Browse Category by Uncategorized
Uncategorized

VIBRAM FIVEFINGERS BIKILA รองเท้าที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า

VIBRAM FIVEFINGERS BIKILA รองเท้าที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า

รองเท้า แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อ รอง-เท้า ของเรา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลกจะไม่หยุดนวัตกรรมที่ทำให้รองเท้านั้นช่วยลดแรงกระแทก และเพิ่มออปชั่นต่างๆ เพื่อดูแลและทำให้เท้าของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของรองเท้าวิ่งที่นับวันก็มีคุณสมบัติล้ำขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตามมีรองเท้าวิ่งชนิดหนึ่งที่แหกคอกและฉีกกฎที่โลกนิยม นั่นคือแบรนด์ Vibram ที่พวกเขาผลิตรองเท้าออกมาเพื่อให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่รองเท้า และสามารถรู้สึกเหมือนกับการวิ่งเท้าเปล่า … แล้วพวกเขาผลิตมันขึ้นมาเพื่ออะไร?

รู้จักกับ Vibram FiveFingers Bikila รองเท้าวิ่งที่ฉีกกฎต่างๆ ที่มีแรงบันดาลใจจากนักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิกที่เข้าเส้นชัยด้วยเท้าเปล่าได้ที่นี่ 

วิ่งเท้าเปล่าเจ๋งเหรอ? 

การวิ่งเท้าเปล่านั้นจะเป็นการใช้ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นโดยตรง ดังนั้นหากคุณได้วิ่งเท้าเปล่าแบบไม่มีความชำนาญ หรือไม่มีการลงเท้าที่ถูกต้องแล้ว มันจะมีข้อเสียเนื่องจากจะทำให้มีอาการบาดเจ็บตามมาได้เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์รองรับการกระแทก อวัยวะที่ได้รับผลกระทบได้แก่ เข่า, สะโพก และลำตัวช่วงบน natural running

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่แบรนด์รองเท้าดังแทบทุกยี่ห้อในเวลานี้เลือกที่จะแข่งกันที่อุปกรณ์ลดการกระแทก และพื้นรองเท้าที่เรียกได้ว่า “มีแรงดีด” ทำให้ผู้สวมใส่วิ่งให้ดีกว่าเดิมนั่นเอง … ทว่าหากการใส่รองเท้านั้นดีกว่าการวิ่งเท้าเปล่า Vibram FiveFingers Bikila จะถูกผลิตมาเพื่อประโยชน์อะไรล่ะ?

Vibram FiveFingers Bikila คือรองเท้าที่เคลมตัวเองว่าให้ความรู้สึกสบายเหมือนกับการวิ่งเท้าเปล่า โดยทรงของรองเท้าจะมีที่สวมใส่ครบ 5 นิ้ว ซึ่งเป็นทรงที่เหมือนกับถุงเท้ามากกว่ารองเท้านั่นเอง ที่ Vibram ตั้งใจทำออกมาแบบนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่าการวิ่งด้วยเท้าเปล่าก็มีประโยชน์ไม่น้อย  แถมหลายๆ ข้อนั้นยังเป็นประโยชน์ในระยะยาวอีกด้วย 

 

จุดแข็งของการวิ่งเท้าเปล่าก็คือมันจะมีประโยชน์สุดๆ หากผู้ที่วิ่งนั้น ได้ฝึกจนมีกล้ามเนื้อที่เท้าแข็งแรงแล้ว เพราะเมื่อได้ฝึกวิ่งเท้าเปล่าเป็นประจำ หน้าเท้าจะแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้มันจะเป็นการปรับรูปเท้าโดยธรรมชาติเพื่อให้ลงน้ำหนักในการวิ่งได้ถูกต้องด้วย จนยากที่จะเกิดอาการบาดเจ็บได้ 

ขณะที่ประโยชน์อื่นๆ ก็อย่างเช่น เมื่อวิ่งเท้าเปล่าก็จะใช้พลังงานน้อยลง เพราะไม่ต้องสูญเสียพลังงานจากการลงน้ำหนักและถีบตัวด้วยพื้นรองเท้าหนาๆ ดังนั้นเมื่อวิ่งเท้าเปล่าจนปรับรูปเท้าได้แล้วก็จะทำให้วิ่งได้ดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายๆ ที่สำคัญเมื่อไม่สวมใส่อะไรเลยก็ยิ่งทำให้เท้าไม่อึดอัดสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว 

 

การใช้จุดแข็งของ VIBRAM 

Vibram เป็นชื่อแบรนด์ที่มาจากชื่อเจ้าของบริษัทพื้นรองเท้าที่ทำมาจากยาง ชาวอิตาเลียนที่ชื่อว่า Vitale Bramani และแน่นอนด้วยความที่เป็นพื้นยาง จุดมุ่งหมายหลักของ Vibram ที่ผลิตรองเท้าของตัวเองจึงเน้นไปที่รองเท้าที่เน้นการใช้งานหนักๆ เช่นการเดินป่าเป็นต้นvibram_3

กระทั่งในปี 1999 พวกเขาคิดจะออกแบบรองเท้าที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่รองเท้าขึ้นมา จนกลายเป็นการกำเนิดรองเท้ารุ่น Vibram FiveFingers Bikila ในปี 2005 ซึ่งเป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 4.6 ออนซ์ (ราว 130 กรัม) มีพื้นยางที่เป็นซิกเนเจอร์ (ลายเซ็น, จุดเด่น) ของแบรนด์ที่หนา 3.3 นิ้ว และมีรูระบายอากาศรอบทิศทาง

ซึ่งรีวิวส่วนใหญ่จากผู้ใช้ทั้งไทยและต่างประเทศต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อใส่วิ่งบนถนนถือว่ามีการตอบสนองที่ดี มีการยึดเกาะกับพื้นทียอดเยี่ยม วิ่งแล้วรู้สึกสนุกได้บรรยากาศที่แตกต่างจากที่เคยมี และมีราคาที่ไม่แพงมากนัก  

ส่วนข้อเสียคือด้วยความที่พยายามออกแบบมาให้เหมือนกับวิ่งเท้าเปล่ามาก จึงทำให้การใส่ไปวิ่งเทรล หรือพื้นที่ที่ขรุขระ เหยียบหินหรือสิ่งกีดขวางใดๆ ก็จะเกิดอาการ “เจ็บที่เท้าเล็กน้อย” เพราะกันกระแทกได้ไม่ดี ซึ่งต่างกับรองเท้าวิ่งแบบพื้นหนาที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน 

นอกจากนี้การจะใส่รองเท้า Vibram FiveFingers Bikila ได้อย่างคุ้มค่านั้นต้องเป็นคนที่มีเทคนิคการวิ่งที่ดีในระดับหนึ่ง จึงจะใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากการวางเท้ากับพื้นผิด เช่นวิ่งลงส้น ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้มากกว่ารองเท้าทั่วไปแน่นอน 

ดังนั้นแม้ Vibram FiveFingers Bikila จะไม่ “โล่ง” เท่ากับเท้าเปล่า แต่มันก็เป็นรองเท้าที่ทำให้ได้วิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ และมีสมาธิกับทุกๆ ก้าวของตนเองนั่นเอง 

 

ต้นแบบของ VIBRAM FIVEFINGERS BIKILA 

จุดเริ่มต้นในการพัฒนารองเท้าของ Vibram ที่นำมาสู่รุ่น FiveFingers Bikila นั้นที่ที่มาโดยได้ อเบเบ บิกิล่า นักวิ่งเท้าเปล่าชาวเอธิโอเปียผู้ที่พิชิตเหรียญทองโอลิมปิก 1960 เป็นแรงบันดาลใจ และได้ใช้ชื่อ บิกิล่า เพื่อเป็นเกียรติในฐานะนักวิ่งเท้าเปล่าที่โลกยอมรับ

ตัวของ บิกิล่า นั้นมีจุดเริ่มต้นของการวิ่งเท้าเปล่าที่มาจากความยากจน เขาต้องรับจ้างเดินดูฝูงแกะตั้งแต่ยังเด็ก และเขาไม่มีรองเท้าใส่ นั่นจึงทำให้เขาได้ฝึกเท้าเปล่าจนกล้ามเนื้อเท้า และการวางเท้ากับพื้นได้ดีแบบไม่รู้ตัว

โดยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาโด่งดังก็คือ เขาถูกกองทัพ (ณ เวลานั้น บิกิล่า เป็นทหาร) ส่งไปแข่งขันโอลิมปิก ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี แทน วาม บราตู นักวิ่งตัวหลักที่เกิดอาการป่วยก่อนการแข่งขันเริ่มแบบเส้นยาแดงผ่าแปด และตัวของเขาก็ไม่ได้มีลิสต์ในรายชื่อผู้แข่งโอลิมปิกตั้งแต่แรก จึงทำให้ อาดิดาส ที่เป็นแบรนด์สนับสนุนทีมวิ่งของ เอธิโอเปีย ไม่ได้ผลิตรองเท้าไซซ์ของ บิกิล่า มาเผื่อไว้ 

ด้วยความหารองเท้าที่เหมาะกับเท้าตัวเองไม่ทัน บวกกับรองเท้าที่ทีมงานหามาให้ก็ไม่พอดีกับรูปเท้า บิกิล่า จึงเลือกที่จะวิ่งด้วยเท้าเปล่า ซึ่งเป็น 1 ในการวิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดมาตั้งแต่เด็ก

จุดนี้ บิกิล่า เคยอธิบายว่าการวิ่งเท้าเปล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมาแล้วสวมรองเท้า ดังนั้นการวิ่งด้วยเท้าเปล่าคือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์นั่นเอง 

และจากความเชี่ยวชาญดังกล่าวทำให้ บิกิล่า ลงแข่งขันวิ่งในโอลิมปิกที่กรุงโรมด้วยการคว้าเหรียญทองประเภท มาราธอน ชายได้สำเร็จ จากนั้น บิกิล่า ก็โด่งดังไปทั่วโลกและคว้าเหรียญทองในโอลิมปิก 1964 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้อีกครั้ง ด้วยการทำลายสถิติเดิมด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 12 นาที และ 11 วินาทีอีกด้วย (ทว่าครั้งนี้ เขามีสปอนเซอร์รองเท้าแล้ว)vibram-fivefingers-bikila-evo

ที่สุดแล้ว Vibram FiveFingers Bikila ก็ได้กลายเป็นที่นิยมในช่วงเวลาหนึ่งเพราะความแปลกใหม่และประโยคขายที่บอกว่า เบาสบายเหมือนวิ่งเท้าเปล่า ซึ่งความจริงแล้วมันไม่มีทางจะเหมือนเท้าเปล่า 100% ได้แน่นอน 

แต่อย่างน้อยสิ่งที่ Vibram FiveFingers Bikila ทำได้ คือการพยายามปรับท่าวิ่งให้กับผู้สวมใส่ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และห่างไกลจากการวิ่งแบบลงเส้นที่มีการเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บปากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรองเท้ารุ่นที่ใช้เทคโนโลยีรองรับแรงกระแทกที่ล้ำสมัยอาจจะทำให้ผู้วิ่งเกิดอาการเผลอลงส้นได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บในระยะยาวได้ Vibram-Fivefingers-V-RUN-women-Outdoor-Sports-Road-Running-Shoes-Five-fingers-Breathable-Wear-resistant-Five.jpg_q50และท้ายที่สุดนี้เราไม่ได้จะบอกว่า Vibram FiveFingers Bikila เป็นสุดยอดรองเท้าวิ่งหรือดีกว่าแบรนด์ไหนๆ เพราะของบางอย่างก็เหมาะกับคนบางคน ดังนั้นจงอย่าเชื่อสิ่งใดจนกว่าคุณจะได้ลองมันเอง … หากคุณได้ลงสวมใส่  Vibram FiveFingers Bikila คุณอาจจะรู้สึกเจ็บและขยาดจนไม่อยากใส่มันอีกก็ได้ หรือไม่แน่คุณก็อาจจะหลงรักรองเท้าเสมือนเท้าเปล่าคู่นี้และนำไปสู้การวิ่งแบบไม่สวมใส่รองเท้าเลยก็เป็นได้

Uncategorized

PEOPLE’S ELBOW ท่าไม้ตายสุดเบาของ “เดอะ ร็อค” ที่มหาชนทั่วโลกตั้งตารอ

PEOPLE’S ELBOW ท่าไม้ตายสุดเบาของ “เดอะ ร็อค” ที่มหาชนทั่วโลกตั้งตารอ

“ถอดสนับศอก เด้งหนึ่ง เด้งสอง ยึกๆ ยักๆ ศอกมหาชน จับกด 1 2 3 เดอะ ร็อค เป็นฝ่ายชนะ”

 

หากพูดถึงท่าไม้ตายที่อยู่ในใจแฟนมวยปล้ำ “ศอกมหาชน” หรือ People’s Elbow ท่าไม้ตายสุดเท่ของ เดอะ ร็อค (The Rock) ที่เด้งเชือกไปมาแล้วทิ้งศอก จนต้องแอบจดจำไปเล่นกับเพื่อนหรือพี่น้องบนที่นอน ยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างไม่เสื่อมคลาย

แต่ไม่ว่าเราจะลองใช้ท่านี้สักกี่ครั้ง หรือโดนเพื่อนทิ้งศอกใส่สักกี่คน เราก็คงจะไม่รู้สึกเจ็บ หรือยอมโดนกดนับสามสักครั้ง จนทำให้เกิดความสงสัยเล็กๆ ติดอยู่ในใจว่า ท่าศอกมหาชนมันรุนแรงจนเป็นท่าไม้ตายได้อย่างไร?

เราจะพาคุณไปดูเรื่องราวของท่าศอกมหาชน ตั้งแต่วันที่เป็นท่าทิ้งศอกธรรมดาที่คิดขึ้นเพื่อใช้อำเพื่อนนักมวยปล้ำ จนกระทั่งกลายเป็นท่าไม้ตายที่น่าจดจำมากที่สุดในวงการ และครองใจมหาชนทั่วโลกได้อย่างทุกวันนี้

 

ท่าหักไหล่ในตำนาน

ก่อนที่ เดอะ ร็อค จะเป็นหนึ่งในนักมวยปล้ำที่โด่งดังที่สุดจากท่าศอกมหาชน คุณรู้หรือไม่ว่า เดอะ ร็อค เคยเป็นนักมวยปล้ำที่ถูกโห่มากที่สุดใน WWE960

ย้อนกลับไปวันที่ 17 พฤศจิกายน 1997 แฟนมวยปล้ำทั่วโลกได้รู้จักกับ ร็อคกี มายเวีย (Rocky Maivia) นักมวยปล้ำสายเลือดซามัว ลูกชายของสุดยอดนักมวยปล้ำ ร็อคกี จอห์นสัน (Rocky Johnson) และหลานชายของสุดยอดนักมวยปล้ำ ปีเตอร์ มายเวีย (Peter Maivia) ผู้เป็นปู่ของเขา

เขาเปิดตัวด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง ดูมีความสุขเกินมนุษย์ธรรมดา ผมสีดำน้ำมันเยิ้มโค้งเป็นลอน และแต่งตัวประหลาดที่จะบอกว่าเป็นซามัวก็ไม่ใช่ มาจากหมู่เกาะไหนก็ไม่สามารถระบุได้ 

ร็อคกี มายเวีย เปิดตัวในฐานะนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ ที่ลงปล้ำในแมตช์แท็กทีมประเพณีของศึก Survivor Series 1996

ถึงหน้าตาและท่าทางจะตลก แต่ความแข็งแกร่งบนเวที (ตามบท) ของ ร็อคกี มายเวีย ไม่ใช่เรื่องเล่น คาแรกเตอร์ของเขาคือนักมวยปล้ำเชื้อสายซามัว ที่มีความแข็งแกร่งเท่ากับปู่และพ่อรวมกัน กลายเป็นผู้อยู่รอดเพียงคนเดียวของแมตช์แท็กทีมประเพณี หลังจบกดคู่ต่อสู้คนสุดท้ายอย่าง โกลดัสท์ (Goldust) ด้วยท่า Running Shoulder Breaker (รันนิง โชลเดอร์ เบรคเกอร์)

ไม่ถึง 3 เดือนต่อมา ร็อคกี มายเวีย ถูกผลักดันขึ้นสู่ระดับสูงของสมาคม เขาคว้าแชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล มาครองได้สำเร็จ มันควรจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้วมันคือจุดต่ำสุดในชีวิตของเขา 

แฟนมวยปล้ำไม่ยอมรับการผลักดันนี้ และเริ่มจะส่งเสียงโห่ทุกครั้งที่ร็อคกีปรากฏตัวบนเวที

“ไปตายซะ ร็อคกี” หรือ “ร็อคกีห่วย” คือคำด่าที่แฟนมวยปล้ำมอบให้กับร็อคกีในช่วงเวลานั้น ผลสุดท้าย WWE ทนแรงกดดันจากแฟนมวยปล้ำไม่ไหว ตัดสินใจเขียนบทให้ ร็อคกี มายเวีย เสียแชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล ทั้งที่ถือครองแชมป์ไม่ถึง 2 เดือน และสั่งยุติแผนผลักดันนักมวยปล้ำรายนี้ชั่วคราว

หนึ่งในปัญหาหลักที่ทำให้ ร็อคกี มายเวีย ไม่สามารถครองใจแฟนมวยปล้ำได้ในช่วงเวลานั้น คือท่าไม้ตาย Running Shoulder Breaker หรือ “ท่าหักไหล่” อันเป็นท่าไม้ตายของมวยปล้ำยุคโบราณ ที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1970’s

วิธีการใช้ท่า Running Shoulder Breaker ไม่ยุ่งยากหรือต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย เพียงแค่จับคู่ต่อสู้แบกขึ้นไหล่ เดินจนพอได้ที่ หลังจากนั้นค่อยทิ้งไหล่คู่ต่อสู้มากระแทกกับเข่า เปรี้ยง!! หลังจากนั้นจึงจับกดนับสาม คว้าชัยชนะไป

ชมคลิปท่า Running Shoulder Breaker ด้านล่าง

หลายคนที่ได้ดูคลิปด้านบนน่าจะคิดเหมือนกันว่า ท่านี้มันเจ็บตรงไหน แต่ความจริงแล้ว ท่า Running Shoulder Breaker เคยเป็นท่ามวยปล้ำที่อันตรายที่สุดในยุค Old School เนื่องจากท่านี้เล่นงานตรงที่ไหล่คู่ต่อสู้ เพื่อทำให้ไม่สามารถยกไหล่ได้ในจังหวะจับกดนับสาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 1997 ที่แฟนมวยปล้ำได้เห็นท่าไม้ตายอย่าง Sweet Chin Music หรือ Stunner ท่ามวยปล้ำโบราณอย่าง Running Shoulder Breaker จึงไม่ถูกยอมรับจากแฟนมวยปล้ำอีกต่อไป

ร็อคกี มายเวีย หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์หลังเสียแชมป์ไม่นาน ก่อนปรากฏตัวต่อหน้าแฟนมวยปล้ำอีกครั้ง ด้วยบทบาทใหม่ ชื่อใหม่ และท่าไม้ตายใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล

 

กำเนิดศอกมหาชน

เดือนสิงหาคม ปี 1997 ร็อคกี มายเวีย กลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะนักมวยปล้ำธรรมะอีกต้องไป ร็อคกี เข้าร่วมกลุ่มมวยปล้ำฝั่งอธรรม The Nation Of Domination (เดอะ เนชัน ออฟ ดอมิเนชัน) กลุ่มมวยปล้ำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามในสหรัฐอเมริกา

ในช่วงเวลานี้เอง ร็อคกี ได้โอกาสจับไมค์พูดด่าคนดูตามประสานักมวยปล้ำอธรรม และเริ่มเรียกตัวเองด้วยความยโสโอหังว่า “เดอะ ร็อค” แน่นอนว่า ร็อคกี หรือ เดอะ ร็อค ยังคงได้รับเสียงโห่จากคนดูเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในฐานะนักมวยปล้ำอธรรม มันคือสิ่งที่เขาควรได้รับ อันเป็นเครื่องยืนยันว่าคาแรกเตอร์นี้ กำลังไปได้สวย

สิ่งเดียวที่ เดอะ ร็อค ยังขาด คือท่าไม้ตายชั้นดีสักท่าที่จะพาเขาขึ้นสู่ระดับสูงสุดของสมาคม เพราะถึงตอนนั้น เดอะ ร็อค จะเลิกใช้ Running Shoulder Breaker แต่เขาก็ยังไม่มีท่าไม้ตายใหม่มาทดแทน และต้องเอาชนะด้วยการใช้สนับมือต่อยคู่ต่อสู้ หรือการรวบกดแบบผิดกติกา

ผลสุดท้าย ท่าไม้ตายที่เขามาตอบโจทย์คือท่า … Rock Bottom (ร็อค บอททอม) ท่าจับฟาดคู่ต่อสู้ยกก่อนฟาดลงไปเบื้องหน้า อันเป็นท่าที่ดูรุนแรง และ เดอะ ร็อค ก็ใส่ได้สวยงาม ท่านี้กลายเป็นท่าไม้ตายหลักของ เดอะ ร็อค ตั้งแต่ปี 1997 จนกระทั่งปัจจุบันmaxresdefault

ท่ามวยปล้ำอีกหนึ่งท่าที่ เดอะ ร็อค เริ่มต้นในใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันกับ Rock Bottom คือท่าศอกมหาชนที่เรารู้จักกันดี แต่ในช่วงเวลานั้น มันยังไม่ได้ชื่อท่าศอกมหาชน และไม่ได้เป็นท่าไม้ตาย ที่มีความรุนแรงมากพอจะกดใครนับสามด้วยซ้ำ

ทริปเปิล เอช (Triple H) หนึ่งในคู่ปรับที่ร้ายกาจที่สุดของ เดอะ ร็อค เปิดเผยในภายหลังว่า ท่าศอกมหาชน ไม่เคยตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นท่าไม้ตาย เพราะมันเป็นท่าที่สร้างขึ้นขึ้นเพื่อทำให้ ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ (The Undertaker) นักมวยปล้ำสัปเหร่อ หลุดคาแรกเตอร์ขำก๊ากกลางเวทีเท่านั้น

“ผมจำมันได้แม่นเลยละ ในแมตช์ที่ไม่ได้ถ่ายออกทีวี เมื่อคุณอยู่ในจุดที่ทำงานร่วมกัน และเดินทางไปตามที่ต่างๆ มากกว่า 300 วัน เราก็ตกลงกันว่า มาทำให้ อันเดอร์เทคเกอร์ หัวเราะกันเถอะ” ทริปเปิล เอช กล่าว

“คืนหนึ่ง เดอะร็อคใช้ท่าศอกมหาชน แต่ตอนนั้นมันยังไม่ใช่ชื่อศอกมหาชนนะ มันชื่อท่าว่า ‘ดูท่านี้ให้ดี เพราะมันจะทำให้แกขำก๊ากอยู่ข้างเวที’”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อันเดอร์เทคเกอร์ ไม่หลุดขำ แต่คนดูชอบมันมาก จากท่าที่ถูกใช้ในโชว์ไม่ออกทีวี เดอะ ร็อค หยิบจับมันมาใช้ในแทบทุกแมตช์ที่เขาปล้ำ ก่อนจะเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ในเวลาต่อมา

 

ศอกมหาชนที่ทุกคนรัก

ท่าศอกมหาชน ก้าวขึ้นมาเป็นท่าไม้ตายเต็มตัวในช่วงที่ เดอะ ร็อค พลิกกลับเป็นฝ่ายธรรมะ และตั้งชื่อท่านี้อย่างเป็นทางการว่า ศอกมหาชน หรือ People’s Elbow เพื่อให้สอดคล้องกับฉายาของเขาในช่วงเวลานั้นอย่าง แชมป์มหาชน (People’s Champion)

ทันทีที่ ศอกมหาชน ถูกเลื่อนระดับเป็นท่าไม้ตาย ท่านี้ก็ทวีความรุนแรง นักมวยปล้ำคนไหนที่โดนจะต้องชักดิ้นชักงอ ถูกจับกดนับสามกันแทบทุกราย จนเกิดคำถามที่แฟนมวยปล้ำทั่วโลกยังคาใจ ว่าสรุปแล้วท่าศอกมหาชน มันแรงขนาดนี้ได้อย่างไร?

