่สุด ก็เป็นสิ่งที่ โค้ชควรรู้ไว้เช่นกัน เว็บไซต์ Active ได้อธิบายเคล็ดลับง่ายๆนี้ว่า ทีมฟุตบอลควรฝึกซ้อมยิงจุดโทษ ในช่วงท้ายของโปรแกรมเทรนนิ่งหนักๆ ของสัปดาห์นั้น เพื่อให้นักฟุตบอล เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า และมีพละกำลังเหลืออยู่จำกัด ซึ่งเป็นการจำลองที่ใกล้เคียงกับ ช่วงหลังต่อเวลาพิเศษ 120 นาที ได้ดีที่สุด เพราะอย่าลืมว่าการยิงจุดโทษจริงๆ นักบอลต้องหอบร่างอันสะบักสะบอมมาดวลเป้า และการฝึกแบบนี้จะช่วยให้นักบอลเกิดความคุ้นชิน เมื่อถึงสถานการณ์จริง รวมถึง นักฟุตบอล ควรสร้างกิจวัตรประจำวัน ด้วยการจับคู่เพื่อนร่วมทีม มาฝึกซ้อมยิงจุดโทษเป็นประจำ และสม่ำเสมอ ตั้งแต่การวางลูกฟุตบอล, สเต็ปการถอยหลัง, การยิงไปที่มุมประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อจดจำ รวมถึงต้องฝึกซ้อมยิงมุมรอง เพื่อเป็นทางเลือก ในกรณีที่มีแนวโน้มว่า ผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้าม จะอ่านทางได้ 

เปิดก่อนได้เปรียบ

แม้ทั้งสองทีม จะมีโอกาสได้ใช้ผู้เล่นฝั่งละ 5 คนเท่ากัน ในการยิงจุดโทษชี้ขาดข้างต้น แต่หากมองในแง่จิตวิทยาแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่ ในหนังสือ  12 Yards : ‘The Art & Psychology of the Perfect Penalty Kick’ ของ เบน ลิตเติลตัน ได้เขียนไว้ว่า ฝ่ายที่ยิงก่อน มีโอกาสเป็นผู้ชนะสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ และโยนความกดดัน ความเครียด ให้กับคู่แข่ง ได้ง่ายกว่าฝ่ายที่ยิงหลัง สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศ.อิกนาซิโอ ปาลาซิออส ฮูอาร์ต้า จาก London School of Econnomic ที่ได้ทำการวิเคราะห์จุดโทษ 1,343 ครั้ง จากการดวลเป้า 129 คู่ พบว่า ทีมที่เริ่มยิงก่อน จะเป็นผู้ชนะในบั้นปลายถึง 60.5 เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยชิ้นนี้ ยังระบุอีกว่า คนที่จะยิงลูกตัดสินชี้ชะตาให้ทีมชนะนั้น มีโอกาสยิงเข้าสูงถึง 92 เปอร์เซนต์ เนื่องจากมีความกดดันที่ไม่มากนัก บวกกับความมั่นใจ และแรงจูงใจที่มีชัยชนะเป็นผลตอบแทน หากยิงเข้า  ตรงกันข้าม หากคนที่ยิงชี้ชะตา สังหารพลาด ย่อมส่งผลไปถึงความมั่นใจของ บรรดานักเตะที่เหลืออยู่ในช่วง Sudden Death จนโอกาสยิงเข้า ลดเหลือเพียงแค่ 60 เปอร์เซนต์ เท่านั้น ตัวอย่าง จอห์น เทอร์รี ที่มีโอกาสสวมบทฮีโร่ ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2008 หากยิงลูกสุดท้ายเข้าไป แต่เจ้าตัวดันไปลื่นส่งบอลออกข้างหน้าต่าง และท้ายที่สุดกลายเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พลิกกลับมาชนะจุดโทษ คว้าแชมป์ในครั้งนั้นไปได้ (ความจริงคนยิงลำดับสุดท้ายของ เชลซี คือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา แต่กองหน้าชาวไอวอรี โคสต์ ถูกไล่ออกจากสนามในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้ เทอร์รี ต้องมายิงแทน) เทอร์รี่พลาดจุดโทษ นี่จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็น การยิงจุดโทษหลังต่อเวลาพิเศษนั้น มีรายละเอียดที่มากกว่าแค่ การส่งผู้เล่น 5 คนลงไปแข่งกันยิง เพราะเต็มไปด้วย ความเครียด, ความกดดัน, ความคาดหวัง ที่ทำให้ นักฟุตบอลบางคน ไม่สามารสลัดสิ่งเหล่านี้ออกจากหัวไปได้ และส่งผลให้พวกเขายิงผิดพลาดไปแบบเหลือเชื่อ

ทิศทาง

หากลองนำเอา หลักฟิลิกส์ มาแต่จับกับการยิงจุดโทษ…เรื่องการกำหนดทิศทางที่จะยิงนั้น เป็นสิ่งที่นักฟุตบอล สามารถเตรียมตัววางแผนล่วงหน้าได้ ในการหามุมสังหารที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับ ผู้รักษาประตูที่สามารถใช้ฟิสิกส์ เป็นตัวช่วยในการเซฟได้เช่นกัน มีการวิเคราะห์กันว่า หากยิงลูกฟุตบอลจากจุดโทษ ระยะ 12 หลา ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปยังมุมบน จะทำให้ลูกฟุตบอลเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 0.3 วินาที และมีโอกาสสูงที่เป็นประตู เพราะตามธรรมชาติแล้ว ผู้รักษาประตู จะต้องใช้เวลาราว 0.4 วินาที ในการประมวลผล คาดเดาทิศทาง แกว่งแขน หรือพุ่งลำตัวเหยียดออกไปป้องกันลูกบอล The Economist ร่วมกับ Opta เจ้าพ่อด้านการเก็บสถิติ ได้รายงานข้อมูลว่า การยิงมุมบนตรงกลางประตู ด้วยความเร็วตามที่วิเคราะห์ข้างต้นนั้น คือ จุดยุทธศาสตร์ ที่มีโอกาสถูกเซฟเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะกับทั้ง นักเตะที่มีทักษะขั้นสูงในการยิงจุดโทษ เช่น การชิพบอลแบบ ปาเนนก้า และสามารถนำมาใช้ได้กับ ผู้เล่นที่มีสกิลการยิงจุดโทษไม่ดีนัก ให้เลือกหวดอัดบอลแรงๆ ตู้มเดียว ให้เข้ามุมบนกลางประตูไปเลย สาเหตุที่มุมบนกลางประตู ประดุจขุมทรัพย์ทองคำ ของ นักแสวงโชคในการยิงประตู เพราะเป็นทิศทางที่ ผู้รักษาประตู ใช้เสี่ยงเดาน้อยสุด ซึ่งตรงกับงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยชิคาโก ที่ศึกษาโดย Ameracan Economic Review เผยแพร่เมื่อปี 2002 ระบุว่า ผู้รักษาประตูส่วนมาก จะเลือกพุ่งไปทางขวามือของตัวเอง หรือมุมซ้ายของคนยิง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน เพราะรายงานของ The Guardian ที่ทำการวิเคราะห์ทิศทางการ ป้องกันจุดโทษทั้งหมด 286 ลูก ของผู้รักษาประตู มีข้อมูลที่ตรงกันว่า มือโกล มักเลือกพุ่งไปทางซ้ายมือของคนยิง มากสุดถึง 49 เปอร์เซนต์, พุ่งไปทางขวา 44 เปอร์เซนต์ มีเพียงแค่ 6.3 เปอร์เซนต์ เท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงกลาง กรณีศึกษาเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นว่า ผู้เล่น เลือกยิงไปที่ มุมบนหรือตรงกลาง มากถึง 39.0 เปอร์เซนต์, ยิงมุมขวา 32.1 เปอร์เซนต์ และยิงทางไปซ้าย มุมยอดนิยมของที่ ผู้รักษาประตู จะบินไปเซฟเพียง 