Uncategorized

ปริศนาว่าที่ราชาเฮฟวี่เวต อิเก้ อิเบียบูชี่ ยอดนักชกที่ไปไม่สุด เพราะกลายเป็นบ้า

ปริศนาว่าที่ราชาเฮฟวี่เวต อิเก้ อิเบียบูชี่ ยอดนักชกที่ไปไม่สุด เพราะกลายเป็นบ้า

อิเก้ อิเบียบูชี่ ชื่อนี้อาจจะเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูของแฟนมวยในยุคปัจจุบันมากนัก อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปในยุค ’90S เขาถูกเรียกว่าชายที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่ ไมค์ ไทสัน ที่กำลังเสียคนในคุก

 

นักสู้จากไนจีเรียเป็นคนมีความนอบน้อมและทำตัวติดดิน เขาขยันฝึกและมีวินัยมากสำหรับเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลก ในช่วงที่ อิเก้ โด่งดังขึ้นมา กลุ่มเซียนมวยต่างบอกว่านี่คือมวยเฮฟวี่เวตที่สมบูรณ์แบบ หนัก, เร็ว, คม และ คางหิน คือคุณสมบัติของเขา

แม้จะมีความสามารถรอบด้านทั้งร่างกายและเทคนิค แต่ทำไมทุกวันนี้เราจึงไม่ได้ยินชื่อเขาเลย? เกิดอะไรขึ้นกับ อิเก้ อิเบียบูชี่ เจ้าของฉายา “เดอะ เพรซิเดนท์” กันแน่?

นักสู้จากไนจีเรีย

อิเก้ อิเบียบูชี่ คือเด็กหนุ่มจากครอบครัวยากจนที่เกิดและโตในเมือง Isuochi ประเทศไนจีเรีย เขาเกิดในปี 1973 ซึ่งยังเป็นยุคที่ไนจีเรียไร้ประชาธิปไตย ถูกปกครองโดยเผด็จการทหารหลายคนที่โหดร้ายและคดโกง ดังนั้นการทำมาหากินแบบสุจริตชนในสายงานอาชีพอื่นๆ ดูจะเป็นไปได้ยากมาก เขาจึงเล็งที่จะตั้งใจเรียนและสมัครเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นองค์กรที่มีการทุจริตเต็มไปหมดแต่มันคือทางรอดที่จะทำให้ครอบครัวสุขสบาย6a00e555030a2c8834015436b8208e970c-800wi

การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่กองทัพ ไนจีเรีย ทั้งด้านวิชาการและด้านร่างกายบวกกับทุนเดิมที่เป็นคนตัวสูงใหญ่อยู่แล้ว ทำให้ อิเก้ เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการชกมวย กระทั่งความคิดในวัยเด็กของเขาเปลี่ยนไปจนหมดสิ้นเมื่อเห็นไฟต์ที่ บัสเตอร์ ดักลาส น็อกเอาต์ ไมค์ ไทสัน ได้ในปี 1990 เขารู้ทันทีว่าหากตัวเองเอาดีด้านมวย เขาจะต้องไปรอดแน่ แรงบันดาลใจเข้าสู่สังเวียนเริ่มขึ้นตั้งแต่ตรงนั้น  

ในยุค ’90s ถือเป็นยุคทองแห่งมวยรุ่นยักษ์เพราะมีนักชกอย่าง ไทสัน, ริดดิค โบว์, เลนน็อกซ์ ลูอิส, อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ทุกชื่อที่กล่าวมาเป็นมวยเงินล้าน ต่อยเมื่อไรค่าตัวกระฉูดเมื่อนั้น และมันทำให้คลื่นลูกต่อไปอย่าง อิเก้ เริ่มเร่งสปีดตามรอยเท้าของเหล่ายอดนักชกเหล่านั้น

ในปี 1993 เขาย้ายจาก ไนจีเรีย มายัง รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และเข้าฝึกมวยในโรงยิมของอดีตแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวตและตำนานนักชกแห่งเมือง ดัลลัส อย่าง เคอร์ติส โค้กส์ ความเก่งกาจของ อิเก้ ก็ถูกขัดเกลาจนเปล่งแสงที่ใครๆ ก็ละสายตาไม่ได้