หลายคนกล่าวว่า ศอกมหาชนจะมีความรุนแรงระดับท่าไม้ตาย ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะในอดีตมีนักมวยปล้ำระดับตำนาน เคยใช้ท่ารูปแบบคล้ายกันนี้ เป็นท่าไม้ตายมาแล้ว นั่นคือท่า Bionic Elbow (ไบโอนิค เอลโบว์) ของ ดัสตี โรดส์ (Dusty Rhodes)rock

ท่า Bionic Elbow คือท่าไม้ตายระดับตำนาน ที่ถูกนักมวยปล้ำรุ่นหลังมากมายนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นมันก็คงจะไม่แปลกที่ ท่าศอกมหาชน จะได้รับการยอมรับจากแฟนมวยปล้ำ ตามรอยความสำเร็จของ Bionic Elbow

คำอธิบายดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่า เดอะ ร็อค เคยใช้ท่ามวยปล้ำจากยุค Old School อย่าง Running Shoulder Breaker มาแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับ แล้วเหตุใด ท่าศอกมหาชน ที่ดู “ตลก” ยิ่งกว่า และต้องใช้ตรรกะการดูมวยปล้ำแบบโบราณเข้ามา ถึงได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้?

เหตุผลแท้จริงที่ศอกมหาชน ดูสมเหตุสมผลด้านความรุนแรง และได้รับความนิยมไปทั่วโลก คือ ความสัมพันธ์ของตัวท่าศอกมหาชน กับตัวของ เดอะ ร็อค เอง กล่าวคือ หากเราตั้งสมมติฐานว่า ท่าศอกมหาชนเป็นท่าที่มีความรุนแรงแบบ “ขี้โม้” และ นักมวยปล้ำแบบเดอะ ร็อค ก็เป็นนักมวยปล้ำประเภท “จอมโว”  ด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยสกิลปากที่ไม่มีนักมวยปล้ำรายใดตามทัน จนกระทั่งทุกวันนี้ ความเป็นนักมวยจอมโวของ เดอะ ร็อค คือส่วนหนึ่งที่พัฒนาให้คาแรกเตอร์ของเขา ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดของ WWE ดังนั้นการจะใส่ท่ามวยปล้้ำที่ดูปลอมลงไป นอกจากจะเพิ่มรสชาติของแมตช์การปล้ำแล้ว ยังเพิ่มสีสันคาแรกเตอร์ เดอะ ร็อค ให้เด่นชัดขึ้นด้วย

ไม่ว่าจะเป็นท่าศอกมหาชน หรือ ถุยน้ำลายลงฝ่ามือแล้วตบ หากตัดท่าทางเกินจริงของ เดอะ ร็อค ออกไป มันก็ไม่ใช่ท่าที่รุนแรงอะไรขนาดนั้น แต่เพราะทักษะการแสดงของ เดอะ ร็อค ที่สามารถรับมือกับคนดูได้อยู่หมัด มันก็ช่วยเพิ่มพลังให้กับท่ามวยปล้ำของเขาได้อย่างน่าประหลาด

ในทางกลับกัน หากนักมวยปล้ำรายอื่นขอหยิบยืม ท่าศอกมหาชน ไปใช้งาน และต่อให้ลอกเลียนท่วงท่าการเคลื่อนไหวมาทุกกระเบียดนิ้ว คนดูจะไม่รู้สึกว่าท่านี้มีความรุนแรงอะไรเลย เพราะคนใช้งานท่าศอกมหาชนไม่ใช่ เดอะ ร็อค ผู้ที่สามารถมอบพลังแก่ท่าศอกมหาชนได้อย่างน่าประหลาด

“ท่ามวยปล้ำที่น่าตื่นเต้นที่สุด” (The Most Electrifying Move) คือฉายาของศอกมหาชน และมันไม่ได้เกินความจริงแม้แต่น้อย แต่ท่านี้คงได้รับฉายาดังกล่าวไม่ได้ หากผู้ใช้ไม่ใช่ เดอะ ร็อค เจ้าของฉายา “มนุษย์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการมวยปล้ำ” (The Most Electrifying Man in Sport Entertainment)

เดอะ ร็อค และ ศอกมหาชน จึงเป็นของคู่กันเหมือนกับ คริสต์มาส และ ซานตาคลอส และต่อให้ เดอะ ร็อค ประกาศอำลาเวทีมวยเป็นการถาวรในอนาคตข้างหน้า

 ท่าศอกมหาชน จะพาเรากลับสู่อดีตอีกครั้ง เพื่อย้ำเตือนว่ามวยปล้ำเคยสนุกมากแค่ไหน ในช่วงเวลาที่เป็นยุคทองของใครหลายคนในบ้านเรา

Uncategorized

EL GRAN DERBI เรอัล เบติส ปะทะ เซบีย่า…ดาร์บี้แมตช์ “ของจริง” ของบอลสเปน

EL GRAN DERBI เรอัล เบติส ปะทะ เซบีย่า…ดาร์บี้แมตช์ “ของจริง” ของบอลสเปน

สำหรับคอบอลบ้านเราหากพูดถึงฟุตบอลสเปนคงหนีไม่พ้น บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด ที่นำมาก่อนในแง่ของความผูกพันและความชื่นชอบ ทุกคนตั้งตารอดูการปะทะกันทั้งคู่ในเกมที่เรียกว่า “เอล กลาซิโก้” หรือที่แปลว่า “แมตช์สุดคลาสสิก” กันอย่างใจจดใจจ่อ

 

อย่างไรก็ตามที่สเปนไม่ได้มีแค่ เอล กลาซิโก้ เท่านั้น เยื้องลงมาทางตอนใต้ที่แคว้นอันดาลูเซีย มีเกมที่เรียกว่า “El Gran Derbi” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ดาร์บี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่” แต่กลับเป็นการเจอกันของ เรอัล เบติส และ เซบีย่า 2 ทีมที่คนไทยยังไม่ได้ทำความรู้จัก กับพวกเขาจริงๆจังๆ 

ทำไมการเจอกันของ 2 ทีมที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่คับฟ้า จึงถูกเรียกว่าเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด… มีอะไรเป็นจุดเริ่มต้น และเหตุใดมันจึงมีรสชาติที่ดิบกว่า เอล กลาสิโก้ เสียด้วยซ้ำ?  

ติดตามได้ที่นี่ Elgranderbi

 

การเเข่งขันข้ามศตวรรษ 

ในยุคของโลกศิวิไลซ์ การทำสงครามกันแบบโต้งๆถือปืนไล่ยิง เอารถวิ่งไล่ถล่มกันคงเป็นเรื่องที่ไม่มีให้เห็นง่าย ๆ กันอีกต่อไป ดังนั้นในช่วงเวลากว่า 100 ปี ที่ผ่านมา หากไม่นับสงครามที่ใหญ่ระดับสงครามโลก, สงครามแบ่งฝักฝ่ายศาสนา แล้วมนุษย์เรามีการประนีประนอมกันมากขึ้น โดยใช้สิ่งอื่นๆเข้ามาทดแทนสงคราม 

ฟุตบอลก็เหมือนสงครามที่ย่อขนาด, ความเข้มข้น และลดความรุนแรงลงมา มันคือการแข่งขันที่จบด้วยการมีผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ดีใจ ผู้แพ้ก็คับแค้นใจ และเตรียมมาล้างแค้นกันใหม่ในโอกาสหน้า…นี่คือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีรสชาติที่สุด

เรื่องราวของ EL Gran Derbi ซึ่งเป็นการเจอกันของ 2 สโมสรในแคว้นอันดาลูเซียอย่าง เซบีย่า และ เรอัล เบติส ก็ไม่ต่างกัน ทั้งสองทีมอยู่เมือง ๆ เดียวกัน แต่จุดยืนในการก่อตั้งสโมสรนั้น แสนแตกต่าง …และเรื่องมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่เเล้ว 

เซบีย่า คือ สโมสรประจำเมืองเซบีย่า ที่เกิดขึ้นก่อน เรอัล เบติส แน่นอนว่าในฐานะผู้มาก่อน เซบีย่า เคยเป็นทีมฟุตบอลทีมเดียวของเมือง ดังนั้นมันจึงเป็นศูนย์รวมของผู้คน ซึ่งเมื่อมีแฟน ๆ เชียร์เยอะขึ้นมาก ๆ เข้า ปัญหาที่ตามมาคือการเซอร์วิสแฟน ๆ ที่ไม่ทั่วถึง อีกทั้งวิสัยทัศน์ต่าง ๆ ของกลุ่มผู้ก่อตั้งกับคนในท้องถิ่นก็ไม่ได้ตรงกันเสียทั้งหมด จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความไม่พอใจเกิดขึ้นในกลุ่มแฟนบอลท้องถิ่น 

สโมสรแห่งนี้ถูกก่อตั้งโดยนักธุรกิจและวิศวกรชาวอังกฤษเป็นหัวเรือใหญ่   มีการบันทึกเหตุการณ์ว่าคนหนุ่มจากอังกฤษ 6 คนที่เข้ามาทำงานในเมือง นัดแนะ และรวมพลกันที่คาเฟ่แห่งหนึ่งเพื่อสร้างสโมสรแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อแสวงหาความรู้, เป็นสังคมที่ใช้พบปะพูดคุย และดื่มกินสังสรรค์ จากนั้นพวกเขาก็เลือกตั้งประธานสโสมสร และมีกฎที่ตั้งกันขึ้นมาเอง หนึ่งในนั้นคือการจำกัดความของสโมสรเซบีย่าว่า เป็นทีมลูกครึ่งอังกฤษ-สเปน 

การต้องง้อชาวต่างชาติจึงทำให้มีชาวเมือง เซบีย่า อีกกลุ่มต้องสร้างอีก 1 สโมสรมาเพื่อคานอำนาจ และการผูกมัด หลังจากนั้น 27 ปี ต่อมา เรอัล เบติส ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ “คิง อัลฟองโซ่ ที่ 13” El-Gran-Derbi

ว่ากันว่าสาเหตุที่เรอัล เบติส นั้นใส่ชุดสีขาวและสีเขียวเป็นสีหลักมีอยู่ 2 เหตุผลใหญ่ ๆ คือ สีขาวนั้นง่ายต่อการสรรหาผ้ามาทำชุดเเข่ง ขณะที่สีเขียวนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ของหนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรที่ชื่อว่า รามอส อเซนซิโอ ชาวท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับชาวสก็อตแลนด์เป็นอย่างดี ซึ่งสีเขียวนั้นมาจากความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อสโมสรกลาสโกว์ เซลติก 

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่บังเอิญที่ส่งผ่านให้ EL Gran Derbi ดุเดือดเสมอเมื่อทั้ง 2 ทีมลงสนามเจอกัน เพราะเซบีย่า สนิทกับฝั่งอังกฤษ ส่วนเบติส นั้นก็สนิทกับฝั่งสก็อตแลนด์ ซึ่งหากให้ลองจับคู่แท็คทีมกันแล้ว ก็ดูจะเป็นอะไรที่เข้าแก๊บกันเป็นอย่างดี เพราะเดิมทีชาวสก็อตติชและชาวอังกฤษก็เป็นไม้เบื่อไม้เมามากันตั้งแต่ยุคที่ยังใช้ดาบชิงอำนาจกันเลยด้วยซ้ำ jornada3_betis_sevilla_923566374

 

ศึกชิงความเป็นหนึ่งที่เข้มข้น 

ช่วงเวลาหลังจากเรอัล เบติส ถูกสร้างขึ้นเพื่อมาคานอำนาจ ความเป็นดาร์บี้แมตช์ก็ถือกำเนิดตั้งแต่ในตอนนั้น… และเสน่ห์ของ EL Gran Derbi ทั้งสองทีมพยายามแข่งขันและชิงความเป็นอันดับ 1 ของเมืองอย่างจริงจังต่างกับที่อื่น…

ที่กรุงมาดริด แม้ แอตเลติโก มาดริด จะยิ่งใหญ่ขึ้นมาในระยะหลัง แต่หากวัดศักยภาพโดยรวมพวกเขาก็ยังตาม เรอัล มาดริด หลายขุม… 

ที่กาตาลัน มีเพียงบาร์เซโลน่า ที่ผงาดเหนือทีมอื่นใดแบบไร้ข้อโต้แย้ง ขณะที่ฝั่งบาเลนเซีย ก็มี บาเลนเซีย ยืนพื้น ขณะที่ทีมอย่าง เลบันเต้ ที่เป็นคู่แข่งร่วมเมืองกลับตามหลังแทบไม่เห็นฝุ่น

แต่ที่เซบีย่า การแข่งขันกันแบบจริงจังทำให้ทั้งเซบีย่า และ เรอัล เบติส เป็นสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในแต่ละยุคๆ ในยุค ’30s เบติส คว้าเเชมป์ลีกได้ก่อน จากนั้นอีก 10 ปี เซบีย่า ก็ทำได้ หลังจากนั้น เบติส ก็ตกต่ำปล่อยให้ เซบีย่า นำหน้าในยุค ’50s แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลับมาในยุคของประธานสโมสรที่ชื่อว่า เบนิโต้ บิญามาริน (ใช้เป็นชื่อสนามเหย้าของทีม ณ ปัจจุบัน) และแซงหน้า เซบีย่า ได้อีก 

ทั้งสองทีมผลัดกันใส่คนละหมัด จัดเต็มคนละยุค แม้ในยุคหลังๆ เซบีย่า จะมีความสำเร็จระดับทวีปและทำให้พวกเขาข่มเพื่อนร่วมเมืองได้บ้าง แต่เบติส ก็ไม่ได้ตกต่ำลงไปจนสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีหลังที่มีการซื้อนักเตะฝีเท้าดีและทำอันดับไล่จี้ เซบีย่า ไม่ให้ขาดลอยเมืองช่วงยุค ’90s -2000 อีกเเล้ว

“ดาร์บี้ แมตช์ ที่นี่มีควาหมายมากกว่าแค่ 90 นาที  แฟนบอลทั้งสองเหมือนมีทีมฟุตบอลเป็นศาสนา ทุกคนต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่งสีเขียวหรือว่าสีเเดง ความเข้มข้มและตึงเครียดพีกสุดๆในช่วงปี 90s เพราะมีเหตุการณ์ปะทะของแฟนบอล ผู้บริหารของทั้งสองทีมก็ต้องทำงานหนักเพื่อสนองความต้องการของคนดู”

“ก่อนเกมดาร์บี้แมตช์นั้น แฟน ๆ ตื่นตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมสำคัญของพวกเขาเป็นสัปดาห์ๆ โดยเฉพาะในยุคเก่าๆนั้นมีกลเม็ดเคล็ดลับ รวมถึงวิชามารที่ซ่อนอยู่เลยก็มี… ซึ่งโดยการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนแข่งจริงยังสามารถดึงดูดให้แฟน ๆ เข้ามาเชียร์ในสนามซ้อมได้เป็นหมื่นๆคน”

“เมื่อคุณมาที่นี่คุณจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ต่อให้คุณไม่ได้อยู่ในสนาม แต่ถ้าวันแข่งมาถึงเสียงเชียงจะกระหึ่มไปทั่วทั้งเมือง แฟนจะล้อมนักเตะฝั่งของพวกเขา แล้วตะโกนปลุกใจตั้งแต่ออกจากโรงแรมจนกระทั่งเดินทางถึงสนาม”  Paul Reidy คอลัมนิสต์ของ AS สื่อดังจากสเปนพยายามจะอธิบายถึงความเข้มข้นของ El Gran Derbi ให้ทุกคนเห็นภาพ15549697615320 

 

สนิทกันได้…แต่ห้ามแพ้ 

ความรุนแรงในการพบกันของแฟนบอลสองสโมสรถูกลดทอนลงไปในช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างได้เจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก…. น่าแปลกที่พวกเขาชิงชังกันมานานเเสนนาน แต่พอมีเรื่องที่เดือดร้อนและต้องการกำลังใจ กลับกลายเป็นว่าคู่แข่งของพวกเขาเองนั่นแหละที่ยื่นมือเข้าช่วย

ในช่วง ’90s เกมดาร์บี้ แมตช์ ที่ เซบีย่า เป็นเกมที่มีมลทินมากมาย มีเรื่องนอกสนามมาบดบังมุมมองเรื่องของกีฬาไป อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณเหล่าผู้ใหญ่ของทั้งสองทีมที่พยายามลดทอนความเร่าร้อนของแฟน ๆ ลงมาได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์เสียชีวิตของ อันโตนิโอ ปูเอร์ต้า (กัปตันของ เซบีย่า) ในปี 2007 นั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความเห็นอกเห็นใจและเป็นปัจจัยสำคัญมากที่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของดาร์บี้ของทั้งสองทีม มันทำให้ทั้งสโมสรใกล้ชิดกันมากขึ้น และเกิดความสัมพันธ์เชิงบวกที่ทำให้สุดท้ายภาพลักษณ์และความรุนแรงหลังฉากหายไป 

เรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นนอกสนามแล้ว… การที่พวกเขาเข้าไปเชียร์กันในฐานะของเกมกีฬา ไม่มีความรุนแรง ไม่มีรบราฆ่าฟัน ส่งผลบวกไปในหลายทิศทาง อย่างน้อยๆการชิงชัยและแพชชั่นของการอยากเป็นหมายเลข 1 ของเมืองจะถูกส่งไปยังเกม 90 นาทีแบบเต็มพิกัด  

ซึ่งมันทำให้ EL Gran Derbi หนักหน่วง ร้อนแรง และเข้มข้มแบบเต็มพิกัด โดยไม่จำเป็นต้องให้เรื่องการจราจลและความรุนแรงนอกสนามมาเกี่ยวข้องเลย เพราะพวกเขานำมันมาใส่ในเกมทั้งหมดเเล้ว 

เฟเดริก กานูเต้ ดาวยิงระดับตำนานของ เซบีย่า ที่เคยผ่านเกม ลอนดอน ดาร์บี้ ที่เร่าร้อนอย่างเกม สเปอร์ส-อาร์เซน่อล ก็ยังยอมรับว่าบรรยากาศที่เกม El Gran Derbi เป็นอะไรที่ยิ่งกว่านั้น 

“ผมเล่นเกม ลอนดอน ดาร์บี้ มาก็ไม่น้อยไม่ว่าจะกับ เวสต์แฮม และ สเปอร์ส แต่ไม่มีที่ไหนเดือดเท่ากับที่ เซวิลล์ อีกแล้ว” กานูเต้ ดาวยิงทีมชาติมาลี กล่าว

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของคุณมันเป็นอะไรที่บ้าและดูคลุ้มคลั่งมาก ก่อนเกมลงเเข่ง 1 วัน คุณสามารถสัมผัสถึงบรรยากาศในเมืองที่ร้อนแรงผิดแปลกไปจากการที่เราเจอกับทีมอื่นๆ”

“ก่อนเกมนี้สโมสรต้องจับนักฟุตบอลเข้าเเคมป์ฝึกซ้อมนาน 5 วัน (เกมอื่นไม่ทำ) ซึ่งมันผิดปกติมาก ระหว่างเดินเข้าสนามแฟน ๆ จะหยุดคุณ พวกเขาจะรวมตัวกัน และส่งพลังมาให้คุณรับรู้ว่า พวกเขาอยากจะเป็นผู้ชนะแค่ไหน”  

ขณะที่ตัวแทนของฝั่งเบติส อย่าง ฆัวกิน ซานเชซ กัปตันทีมชุดปัจจุบัน ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะที่เขาเป็นเด็กที่เกิดและโตที่เมืองนี้ เขาคิดว่านี่คือเกมที่เขารู้สึกว่าตัวเองมีพลังพิเศษออกมาโดยไม่รู้ตัวdebi_20161506_20190409094037

“สำหรับชาวเซวิลล์ นี่คือกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีของพวกเรา ผมไม่ได้โกรธและเกลียดฝั่งตรงข้ามแต่มันคือเรื่องของอารมณ์ร่วม ในฐาะกัปตันและชาว เบติโก (แฟนเดนตายของ เบติส) มันคืออะไรทีพิเศษที่สุดเเล้ว” 