28.7 เปอร์เซนต์ ข้อมูลที่ได้ยังตรงกับ สถิติที่มีการเก็บในช่วงฟุตบอลที่ผ่านๆมา จากจุดโทษ 241 ครั้ง มีเพียงแค่ 49 ครั้งเท่านั้นที่ ผู้รักษาประตูเซฟได้ แบ่งเป็น พุ่งไปเซฟมุมซ้าย (ของคนยิง) 24 ครั้ง พุ่งไปเซฟทางขวา 25 ครั้งสถิติจุดโทษ และจากสถิติของ Opta ระบุอีกว่า ยังไม่เคยมี นายทวารคนไหน กระโดดยืดเหยียดมือตรงๆ ไปเซฟลูกบอลที่ ผู้เล่นยิงมุมโด่งตรงกลางประตู ในมหกรรมฟุตบอลโลก แฮร์รี เคน กัปตันทีมชาติอังกฤษ คว้ารางวัลดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2018 มาครอง จากการยิงไปทั้งหมด 6 ประตู โดยครึ่งหนึ่งของลูกยิงที่ทำได้ มาจากการยิงจุดโทษที่คมกริบเด็ดขาด  เกมรอบแบ่งกลุ่มที่ชนะ ปานามา 6-1 แฮร์รี่ เคน จัดการยิง 2 จุดโทษ ไปในมุมบนซ้าย ด้วยน้ำหนักและทิศทางที่เป๊ะสมบูรณ์ จนผู้รักษาประตูไม่สามารถเซฟได้ทัน ซึ่งการยิงในลักษณะดังกล่าวที่เป็น การยิงมุมบน มีโอกาสเข้าประตูสูงถึง 90 เปอร์เซนต์ ขณะที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่พบกับ โคลอมเบีย แฮร์รี เคน ทำการเปลี่ยนมุมยิงจุดโทษ เนื่องจาก เจ้าตัวอ่านว่า ดาวิด ออสปินา จะพุ่งไปยังมุมซ้ายที่เขาเคยยิงใส่ ปานามา ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คาด ออสปินา พุ่งไปทางซ้าย ส่วน เคน เลือกยิงยัดความสูงระดับหน้าอก ตรงกลางประตู พาอังกฤษขึ้นนำ 1-0 “ผมฝึกซ้อมอย่างหนัก และทดลองยิงหลากหลายรูปแบบ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง ตัวผมจะได้มีความพร้อมมากสุด ไม่ว่าจะเป็นจุดโทษ หรือลูกเซ็ตพีซ” แฮร์รี เคน ผู้ยิงจุดโทษในเกมระดับสากลเข้า 22 ลูกจาก 27 ครั้ง กล่าวถึงเบื้องหลังการยิงจุดโทษที่เฟอร์เฟคใน เวิลด์คัพหนนี้ ส่วนมุมที่แย่สุดในการยิงจุดโทษ คือ มุมต่ำยิงเรียดไปทางซ้าย ที่มีโอกาสเข้าประตูแค่ 58 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้นึกถึง ลูกยิงจุดโทษที่ไร้น้ำหนักของ แกเรธ เซาธ์เกต ที่ซัดไปติดเซฟ อันเดรียส ค็อปเค่ ในรอบตัดเชือก ยูโร 1996 นั่นแหละ บาดแผลจากการยิงจุดโทษไม่เข้าของ เซาธ์เกต ที่ทำให้อังกฤษชวดเข้าชิง ศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป บนแผ่นดินเกิดของตัวเองเมื่อ 22 ปีก่อน คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แกเรธ เซาธ์เกต เมื่อถึงคราวก้าวขึ้นมาเป็น ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ว่ากันว่าโปรแกรมการฝึกซ้อมของ เซาธ์เกต นั้น อัดแน่นไปด้วยการเล่น ลูกเซ็ตพีซ รวมถึงการยิงจุดโทษ ที่เน้นประสิทธิภาพ มีการทำการบ้านอย่างละเอียด มีทีมวิเคราะห์ข้อมูล มีการวางตัวเลือกยิงอย่างชัดเจน เพื่อหวังลบอาถรรถพ์ ชาติที่มักเป็น “ขี้แพ้” ยามดวลจุดโทษ “การยิงจุดโทษไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคุ้นเคย อย่างเช่น เอฟเอ คัพ มีการใช้กฎเสมอกัน แข่งใหม่ นักฟุตบอลของเรา จึงไม่ได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้บ่อยนัก เราพิจารณาทั้งวิธีการ เทคนิครายบุคคล เพื่อให้แน่ใจว่า คนที่เราเลือก มีความพร้อมทั้งทางร่างกายและสมาธิที่แน่วแน่” นายใหญ่ทีมชาติอังกฤษกล่าว