ทุกวันนี้บรรยากาศเกม El Gran Derbi ยังมีความหมายสำหรับชาวเมืองทั้ง 700,000 คนไม่เปลี่ยนแปลง แฟนๆยังคงเตรียมตัวเป็นสัปดาห์ๆก่อนเกมจะมาถึง ถนนหนทางว่างเปล่า ผู้โชคดีจะได้รับสิทธิ์เข้าไปดูในสนาม สำหรับใครที่เงินไม่ถึงหรือมือไม่ไวพอพวกเขาจะประจำการอยู่หน้าโทรทัศน์ 

ว่ากันว่าไม่มีแม้กระทั่งวิญญาณแม้แต่วิญญาณเดียวใน เซวิลล์ ที่จะพลาดเกมนี้… และทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เบติส ปะทะ เซบีย่า จึงถูกเรียกว่า El Gran Derbi… 

 

หากแม้ไม่ใช่ดาร์บี้…ชาวเซวิลล์ก็ยังคลั่งไคล้  

แม้จำนวนประชากรภายในเมืองไม่มากมายนัก แต่วัฒนธรรมความหลงใหลในเกมฟุตบอลของชาวเมืองเซวิลล์ ก็ยังคงร้อนแรง และนี่ คือ เหตุผลที่ beIN ร่วมกับ La Liga พากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และผู้สื่อข่าวจากเอเชีย รวมถึง Main Stand มาสัมผัสบรรยากาศในโปรเจคต์ The New La Liga Experience ที่เมืองเซบียา แคว้นอันดาลูเซีย ระหว่างวันที่ 6 – 10 กุมภาพันธ์ เพื่อให้เห็นว่าวัฒนธรรมฟุตบอลอันสวยงามของสเปน ไม่ได้มีแค่เรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า พวกเขาต้องการชาวตะวันออกได้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าชาวเมืองที่นี่ รัก คลั่งไคล้ และมีวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอล ที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน โดยพาสัมผัสเกมการแข่งขันระหว่างเรอัล เบติส กับบาร์เซโลนา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ท่ามกลางแฟนบอลเกือบเต็มความจุของเอสตาดิโอ เบนิโต บิยามาริน ที่ 60,000 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม มีการแสดงโชว์พอสังเขปเพื่อเอนเตอร์เทนผู้ชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเกมเริ่ม พวกเขาไม่สนว่าคู่แข่งจะมีนักเตะพันล้าน หมื่นล้าน อย่างลิโอเนล เมสซี่ หรืออองตวน กรีซมันน์ พวกเขาสนแค่การส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจ และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เรอัล เบติส ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวเมืองเซวิลล์ คว้าชัยชนะเหนือทุกทีมที่เดินทางมาเยือน 

ความคึกคัก และความสวยงามของฟุตบอลสเปน ไม่ได้กระจุกอยู่ที่เหล่าทีมดัง นั่น คือ วัตถุประสงค์ที่ beIN และ La Liga ต้องการตอกย้ำ และทำให้เราเห็นกับตา แม้วันนี้ Main Stand และกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์จากอีก 3 ชาติ ยังไม่ได้เห็นว่าดาร์บีแมตช์เมืองเซบียา เป็นอย่างไร แต่การได้สัมผัสเกมการแข่งขันนัดนี้ ก็พอทำให้เห็นภาพลาง ๆ แล้วว่า เมื่อ El Gran Derbi มาถึง ทั้งเมืองเซบีย่า จะเป็นอย่างไร

Uncategorized

รุย คอสต้า แข้งอัจฉริยะยุค 90’S ที่แฟนบอลชาวไทยชื่นชอบจากตัวละครบนน้ำหมึก

รุย คอสต้า แข้งอัจฉริยะยุค 90’S ที่แฟนบอลชาวไทยชื่นชอบจากตัวละครบนน้ำหมึก

รุย คอสต้า คือเพลย์เมคเกอร์ที่มีฝีเท้าฉกาจที่แฟนบอลทั่วโลกต้องรู้จัก ทว่าในมุมมองของคอบอลไทยหลายคน รุย คอสต้า มีความหมายมากกว่าแค่ในสนามฟุตบอล 

 

เรื่องราวมันเริ่มจากหนังสือการ์ตูนจากญี่ปุ่นที่ชื่อ Viva Calcio และตัวละครเอกที่ชื่อว่า โย ชิอินะ (โย ชีน่า) ที่ทำให้ รุย คอสต้า มีชีวิตอยู่ในโลกอีกใบที่แต่งเติมด้วยลายน้ำหมึก

นี่คือเรื่องราวโลก 2 ใบของ รุย คอสต้า ในวันที่เขาย้ายมาอยู่ในอิตาลีเป็นปีแรก และในยุคที่การถ่ายทอดสดฟุตบอลเซเรีย อา นั้นหาดูได้ยากเย็น รุย คอสต้า ฉบับการ์ตูนสร้างอิมแพ็คอย่างไรให้กับคอบอลบ้านเราบ้างติดตามได้ที่นี่ _________6600140_orig

 

ยุคทองของ อิตาลี ที่คนไทยเข้าถึงยาก

ช่วงยุค 90’s เป็นช่วงเวลาที่ฟุตบอลอังกฤษเริ่มยุทธศาสตร์ตีตลาดทั่วโลก ด้วยการเปลี่ยนชื่อลีกสูงสุดเป็น พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 1992-93 และในช่วงนั้นวงการโทรทัศน์บ้านเรา (ประเทศไทย) ก็มีพื้นที่นำเสนอให้กับฟุตบอลอังกฤษมากขึ้น

แม้การถ่ายทอดสดจะไม่ได้มีมาก และยังหาดูยากในช่วงเวลานั้น แต่สิ่งที่คนไทยได้สัมผัสจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงดังกล่าวคือเริ่มมีการถ่ายทอดเทปบันทึกการแข่งขัน และมีรายการวิเคราะห์ เจาะลึก รวมถึงการนำเสนอไฮไลต์ฟุตบอลอังกฤษที่อยู่ในความทรงจำของคอบอลบ้านเรา คือรายการ “เจาะสนาม” ซึ่งดำเนินรายการโดย เอกชัย นพจินดา หรือ “ย.โย่ง” เจ้าของฉายา คัมภีร์ฟุตบอล ของประเทศไทย 

ขณะเดียกันฝั่ง กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี นั้นเป็นลีกที่รวมซูเปอร์สตาร์ และถือเป็นยุคทองของฟุตบอลอิตาลี เพราะนอกจากจะมีลีกที่แข็งแกร่งแล้ว เรื่องเงินค่าจ้างค่าตัวนั้นจัดว่ามาเป็นอันดับ 1 ของยุคจนมีคำกล่าวในหมู่นักฟุตบอลว่า “ไปโกยเงินลีร์” (ค่าเงินของ อิตาลี ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ยูโร)

แต่สำหรับคอบอลชาวไทยนั้น เซเรียอาถือว่าเป็นลีกที่จับต้องยากมากกว่าพรีเมียร์ลีกพอสมควร เพราะการถ่ายทอดสดมีเพียงช่องเคเบิลทีวี ที่มีราคาสมาชิกต่อเดือนสูงมากในยุคนั้น  

ดังนั้น รุย คอสต้า จึงเป็นนักเตะที่คอบอลไทยส่วนน้อยจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม หรือรู้ว่าพิษสงในสนามของเขาเป็นอย่างไรในตอนนั้น เพราะในฤดูกาล 1994-95 ที่เขาย้ายจากลีกโปรตุเกสมาค้าแข้งใน เซเรีย อา ก็เป็นการย้ายมาอยู่กับทีมระดับกลางๆ อย่าง ฟิออเรนติน่า ซึ่งยิ่งอยู่ห่างจากแฟนบอลไทยมากกว่าเดิมเข้าไปอีก 

 

รุย คอสต้า ในโลกแห่งความจริง 

ถึงแม้ในช่วงต้นยุค 90’s คอสต้า จะดังขนาดไหน แต่เขาก็ยังดังแค่ในโปรตุเกสเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในบ้านเรานั้นหาดูแทบไม่ได้ และเมื่อมาถึง อิตาลี ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้แฟนบอลจดจำนักเตะระดับสตาร์ตัวเป้งๆ อย่าง โรแบร์โต้ บาจโจ้, รุด กุลลิต, มาร์โก ฟาน บาสเท่น หรือแม้กระทั่ง เปาโล มัลดินี่ มากกว่า … รุย คอสต้า จึงเป็นเหมือนตัวละครลับในสายตาคอบอลบ้านเราในช่วงที่เขามาอิตาลีเป็นครั้งแรก Manuel-Rui-Costa-Fiorentina

อย่างไรก็ตามผลงานของ รุย คอสต้า นั้นสวนทางกับการเป็นที่รู้จัก เพราะเขาคือคำนิยามของคำว่าเพลย์เมคเกอร์อย่างแท้จริง ไม่ว่าเทคนิคที่เหลือร้าย, สายตาที่เฉียบแหลม และความเข้าใจเกมในระดับที่สูงส่ง จึงทำให้เมื่อ รุย คอสต้า ได้จับคู่กับ กาเบรียล บาติสตูต้า ก็สามารถเห็นได้ถึงความแตกต่างทันที 

เดิมที ฟิออเรนติน่า นั้นจะเรียกว่าทีมระดับกลางค่อนล่างก็ยังได้ เพราะนับตั้งแต่เข้ายุค 90’s เป็นต้นมาอันดับก็อยู่ในโซนหนีตายมาโดยตลอด รวมถึงในปี 1992-93 ที่หนักข้อถึงขั้นตกชั้นไปเลยก็มี แม้ว่าในยุคนั้นจะมี บาติสตูต้า ที่ว่ากันว่าเป็นเบอร์ 9 ที่ครบเครื่องที่สุดแห่งยุคก็ไม่อาจจะสร้างความแตกต่างได้เพียงลำพัง 

จนกระทั่ง คอสต้า เข้ามา มันก็คำนิยามที่ว่า “เคมีเข้ากัน” อย่างที่สุด คอสต้า วิสัยทัศน์ในการอ่านเกมและออกบอลของเขาเปลี่ยนแปลงให้ บาติสตูต้า กลายเป็นดาวซัลโวของ เซเรียอา ในปี 1994-95 ทันที และการเข้าคู่กันของ บาติโกล และ คอสต้า ก็กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มหันมามองทีมม่วงมหากาฬจากเมือง ฟลอเรนซ์ มากขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ค่อนข้างน่าน้อยใจคือในโลกฟุตบอลนั้นผู้ยิงประตูนั้นมักจะเป็นที่จดจำมากกว่าเสมอ แม้ทั้งคู่จะทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันและสำคัญกับทีมพอๆ กัน ทว่า บาติสตูต้า กลับกลายเป็นคนที่ถูกจดจำมากกว่าในฐานะกองหน้าที่อันตรายที่สุดในโลก ขณะที่ รุย คอสต้า นั้นรับบทเป็นนักแสดงสมทบชายมากกว่านักแสดงนำเสียเป็นส่วนใหญ่7f006abfc8ecdc1f498be9be320bc15d 

แม้จะได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่ง แต่ด้วยความที่โลกยุคนั้นมันยังแคบ ไม่ได้เชื่อมต่อกันเหมือนยุคอินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้ ดังนั้นสำหรับแฟนๆ ในบ้านเราหากใครที่ไม่ใช่คอบอลกัลโช่จริงๆ ก็ยากที่จะรู้จัก รุย คอสต้า มากกว่าแค่ชื่อเสียงเรียงนาม … แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังมีโลกอีกใบสำหรับเขาที่ทำให้เขาเป็นขวัญใจ และมีเสน่ห์อยู่ในความทรงจำของคอบอลในยุคนั้นอยู่ดี

และสองจักรวาลมาบรรจบกันที่ Viva Calcio การ์ตูนญี่ปุ่นที่ให้นักเตะโปรตุเกสกลายเป็นขวัญใจคอบอลชาวไทยที่เป็นนักอ่านนั่นเอง

 

ศูนย์รวมจักรวาล VIVA CALCIO 

สึคาสะ ไอฮาระ คือชายผู้เริ่มเขียนเรื่อง Viva Calcio และออกวางขายในช่วงปี 1993 เป็นต้นมา เรื่องราวดังกล่าวว่าด้วยเรื่องราวของเด็กญี่ปุ่นวัย 16 ปี ที่ชื่อว่า โย ชิอินะ ที่บินมาล่าฝันที่ อิตาลี จนกระทั่งความอัจฉริยะด้านฟุตบอลของพระเอกของเรื่องได้นำเขามาสู่สโมสรทรงเสน่ห์อย่าง ฟิออเรนติน่า2L

มันเป็นธรรมดามากสำหรับการ์ตูนญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่แล้วพระเอกนั้นจำเป็นจะต้องเริ่มจากต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน เพราะเรื่องมันจะได้ดำเนินไปในรูปแบบของการผจญภัยท้าทายสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไปทีละขั้นๆ จนสุดท้ายผู้อ่านก็จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครเอกรวมถึงสิ่งประกอบรอบๆ ตัวของเขาด้วย และการเลือก ฟิออเรนติน่า ก็เป็นการจับคู่ที่ถูกที่ถูกเวลาเสียเหลือเกิน

อย่างที่ได้กล่าวไปสไตล์ของ ฟิออเรนติน่า ในยุคนั้นเป็นบอลบุกยิงแหลก แม้อันดับในตารางจะไม่ได้ติดอันดับท็อป 3 ท็อป 5 หนักไปทางทีมหนีตายเสียด้วยซ้ำ ทว่าจุดเด่นของตัวละครภายในทีมนั้นมีอะไรให้เล่นเยอะ แน่นอนว่า บาติสตูต้า, สเตฟาน เอฟเฟ่นแบร์ก, ไบรอัน เลาดรูป และ รุย คอสต้า ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย 

ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ยังแหกขนบประเพณีมังงะญี่ปุ่น ซึ่งมักจะมีการแปลงชื่อตัวละครที่มีที่มาจากคนที่มีตัวตนจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงลิขสิทธิ์ ด้วยการใช้ชื่อนักเตะจริงแบบดื้อๆ อย่างนั้นเลย นั่นจึงทำให้ตัวละครมีมิติ มีอะไรให้เล่นมากขึ้น คนที่รู้จักนักฟุตบอลเหล่านี้ดีอยู่แล้วก็ชอบใจ (คนญี่ปุ่นคลั่งฟุตบอล อิตาลี จากการที่ “คาซู” คาซุโยชิ มิอูระ ไปเล่นให้กับ เจนัว ในปี 1994) ขณะที่คนที่ไม่เคยได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับนักเตะเหล่านี้ก็จะได้ติดตามเรื่องราวทั้งในการ์ตูนและในโลกแห่งความจริงไปพร้อมๆ กันด้วย BhQO7BACUAAercH

“ส่วนสำคัญที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความนิยม น่าจะเป็นเพราะเป็นเรื่องที่ตัวละครเกือบทุกตัวเป็นผู้เล่นที่มีอยู่จริง และอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในบางส่วน” ปิติศักดิ์ โชติพิบูลทรัพย์ ผู้สื่อข่าว โกล ประเทศไทย กล่าวกับ Main Stand ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ความชอบฟุตบอล อิตาลี ของเขาโดยเฉพาะตัวละครในเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวพระเอกด้วย 

“ผมชอบ บาติสตูต้า ชอบ รุย คอสต้า รู้จัก สเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก โดยที่ไม่เคยเห็นเขาเล่นจริงๆ เลยด้วยซ้ำ”  

ไม่ใช่ที่ไทยเท่านั้น แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ได้การ์ตูนเรื่องนี้เปิดโลกทัศน์ขึ้นด้วย พวกเขาเปิดใจให้กับสโมสร ฟิออเรนติน่า สโมสรที่ยังไม่มีนักเตะญี่ปุ่นอยู่กับสโมสรเลยสักคนในโลกแห่งความจริงตอนนั้น ทว่าแค่นักเตะอย่าง รุย คอสต้า หรือคนอื่นๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้แล้ว

“เมื่อผมได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ มันทำให้ผมอยากเข้าไปในโลกของฟุตบอลจริงๆ เลย นักเตะอย่าง รุย คอสต้า หรือ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ทำให้ผมรู้ว่าอาจารย์ไอฮาระ (ผู้เขียน) นั้นคลั่งฟุตบอลอิตาลขนาดไหน และนั่นมันส่งผ่านมายังความรู้สึกส่วนตัวของผมด้วยเช่นกัน” บล็อกเกอร์ชาวญี่ปุ่นเขียนบรรยายความชอบของเขาที่มีต่อเรื่อง Viva Calcio ผ่านเว็บไซต์ soccermanga.com 

รุย คอสต้า ในโลกน้ำหมึก

ในโลกแห่งความจริงนั้น รุย คอสต้า คือมันสมองของ ฟิออเรนติน่า และเป็นผู้ที่ทำให้เกมรุกของทีมลื่นไหลและสวยงามอย่างที่ไม่มีใครปฎิเสธได้ ทว่าในโลกแห่ง Viva Calcio นั้น ความสามารถของเขาถูกบดบังจนหมดเกลี้ยงด้วยรัศมีของ โย ชิอินะ พระเอกของเรื่องนั่นเอง 

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ โย ชิอินะ เป็นเหมือน ลิโอเนล เมสซี่ ในยุคนี้ เรียกได้ว่าความสามารถของเขากดเพื่อนร่วมทีมจนมิด ความเป็นผู้นำของเขาดียิ่งกว่าที่ เอฟเฟนแบร์ก เป็น, การยิงประตูของเขาเฉียบขาดยิ่งกว่า บาติสตูต้า และ มุมมองการสร้างสรรค์เกมของเขาเหนือยิ่งกว่า รุย คอสต้า ด้วย 

บทของ รุย คอสต้า ในเรื่องจึงเป็นเหมือนลูกหาบให้กับ ชิอินะ นักเตะตำแหน่ง “เอซ” ของทีม ที่ไม่ว่า ชีน่า จะบอกอะไร เพื่อนๆ ในทีมก็จะต้องรับฟังแต่โดยดี จะเรียกว่าเป็นลูกน้องของพระเอกก็คงไม่ผิดนัก

แม้บทบาทจะดูแสนต่ำต้อย แต่ คอสต้า ก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่นักอ่านหรือแม้กระทั่งคอบอลที่ได้อ่านชื่นชอบมากที่สุด เขาเป็นเหมือนนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพระเอกของเรื่อง และกลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นในๆ ทุกหน้ากระดาษ

ชิอินะ นั้นมักจะบอก จะสอน ในเรื่องของเทคนิค หรือแม้แต่การเตรียมตัวและสภาพจิตใจให้กับ รุย คอสต้า เพื่อช่วยให้ คอสต้า สามารถก้าวข้ามขีดความสามารถที่ตัวเองมี 

มีเกมๆ หนึ่งที่ รุย คอสต้า เล่นไม่ออก จ่ายบอลผิดพลาดไปหมดเพราะไม่สามารถรับมือกับความกดดันได้ สุดท้าย ชิอินะ ที่อายุแค่ 17 ปี ก็แค่เดินมาบอกว่า รุย คอสต้า จะต้องมีสมาธิและเชื่อในเซนส์บอลของตัวเองให้มากกว่านี้แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง หลังจากนั้นภาพก็ตัดมาที่ รุย คอสต้า คิดทบทวนถึงสิ่งที่ ชีน่า พูด ก่อนที่เขาจะดวงตาเห็นธรรมและกลายเป็นพระเอกที่มีส่วนสำคัญกับทีมในพาร์ทดังกล่าว

หากใครเคยอ่าน Viva Calcio มักจะมีบทพูดของ ชิอินะ (หรือ ชีน่า ตามการแปลไทย) ที่กระตุ้นเพื่อนอย่าง “ไปเลย บาตี้” (บาติสตูต้า) “ไปเลย รุย” (คอสต้า) ซึ่ง 2 นักเตะระดับโลกก็จะมีบทตอบกลับที่เหมือนกับล็อกไว้นั่นคือ “ได้เลย ชีน่า!” 

เห็นได้ชัดว่านี่คือเรื่องราวที่สุดเว่อร์แต่ก็ช่างมีรสชาติเสียจริงๆ รุย คอสต้า ย้ายเข้ามาเล่นใน อิตาลี ปีแรกกับทีมที่เคยหนีตกชั้น จากนั้นเขาก็ได้ ชีน่า ผลักดันจนกลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าที่เคยเป็น และสุดท้ายการ์ตูนจะแสดงให้เราเห็นถึงบทบาทการต่อสู้แบบ อันเดอร์ด็อก (หมาจนตรอก) ในการดวลกับทีมใหญ่อย่าง เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส หรือกระทั่งนักเตะที่เป็นเหมือนบอสของเรื่องอย่าง บาจโจ้ 

แม้เราจะเดาตอนจบได้ว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน (ฟิออเรนติน่า ในยุค รุย คอสต้า, กาเบรียล บาติสตูต้า และ ชิอินะ ทีเป็นกัปตันทีม คว้าแชมป์ลีกแบบหักปากกาเซียน) แต่ด้วยความที่เรื่องไล่ลำดับและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของนักเตะ ฟิออเรนติน่า หลัง ชิอินะ เข้ามา ก็ทำให้อดใจลุ้นที่จะเชียร์ตามไม่ได้ ซึ่งตามธรรมชาติของคนเรานั้น ยังไงเสียก็ชื่นชอบในการเชียร์บอลรองอยู่แล้ว เพราะมันสนุก, ได้ลุ้น,ได้รับความรู้สึกของความยิ่งใหญ่ของชัยชนะ นั่นเองที่ทำให้ Viva Calcio ถูกพูดถึงในบ้านเราจนกระทั่งทุกวันนี้แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม 

หลังจากที่การ์ตูนเรื่องนี้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง รุย คอสต้า ในโลกแห่งความจริงก็มีอันต้องย้ายจาก ฟิออเรนติน่า ในปี 2001 เนื่องจากทีมประสบปัญหาทางการเงิน จากนั้นเขาก็ได้รับความยิ่งใหญ่ที่คู่ควรด้วยการนำ เอซี มิลาน คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2002-03 ก่อนคว้า สคูเด็ตโต้ ในปีถัดมาhqdefault

มาถึงยุคนี้หลายคนคงมีโอกาสได้รู้จัก รุย คอสต้า กันมากขึ้นและกลายเป็นขวัญใจของใครหลายคน เพราะการถ่ายทอดสดเริ่มเข้าถึงคนไทยได้ง่ายกว่าแต่ก่อน รวมถึงเป็นยุคเริ่มแรกของ อินเตอร์เน็ต ที่มีข้อมูลให้ค้นคว้ามากมาย 

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำหรับแฟนบอลยุคเก่าๆ ที่ได้อ่าน Viva Calcio และได้รู้จัก รุย คอสต้า ในโลกน้ำหมึกนั้นจะรู้สึกยินดีและผูกพันกับนักเตะคนนี้มากแค่ไหน

เพราะในความคิดของพวกเขานั้น รุย คอสต้า รับสองบทบาทอย่างยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับเวิลด์คลาสในโลกแห่งความจริง และ ลูกหาบที่กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการ์ตูนที่อยู่ในใจตลอดกาลนั่นเอง

Uncategorized

ทำไม ไมค์ ไทสัน จึงกลับมามีชีวิตที่รุ่งเรืองหลังตกต่ำขีดสุด?

ทำไม ไมค์ ไทสัน จึงกลับมามีชีวิตที่รุ่งเรืองหลังตกต่ำขีดสุด?

ไมค์ ไทสัน อดีตเเชมป์มวยเฮฟวี่เวต 3 สถาบัน น่าจะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาแล้วใช้ชีวิตได้คุ้มค่าชนิดที่ว่าตายไปก็ไม่เสียดายมากที่สุดคนหนึ่ง…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?  

 

ชีวิตของเขาเหมือนกับขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา เมื่อขึ้นไปสูงสุด อยู่ดีๆก็ตกวูบลงมาเฉียดกระแทกหิน และเผลออีกเเวบเดียวเขาก็หายไปจากตรงนั้นเเล้วและปรากฎตัวอีกทีในฐานะผู้พิชิตรถไฟเหาะคันนั้น

ชีวิตสุดเหวี่ยงของไมค์ ไทสัน จาก 400 ล้านเหรียญสู่การเป็นโจรขโมยอาหารกระป๋อง… อะไรทำให้เขามีชีวิตที่น่าอิจฉาอีกครั้ง?  

ติดตามได้ที่นี่

รวยล้นฟ้า..สู่ยาจกข้างถนน 

ไมค์ ไทสัน คือ คำจำกัดความของโคตรมวยเฮฟวี่เวตได้ดีที่สุดในรอบ 20-30 ปีหลังสุด ไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่านักมวยคนนี้ที่ตัวเล็กกว่าคนอื่นๆในรุ่นถูกทดแทนด้วยพรสวรรค์ที่ใครก็ไม่อาจเทียบได้ทั้งเรื่องความเร็วและพลังหมัดที่ว่ากันว่าหากใครดูการถ่ายทอดสดคู่ที่ ไทสัน ชกและเผลอเข้าห้องน้ำ คุณอาจจะกลับมาไม่เห็นช็อตน็อคเอาต์ที่เป็นไฮไลต์ของไฟต์เลยทีเดียวvice-miketyson650

สิ่งหนึ่งที่ ไทสัน มีนอกจากฝีไม้ลายมือและพรสวรรค์เเล้ว เขาเป็นนักกีฬาประเภทที่ว่า “เกิดมาเพื่อเป็นสตาร์” โดยแท้จริง คาแร็คเตอร์, คำพูด และหลายอย่างในตัวเขารวมกันเเล้วมันคือออร่าความเป็นสตาร์ที่ขายได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานโชว์ตัว หรือการขึ้นชก เงินจะหลั่งไหลเข้ามาในกระเป๋าของเข้าอย่างที่คนธรรมดาๆไม่อาจจะจินตนาการได้ 

ในช่วงที่พีกที่สุดไทสันเริ่มกอบโกยเงิน และมีการสรุปทรัพย์สินโดยรวมอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์ เงินขนาดนั้นในยุค ’90s หากเป็นคนที่มีการวางแผนชีวิตสักหน่อยยังไงเสียก็ใช้ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว 

ทว่า ไทสัน ก็คือ ไทสัน คาแร็คเตอร์สุดโฉบเฉี่ยวของเขาบอกได้ทุกอย่าง เพราะหลังจากที่มีเงินและมีชื่อเสียงแล้ว วินัยที่เคยมีมาตลอดในช่วงวัยรุ่นก็หายไป การเที่ยวหนัก, ใช้เงินหนัก และ เป็นคนดังทำให้เขาหลงระเริงบางเรื่องไปจนกระทั่งวันหนึ่งพรสวรรค์ที่มี ก็ค่อยๆหายไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว 

คนเราพอมาถึงวันที่ลง มันก็ลงหมดจริงๆ จากคนเคยมีเงิน 400 ล้านดอลลาร์ ไทสัน กลายเป็นพวก พีกเร็ว-พังไว ตามไลฟ์สไตล์ของเขาทำให้ไทสัน หมดรูปมวยตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ปลายๆ ทั้งที่ความจริงแล้วนักชกหลายคนยังฟิตเปรี๊ยะได้ในวัยนั้น ไม่ต้องนับพวกฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ หรือ แมนนี่ ปาเกียว ก็ได้ เอาแค่ยุคก่อนที่ ไทสัน จะดังอย่าง จอร์จ โฟร์แมน ยังสามารถเป็นแชมป์โลกได้ในวัย 45 ปี 

เมื่อฝีมือทางการชกมวยหมดไป อะไรๆก็เข้าสู่ขาลงเต็มรูปแบบ ไทสัน ยังต้องทำผิดพลาดจนติดคุกในคดีข่มขืน และมีคดีเล็กๆน้อยๆอีกมากมาย ซึ่งหลังจากติดคุกก็พยายามที่จะกลับมาสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในฐานะนักมวยแม้จะสามารถกลับมาคว้าแชมป์ได้ จากการชนะ แฟรงค์ บรูโน่  และ บรูซ์ เชลดอน ในปี 1996 ที่ทำให้เขาคว้าแชมป์โลกของ WBA และ WBC ได้ ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือนเขาก็แพ้ให้กับ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ 2 ไฟต์รวด และไม่สามารถกลับมาชกในมาตรฐานเดิมจนเป็นแชมป์โลกได้อีกเลย

หลังจากแขวนนวม ไทสัน ไม่เลิกชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ทุกอย่างที่ใครมองว่าไร้สาระที่จะจ่าย แต่สำหรับไทสัน ไม่มีคำว่า “ไม่” มีแต่คำว่า “ผมต้องจ่ายกี่บาทสำหรับสิ่งนี้?” เท่านั้น

มีการสรุปแบบคร่าวๆว่าเงินของ ไทสัน หมดไปกับสิ่งต่างๆอย่างการจัดปาร์ตี้, การช็อปปิ้ง, ซื้อเครื่องประดับ, การสะสมรถสปอร์ตที่มีไม่กี่คันบนโลก รวมถึงสารพัดของที่คนธรรมดาๆ ไม่คิดจะซื้ออย่างอ่างจากุชชี่ทองคำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องการสู้คดีฟ้องร้องกับภรรยา ที่ทำให้เขาต้องแบ่งทรัพย์สินให้อีกเป็นหลักหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

สำคัญที่สุดที่มนุษย์ด้นสดอย่างเขาพลาด คือ การลืมคิดไปว่าตัวเองต้องจ่ายภาษี และการค้างบิลค่าชำระต่างๆมากมาย ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นจนลืมไปว่าต้องจ่ายจนดอกเบี้ยงพุ่งทะยานจนเจ้าตัวรับมือไม่ไหว และสุดท้ายในปี 2003 ไมค์ ไทสัน ก็ถูกศาลสั่งฟ้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย 

จาก 400 ล้านดอลลาร์ กลายเป็น 0 เรียบร้อยเเล้ว… แม้จะดูหมดหวังแต่นี่ก็เป็นอีกครั้งที่โลกได้รู้ว่า ไทสัน ก็คือ ไทสัน  คนธรรมดาอาจจะยอมแพ้แต่ ไทสัน ไม่คิดอย่างนั้น…

คำเรียกสติ 

กีกี้ ลาคิญ่า ภรรยาคนที่ 3 ของ ไทสัน เคยเผยว่าช่วงเวลาที่เงินหมด ไทสัน ตกต่ำจนถึงขนาดที่ว่าต้องไปขโมยอาหารกระป๋องในซูเปอร์มาร์เก็ตมาเเล้ว แต่โชคดีที่เธอเห็นก่อน และเตือนสติเขาว่าอย่าทำMike+Tyson+Departing+Flight+LAX+jtwYyv4_AFrl

การตักเตือนของ กีกี้ เป็นถ้อยคำง่ายๆแค่ว่า “เอาไปเก็บ ฉันไม่อยากอับอายไปมากกว่านี้อีก (ถ้าถูกจับได้)” ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนกับชีวิตของ ไมค์ ไทสัน อย่างแท้จริง

“ภรรยาของผมทำให้รับรู้อะไรบางอย่างที่ผมไม่เคยมีมาก่อน ตลอดเวลาผมคิดว่า ผมควรจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการในโลกนี้ แต่นับตั้งแต่คำนั้นของเธอมันเหมือนเป็นคำเตือนจากสวรรค์”

การที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในสถานะที่ดูแลครอบครัวตัวเองไม่ได้ ช่างเป็นอะไรที่เจ็บปวดสำหรับ ไทสัน เมื่อเริ่มรู้สึกรู้สาว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง เขาก็รู้ว่าตัวเองยังมีเวลาอีกเยอะ ที่จะทวงสิ่งต่างๆที่เขามีกลับคืนมา ดังนั้นการถอดใจและปล่อยให้ครอบครัวต้องรับกรรมจากที่เขาทำไว้ จึงเป็นข้อเสนอที่ ไทสัน ขีดฆ่าและเริ่มกลายเป็นคนใหม่อีกครั้ง 

ไทสัน กลับมารับงานเล็กๆจากชื่อเสียงเก่าๆด้วยงานโชว์ตัวหรือไม่ก็ขึ้นชกโชว์ในคาสิโนที่ลาส เวกัส แม้จะไม่ใช่ศึกชิงแชมป์โลก แต่ชื่อของเขาก็ยังพอเรียกลูกค้าได้อยู่ เงินเหล่านี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับครั้งอดีต ทว่า ไทสัน ทบทวนดูแล้วว่าถึงจุดหนึ่งเขาก็ต้องยอมรับความเป็นไปที่เกิดขึ้น 

“คุณต้องยอมรับข้อบกพร่องในตัวเอง เพราะในชีวิตหากคุณรู้ข้อเสียคุณคืออะไร คุณจงภูมิใจที่หามันเจอ ยิ่งรู้ว่าบกพร่องก็ต้องรีบปรับปรุง และข้อเสียเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ผมไปยังจุดสูงสุดได้อีกครั้ง”  ไทสัน ผู้ถือคติในการใช้ชีวิตว่า “จงทิ้งอดีตไว้ในอดีต” กล่าว 

 

เริ่มสร้างและขยับขยาย 

สำหรับ ไทสัน เขาเคยบอกว่าความตกต่ำมันก็มีข้อดีหลายอย่าง สิ่งที่เขาได้รับรู้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากคือเมื่อถึงเวลาต้องสู้ไม่ว่าโอกาสใดที่เข้ามาเข้าจะคว้าเอาไว้ทั้งหมดและค่อยมาตัดสินใจตอนจบว่าการตัดสินใจครั้งนั้นมันเวิร์กหรือไม่Premiere+Warner+Bros+Hangover+Part+II+Red+wa_pYeCNCVul

หลังจากรับงานโชว์ในคาสิโนอยู่พักหนึ่ง ไทสัน ได้รับการติดต่อจาก Warner Bros ค่ายหนังชื่อดังของ สหรัฐอเมริกา ติดต่อให้เขาเริ่มเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง โดยรับบทนักแสดงสมทบจากหนังฟอร์มเล็กของค่ายก่อน 

“จริงๆผมไม่อยากทำงานเกี่ยวกับการโชว์หรือการแสดงอะไรมากมายนักหรอก แต่ดีที่ Warner Bros ไม่ฟังคำปฎิเสธของผม และแน่นอนที่สุดพวกเขาฉลาดกว่าผมอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนั้นกลายเป็นว่าผมรู้สึกสนุกกับสิ่งที่พวกเขาให้ผมทำมากจริงๆ” ไทสัน กล่าว 

ไทสัน รับบทนักแสดงในเรื่อง China Salesman โดยบทของเขาคือการเป็นคู่ปรับของ สตีเว่น ซีกัล พระเอกนักบู๊ขาเก๋า หลังจากนั้นก็ได้ขยับไปเล่นภาพยนตร์ดังอีกหลายเรื่องอาทิ Scooby Doo รวมถึง The Hangover ด้วย 

เขาเหมือนกับเกิดใหม่ในโลกของการเป็นนักเเสดง หลังจากนั้น ไทสัน มีงานในวงการบันเทิงเยอะมากทั้งการแสดงภาพยนตร์ และพรีเซนเตอร์โฆษณาทั้งในประเทศ และต่างประเทศอาทิ อินเดีย และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังรายการวาไรตี้ต่างๆในอเมริกาอย่าง Dancing with the Starsในปี 2011 พร้อมๆกับภรรยาของเขา

หลังจากมีแววทางด้านนี้เพื่อนเก่าอย่าง สไปค์ ลี ก็ดึงตัว ไทสัน มาเเสดงละครบรอดเวย์ในช่วงปี 2012 โดยเป็นการแสดงที่ต้องทัวร์ไปยัง 36 ชาติทั่วโลกภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งประบการณ์เหล่านี้ทำให้ ไทสัน รู้สึกหลงรักการแสดงมากขึ้น และเอาดีทางด้านนี้อย่างเต็มตัว จนกระทั่งเขาเริ่มมีสินทรัพย์เป็นของตัวเองอีกครั้ง

จากคนที่เป็นหนี้สรรพกร 23 ล้านเหรียญในปี 2003 ไทสัน ใช้เวลา 10 ปี ล้างหนี้ของเขาทั้งหมดและกลับมามีทรัพย์สินราวๆ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการมีเงินระดับนี้ก็สามารถใช้คำว่า “มีอันจะกิน” ได้อย่างไม่ติดขิดตะขวงใจนัก  

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาหลังจากที่เขามีรายได้มากขึ้น ไทสัน จ้างบริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูแลการเงินของเขาอย่าง Contra Security เพื่อประเมินความปลอดภัยของทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ที่เขามี 

เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดี หาเงินอย่างมุ่งมั่น มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และวางแผนชีวิตแบบไม่ประมาท สุดท้าย ไมค์ ไทสัน ก็กลับมาเป็นเศรษฐีอีกครั้ง และหากใครติดตามเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาจะเห็นได้ว่า ไทสัน มีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ ได้เดินทางไปรอบโลก พบเจอกับแฟนๆที่เขารัก และมีเวลาให้ครอบครัวเสมอ แค่นี้ก็ถือว่ายิ่งใหญ่มากกว่าการเป็นแชมป์โลกอีกด้วยซ้ำไป 

ไร่กัญชาสวรรค์พันล้าน 

วัย 53 ปี กับสินทรัพย์รวม 3 ล้านเหรียญสหรัฐถือว่าเป็นการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่แล้ว ทว่า ไทสัน กลายเป็นเหมือนคนหนุ่มอีกครั้ง เขาออกไปพบคนใหม่ เจอสิ่งใหม่ และได้พบโลกใหม่ที่เขาเองก็คุ้นเคยเมื่อครั้งอดีตอย่าง “กัญชา” ทว่าตอนนี้เขาไม่กลับไปหามันในฐานะผู้เสพ (อาจมีบ้างเป็นครั้งคราวเพราะความจำเป็นในเรื่องงาน) แต่เขากลับมาเพื่อเป็นผู้ค้าอย่างถูกกฎหมาย562000005907502

เรื่องราวอันยิ่งใหญ่บทต่อไปของ ไทสัน เริ่มขึ้นในต้นปี 2018 เมื่อ รัฐเเคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้จำหน่ายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย (สำหรับอายุ 21 ปีขึ้นไป) โดยกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจากมีการลงประชามติของชาวแคลิฟอร์เนียให้ผ่านกฎหมายนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2017 นั่นเอง 

กฎหมายเบื้องต้นนั้นอนุญาตให้ครอบครองกัญชาได้ไม่เกิน 1 ออนซ์ และสามารถปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้น สำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ แต่อย่างทีได้กล่าวไป ไทสัน ไม่เสพ แต่ตั้งใจจะเป็นผู้ค้า เขาจึงเริ่มศึกษาทั้งเรื่องของกฎหมายและเรื่องของการเพาะปลูกจนสุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักธุรกิจค้ากัญชาแบบเต็มตัว 

เขาเริ่มซื้อที่ดินจำนวน 100 ไร่ ห่างจากอุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และตั้งแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อว่า Tyson Ranch ขึ้นมาโดยตั้งเป้าหมายว่ากัญชาของเขาจะต้องเป็นกัญชาคุณภาพ และที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการให้กัญชาเป็นแค่เครื่องมือสำหรับสร้างความเพลิดเพลินเท่านั้น ไทสัน ตั้งใจจะตั้งศูนย์วิจัยและทีมนักวิทยาศาสตร์เข้ามาทำงานเพื่อค้นคว้าหาประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพมนุษย์ในกัญชาอีกด้วย

“ภายใต้แบรนด์ชื่อ “Tyson Ranch” แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ของไทสันไม่ต้องให้คนดังมาช่วยโปรโมตการขายเพราะคนพิสูจน์คุณภาพก็คือเจ้าตัวเอง ผมอยากให้ทุกคนมองในมุมของผมบ้าง การเข้าสู่วงการนี้ผมไตร่ตรองมาดีแล้ว ที่ผ่านมาผมอาจเสพยาหนัก แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไป และการใช้กัญชาช่วยเหลือผู้คนในสายตาผมก็คือสิ่งที่ดี” ไมค์ ไทสันกล่าว

ชื่อเสียงและการตั้งใจทำจริงๆทำให้ ไทสัน มีลูกค้ารอสนับสนุนมากมายทุกเพศทุกวัย จนสร้างรายได้ให้เขาถึงเดือนละ 500,000 ดอลลาร์ มากกว่าธุรกิจใดๆที่เขาเคยทำมาตลอดชีวิต จนระยะหลังเขากลายเป็นดีลเลอร์ที่รับซื้อกัญชาจากไร่อื่นๆและนำแปรรูปเครื่องดื่มสำเร็จรูปรสชาติต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็เป็นที่นิยมอีกเช่นเคย เพราะตลาดของ Tyson Ranch กระจายออกไปถึง โคโลราโด, วอชิงตัน, แมสซาชูเซตส์ และ โอกลาโฮม่า แล้ว ซึ่งไทสัน รอวันให้รัฐอื่นๆปลดล็อกกัญชาอีกเพราะเขาจะขยายตลาดไปถึง 46 รัฐทั่วประเทศอเมริกาเลยทีเดียว

ธุรกิจนี้มีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของการ “ลงมือก่อน รวยก่อน” สิ่งต่างๆในชีวิตของ ไทสัน เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าเร็วๆนี้โครงการเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ด้วยการทำ รีสอร์ท กัญชา บนพื้นที่กว่า 420 เอเคอร์ มีทั้งโรงแรม, พื้นที่สันทนาการ และโซนของแคมปิ้ง ซึ่งถ้าหากว่าโครงการนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ ไม่แน่ว่า ไทสัน อาจจะทำเงินมากกว่าตอนที่เขาเป็นแชมป์โลกที่มีเงินในกระเป๋า 400 ล้านดอลลาร์ก็เป็นได้ 75464266_549670142491622_6610109184287440896_o

“อะไรนะ? คุณเอาผมไปอยู่ในประเภทเดียวกับ (โมฮัมหมัด) อาลี, โจ หลุยส์, แจ็ค จอห์นสัน เหรอ? แต่ผมว่าไม่นะ ผมทำได้ดีกว่าเยอะ ผมนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งโลกกีฬา ถ้าใครยังสงสัยก็ลองมาดูเงินสดที่ผมมีก็แล้วกัน” ประโยคนี้คือประโยคที่ ไทสัน พูดไว้ตอนสมัยเป็นนักมวยแชมป์โลก ณ เวลานั้นทุกคนอาจจะหมั่นไส้ แต่ถึงตอนนี้เขาได้พิสูจน์แล้วในระดับหนึ่ง 

จากนักมวยที่เคยสูบกัญชาก่อนขึ้นชกจนหมดสภาพ และเกือบจะทิ้งเงินทองและความภาคภูมิใจทั้งหมดที่มีไปเเล้ว… แต่แค่เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด และรอโอกาสจนเหมาะสมเพียงนิดเดียว ไทสัน ผันตัวเองจาก เศรษฐี สู่ยาจก และตอนนี้เขาเปลี่ยนจาก ยาจก กลับมาเป็นเศรษฐีอีกครั้ง…ซึ่งทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดูเหมือนว่าตอนนี้ มิลเลี่ยนเเนร์ อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำเพราะอีกไม่กี่ปีเขาอาจจะกลายเป็น บิลเลี่ยนแนร์ และเศรษฐีพันล้านก็เป็นได้

Uncategorized

กฎในล็อคเกอร์รูม NBA และความเดือดใน ‘ห้องแห่งความลับ’

กฎในล็อคเกอร์รูม NBA และความเดือดใน ‘ห้องแห่งความลับ’

ไม่ว่าจะในฟิตเนส, สนามกีฬาสาธารณะ หรือสนามแข่งขันกีฬาระดับโลก สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้นั้นคือ “ห้องแต่งตัว” หรือ “ล็อคเกอร์รูม” (LOCKER ROOM) ที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำชำระร่างกาย รวมถึงพักผ่อนเตรียมความพร้อมหรือให้หายเหนื่อย

 

แน่นอนว่าในล็อคเกอร์รูมนั้นเป็นเขตลับเฉพาะ สื่อหรือคนนอกไม่สามารถเข้าไปได้ และด้วยเหตุผลนี้เอง จึงทำให้ล็อคเกอร์รูม กลายเป็นจุดสนใจที่ทำให้หลายคนอยากรู้ รวมถึงตั้งคำถามว่า ในห้องนั้น มีเรื่องราวอะไรบ้างก่อนเกม พักครึ่ง หรือแม้แต่หลังจบเกม รวมถึงคำถามที่ว่า ระหว่างผู้เล่น ระหว่างโค้ช หรือกับทีมคู่แข่งนั้น มีอะไรที่เป็นความลับกันหรือไม่