ผู้รักษาประตูไม่ควรพุ่ง

บทความของ The Guardian ได้แนะนำว่า ในการดวลจุดโทษนั้น บางครั้ง ผู้รักษาประตู ควรต้องทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกในใจ จากการพุ่งไปในทางใด ทางหนึ่ง เปลี่ยนมาเป็น การยืนรอเซฟลูกที่กลางประตู ดาเนียล คาฮ์นะมัน นักจิตวิทยารางวัลโนเบล เรียกอาการดังกล่าวว่า “Loss Avension” หรือการหลีกเลี่ยงที่จะสูญเสีย โดยให้เหตุผลว่า เพราะช่วงเวลาในการยิงจุดโทษตัดสินนั้น นักฟุตบอลจะมีความเครียด ความกดดัน และความกังวล ที่จะต้องเป็นผู้แพ้ ยิ่งโดยเฉพาะเกมระดับสูง อย่างทีมชาติ ดังนั้น ผู้รักษาประตู จึงเลือกที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดในภายหลัง หากตัดสินใจไม่พุ่งแล้วยืนอยู่เฉยๆ รอรับบอล แม้จะพุ่งผิดทาง เซฟไม่ได้แฟนบอลก็ยังพอทำเนาเข้าใจได้ ว่ามันเป็นเรื่องโชคที่ไม่เข้าข้าง สวนทางกับ ผู้รักษาประตู ที่ยืนเฉยๆ แล้วพลาดปล่อยให้บอลเข้าประตูไป แฟนบอลก็จะรู้สึกไม่สบายใจ และมองว่าประตูคนนี้ ขี้เกียจ ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้  “ผู้รักษาประตู” จำนวนไม่น้อย จึงเลือกที่จะพุ่งตัวไปทางใด ทางหนึ่ง หรือพุ่งนำจังหวะก่อนนักฟุตบอลยิง แม้สุดท้ายอาจจะเป็น นายทวารเองที่หลงเหลี่ยม ถูกผู้เล่นชะงักเท้าหลักที่จะยิง แล้วแปง่ายๆ ฉีกอีกมุมก็เป็นได้ ฉัตรชัย บุตรพรม มือกาวดีกรีทีมชาติไทย แสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า “ไม่เสมอไปนะครับ ว่าผู้รักษาประตูจะต้องพุ่งไปก่อน สำหรับที่สุด คือเราต้องศึกษาและอ่านให้ออกว่า ผู้เล่นแต่ละคน เขาเป็นอย่างไร บางคนจะดึงจังหวะก่อนยิง ถ้าเราพุ่งก่อนอาจเสียเปรียบ หรืออย่างบางคนยิงแรง ยิงเข้ามุมดี ก็อาจจะต้องเอนตัวไปก่อนสักนิดเพื่อไปป้องกันได้”  “แต่สุดท้ายพอถึงสถานการณ์จริง มันก็จะมีแค่ตัวเรา กับ คนยิง ที่ต้องช่วงชิงความได้เปรียบกัน ในด้านจิตวิทยา ซึ่งผมก็จะชิงเล่นจิตวิทยาใส่เขาก่อน ด้วยท่าทาง หรืออะไรก็ตาม ที่ทำแล้วไม่ผิดกติกา” หากว่ากันไปตามข้อมูลทางฟิสิกส์ และความเห็นตามหลักจิตวิทยา บางครั้ง ผู้รักษาประตู ก็น่าลงทุนที่จะเสี่ยงกับฝืนความรู้สึกในใจตัวเองซะบ้าง ด้วยการยืนเซฟตรงกลาง ในบางกรณีที่เหมาะสม เพื่อลดความผิดพลาด และเป็นอีกทางเลือกไว้ปรับใช้กับสถานการณ์จริง

ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว

“ผมใช้เวลาถึง 22 ปี ในการทำการบ้าน นับตั้งแต่ยูโร 1996 ที่ผมเคยอาสาไปยิง ในบางครั้งการปฏิเสธขอไม่ยิงจุดโทษ เมื่อตัวเองไม่พร้อมนั้น เป็นทางเลือกกล้าหาญกว่าการออกไปยิงในช่วงเวลาที่ตัวเองไม่มั่นใจ” แกเรธ เซาธ์เกต ยอมรับความผิดพลาดในอดีตที่เกิดขึ้นจากสภาพจิตใจที่ไม่พร้อม ความมั่นใจ จึงเป็นเรื่องสิ่งสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ทักษะความสามารถ ทั้งฝั่งคนยิง และคนเซฟ เพราะต่อให้จะมีการฝึกซ้อมที่ดีแค่ไหน, มีข้อมูลทำการบ้านมาอย่างดี แต่หากสภาพจิตใจไม่เอื้ออำนวย ก็มีโอกาสสูงที่จะผิดพลาดได้ ในการยิงจุดโทษชี้ขาด เพราะในทางจิตวิทยานั้น ทุกอย่าง มีผลต่อการยิงจุดโทษหมด ตั้งแต่ การตัดสินใจ, การหายใจ, เทคนิค ไปจนถึงระบบวิธีคิดของนักฟุตบอล ดังข้อมูลที่ได้มีการศึกษาว่า การยิงจุดโทษที่ผิดพลาดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนใจกะทันหันของนักฟุตบอล ที่เกิดความลังเลในวินาทีสุดท้ายก่อนสังหาร จนแพ้ภัยตัวเอง   ข้อมูลจาก Psychologytoday บ่งชี้ว่า การยิงจุดโทษในเวลาปกตินั้น มีโอกาสเป็นประตูสูงถึง 78 เปอร์เซนต์ แต่การยิงจุดโทษหลังเวลาปกติ เปอร์เซ็นต์การยิงเข้าไป ลดเหลือเพียง 72 เปอร์เซนต์ เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า การยิงจุดโทษหลังเวลาปกติ เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองทีม ต่างสู้ด้วยกันสภาพจิตใจ และความพร้อมในสถานการณ์ตอนนั้นจริงๆ ตัวอย่างเช่น ฟุตบอลโลก U-20 ปี 2015 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีการยิงจุดโทษพลาดถึง 18 ครั้งจาก 53 จุดโทษ สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้เล่นเยาวชน ที่ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์สำคัญ อาจรับมือกับแรงกดดันไม่ดีนัก และมีสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคง จนส่งผลให้เกิดความผิดพลาดหลายครั้ง ในระยะ 12 หลา   นอกจากนี้ ศ.อิกนาซิโอ ปาลาซิออส ฮูอาร์ต้า ได้อธิบายเสริมอีกว่า ผู้เล่นที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว หรือสูญเสียความมั่นใจ จากการเล่นเกมปกติ 120 นาที มีผลกระทบต่อเนื่อง ไปถึงการยิงจุดโทษ ที่จะทำได้ไม่ดีพอ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นที่มีความมั่นใจจากเกมปกติ หรืออยู่ในสภาวะจิตใจที่ดี ก็มีสิทธิ์เป็นผู้ชนะในการดวลเป้า อย่างในฟุตบอลโลก 2014 หลุยส์ ฟาน กัล เลือกที่จะสร้างความมั่นใจให้กับ ทิม ครูล นายด่านตัวสำรองทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ด้วยการเปลี่ยนที่ลงสนามในช่วงต่อเวลาพิเศษ เพื่อไปทำหน้าที่เซฟจุดโทษ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี ทิม ครูล โชว์ความเหนียวหนึบ พาพลพรรคอัศวินสีส้ม เข้าไปรอบต่อไปได้ ทั้งหมดทั้งมวล จึงน่าจะพอเป็นข้อสรุปให้ผู้อ่านได้เห็นภาพแล้วว่า ความผิดพลาด กับ ความแม่นยำ ที่เกิดขึ้นในการยิงจุดโทษนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างได้ ไม่ใช่ถูกเนรมิตด้วยโชคชะตาเสมอไป