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา จึงแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในล็อคเกอร์รูม ที่ถูกถ่ายทอดสู่สาธารณะนั้น ล้วนมาจากคำบอกเล่า หรือสิ่งที่ผู้เล่นเหล่านั้นประสบมา แล้วจดจำไปให้สัมภาษณ์กับสื่อ และบางทีก็เป็นเพื่อนร่วมทีม เพื่อนต่างทีม ที่จำคำเล่ามาบอกต่อให้กับสื่อฟัง ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ระดับซูเปอร์สตาร์ก็มีเรื่องเมาท์ในล็อคเกอร์รูม อย่างสนุกสนานออกรส แม้กระทั่งดาวดังระดับ ไมเคิล จอร์แดน, ชาคีล โอนีล, เลบรอน เจมส์, โคบี้ ไบรอันท์ ก็มีเรื่องทำนองนี้เช่นกัน

เมื่อเป็นสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมากมารวมกัน แน่นอน ย่อมต้องมีกฎ หรือระเบียบปฏิบัติ ซึ่ง โทนี่ มาสเซนเบิร์ก อดีตนักบาสเกตบอลดีกรีแชมป์ NBA ปี 2005 กับ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ซึ่งได้ผันตัวมาสู่เส้นทางนักเขียน ก็ได้เขียนบทความถึง “กฎในล็อกเกอร์รูม” โดยเกริ่นนำก่อนว่า

“จริงๆ แล้ว ในล็อกเกอร์รูม มันมีกฎอยู่มากมายนะ ประเด็นก็คือส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรจริงๆ หรือบางทีก็ไม่บอกด้วยว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ แต่พอมาอยู่กับทีมใดทีมหนึ่งสักระยะ ก็จะรู้เอง” ซึ่งกฎสามัญประจำห้องแต่งตัวจากประสบการณ์ของมาสเซนเบิร์กมีดังต่อไปนี้ … CQ1U4d1UAAADaDL

 

ทุกคนมีพื้นที่ และไม่ก้าวก่ายกัน

ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) หรือ 7 ฟุต (213 เซนติเมตร) ก็ตาม แต่ละคนจะมีพื้นที่ในห้องแต่งตัวซึ่งมีความกว้างเพียง 4 ฟุต (122 เซนติเมตร) เท่านั้น เหมือนๆ กัน

“ข้อห้ามสำคัญที่ทุกคนต้องรู้คือ ห้ามค้นของในช่องที่ไม่ใช่ของตนเองเด็ดขาด แม้ว่าคุณจะไม่มีโลชั่น หรือสเปรย์ระงับกลิ่นเต่าของตัวเองก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิ์ไปหยิบของคนข้างๆ มาดื้อๆ ส่วนห้องน้ำน่ะเหรอ ใช้เสร็จคุณต้องเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อย แชมพู ครีมอาบน้ำ เก็บเข้าที่ เส้นผมที่ร่วง ต้องทิ้งถังขยะ” มาสเซนเบิร์กเล่า 

“ผมเคยครั้งนึงนะ มีรุกกี้ (ผู้เล่นที่เพิ่งเข้าสู่ NBA ปีแรก) เขาทำไม่เรียบร้อย ผมเตือนเลย ‘ไอ้น้องชาย เอ็งอย่าทำแบบนี้อีกนะ เข้าไปยังไง ออกมาต้องยังงั้น'” และมาสเซนเบิร์กยังบอกแบบติดตลกแต่เป็นเรื่องจริงอีกด้วยว่า “ห้ามลืมยาดับกลิ่นเต่า” ซึ่งเหตุผลของเขาก็ฟังขึ้นเสียด้วย “เรามีผู้เล่นหลายคนอาบน้ำ และถ้าไม่ได้ใช้ที่ดับกลิ่นเต่าตัวเองนะ คุณก็รู้ว่ามันจะเป็นยังไง”

 

ระวังรองเท้าให้ดี

แม้ยุคนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกในการใส่รองเท้าซิกเนเจอร์ของสตาร์แห่งวงการบาสเกตบอล แต่มาสเซนเบิร์กก็เผยด้วยว่า จะมีเจ้าหน้าที่ทีมคอยเช็คเสมอก่อนออกจากล็อกเกอร์รูมว่า รองเท้าที่ใส่นั้นมันขัดกับหลักหรือไม่ ซึ่งหลักที่ว่าก็คือ “ห้ามผู้เล่นสวมใส่รองเท้าซิกเนเจอร์ของผู้เล่นฝั่งตรงข้าม”9907698-nba-golden-state-warriors-at-washington-wizards-3

เรื่องนี้ แบรดลีย์ บีล การ์ดของ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ได้ยืนยันเสริมว่า “มันเป็นเรื่องจริงครับ มีครั้งนึงรุกกี้ของเราใส่รองเท้าของ เควิน ดูแรนท์ และเราต้องเจอกับ โกลเด้นสเตท วอริเออร์ส ทีมของเขาในตอนนั้น (ปัจจุบันดูแรนท์อยู่กับ บรูคลิน เน็ตส์) ผมและเจ้าหน้าที่ทีมได้เตือนว่า ‘นายไม่ควรทำแบบนั้น เราจะไม่มีการสวมรองเท้าซิกเนเจอร์ของคู่ต่อสู้เวลาเจอกับทีมของหมอนั่นนะ'” 

รุกกี้คนที่ว่าก็คือ ทรอย บราวน์ จูเนียร์ ซึ่งทรอยได้เผยหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันเป็นกฎ ผมแค่ปลื้มดูแรนท์ แต่ตอนนี้ ผมเข้าใจละว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควร”

 

ห้ามอัด ห้ามถ่าย

นี่ถือเป็นอีกเรื่องซึ่งผู้เล่นรุ่นเก๋าทำจนเป็นที่รู้กัน โดยในล็อคเกอร์รูมจะมีกฎที่ว่า “ห้ามนำอุปกรณ์บันทึกเสียง หรือถ่ายภาพเข้ามาโดยเด็ดขาด” เพื่อป้องกันการอัดเสียง อัดคลิป ถ่ายภาพออกไปสู่โลกภายนอก เพราะแรงสะท้อนกลับจากโลกโซเชี่ยลนั้นรุนแรงมาก hi-res-0af786164d47c0d256c5052427d779dc_crop_north

โดย โทมัส ซาโตรานสกี้ อดีตผู้เล่นของทีมวิซาร์ดส์ชาวเช็กที่ปัจจุบันสังกัด ชิคาโก บูลส์ เคยกล่าวว่า “มันเป็นกฎที่มี เรารู้กันว่าจะไม่มีการบันทึกวีดีโอหรือเสียง เพราะมันจะมีการพูดถึงเรื่องส่วนตัว และมันจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างมาก” 

แต่ถึงกฎข้อดังกล่าวจะเป็นที่รู้กันดีเพียงใด แต่ก็ยังเกิดปัญหาจนได้ หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่ ดีแอนเจโล่ รัสเซลล์ การ์ดของทีมวอร์ริเออร์สในปัจจุบัน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นรุกกี้ของ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส

ในตอนนั้น รัสเซลล์ผู้เป็นสายโซเชียลตัวพ่อ ได้เอาโทรศัพท์มือถือเข้าไปในล็อคเกอร์รูม และแอบบันทึกคลิปเสียงของ นิค ยัง รุ่นพี่ในทีมที่กำลังคุยกับสาวอื่นซึ่งไม่ใช่ อิกกี้ อาซาเลีย นักร้องคนดังที่เป็นแฟนกันในขณะนั้น ก่อนเอาออกมาเผยแพร่แบบไม่สนใจอะไร จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และกลายเป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้คู่รักนั้นต้องเลิกราในเวลาต่อมา … นั่นทำให้กฎที่ว่า “ห้ามนำสิ่งบันทึกเสียงและภาพเข้าล็อคเกอร์รูม เด็ดขาด” ศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของทุกคนที่เกี่ยวข้องยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องปลีกย่อยของรุกกี้อีกมากมาย ซึ่งเป็นกฎที่ต้องทำในล็อคเกอร์ รูม แน่นอนว่ารวมถึงการถูกจำกัดสิทธิ์มากกว่ารุ่นพี่อีกด้วย ซึ่ง เจสัน สมิธ อดีตผู้เล่นของทีมวิซาร์ดส์ได้กล่าวว่า “สำหรับกฎเล็กๆ น้อยๆ ในล็อคเกอร์รูมของพวกน้องใหม่นะ คือต้องไม่เข้าห้องน้ำ ไปอาบน้ำก่อนพวกรุ่นพี่ มันเป็นกฎที่พวกรุกกี้ต้องรู้เองโดยที่พวกเราจะไม่บอกพวกนั้นหรอก และก็จะต้องไม่ออกจากยิมเป็นคนแรกอีกด้วย”

 

เคารพทุกคนในล็อคเกอร์รูม

ในล็อคเกอร์รูมของทีมกีฬาอาชีพ ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้เล่น และทีมสตาฟฟ์โค้ชเท่านั้น แต่ยังมีนักนวดบำบัด ผู้จัดการอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ติดต่อ ซึ่งแน่นอนว่า แม้จะไม่ใช่กฏของ NBA ที่ระบุออกมา แต่เป็นธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องปฏิบัติสำหรับการให้ความเคารพ 169209494_original_crop_north

โดย เจสัน สมิธ เผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า “เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องห้ามเลย ห้ามทำสิ่งที่ไม่ควรต่อทีมเจ้าหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ เพราะพวกเขานั้นคือกลุ่มคนสำคัญที่ช่วยพวกเราสำหรับการเดินทางไปแข่งขันตลอดทั้งปี คุณต้องให้เกียรติ และเคารพพวกเขาให้ด้วย”

ซึ่งหลายครั้งหลายหน กลุ่มผู้ปิดทองหลังพระ ไม่ว่าจะนักกายภาพบำบัด เจ้าหน้าที่นวด เจ้าหน้าที่อุปกรณ์ หรือฝ่ายอื่นๆ ก็จะได้รับของขวัญจากบรรดาสตาร์หลากหลายคนในโอกาสพิเศษ หนึ่งในนั้นคือ รัสเซลล์ เวสบรูค การ์ดจ่ายดีกรี MVP ของ ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ ที่เคยให้รองเท้ากับเด็กที่ดูแลอุปกรณ์ โดยเจ้าตัวบอกเหตุผลเพียงสั้นๆ ว่า “เราต้องปฏิบัติต่อทุกคนให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว”

แม้จะปฏิบัติกันมาช้านานานจากรุ่นสู่รุ่น แต่กฎในล็อคเกอร์ รูม โดยทั่วไปนั้นมักจะมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ประการ นั่นคือ “ไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร” เนื่องจากกฎดังกล่าวเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ทำแล้วค่อยมาบอกรุ่นน้องตาม

และเหตุดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้กฎในล็อคเกอร์รูม จึงมักจะมีการแหกอยู่เสมอ แถมบางทียังเกิดจากเหล่าผู้เล่นอาวุโสเองเสียด้วย เพราะแม้ล็อคเกอร์รูมจะเป็น “ห้องแห่งความลับ” แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก เพราะมันไม่มีทางรอดสายตาใครไปได้ทุกคน ซึ่งคนที่กลายเป็นแหล่งข่าวสายเมาท์นั้น อาจจะเป็นได้ทั้งเจ้าหน้าที่ รวมถึงตัวนักกีฬาเอง ซึ่งก็มีหลายเหตุการณ์ที่แม้จะเป็นความลับในล็อคเกอร์รูม ณ ตอนแรก แต่ภายหลังก็ถูกเผยแพร่ออกมา …

 

มวยต่างรุ่น

เริ่มที่คู่ระหว่าง “แชค” ชาคีล โอนีล กับ สก็อตต์ สไกล์ส … ในอดีตนั้นทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมทีม ออร์แลนโด แมจิค โดยที่แชคเพิ่งจะเข้าสู่ลีกได้ไม่นาน (ดราฟต์ปี 1992) ส่วนสไกล์สนั้นเป็นรุ่นพี่ที่เข้าลีกก่อนหน้าถึง 6 ปี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในปี 1994 สมัยที่แมจิคกำลังเป็นฟอร์มแรงจนมีลุ้นแชมป์ เรื่องเริ่มต้นเมื่อแชคได้พูดบางอย่างออกไปตลอดระหว่างทางจากอุโมงค์ถึงล็อคเกอร์รูม และแน่นอนว่าด้วยอุปนิสัยที่พูดมาก แถมยังขวานผ่าซากของแชคนั้น ทำให้รุ่นพี่อย่างสไกล์สเริ่มที่จะไม่พอใจ จากจุดเล็กๆ ที่มีการตำหนิในเกมส์การเล่น ลามจนกระทั่งเสียดสีอีกฝ่าย นำมาซึ่งการเปิดศึกวิวาทะในห้องแต่งตัว ก่อนลุกลามสู่การวางหมัด กลายเป็นศึกวันทรงชัยแบบคนละไซส์  ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเกือบๆ 1 ฟุต (30 เซนติเมตร) และน้ำหนักที่ต่างกันกว่า 150 ปอนด์ (68 กิโลกรัม) 

แน่นอนว่าเพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาห้ามปราม แต่เหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้มีบทลงโทษใดๆ ตามมา เพราะว่าหลังต่อยกันเสร็จ ทั้งแชคและสไกล์สต่างบอกว่า มันไม่มีอะไร และจบก็คือจบ ตามที่แชคเปิดใจหลังจากนั้นว่า “เราไม่มีอะไร ยังเคารพกันและเป็นพี่น้องร่วมทีมกันเหมือนเดิมแหละ”

 

มวยถูกคู่

ช่วงต้นยุค 2000’s ริชาร์ด เจฟเฟอร์สัน และ เคนยอน มาร์ติน หรือ เคมาร์ท ถือเป็นกลุ่มผู้เล่นสายเลือดใหม่ของ นิวเจอร์ซี่ย์ เน็ตส์ (บรูคลิน เน็ตส์ ในปัจจุบัน) ด้วยความที่เป็นหน้าใหม่ไฟแรง แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างก็มีอีโก้ในระดับที่ไม่ธรรมดา51904467.jpg.0

และอีโก้ของทั้งคู่ก็นำมาซึ่งการงัดกันเองจนได้ในปี 2001 เรื่องเกิดขึ้นในเกมระหว่าง เน็ตส์ กับ พอร์ทแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส … วันนั้น เคมาร์ท มีหน้าที่ต้องประกบกับ บอนซี่ เวลส์ ตัวดาวรุ่งของเทรลเบลเซอร์สในขณะนั้นจนแทบจะหมดแรง และเอาไม่อยู่ในหลายเพลย์ เมื่อเห็นเช่นนั้น เจฟเฟอร์สันจึงได้พูดคุยแนะนำให้อีกฝ่ายรีแลกซ์ขึ้น แต่ดูเหมือนศักดิ์ศรีจะค้ำคอ เพราะมันทำให้ เคมาร์ท ที่เข้าดราฟต์มาก่อน 1 ปีถึงกับฉุนจัด

ก่อนที่ทุกอย่างจะมาระเบิดในล็อคเกอร์รูม เพราะพอประตูปิดปุ๊บ เคมาร์ทก็ผลักอกเจฟเฟอร์สัน ด่าทอด้วยคำหยาบคาย จนสุดท้ายกลายเป็นการวางมวยระหว่างกันจนได้ แต่ดูเหมือนว่าสำหรับกรณีนี้ มิตรภาพที่ดีต้องเริ่มด้วยการเป็นอริเสียก่อน เพราะหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มเข้าขา และพาให้ทีมเน็ตส์บินสูงอยู่หลายปีถัดจากนั้นเลยทีเดียว

 

วาจาพาหัวร้อน

ทุกวันนี้ เราอาจจะคุ้นชื่อ ราชอน รอนโด ในฐานะการ์ดจ่ายสำรองของ แอลเอ เลเกอร์ส (ที่ เลบรอน เจมส์ เล่นเป็นการ์ดจ่ายตัวจริง) แต่ในช่วงกลางยุค 2000’s เขาถือเป็นดาวรุ่งที่เป็นส่วนผสมสำคัญ ทำให้ บอสตัน เซลติกส์ คว้าแชมป์ NBA ในปี 2008 

ในปีที่คว้าแชมป์นั้น รอนโดยังเป็นเพียงผู้เล่นที่มีประสบการณ์ไม่สูงมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสู่ปี 2011 เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญกับทีมแล้ว ซึ่งแน่นอน อีโก้ก็ย่อมสูงขึ้นตาม กระทั่งมาทะลักปรอทแตกในรอบเพลย์ออฟสายตะวันออกกับ ไมอามี่ ฮีต เมื่อ ด็อค ริเวอร์ส เฮดโค้ชของทีมได้เปิดฉากวิจารณ์ลูกทีมออกสื่อ ซึ่งแม้แต่ตัวรอนโดเองก็ไม่รอด และในที่สุด อาการหัวร้อนก็เกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เรื่องนี้มีแหล่งข่าวออกมาเปิดเผยกับสื่อในเวลาต่อมาว่า ในช่วงที่รอนโดฟังคำสัมภาษณ์ของโค้ชด็อค ซึ่งมีการถ่ายทอดในช่วงนั้นด้วย ตัวรอนโดถึงกับตบะแตก ขว้างขวดแก้วที่ใช้ดื่มไปยังทีวีจนจอแตก แค่นั้นยังไม่พอ หลังจากนั้นรอนโดได้ไปดักเจอกับโค้ชด็อคเพื่อพูดคุยด้วย และแน่นอนว่าการพูดคุยกันในครั้งนั้นค่อนข้างรุนแรง และมีแต่คำหยาบ 

เรื่องดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ของโค้ชด็อคและรอนโดหลังจากนั้นไม่ราบรื่น และในเวลาไม่นาน โค้ชด็อคก็ได้ย้ายไปคุมทีม ลอสแอนเจลิส คลิปเปอร์ส แทน ซึ่งว่ากันว่าสาเหตุนั้นมาจากเหตุการณ์ในล็อคเกอร์รูมกับรอนโดนั่นเอง

 

GUN และ GUN

แต่ที่ห้าวที่สุด และถือเป็นวีรกรรมสุดแสบจริงๆ เกิดขึ้นในฤดูกาล 2009-10 กับเรื่องราวของ กิลเบิร์ต อารีนาส และ จาวาริส คริทเทนตัน 2 ผู้เล่นของวิซาร์ดส์ ซึ่งต่างเป็นเพื่อนร่วมทีมที่สนิทกันทั้งในและนอกสนาม มีปาร์ตี้ด้วยกันตลอด กระทั่งเรื่องราวเปลี่ยนไปเมื่ออารีนาสกลายเป็นหนี้คริทเทนตันจากการพนันเล่นไพ่บนเครื่องบิน

เมื่อเงินทองเข้ามา มิตรภาพก็กลายเป็นศัตรู เงินเดิมพันจากการเล่นไพ่กลายเป็นชนวนให้ทั้งคู่มีปากเสียงกัน จนเรื่องราวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เพราะในการฝึกซ้อมไม่กี่วันต่อมาก็เกิดเรื่องในล็อกเกอร์รูม เมื่อ อารีนาส ออลสตาร์สายติสต์ได้ควักปืนขึ้นมายั่วยุคริทเทนตัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็พอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงควักปืนที่เตรียมมาจ่อใส่คู่อริบ้าง

จากเกมไพ่กลายเป็นเกมล้างเลือด ทั้งสองฝ่ายเอาปืนจ่อหัวกัน จน แครอน บัตเลอร์ เพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาห้ามทัพ และเมื่อมีปืนเข้ามาเกี่ยวข้อง ความลับก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป คนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำเรื่องราวไปบอกต่อ จนเข้าหู NBA และตำรวจในที่สุด ทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาพกอาวุธปืนในที่สาธารณะ รวมถึงพยายามฆ่า แม้ทางกฎหมายจะตัดสินให้รอลงอาญา แต่ลีกสั่งแบนทั้งคู่กระทั่งจบฤดูกาลทันที

แม้ว่าเรื่องราวต่างๆ ในล็อคเกอร์รูมนั้นจะมีหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรุนแรง มิตรภาพ หรือมีกฎมากมาย แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกๆ คนต้องอยู่ภายใต้คำว่าทีม และมีการเคารพสิทธิส่วนบุคคลซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละ ทีมที่ทำให้เหล่าผู้เล่นนั้นอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นนักบาสเกตบอลระดับซูเปอร์สตาร์หรือหน้าใหม่ก็ตาม 

แต่ถึงกระนั้น เรื่องในล็อคเกอร์รูมก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสัน ที่แม้สื่อจะเข้าไปทำข่าวเองไม่ได้ ก็พร้อมนำเสนอ หรือแม้แต่ซื้อเรื่องราวจากปากผู้เล่น  พนักงาน และคนที่อยู่ข้างใน ซึ่งนำออกมาพูดอยู่เสมอ …

เพราะเรื่องราวลับๆ นั้นขายได้ และมีคนอยากรู้เป็นธรรมดา นั่นเองแหละครับ

Uncategorized

โคบี้ นักบาสที่เห็นอนาคตของ ‘เมสซี่’ และเข้าถึงแก่นแท้การเป็นแฟนบอล

โคบี้ นักบาสที่เห็นอนาคตของ ‘เมสซี่’ และเข้าถึงแก่นแท้การเป็นแฟนบอล

ว่ากันว่าสำหรับคนที่เกิดมามีพรสวรรค์ด้านกีฬา ไม่ว่าจะหยิบจับกีฬาชนิดใดพวกเขาก็จะทำได้ดีทั้งนั้น และหากพวกเขาเลือกกีฬาที่จะเล่นเพียง 1 ชนิด เขาคนนั้นจะกลายเป็นยอดฝีมืออย่างแน่แท้ 

โคบี้ ไบรอันท์ ตำนานนักบาสเกตบอล NBA ผู้ล่วงลับก็เป็น 1 ในนั้น ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการแม่นห่วงมากที่สุดในยุคของเขา อย่างไรก็ตามมีอีกมุมที่แอบซ่อนอยู่นั่นคือ “เขาเป็นคอฟุตบอล” … ฟุตบอลจริงๆ แบบที่ไม่ใช่คนอเมริกันเรียก อเมริกันฟุตบอล และเขายังเคยหวังจะกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพอีกด้วย

ยอดนักบาส จากแดนมะกัน กับความฝันเป็นนักฟุตบอลระดับโลก ดูจะเป็นอะไรที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกันได้ แต่ทำไม โคบี้ จึงเป็นเช่นนั้น 

ติดตามเรื่องราวอีกพาร์ทหนึ่งของชีวิต ที่ทุกคนในวงการฟุตบอลยังจดจำเขาได้เป็นอย่างดี img_jbatalla_20200127-105558_imagenes_md_otras_fuentes_ronaldinho_83394978_579849499537304_897808731670504614_n-kHxH-U473156332421tjD-980x554@MundoDeportivo-Web

เด็กหนุ่มผู้รับสองวัฒนธรรม 

ตัวของ โคบี้ ไบรอันท์ นั้นมีส่วนผสมของหลายอย่างเต็มไปหมด พ่อของเขา โจ “เจลลี่บีน” ไบรอันท์ เป็นนักบาสระดับ NBA ลงเล่นให้กับ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ในช่วงยุค 70’s แต่ในช่วงเวลาที่ โคบี้ ที่เป็นลูกชายคนที่ 3 ลืมตาดูโลก เป็นช่วงเวลาที่ “เจลลี่บีน” กำลังเดินทางมาถึงช่วงปลายทางของอาชีพนักบาสพอดิบพอดี นั่นหมายความว่า ความเข้มข้นของ NBA นั้นมากเกินไปสำหรับผู้เล่นอายุมากอย่างเขา 

ดังนั้นทางออกสำหรับนักบาส NBA ที่ยังไม่อยากเลิกเล่น คือการย้ายออกมายังลีกที่มีคุณภาพและความเข้มข้นต่ำกว่า ซึ่ง โจ ไบรอันท์ เลือก อิตาลี ประเทศที่มีฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับ 1 เป็นเป้าหมายต่อไปของเขา เขาตัดสินใจขนทุกคนในครอบครัวมาอาศัยที่เมือง ริเอติ (Rieti) ในปี 1984 ซึ่ง ณ เวลานั้น โคบี้ ไบรอันท์ อายุ 6 ขวบ 

นี่ไม่ใช่แค่การผจญภัยของพ่ออย่าง โจ คนเดียว แต่มันคือการผจญภัยของ โคบี้ ด้วย … โคบี้ ในวัย 6 ขวบต้องปรับตัวกับสิ่งรอบข้างที่เปลี่ยนไป แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้มีปัญหาอะไรสำหรับเรื่องนี้ โคบี้ หัดพูดภาษาท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเขามีคนสนิทและคนที่รักเขามากมายที่เมืองนี้ 

“อายุได้ 6 ขวบ โคบี้ ก็ปีนรั้วข้ามมาที่สนามเด็กเล่นแล้วมาชู้ตบอลใส่ห่วงแล้ว จริงๆ เขาเหมือนเป็นชาว อิตาลี ที่ชื่อโคบี้นั่นแหละ” อันเดรีย บารอคคี่ นักข่าวกีฬาชาวอิตาลีเล่าย้อนความ 

ริเอติ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อย (40,000 คน) บรรยากาศของเมืองนี้อาจจะดูเหงาๆ ไปบ้าง แต่มันเป็นโอกาสดีสำหรับ โคบี้ ที่ฝึกเล่นบาสมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพราะที่ Rieti เป็นที่แรกที่เขาได้เรียนรู้บาสเกตบอลอย่างจริงจัง

แต่การย้ายถิ่นฐาน ถือเป็นสิ่งสามัญในชีวิตของครอบครัวนักกีฬา … เพราะหลังจากนั้น โคบี้ก็ต้องย้ายถิ่นฐานตามคุณพ่อไปยังเมืองต่างๆ จาก ริเอติ ทางตอนกลางของประเทศ สู่ เรจโจ คาลาเบรีย (Reggio Calabria) ทางตอนใต้ ก่อนกลับมาตอนกลางของประเทศอีกครั้งที่เมือง ปิสโตเยีย (Pistoia) และขึ้นเหนือไปยังเมือง เรจโจ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ซึ่งที่นี่เอง ที่เส้นทางการเป็นนักบาสเกตบอลของเขาเริ่มเด่นชัด ด้วยการสังกัดทีมเยาวชนท้องถิ่น จนกลายเป็นที่รู้จักของคนละแวกนั้น

“สำหรับพวกเรา โคบี้ ไบรอันท์ เติบโตที่นี่และเขาเป็น เรจเจียโน่ (ชาวเมือง เรจโจ เอมิเลีย)” ลูก้า เวชชี่ นายกเทศมนตรีเมือง เรจโจ เอมิเลีย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของเขา 

“ตอนที่เขาย้ายมาที่นี่ และเริ่มเล่นบาสให้กับทีมของเรา ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฝีมือของเขามันเหมือนมาจากดาวเคราะห์อีกดวง คือเขาเก่งกว่าเด็กแถวนี้ทุกคนเลย” ดาวิเด้ เกียดิชี่ เพื่อนในวัยเด็กของ โคบี้ กล่าว 

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะได้เล่นบาสอยู่เป็นประจำและฝีมือเก่งกาจเป็นทุนเดิม แต่สุดท้ายวัฒนธรรมชาวอิตาเลี่ยนก็ทำให้ โคบี้ ค่อยๆ รับกีฬาฟุตบอลเข้ามาในใจทีละนิดๆ และในยุคที่เขากำลังขึ้นรุ่น เอซี มิลาน คือทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตัวของ โคบี้ นั้นคลั่งไคล้ดาวยิงแห่งยุคอย่าง มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น ดาวยิงของปีศาจแดง-ดำชุดนั้นเป็นอย่างมาก และนั่นทำให้เขาเริ่มมีแพสชั่นกับฟุตบอลอย่างจริงๆ จังๆ จนถึงขั้นที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเลยทีเดียว

โคบี้ เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อบราซิลว่า เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักกีฬาฟุตบอลที่เก่งในระดับหนึ่ง ทว่าปัญหาในช่วงวัยรุ่นที่เขาพยายามลองเล่นฟุตบอลที่อิตาลีคือ เขามีส่วนสูงถึง 190 เซนติเมตร และนั่นเป็นปัญหา จนทำให้เขาหันไปจริงจังกับการเล่นบาสนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาkobe-bryant-and-child

อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่าฟุตบอลจะไม่ได้ให้อะไรกับเขาเลย เขานำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ในการเตะฟุตบอลมาปรับใช้กับการเล่นบาส และมันค่อนข้างออกมาเวิร์กเลยทีเดียวในมุมมองของตัวโคบี้เอง

“ผมเล่นฟุตบอลมาเยอะระดับนึงเลยนะตอนที่ผมเป็นเด็ก และมันช่วยให้ผมเห็นอะไรมากขึ้นและปรับเอามาใช้ในบาสเกตบอล ฟุตบอลทำให้ผมรู้จักประเมินถึงมุมมองและสถานการณ์ต่างๆ ในเกมที่แตกต่างจากนักบาสเกตบอลมอง การเคลื่อนที่แต่ละครั้งต้องไปกันเป็นทีม ไม่ใช่ขยับแค่ 2 คน พวกนี้คือสิ่งที่โค้ชบาสจะสอนคุณในภายหลัง” 

จากมาไกลแต่ใจยังติดตาม 

โคบี้ และครอบครัวอาจจะอยู่ที่ อิตาลี แค่ไม่กี่ปี แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เขาเข้าใจเกมฟุตบอลเป็นอย่างดี ณ เวลานั้นเขาต้องบินกลับไปที่ สหรัฐอเมริกา ทุกซัมเมอร์เพื่อลงแข่งในระดับเยาวชน 

อัจฉริยะภาพทางการกีฬา ว่าอย่างนั้นคงไม่ผิดนัก ไม่ว่า โคบี้ จะหยิบจับอะไรก็ดูจะดีไปเสียหมด เส้นทางบาสเกตบอลของเขารุ่งเรืองมาก หลังกลับไปอยู่ที่ อเมริกา ได้เรียนในระดับไฮสคูล และยิ่งเมื่อบวกการเป็นคนที่มีวินัยในตัวสูงมาก โคบี้ ไบรอันท์ กลายเป็นสัตว์ประหลาดในวงการบาสเกตบอล ม.ปลายไปเรียบร้อยแล้ว 

ความโหดจัดทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นตำแหน่งการ์ดระดับ ม.ปลายคนแรกที่ถูกคัดเข้าระบบดราฟต์ของ NBA ลีกบาสอาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็อย่างที่คุณรู้กัน โคบี้ ไบรอันท์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยพรสวรรค์, พรแสวง และความคลั่งไคล้ สุดท้ายเขาก็กลายเป็นการ์ดที่ไม่มีใครหยุดได้อีกต่อไป usatsi_8640281

แม้ช่วงชีวิตจากวันที่กลับสู่อเมริกาจะทำให้ โคบี้ ห่างไกลกับฟุตบอลมาก แต่เขายังเป็นคนที่ติดตามฟุตบอลอยู่เป็นประจำ เอซี มิลาน ยังคงเป็นทีมรัก แต่ในช่วงเวลาที่เขาเป็นนักบาสอาชีพ เขาได้พบกับนักฟุตบอลระดับโลกหลายคน เขาเป็นเพื่อนซี้กับนักเตะอย่าง โรนัลดินโญ่ เพราะได้เจอกันบ่อยๆ ในการทำงานร่วมกับ NIKE ซึ่งทั้งคู่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์  

มีความลับ 1 ข้อที่ โคบี้ เคยเล่าให้สื่อฟังว่า เขาคือคนที่รู้ว่า ลิโอเนล เมสซี่ จะกลายเป็นยอดนักเตะของโลกตั้งแต่ตอนที่ เมสซี่ อายุแค่ 17 ปี เท่านั้น และคนที่การันตีกับเขาคือ โรนัลดินโญ่ ที่ร่วมทีม บาร์เซโลน่า มาลงเล่นเกมปรีซีซั่นที่ ลอส แอนเจลิส เมื่อหลายปีก่อน

“ผมจะเล่าอะไรให้ฟังนะ เมื่อนานมาแล้ว บาร์เซโลน่า มาเก็บตัวที่ แอลเอ ผมก็เข้าไปดูและ โรนัลดินโญ่ เพื่อนที่แสนดีของผมบอกว่า ‘ฟังนะโคบี้ นายดูไอ้เด็กคนนี้ให้ดีๆ เดี๋ยวเขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล'” 

“จะบ้าเหรอไม่ใช่หรอก นาย (โรนัลดินโญ่) ต่างหากที่เก่งที่สุด” โคบี้ สวนใส่เหยินน้อย ก่อนที่ดาวเตะแซมบ้าจะขยายความว่า “ไม่ อีกไม่นานเด็กคนนี้จะครองโลก เขาคือ ลิโอเนล เมสซี่ ตอนนี้เขาอายุแค่ 17 ปีเท่านั้นเอง” 

หลังจากนั้น โคบี้ ก็ติดตาม เมสซี่ มาโดยตลอด และแน่นอนว่าคำทำนายของ โรนัลดินโญ่ ที่แอบกระซิบบอกเขาเป็นความจริง 

“เมสซี่ เติบโตมาเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จริงๆ เขาเป็นคนฉลาดที่แสนดื้อรั้น แต่ก็เอาตัวรอดทุกทีไปด้วยทักษะที่เขามี” โคบี้ เล่าถึงบทสนทนาระหว่างเขากับ โรนัลดินโญ่ ให้กับสื่ออย่าง ESPN ฟังเมื่อไม่กี่ปีก่อน 

การดูฟุตบอลของ โคบี้ ทำให้เขาได้อะไรมากกว่าความสนุก โดยเฉพาะการได้ดูยุคสมัยแห่งการขับเคี่ยวระหว่าง เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มันทำให้ โคบี้ เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือความมุ่งมั่น ทุ่มเท และสร้างวินัยให้กับตัวเอง คือคุณสมบัติของสุดยอดนักกีฬาของโลกแทบทุกชนิด 

“ผมเฝ้าดู ลิโอเนล เมสซี่ มาระยะหนึ่งแล้ว ผมเห็นอะไรในตัวเขาน่ะเหรอ? ความสามารถในการตัดสินใจไง จังหวะที่เขาปล่อยบอลและครองบอลมันยอดเยี่ยม ส่วนอีกคนที่ผมควรพูดถึงด้วยคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หมอนี่ยอดเยี่ยม และผมคิดว่าเขาเป็นนักกีฬาที่มีแนวคิดและทำในสิ่งเดียวกับที่ผมทำ” โคบี้ ขยายความถึงแนวทางการดูฟุตบอลที่เปลี่ยนไปของเขา รวมถึงการเคารพ 2 นักเตะสุดยิ่งใหญ่แห่งยุค

แม้อยู่ไม่นานก็เข้าใจ 

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้เราเห็นถึงความสำคัญและแพชชั่นด้านฟุตบอลที่มีต่อชีวิตนักบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค โคบี้ ไบรอันท์ ไม่ได้แค่ถ่ายรูปกับนักฟุตบอลชื่อดัง และเป็นเพื่อนซี้กับพวกเขาเพียงเพราะว่าอยากสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองแต่อย่างใด แต่นั่นเป็นเพราะเขารักและชอบดูฟุตบอลจริงๆ

โคบี้ ไบรอันท์ เล่าว่า เขาเคยมีดีกรีลงเล่นในเกมชิงแชมป์ NBA มาหลายหน และคว้าแชมป์มาได้ถึง 5 สมัย เขาอยู่ในเกมรอบไฟนอลที่เต็มไปด้วยความกดดันจากแฟนบาสทั้งสองฝั่ง แม้จะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และหาไม่ได้จากที่ไหนอีก แต่ โคบี้ ยังยอมรับว่า สำหรับฟุตบอลนั้นมีความแตกต่างกับบาสเกตบอลในเรื่องนี้ 

ประสบการณ์การดูเกมฟุตบอลในช่วงวัยรุ่นยังทำให้เขาประทับใจไม่หาย และนั่นทำให้เขาเข้าใจว่าสำหรับแฟนฟุตบอล สโมสรที่พวกเขารักเป็นเหมือนกับศาสนา เมื่อรักแล้วแฟนๆ จะไม่ปล่อยมือ เช่นเดียวกับสโมสรฟุตบอลอันเก่าแก่หลายทีม ที่ต่อให้จะขาดทุนและเจ๊งแค่ไหน แต่สุดท้ายพวกเขาจะหาทางเอาสโมสรกลับมาเข้าร่องเข้ารอยเพื่อแฟนๆ ที่รออยู่อย่างสุดฝีมือ 

ซึ่งจุดนี้มันต่างกับ NBA เล็กๆ ที่ทีมสามารถย้ายถิ่นฐานและเปลี่ยนชื่อได้ ตามจำนวนฐานแฟนคลับและเม็ดเงินที่รออยู่ … 

จริงอยู่ที่ฟุตบอลก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่สำหรับสโมสรที่ยิ่งใหญ่และมีประวัติศาสตร์ระดับโลก มันเป็นเรื่องยากมากที่สโมสรฟุตบอลระดับนั้นจะย้ายเมืองออกไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

“ตอนที่ผมไปอยู่ที่ อิตาลี ผมก็เข้าไปดูฟุตบอลเหมือนกับที่คนอิตาลีเขาทำกันนั่นแหละ ผมเห็นได้ถึงความหลงใหลในฟุตบอล และผมขอยกให้มันเป็นอีกระดับหนึ่งเลย พวกแฟนฟุตบอลที่มาดูเกมในสนามพวกเขามีความจงรักภักดีต่อทีมสโมสรและทีมชาติของพวกเขาสูงมาก แพชชั่นมันคล้ายกับเกมรอบชิงชนะเลิศ NBA เลย” โคบี้ กล่าว 

“แต่ความต่างที่ผมมองเห็นคือ ฟุตบอลเป็นเหมือนศาสนา การโตที่อิตาลีทำให้ผมคลั่งฟุตบอลระดับหนึ่ง และผมกล้ารับประกันเลยว่าฟุตบอลมันเป็นกีฬาที่มีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์สูงมาก” โคบี้ กล่าวกับเว็บไซต์ FIFA 

นี่คือเรื่องราวทั้งหมดของ โคบี้ ไบรอันท์ นักบาสที่ติดตามและเข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้ เขามีเพื่อนในวงการนี้มากมาย … และไม่น่าแปลกใจนัก ที่ในวันที่เขาเสียชีวิต นักฟุตบอลชื่อดังทั่วโลกต่างพร้อมใจไว้อาลัยให้กับการจากไปของเขา 

Uncategorized

มุมมืดอีสปอร์ต วงการเกมเติบโต แต่ทำไมบริษัทเกมถึงปลดพนักงานกันอย่างโหดร้าย

มุมมืดอีสปอร์ต วงการเกมเติบโต แต่ทำไมบริษัทเกมถึงปลดพนักงานกันอย่างโหดร้าย

อีสปอร์ต คือวงการกีฬาที่นับวันยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากเงินรางวัลในการแข่งขันรายการต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบริษัทและองค์กรต่างๆ ที่ทุ่มเงินมหาศาลให้การสนับสนุน ทำให้มูลค่าของวงการทั่วโลกในตอนนี้สูงถึงหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทว่าท่ามกลางเม็ดเงินอันมหาศาลที่ไหลผ่านวงการนี้ กลับมีสิ่งที่ดูจะสวนทางอยู่ไม่น้อยเกิดขึ้น นั่นคือ การที่บริษัทเกมปลดพนักงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ชนิดที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

คำถามคือ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้กันแน่?summary_fb

อีสปอร์ตโต…เกมโตกว่า

เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของมูลค่าวงการอีสปอร์ตที่สูงแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 31,000 ล้านบาท) กันมาบ่อยแล้ว แต่หากถามถึงอุตสาหกรรมเกม ต้นน้ำของการแข่งขันอีสปอร์ตล่ะ มันสูงขนาดไหน?

ข้อมูลที่ Newzoo ร่วมกับ GamesIndustry.biz สำรวจระบุว่า อุตสาหกรรมเกมในปี 2018 ทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึง 134,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าปี 2017 ถึง 10.9%

และหากแยกย่อยไปยังภาคส่วนต่างๆ ก็จะพบว่า เกมบนโทรศัพท์มือถือ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดถึง 47% ของทั้งหมด หรือราว 63,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) รองลงมาคือ คอนโซลอย่าง PlayStation หรือ XBOX ที่ 28% หรือราว 38,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) และคอมพิวเตอร์ 25% หรือราว 33,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1 ล้านล้านบาท) 

ตัวเลขที่กล่าวนี้คงช่วยยืนยันอย่างชัดแจ้งแล้วว่า อุตสาหกรรมเกมนั้น นับวันจะยิ่งเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และนั่นก็เป็นแรงหนุนให้วงการอีสปอร์ตเติบโตควบคู่ด้วยเช่นกัน

เงินสะพัดสวนทางเลย์ออฟกระจาย

จากตัวเลขทางเศรษฐกิจของวงการเกมที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าบริษัทเกมต่างๆ ก็มีรายได้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

Activision Blizzard บริษัทผู้สร้างเกมดังอย่าง Overwatch, StarCraft และ Hearthstone ซึ่งต่างก็เป็นเกมที่มีการแข่งขันอีสปอร์ตในวงกว้าง เปิดเผยรายรับประจำปี 2018 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2019 โดยพวกเขาสามารถทำรายได้ตลอดปีสูงถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 229,000 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมากกว่าปี 2017 ถึง 6.88%activision-office

ทว่าท่ามกลางข่าวดีทางรายได้ ก็มีข่าวร้ายตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว…

เพราะในวันเดียวกับที่มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้นั้นเอง ทาง Activision Blizzard ก็ได้ตัดสินใจ ปลดพนักงานเป็นจำนวนราว 800 คน คิดเป็นราว 8% ของพนักงานทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายประชาสัมพันธ์, การตลาด และอีสปอร์ต ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการปิดสตูดิโอย่อยของ King Games บริษัทในเครือผู้สร้างเกม Candy Crush Saga ไปถึง 2 แห่งอีกด้วย

นี่ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะข่าวการปลดคนงานออกจากอุตสาหกรรมเกมนั้นมีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ค่ายผู้สร้างเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Electronic Arts (EA) เคยสั่งปิดสตูดิโออย่าง Westwoord ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ Command & Conquer และอีกหลายสตูดิโอในเครือ, Disney ตัดสินใจปิด LucasArts ผู้สร้างเกมในตระกูล Star Wars ในส่วนของการสร้างเกมทั้งหมด เปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ในตัวเกมเพียงอย่างเดียว (ส่วนงานสร้างเกมถูกโอนไปให้ EA รับผิดชอบแทน) ขณะที่บางสตูดิโอ พวกเขาอาการหนักถึงขั้นล้มละลาย แบบเดียวกับ THQ ที่เคยสร้างเกมมวยปล้ำของ WWE ต้องประสบในปี 2013

เหตุผลของวงจรอุบาทว์

เห็นได้ชัดว่า การปลดคนงานของบริษัทเกมต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น พนักงานผู้โชคร้ายเหล่านี้ ล้วนมีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจน้อยมาก อย่างในกรณีของ Activision Blizzard เมื่อต้นปี 2019 มีรายงานว่า พนักงานที่ถูกปลด รู้ตัวว่าจะต้องออกจากงานเพียง 5 วันก่อนที่จะต้องเก็บข้าวของออกจากออฟฟิศด้วยซ้ำ2665f6516d27e773a9d74a729ae7026c

คำถามก็คือ เหตุใดการปลดพนักงานของบริษัทเกมถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหมือนเป็นประเพณีประจำปีไปเสียได้?

“สถานการณ์ในอุดมคติสำหรับบริษัทเกมนั้น คือการทำหลายโปรเจ็คท์เกมไปพร้อมๆ กัน เพื่อที่จะได้มีบุคลากรหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนได้ตามต้องการ” โฮลเดน ลิงค์ ผู้สร้างเกม ซึ่งอีกหนึ่งบทบาทคือผู้ทำเว็บไซต์ GameJobsWatch ที่ติดตามการปลดคนงานในอุตสาหกรรมเกมเผย

“ปกติแล้วเมื่อโปรเจ็คท์หนึ่งเสร็จสิ้นและวางจำหน่าย โปรเจ็คท์ต่อไปก็จะเริ่มต้นทันที ทว่าในบางครั้ง เรื่องมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด วงรอบการทำงานไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด บางโปรเจ็คท์อาจจะแค่ประสบความล่าช้า ขณะที่บางโปรเจ็คท์ประสบปัญหาจนต้องล้มเลิกการพัฒนา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแผนงานเหล่านี้ สามารถนำมาซึ่งการปลดพนักงาน ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘การปลดงานตามฤดูกาล’ (Seasonal Layoffs) ได้ทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ยังมีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นำมาซึ่งการปลดพนักงานในอุตสาหกรรมเกม นั่นคือการทำรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งจากสาเหตุที่กระแสตอบรับของเกมออกใหม่ไม่ดีอย่างคาดจนส่งผลกับยอดขาย, การวางจำหน่ายเกมหรือออกอัพเดทช้ากว่าที่กำหนดไว้ รวมถึงการแข่งขันในอุตสาหกรรมอันรุนแรง ซึ่งทาง แอนดรูว์ วิลสัน CEO ของ EA ก็ยอมรับผ่านทางบันทึกภายในกับพนักงาน ที่หลุดมาถึงมือสื่อและถูกเปิดเผยว่า “เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง”blizzard-interns-group

 

ประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จะด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในการพัฒนาเกม หรือรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่พ้น พนักงานที่อยู่ในห่วงโซ่ด้านล่างขององค์กรต่างๆ อยู่ดี

เคธี่ ชิโรนิส เกมดีไซเนอร์สาวเล่าประสบการณ์ชีวิตของเธอผ่านเว็บไซต์ Polygon ว่า เธอเริ่มทำงานเป็นนักพัฒนาเกมครั้งแรกในปี 2013 หลังสำเร็จการศึกษาใหม่ๆ กับ Microsoft Game Studios ทว่าอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ทำให้ต้องออกจากงาน แม้เธอจะได้งานใหม่ทันที แต่ปรากฎว่าทำได้เพียงไม่กี่เดือนก็โดนเลย์ออฟอีกครั้งเนื่องจากโปรเจ็คท์ต่างๆ ของบริษัทไม่เป็นไปตามแผน 

การถูกปลดออกจากงานครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เธอกับ แม็กซ์ สามีซึ่งพบรักกันที่ Microsoft ไม่กล้าที่จะวางแผนอะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย และถึงแม้เธอจะได้งานใหม่ที่ดูจะมั่นคงขึ้น แต่สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันทำให้เธอแทบจะอยู่ไม่เป็นสุขกับงานเลยแม้แต่น้อย

“ครั้งหนึ่ง บริษัทที่ฉันทำงานกำลังจะเปลี่ยนเอนจินที่ใช้ในการพัฒนาเกม ซึ่งฉันมีประสบการณ์มาก่อน ขณะที่หลายๆ คนไม่มี ตอนนั้นฉันก็รู้สึกแหม่งๆ แล้วล่ะว่าเรื่องร้ายๆ กำลังจะมา”

“แล้ววันหนึ่งช่วงก่อนเที่ยง คอมพิวเตอร์ของพนักงานหลายคนในออฟฟิศก็ล็อกเอาท์เองพร้อมๆ กัน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตอนแรก แต่หลังจากนั้นฝ่ายบุคคลก็โทรเรียกบุคคลเหล่านั้นขึ้นห้องประชุมทีละคนๆ และนั่นคือวันสุดท้ายที่พวกเขาเหล่านั้นได้ทำงานที่นี่ ส่วนฉันเองแม้จะรอดจากซองขาวได้ แต่ก็รู้สึกผิดในใจอยู่เหมือนกัน และมันก็ทำให้ฉันเริ่มมีอาการหวาดระแวงเกี่ยวกับเรื่องงานขึ้นมา”

 

ปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ประสบการณ์จริงที่ต้องเผชิญผ่านการทำงาน ทำให้คนในอุตสาหกรรมเกมต้องปรับตัว โดยหนึ่งในสิ่งที่ทำนั้น คือการผูกมิตรกับคนร่วมวงการไว้ ไม่ว่าจะทำงานในบริษัทที่เป็นคู่แข่งหรือไม่ เพราะเมื่อถึงวันที่อะไรต่างๆ ไม่เป็นไปดั่งที่คาดไว้ เพื่อนร่วมวงการก็จะช่วยเหลือกันให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ อย่างเช่นในตอนที่ Activision Blizzard ปลดพนักงาน อดีตคนงานก็ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Twitter, Linkedin ในการหางาน ทำให้พวกเขาได้งานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเกมขนาดกลางถึงใหญ่ หรือจะเป็นบริษัทที่เกิดใหม่ก็ตามelsinore_1400x700

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คนในวงการเกมต้องตระหนักอยู่เสมอ … “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ดังที่ เคธี่ ชิโรนิส เผยว่า

“เวลาผ่านไป ฉันก็รู้ว่า ความกลัวและความวิตกกังวลไม่ใช่แค่เพียงเรื่องปกติธรรมดา แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็นหากคุณต้องการมีอาชีพการทำงานที่ยืนยาว มันมีความเป็นไปได้อยู่เสมอว่าเกมนั้นอาจจะออกช้า อาจจะขายไม่ดี และสตูดิโอที่ทำงานอยู่อาจปิดตัวได้ทุกเมื่อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้แต่กับบริษัทที่มีเกมฮิตหลายๆ เกม”

“ที่สุดแล้ว งานในฝัน มันก็คืองานธรรมดาๆ อีกงานหนึ่งเท่านั้นเอง”

Uncategorized

ร็อบบี้ ซาเวจ นักเตะที่ถูกขนานนามว่า ‘สกปรกที่สุด’ ในพรีเมียร์ลีก

ร็อบบี้ ซาเวจ นักเตะที่ถูกขนานนามว่า ‘สกปรกที่สุด’ ในพรีเมียร์ลีก

สำหรับแฟนบอลรุ่นเก๋าที่ติดตามฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ มาไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี คงทราบกันดีว่าพรีเมียร์ลีกในยุคปลายทศวรรษที่ 90 ถึงต้นทศวรรษที่ 2000 นั้นช่างมีเสน่ห์ให้น่าหลงใหล และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทุกครั้งที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาถกในวงสนทนาก็ยังคงสนุกอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยน 

 

พรีเมียร์ลีกในยุคดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยผู้เล่นหลากหลายคาแรคเตอร์ ทั้งเทพบุตรสุดหล่อขวัญใจสาวๆ, เด็กหนุ่มผู้ทุ่มเท, หรือแม้กระทั่งดาวร้ายจอมกวนประสาท ซึ่งถ้าพูดถึงดาวร้ายแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ หลายคนคงนึกถึง “เครซี่แก๊ง” ที่ก่อวีรกรรมสุดฉาวเอาไว้มากมายในหน้าประวัติศาสตร์ แต่นอกจากเหล่าคนบ้าแห่งสโมสรวิมเบิลดันแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีผู้เล่นอีกหนึ่งคนที่แสบสันไม่แพ้กัน ถึงขั้นที่โดนสื่อหลายสำนักยกให้เป็น “นักฟุตบอลที่สกปรกที่สุดในพรีเมียร์ลีก” เลยทีเดียว ชื่อของเขาคือ “ร็อบบี้ ซาเวจ”

เรื่องราวของเขาเป็นมาอย่างไร? ทำไมเขาจึงเป็นจอมสกปรกที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ? และตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างไร? ติดตามกับเราได้ที่นี้article-2517643-0111CB0A00000578-385_964x649

ดูเผินๆ ก็เหมือนจะธรรมดา

ถ้าคุณกำลังคิดว่ากำลังจะได้อ่านเรื่องราววัยเด็กสุดแสนเข้มข้นเร้าใจของดาวเตะรายนี้แล้วล่ะก็ บอกได้เลยว่าคุณคิดผิด เพราะถึงแม้ ร็อบบี้ ซาเวจ จะขึ้นชื่อในการเป็นนักเตะจอมสกปรก แต่ชีวิตนอกสนามในวัยเด็กของเขานั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

“ตอนเด็กผมเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง”

“ผมมีครอบครัวที่ดี คุณพ่อของผมเป็นวิศวกร มีพี่ชายที่อายุมากกว่า 4 ปี เขานี่แหละเป็นคนบังคับให้ผมออกไปเตะฟุตบอลที่ข้างถนน ซึ่งมันค่อย ๆ หล่อหลอมให้ผมแข็งแกร่งขึ้น”

“ในทุกเช้าคุณพ่อมักจะตื่นตั้งแต่ตี 5 พาผมออกตระเวนไปทั่วประเทศตามรายการแข่งขันฟุตบอลต่างๆ และจะรอจนกว่าผมจะแข่งเสร็จจึงจะกลับบ้านมากินอาหารเย็นด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มแล้ว” ซาเวจ เล่าย้อนถึงเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กกับสื่อ The Guardianลังจากนั้นชีวิตของ ซาเวจ ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในเส้นทางสายฟุตบอล โดยเข้าสู่ชายคาทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฐานะนักเตะเยาวชน Class of ‘92 อันโด่งดัง อย่างไรก็ตามฝีเท้าของเขาไม่โดดเด่นพอที่จะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนจำใจต้องย้ายออกสู่ทีมในระดับต่ำกว่าอย่าง ครูว์ อเล็กซานดร้า เพื่อหาโอกาสลงสนาม และที่นี่เองที่ฝีเท้าของเขาเริ่มเฉิดฉาย ซาเวจ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการลงเล่นในลีกไป 77 นัด ยิงได้ 10 ประตู ภายในระยะเวลา 3 ปี Robbie_Savage2_3571757k

ด้วยฟอร์มการเล่นดังกล่าว สนามระดับลีกรองดูเหมือนว่าจะเล็กสำหรับเขาไปเสียแล้ว ทำให้ในปี 1997 เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก ตัดสินใจคว้าตัวเขาไปร่วมทัพด้วยค่าตัว 600,000 ปอนด์

ถึงแม้จะเข้าสู่สนามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ ซาเวจ เพราะเขาสามารถยืนระยะการค้าแข้งในระดับสูงได้นับ 10 ปี โดยเปลี่ยนต้นสังกัดไปเรื่อยๆ ตามวิถีนักฟุตบอล จาก เลสเตอร์ ซิตี้ สู่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ สู่  แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ก่อนจะแขวนสตั๊ดกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในปี 2011 ซึ่งไม่ว่าจะเล่นให้กับทีมไหนเขาก็ประคับประคองฟอร์มการเล่นอยู่ในระดับที่ดีได้ตลอด อาจจะไม่ถึงขั้นซูเปอร์สตาร์ประจำทีม แต่ก็เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะขาดไม่ได้

“ผมได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเสมอ พวกเขาไม่เคยอิจฉาในความสำเร็จของผม โดยเฉพาะคุณพ่อ ตลอดระยะเวลา 15 ปีในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของผม ท่านไม่เคยพลาดที่จะดูเกมที่ผมลงเตะเลยสักเกมเดียว”

ชีวิตของ ร็อบบี้ ซาเวจ นั้นช่างดูธรรมดา เติบโตในครอบครัวอบอุ่น คนรอบข้างสนับสนุน มีวิถีการค้าแข้งที่ไม่หวือหวา แล้วเหตุใดกันเล่าเขาถึงกลายเป็นนักเตะจอมสกปรกได้?

วายร้ายผู้เฉลียวฉลาด

หนึ่งสิ่งที่การันตีการเป็นนักเตะจอมสกปรกของ ซาเวจ ได้เป็นอย่างดี คือการที่เขาคือเจ้าของสถิติผู้เล่นที่ได้รับใบเหลืองมากที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวนมากถึง 87 ใบ

“ผมชอบในการเกเรอยู่เสมอ” 

“การเกเร เล่นตุกติกในสนามนั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ทุกคนเห็นผมเป็นแบบนั้นในสนามแล้วก็ตัดสินผม แต่จริงๆ แล้วตัวตนของผมนั้นคือคนที่ทำงานหนักอยู่เสมอ และออกจะหัวเราะง่ายด้วยซ้ำ” ร็อบบี้ ซาเวจ ตอบคำถามถึงสไตล์การเล่นของตัวเองกับ The Guardian

ถึงแม้จะได้รับใบเหลืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การันตีความเป็นนักเตะจอมสกปรก แต่ถึงอย่างนั้น ซาเวจ กลับแทบไม่มีวีรกรรมอะไรที่เด่นชัดให้คนจดจำได้เท่าไรนัก เพราะส่วนใหญ่เขามักจะเน้นไปที่การตุกติกเล็กๆ น้อยๆ เช่นการพุ่งล้มหรือการยั่วโมโหเสียมากกว่า เช่นในรอบชิงชนะเลิศลีกคัพ ฤดูกาล 1998-99 เขายั่วโมโหเสียจน “จัสติน เอดินเบิร์ก” นักเตะทีม ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สติหลุดโดนใบแดงไล่ออกไปในที่สุด หรืออีกเหตุการณ์คือการทะเลาะในอุโมงค์กับ “ริโอ เฟอร์ดินานด์” ยอดกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำให้ทั้งคู่เกลียดกันอยู่พักใหญ่

“พวกเราเกลียดกันเพราะเคยทะเลาะกันในอุโมงค์ของสนาม โอล์ด แทรฟฟอร์ด”

“ผมเริ่มผลักเขาจากด้านหลัง ก่อนที่เขาจะหันมาล็อกคอผม ทุกอย่างวุ่นวายกันไปใหญ่ จนในที่สุดหน่วยรักษาความปลอดภัยก็เข้ามาห้าม” ซาเวจ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์วันนั้นผ่าน Joe UK

นอกจากนั้นถ้าขุดสถิติให้ลึกลงไป จะพบว่าตลอดชีวิตการค้าแข้ง ร็อบบี้ ซาเวจ เคยได้รับใบแดงเพียงแค่ 2 ใบเท่านั้น และถ้านับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก เขามีใบแดงเพียงใบเดียว ซึ่งมาจากการแฮนด์บอล (อีกหนึ่งใบได้รับจากกเกมที่เล่นให้กับทีมชาติเวลส์)

“มันคือพรสวรรค์ ถึงผมจะเล่นตุกติกบ่อยครั้ง แต่ผมมีใบแดงแค่ใบเดียวในชีวิต นั่นเป็นเพราะผมฉลาด ผมรู้ว่าจะประคองตัวเองยังไงให้เล่นครบ 90 นาที ผมควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ไหลไปตามสถานการณ์ตรงหน้า”

“ผมคิดว่ากองเชียร์ทีมผมน่าจะรู้สึกดีใจที่มีนักเตะอย่างผมอยู่ในทีม ส่วนฝ่ายตรงข้าม แน่นอนว่าเขาต้องมองผมเป็นไอ้โรคจิต”

“แต่ยังไงนั่นก็คือตัวตนของผม”

 

จอมสกปรกผู้เปลี่ยนไป

“จริงๆ แล้ว ซาเวจเป็นคนน่ารักและอ่อนไหว” มาร์ก ฮิวจ์ส เคยพูดถึงลูกทีมของเขาคนนี้เอาไว้สมัยที่ทั้งคู่ร่วมงานกันที่สโมสร แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส และก็ดูว่าสิ่งนั้นจะเป็นความจริง เพราะปัจจุบัน ร็อบบี้ ซาเวจ ในวัย 45 ปี นั้นมีภาพลักษณ์ที่แทบจะเป็นคนละคนกับเมื่อสมัยยังเป็นนักเตะวัยละอ่อนโดยสิ้นเชิง เขาเป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์วิจารณ์เกมที่ได้รับการชื่นชมที่สุดของ BBCNINTCHDBPICT000383641038

“ซาเวจนั้นเป็นผู้เล่นมีคาแรคเตอร์ยามเมื่ออยู่ในสนาม แต่เมื่ออยู่นอกสนามเขาคือคนฉลาด และเมื่อสองสิ่งนี้รวมกัน นั่นทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเป็นนักวิจารณ์เกมฟุตบอล” 

“มีนักฟุตบอลเพียง 10-20% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในอาชีพหลังการค้าแข้ง และแน่นอนว่า ซาเวจ คือหนึ่งในนั้น” แฮรรี่ แคทเทิล นักข่าวจาก The Versed ให้ความเห็น

นอกจากการเป็นนักวิเคราะห์ชื่อดังแล้ว ใครจะเชื่อว่านักเตะจอมบ้าดีเดือดอย่าง ร็อบบี้ ซาเวจ จะหันมาให้ความสนใจกับการเต้นลีลาศ จริงจังถึงที่ว่าเข้าร่วมรายการประกวดเต้น “Strictly Come Dancing” อันโด่งดังของประเทศอังกฤษ ซึ่งถึงแม้ว่าลีลาบนฟลอร์ของเขาอาจจะยังไม่ดีนัก แต่ทุกคนก็ชื่นชอบที่ได้เห็นเขาออกมาเต้นแจกจ่ายรอยยิ้มให้กับผู้คน ตรงกันข้ามกับการแจกจ่ายคำสบถด่าสมัยยังค้าแข้งอยู่โดยสิ้นเชิง

“จริงๆ แล้วผมขี้อายมากนะ”

“การเต้นมันทำให้ผมได้ปลดปล่อยตัวเอง นอกจากนั้นมันยังรู้สึกดีมากๆ ด้วย เหมือนกับว่าผมเพิ่งเคยได้รับความรักจากผู้คนครั้งแรก เพราะสมัยที่ผมยังเป็นนักฟุตบอล สิ่งที่ได้ยินนั้นมีแต่คำด่ามาโดยตลอด”

ความสนุกกับชีวิตของอดีตนักเตะจอมสกปรกวัยกลางคนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา ซาเวจ เพิ่งทำการช็อกวงการด้วยการประกาศกลับคืนสู่สนามหญ้าอีกครั้ง โดยตกลงค้าแข้งให้กับ สต็อกพอร์ท ทาวน์ ทีมในลีก North West Counties League Division One South หรือลีกระดับ 10 ของประเทศอังกฤษ

“ผมอยากจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเยาวชน”

“นอกจากนั้นผมยังรู้สึกว่าอยากให้โอกาสตัวเองกลับมาเตะฟุตบอลดูอีกครั้ง”

“เด็กๆ ในทีมน่าจะดีใจนะที่ได้เล่นร่วมกับตำนานอย่างผม” ซาเวจ ให้สัมภาษณ์ติดตลกกับ BBC

จากวายร้ายจอมสกปรกในสนามสมัยวัยหนุ่ม แต่ปัจจุบันผู้ชายที่ชื่อ ร็อบบี้ ซาเวจ เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่พยายามทำเพื่อคนอื่น เป็นผู้ให้ และเลือกที่จะแจกจ่ายรอยยิ้มเสียงหัวเราะแทนคำสบถอันหยาบคาย 

เรื่องราวในอดีตอาจเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำในวันนี้ หากจะเรียกเขาว่า “วายร้ายที่ทุกคนรัก” ก็คงจะไม่ผิดอะไรหรอกกระมัง

Uncategorized

Ufabetgo Sex Story : สำเร็จความใคร่กับสาวนักศึกษา…

Ufabetgo Sex Story : สำเร็จความใคร่กับสาวนักศึกษา…332222

 ชุดนักศึกษาไทยนี่มันช่างเร้าอารมณ์ทางเพศเสียจริง เห็นทีไรเป็นควยโด่ ยิ่งมหาลัยที่ผมเรียนอยู่นี่นะ มีแต่พวกเด็กไฮโซ ขาวๆ หมวยๆกันทั้งนั้น อื้อหือ ได้เห็นพวกเธอในชุดนักศึกษาทีไรไม่เป็นอันเรียนทุกที เพราะเหตุนี้งัยเกรดผมเลยตกต่ำสิ้นดี ก็เวลาเรียนน่ะตั้งใจฟังอาจารย์ซะที่ไหนล่ะ นู่น สายตาจับจ้องอยู่ที่เพื่อนๆหญิงตลอด ก็มีทั้งขาว ทั้งอวบ ทั้งเซอร์ ทั้งหมวย เรียกได้ว่าอยากดูแบบไหนมีให้ดูหมด ดูกันจนควยระเบิดไปเลย
ยิ่งถ้าเป็นคลาสใหญ่ๆสัก400-500คนนะ ผมจะถือโอกาสชักว่าวในคลาสแม่งไปเลย เริ่มจากเดินอ้อมไปดูหน้าอีพวกนี้ จดจำเอาหน้าสวยๆมาไว้จินตนาการเวลาชักว่าว แล้วเหลียวลงมาดูเรียวขาขาวๆของพวกเธอ ถ้าวันไหนโชคดีเธอมุ่งมั่นกับการเล็กเชอร์จนลืมตัว หัวเข่ากลมมนสองข้างก็จะค่อยๆอ้าออกจากกัน ทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นต้นขาขาวๆ กางเกงในสวยๆ เนินหีโหนกๆ ยิ่งถ้าโชคดีหน่อยบางวันมองเห็นถึงเส้นหมอยแพลมออกมาจากกางเกงในเธอทีเดียว นึกแล้วอยากเอาหน้าไปซุกที่หว่างขา ถลกกระโปรงขึ้นไปกองที่หน้าท้องแล้วลงลิ้นเลียหีให้เธอน้ำเงี่ยนไหลทะลัก ร้องสยิวลั่นมหาลัย ขาเรียวๆขาวๆมันก็ช่างน่าจับมาพาดบ่านัก เห็นแล้วอยากแหกขายาวๆมาพาดบ่าแล้วยัดควยเข้าไปทะลวงรูหีให้แหกยับไปเลย
เสร็จจากภารกิจด้านหน้าก็อ้อมมาด้านข้าง เวลาเล็กเชอร์เค้าไม่ค่อยสนใจตัวเองกันนักหรอกครับ สมาธิมุ่งมั่นกันอยู่แต่กับสิ่งที่เรียนนู่น ก็มหาลัยผมมันมีแต่เด็กเรียนเก่งๆทั้งนั้นนี่ เมื่อสมาธิไปอยู่ที่อื่น พวกเธอจึงไม่รู้เลยว่าเพื่อนชายข้างๆกำลังตาลุกโพลงจ้องจ้องมองเนินนมขาว สล้างที่โผล่พ้นร่องกระดุมวับแวมพอให้ควยลุก ใครขาวมาก ใครขาวน้อย ใครอึ๋ม ใครแบน ก็ได้เห็นกันตอนนี้ล่ะ
เก็บข้อมูลใส่เมมโมรี่ในสมองครบถ้วนก็ได้เวลาปฏิบัติภารกิจล่ะครับ คราวนี้ก็อ้อมไปนั่งด้านหลังเธอ ตาจ้องมองสัดส่วนทรวดทรงองค์เอว ชุดนักศึกษารัดเปรี้ยะมันทำให้เห็นเอวเห็นอกเว้าโค้งตามสัดส่วนจริงเหมือน ไม่ได้ใส่อะไรอยู่ ด้านล่างก็เช่นกัน ถ้าใครใส่กระโปรงทรงเอ เวลาก้มตัวเขียนหนังสือกระโปรงก็จะรัดตึงเห็นก้นงอนๆได้รูป ส่วนถ้าใครใส่พลีทก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผ้ามันๆบางๆของกระโปรงพลีทจะไล้โลมราบเรียบกับแก้มก้นของพวกเธอจนเห็นเป็น รูปทรงสองก้นเว้าโค้งเต็มๆตา แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้วที่ได้ชักว่าวโดยมีผู้หญิงสวยๆไม่ซ้ำหน้ามาเป็นนาง แบบให้อย่างนี้
วันนี้ก็เช่นกัน ผมเดินควยโด่มาตั้งแต่เช้าเพราะดันไปเจอนักศึกษาหน้าตาหวานๆอ้อนควยคนหนึ่ง ก้มเก็บชีทโชว์เนินอกขาวๆให้มีอารมณ์ตั้งแต่เช้า วันนี้เลยไม่รงไม่เรียนมันแล้ว ชักว่าวใส่นักศึกษาสาวเล่นดีกว่า แล้วเทวดาก็เมตตาส่งเหยื่อสาวมาให้ผม ไม่ใช่คนอื่นไกลครับ เธอเป็นเพื่อนในคณะรัฐศาสตร์ของผมนั่นเอง มดเป็นนักศึกษาเรียนดีกำลังลุ้นเกียรตินิยมอันดับสอง เคยได้ทุนนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปเรียนที่อเมริกามาหนึ่งปีด้วย ถ้าเป็นคนอื่นผมคงคิดว่าโดนนิโกรเย็ดไปแล้ว แต่สำหรับมดนี่ผมเชื่อว่าเธอยังซิงๆแน่นอน เพราะมดเป็นคนเรียบร้อยมากๆ ฐานะที่บ้านก็คงจะดีเพราะเห็นขับรถมาเรียนเองทุกวัน คิดดูสิครับ ขนาดตอนปีหนึ่งต้องทำกิจกรรมดึกๆเธอยังกลับบ้านเกินหกโมงเย็นไม่ได้เพราะที่ บ่านเป็นห่วง มึงเอ๋ย วันนี้ล่ะกูจะให้อีคุณหนูคนนี้ได้รู้จักน้ำว่าว ให้ร่างสวยๆของมันเปรอะน้ำว่าวกูซะให้เข็ด
ผมเดินผ่านเธอ เธอก็ไม่เอะใจสงสัยเลยครับว่าวันนี้จะต้องกลายเป็นเครื่องมือบำบัดความใคร่ ให้ผม หน้าหวานๆอ้อนควยยังคงส่งยิ้มให้ผมจนตาโตของเธอหยีเล็กตามปกติ มดคงสงสัยว่าทำไมผมไม่ยอมไปนั่งด้วยกับเธอ แต่เธอก็คิดไม่ได้อะไรมาก ที่จริงแล้วผมไม่ได้กะจะไปทักทายอะไรเธอหรอก แค่จะเดินอ้อมไปดูหน้าสวยของมดเพื่อเก็บเอามาจินตนาการตอนชักว่าวเท่านั้น แหละ แต่เออแหะผมลืมไป ที่จริงผมมีไฮไฟว์มดนี่หน่า พอหาที่นั่งว่างๆข้างหลังเธอได้ผมเลยควักโน้ตบุ๊กออกมาเปิดไวร์เลสหารูปในไฮ ไฟว์ของเธอ แล้วก็ได้รูปโดนใจมารูปหนึ่ง เป็นรูปที่เธอกำลังเม้มปาก กะจะเอาไปจินตนาการว่าเอาควยยัดริมฝีปากสวยๆนั้นให้แหกอ้าอมลำควยทั้งลำ ดูดเลียจนน้ำเงี่ยนไหลหลั่งผ่านมุมปากไปเลย

วันนี้มดใส่กระโปรงทรงเอโชว์เรียวขาขาวยาวๆน่าจับมาพาดบ่าเสียจริง ผมไม่รอช้ารีบควักควยออกมาสาวเมื่อแน่ใจว่าคนอื่นๆกำลังมุ่งมั่นกับการจด เลกเชอร์อยู่ มดก็เช่นกัน เธอโน้มตัวลงไปจดทำให้หน้าอกสวยของเธอไปวางค้างอยู่ที่โต๊ะเลกเชอร์พอดี มันจึงเหมือนกับเธอตั้งนมทั้งเต้าอวดสายตาผมเต็มๆ มดมักขเม้นกับการจดโดยไม่รู้เลยว่าเพื่อนของเธอกำลังจ้องมองทรวดทรงของเธอ จากทางด้านหลังพร้อมกับจ้องมองรูปเธอแล้วชักว่าวไปด้วย ความรู้สึกที่ได้ชักว่าวสดๆต่อหน้าผู้หญิงสวยๆโดยที่กลิ่มหอมของเธอยังโชยมา เตะจมูกอยู่อย่างนี้มันช่างสุดยอดจริง ผมไล่ตาไปตั้งแต่รอยเสื้อชั้นในสีขาวที่เห็นเด่นชัดเพราะความบางของเสื้อนัก ศึกษา ไล่ตาไปมองแขนขาวๆและลำคอระหงที่ตัดกันกับสีขาวของเสื้อนักศึกษาตัวเล็ก เอวของมดขอดกิ่วและทุกทีที่เธอโน้มตัวลงไปเขียน ชุดนักศึกษาคับติ้วจะรัดรึงให้เห็นสะโพกและบั้นท้ายกลมมนของมด กระโปรงนักศึกษาฟิตเปรี๊ยะรัดรูปทำให้เห็นความเว้าโค้งของแก้มก้นทั้งสองลูก อย่างชัดเจน มันคงจะทั้งเนียนทั้งนุ่มน่าขยำหมับให้เต็มมือ ยิ่งไล่ตาลงมาที่ขายิ่งเงี่ยนเข้าไปใหญ่ ขาขาวๆถูกสีดำของกระโปรงและรองเท้าที่เธอสวมอยู่ขับเน้นให้เห็นถึงความขาว เนียนจนแทบจะสะท้อนแสงเข้าตาผม ยิ่งประกอบกับใบหน้ายิ้มหวานอาโนเนะในไฮไฟว์ที่กำลังส่งสายตายั่วควยให้ผม อีก ผมยิ่งอยากลุกขึ้นไปเอาควยฟาดหน้าเธอเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ตาก็ดู จมูกก็โน้มไปดมกลิ่นกายสาว ส่วนมือก็เร่งซอยยิกๆจนในที่สุดก็สุดจะกลั้น น้ำเงี่ยนขาวขุ่นที่อั้นไว้นานไหลทะลักออกมาเต็มกางเกงในผมไปหมด ก่อนที่มันจะไหลรินเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ผมรีบเอามือป้ายเอาน้ำเงี่ยนกองนั้นมาไว้ในอุ้งมือ และแน่นอนครับ ก่อนจะจากไป ในฐานะที่มดวันนี้ช่วยกรุณามาเป็นของเล่นบำบัดความใคร่ให้ผม ผมจะมอบน้ำเงี่ยนสุดพิเศษของผมนี่ให้เป็นของขวัญขอบคุณเธอ
อูย พอมอบเสร็จแล้วควยผมก็แข็งโด่ขึ้นมาอีก ก็ภาพที่เห็นอยู่ต่อหน้าคือภาพตูดงอนๆของอีมดมีน้ำเงี่ยนกองใหญ่เปรอะติด อยู่กับกระโปรงสีดำเต็มไปหมด ตอนนี้มันยังไม่ซึมลงไปเธอคงยังไม่รู้สึกตัว ผมจึงรีบชิ่งออกไปสังเกตการณ์ไกลๆ น้ำเงี่ยนสีขาวขุ่นค่อยๆไหลรินไปตามความโค้งมนของตูดนักศึกษาสาว ในที่สุดมันก็ไหลลงไปจนถึงเก้าอี้ ตอนนี้เธอจึงกลายเป็นว่านั่งทับน้ำเงี่ยนผมอยู่ น้ำเงี่ยนของผมกำลังซึมผ่านเข้าไปสัมผัสกับก้นนุ่มๆของอีมด นักศึกษาทุนเรียนดีจากต่างประเทศที่ใครๆในคณะก็ได้แต่แอบมอง แต่ผมนั่งมองซึ่งๆหน้าแถมยังว่าวใส่ตูดมันอีก ตอนนี้มดคงรู้ตัวแล้วว่ามีอะไรเปียกๆที่ก้นเธอ และก็เป็นไปตามที่คิด เธอเอามือไปคลำๆดูที่ก้น แบบนี้ก็เสร็จผมสิครับ มือขาวๆนุ่มๆของมดที่ไม่เคยสัมผัสอะไรสกปรกมาก่อน บัดนี้เปรอะไปด้วยน้ำเงี่ยนสดๆจากควยของผมเองเต็มไปหมด โอย แล้วเธอยังไม่รู้อีกว่ามันเป็นอะไร ดันยกขึ้นมาดมซะงั้น น้ำเงี่ยนหอมๆของผมจึงแทบจะสัมผัสกับจมูกของมด ไม่ไหวแล้ว ผมจะแตกอีกรอบแล้ว
มดคงรู้แล้วล่ะว่ามันคืออะไร เธอทำหน้าเหรอหราเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก หน้าหวานหันรีหันขวางเหมือนพยายามจะมองหาที่มาของน้ำเงี่ยนที่ละเลงเต็มตัว เธอตอนนี้ สักพักเธอก็ทำหน้าขมวดเหมือนกับจะร้องไห้ เมื่อตั้งสติได้จึงรีบเดินออกจากห้องไป
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยตามเหยื่อออกไป แต่มดนี่มันสุดยอดจริงๆ อยากเย็ดตั้งแต่แรกเห็นหน้าแล้ว จึงเอาวะ เป็นงัยเป็นกัน ผมเดินตามมดออกไปนอกห้องเรียน ระหว่างทางนั้นมดรีบวิ่งเลยครับ ไม่สนใจว่าจะมีใครตามมาหรือเปล่า ผมจึงได้เห็นภาพชวนควยลุกอีก คือภาพตูดงอนๆของอีมดยักย้ายขึ้นลงตามจังหวะการวิ่งเหมือนกับกำลังยักคิ้ว ให้ผม น้ำเงี่ยนที่กระจุกเป็นหย่อมเมื่อเธอวิ่งมันจึงกระจายตัวเต็มกระโปรงเธอไป หมดแล้วตอนนี้ แน่นอนครับเธอมุ่งตรงไปยังห้องน้ำหญิง ผมจึงตัดสินใจเสี่ยงแอบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องข้างๆเธอแล้วปีนดู
555 เธอกำลังสาละวนกับการใช้ทิชชู่พยายามเช็ดน้ำเงี่ยนออกจากกระโปรง แต่มันคงไม่ค่อยถนัดนักเพราะเธอต้องเอี้ยวจนเกือบสุดตัว ผมลุ้นว่าเธอจะทำให้มันสะดวกขึ้นหรือเปล่า แล้วหัวใจผมก็แทบวาย เธอทำตามที่ผมภาวนาจริงๆ มดค่อยๆรูดซิปกระโปรงออก สะโพกขาวนวลเนียนจึงค่อยๆปรากฎต่อสายตาผมช้าๆ ความขาวที่ค่อยๆปรากฎมันล่อควยผมให้ลุกจนจะระเบิด ยิ่งเมื่อเธอค่อยๆเลื่อนกระโปรงลงไปจนสุดปลายเท้า บั้นท้ายกลมกลึงของมดที่มีเพียงกางเกงในสีขาวตัวจิ๋วห่อหุ้มอยู่จึงปรากฏต่อ สายตาผมเต็มๆ
อีมดเอ้ย อีลูกผู้ดี มึงจะรู้มั้ยนะว่าตอนนี้ที่มึงกำลังก้มเช็ดกระโปรงอยู่นี่ มึงกำลังแอ่นตูดมึงให้เพื่อนที่มึงไว้ใจเห็นเต็มๆสองตา แก้มก้นของมดเนียนเรียบไม่มีไฝฝ้าราคีหรือเม็ดสิว การที่มดก้มลงทำให้ก้นเธอลอยเด่นเป็นสง่า ก้นใหญ่ๆขาวเนียนได้รูปน่าสัมผัสน่าจูบเป็นที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น กางเกงในสีขาวมันก็ช่างเล็กเหลือเกิน มันจึงเลื่อนไถลจากการที่เกาะเกี่ยวอยู่ที่แก้มก้น ไปกองรวมกันอยู่ที่ร่องก้นของเธอ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทำให้ปรากฎเห็นรอยแดงๆที่เคยเป็นรอยกางเกงในตัดกับ เนื้อก้นขาวๆดูเซ็กซี่เป็นที่สุด กางเกงในที่กองรวมกันอยู่ร่องก้นเป็นสีขาว แต่มีเส้นขนสีดำแพลมออกมานิดๆ อูย อีมด กูไม่เคยคิดเลยว่าวันนึงจะมีโอกาสให้เห็นหมอยมึง
ก้นของมดที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมมันช่างเต่งตึงงอนงามได้รูปอะไรอย่างนี้ ผมชอบผู้หญิงตูดงอนๆอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือดาวคณะและกำลังแอ่นตูดเปลือยให้ผมดูเต็มๆตาอยู่ นานสองนาน โดยเฉพาะเมื่อมดต้องออกแรงถูให้รอยน้ำเงี่ยนจางหายไป ก้นของเธอจะโยกขึ้นลงตามจังหวะออกแรง ก้นงอนๆกระเพื่อมเป็นจังหวะ อีมดดดดดด กูอยากพังประตูห้องน้ำเข้าไปเอาควยประกบก้นนุ่มๆของมึงจังเลย กูจะเอาควยกูยัดรูตูดมึง ขยำตูดขาวๆ เย็ดตูดขาวๆ ให้ช้ำแดงแหลกเหลวไปเลยอีสัด
คราบน้ำเงี่ยนมันเป็นคราบที่ถูเท่าไหร่ก็ถูไม่ออกหรอกครับ สักพักเธอก็ต้องถอดใจ แต่อ้าว เธอยังไม่ใส่กระโปรงกลับคืน ผมเข้าใจแล้ว มดจะถือโอกาสฉี่ด้วยนี่เอง โอยอีมด เมื่อกี้ได้เห็นแค่ตูดมึง น้ำเงี่ยนกูยังแทบทะลัก คราวนี้มึงจะแหกหีให้กูดูเหรอ
เอางัยเอากัน แม้จะเสี่ยงแต่ผมก็ค่อยๆแอบออกมาจากห้องน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ ห้องน้ำเป็นแบบนั่งยองยองคราวนี้ผมต้องใช้มุมมองด้านหน้าผมจึงจะเห็นของดี จึงค่อยๆแนบสายตาลงมองลอดช่องหว่างระหว่างประตูกับพื้น รองเท้าส้นสูงสีดำ ปลีน่องขาวผ่อง แก้มก้นเต่งตึง และนั่นในที่สุด……..
มด นักศึกษาเรียบร้อย เป็นกุลสตรีไทยทุกระเบียดนิ้ว แม้แต่ขาอ่อนขาวๆก็ยังไม่มีใครเคยได้เห็น แต่ ณ บัดนี้ เธอกำลังนั่งแหกหีให้ผมเห็นเต็มๆทั้งสองตาอยู่! เนินหีของมดโหนกนูนจนไม่น่าเชื่อเมื่อคำนึงถึงว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หีโหนกนูนของมดประดับประดาด้วยพงหมอยดำๆหรอมแรมตัดกับสีขาวของเนียนเนื้อดู โดดเด่น และโดดเด่นชวนควยลุกมากขึ้นไปอีกเมื่อตัดกับหลืบหีแดงๆ กลีบหีของมดยังสีแดงแจ๋และคงยังปิดแนบสนิท แต่ตอนนี้มดแหกหีอ้าเต็มที่ให้ผมพิจารณาทุกอณูเลยครับ ยิ่งเมื่อเธอฉี่เสร็จ เธอโยกก้นขึ้นลงสองสามทีเพื่อให้ฉี่สะเด็ดน้ำ ผมเลยพาลไปนึกจินตนาการว่ามดเป็นนางเอกหนังเอวีที่กำลังขึ้นควบควยผมอยู่ จังหวะโยกก้นของเธอมันยังติดตาผมมาทุกวันนี้และเห็นหน้าเธอเมื่อไหร่ผมก็นึก ภาพหีเธอโยกขึ้นลงเป็นจังหวะทุกที

ไม่ไหวแล้วครับ ในที่สุดผมก็เสียน้ำให้มดอีกรอบ แต่ผมไม่มีเวลาอ้อยอิ่งนานนัก ต้องรีบกลับไปนั่งในห้องเรียนเดี๋ยวจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตามด ผมไปนั่งทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไม่รู้เรื่องในห้อง ส่วนมดนั้นเมื่อกลับมาเธอพยายามเต็มที่ที่จะเดินเอียงๆเพื่อไม่ให้คนอื่น เห็นคราบน้ำเงี่ยนที่เป็นรอยขาวยาวตามกระโปรงของเธอ
ตอนนั้นมันก็ไม่มีใครสังเกตหรอกครับ เพราะทุกคนกำลังตั้งใจเรียนกันอยู่ แต่ตอนเลิกเรียนนี่สิ แม้จะพยายามเอาหนังสือมาปิดคราบขาว แต่มันก็ยิ่งเหมือนกับดึงดูดความสนใจให้คนมองเข้าไปใหญ่ หลายๆคนกระซิบกันให้มองกระโปรงของมด พวกผู้ชายที่ผมเชื่อว่าอยากเย็ดมดทุกคนพากันจ้องมองคราบขาวพร้อมกับถือโอกาส จ้องตูดงอนๆแล้วหัวร่อต่อกระซิก มึงไม่รู้หรอกเว้ยว่าตูดที่มึงหมายปองอยู่น่ะ ถูกน้ำเงี่ยนกูราดไปเต็มๆ แล้วยังใจดีโก่งให้กูดูความขาวเนียนเต็มๆตา แล้วยังไม่พอ ยังอุตส่าห์แหกหีให้ดูอีกหลายนาที มดเอ๋ยมด ร่างกายเธอน่ะ ไม่เป็นความลับสำหรับเราอีกแล้ว 555
ยิ่งมีคนจ้องมดยิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมจึงสวมบทพระเอกเข้าไปเดินเป็นเพื่อนมดแล้วพาเธอออกมาจากตึกเรียนให้เร็ว ที่สุด ผมชวนเธอไปกินข้าวเพราะอยากโชว์ผลงานให้คนทั้งมหาลัยเห็น แต่แน่นอนล่ะว่าเธอไม่ไป ร้องจะกลับบ้านท่าเดียว ผมเลยแกล้งทำเป็นห่วงกลัวหิวกลางทางเลยอาสาไปซื้อนมกับขนมมาให้กินระหว่าง ที่เธอเดินไปที่จอดรถ
555 แล้วผมก็นึกแผนการชั่วร้ายออกอีก นมน่ะเป็นนมไวตามิลค์ธรรมดา แต่มดเอ้ย ไหนๆวันนี้ก็ทั้งสัมผัสน้ำเงี่ยนเรา ทั้งดมน้ำเงี่ยนเราไปแล้ว เอาไปกินอีกหน่อยเป็นงัย ขนมที่ผมเลือกซื้อให้เธอจึงเป็นขนมชนิดพิเศษ ที่จริงมันก็เป็นแซนด์วิชทูน่ามายองเนสธรรมดา แต่ผมบรรจงแกะห่อออกแล้วใส่มายองเนสชนิดพิเศษเพิ่มลงไป น้ำควยที่ยังเกรอะอยู่ในกางเกงในผมนั่นเอง!
เมื่อผมคะยั้นคะยอให้มดกิน เธอก็กินตามอย่างว่าง่าย ริมฝีปากแดงๆอ้าอมเอาแซนด์วิชเข้าไป แต่ภาพในใจผมมันไม่ใช่ยังงั้น มันกลับกลายเป็นภาพมดสาวสวยกำลังอ้าอมเอาท่อนควยของผมเข้าไปทั้งลำ ก็สิ่งที่เธอกินอยู่มันคือน้ำควยของผมทั้งนั้นนี่นา เมื่อเธอกินเข้าไปหมดทั้งอันและแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แค่นี้ผมก็อวดอ้างได้แล้วว่า มด ว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับสอง เคยดูดเลียกินน้ำควยผมอย่างเอร็ดอร่อย ต่อจากนี้ไปทุกทีที่ผมเห็นหน้าเธอ ผมคงควยโด่ทุกครั้งเพราะภาพเหตุการณ์วันนี้ทุกช็อตมันติดตา 555
“ไปแล้วนะชัย ขอบคุณมากๆที่ไปซื้อขนมให้มด”
จังหวะนั้นในใจผมอยากจะตะโกนออกไปให้ลั่นเลยว่า
“กูก็ขอบใจมึงอีมด ที่ละเลงน้ำควยกูเล่น ขอบใจที่มึงดมน้ำควยกู ขอบใจที่โก่งก้นขาวๆให้กูดู ขอบใจที่แหกหีให้กูชักว่าว แล้วยังอุตส่าห์มีน้ำใจดูดเลียน้ำว่าวกูอีก วันนี้กูน้ำเงี่ยนแตกไปตั้งสามทีเพราะหน้าอ้อนควยของมึงคนเดียวอีสัด 555”