เคอร์ติส โค้กส์ พยายามจะสร้างให้ อิเก้ เป็นมวยรุ่นใหญ่ที่มีความเร็วและความหนักในเวลาเดียวกัน บวกกับร่างกายที่พัฒนาขึ้นมาจนสูงถึง 190 เซนติเมตร และน้ำหนัก 253 ปอนด์ (114 กิโลกรัม) มันจึงทำให้ อิเก้ อิเบียบูชี่ กลายเป็นปีศาจนักชกไปโดยปริยาย 

ปีเดียวเท่านั้นหลังการฝึกในยิมของ โค้กส์ อิเก้ อิเบียบูชี่ ก็จัดการเทิร์นโปรทันทีหลังคว้าแชมป์ “นวมทองคำ” มวยสากลสมัครเล่นประจำรัฐ เขาไล่ชกคู่แข่งและเอาชนะอย่างง่ายดายใน 16 ไฟต์แรก เวลานั้น อิเก้ ที่ได้รับฉายาว่า “เดอะ เพรซิเดนท์” กำลังมั่นใจถึงขีดสุด ชัยชนะ 16 ไฟต์ที่ผ่านมาเป็นเหมือนการไต่บันไดทีละขั้นๆ จนกระทั่งถึงไฟต์ที่ 17 ที่เขาจะได้เจอกับดาวรุ่งรุ่นไล่เลี่ยกันที่เป็นขวัญใจเซียนมวยอย่าง ดาวิด ทูอา มวยไฟท์เตอร์สายบู๊เจ้าของฉายา “ทัวมิเนเตอร์” และสถิติไร้พ่าย 27 ไฟต์ 

ทั้ง 2 คนอายุเท่ากัน ได้รับการจับตามองพอๆ กัน แถมยังเป็นมวยสายเดินหน้าบู๊ล้างผลาญ ดังนั้นไฟต์ที่ อิเก้ กับ ทูอา ซึ่งมีเดิมพันเข็มขัดแชมป์โลกอินเตอร์เนชั่นแนลรุ่นเฮฟวี่เวตของ WBC ในปี 1997 จึงเป็นไฟต์แห่งประวัติศาสตร์ที่นอกจากจะมีเข็มขัดเดิมพันแล้ว ยังเป็นไฟต์พิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่จะขึ้นมาฉายแสงหลังจากสิ้นยุคทองของเหล่าจตุรเทพเฮฟวี่เวตแห่งยุค ’90s

 

เดินหน้าฆ่ามัน

การขึ้นเวทีและวัดพลังหมัดของทั้ง อิเก้ และ ทูอา เกิดสิ่งสุดยอดขึ้นมากมายในไฟต์นั้น แต่มันคือความสุดยอดที่ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรนัก เพราะทุกคนรู้ว่านักชกสายบู๊เจอกันแบบนี้ คนดูกว่า 10,000 คนที่รัฐแคลิฟอร์เนียจะได้รับการเอ็นเตอร์เทนที่คุ้มค่าตั๋วทุกบาททุกสตางค์อย่างแน่นอน HBO-Boxing-Vault

เว็บไซต์ boxing.com ให้คำบรรยายถึงไฟต์ดังกล่าวว่าเหมือนเอาคนคลั่ง 2 คนเข้าไปยืนต่อยกันในตู้โทรศัพท์ เหตุผลก็เพราะว่าแทบไม่เคยมีมวยรุ่นยักษ์ไฟต์ไหนที่ 2 นักชกจะออกหมัดใส่กันมากและรัวกันแทบไม่ได้พักหายใจขนาดนี้ ผู้ชมไฟต์นั้นนั่งกันไม่ติดเก้าอี้ และส่งเสียงดังยิ่งกว่าไฟต์ไหนๆ ที่เคยมี 

ในไฟต์สุดบ้าคลั่งนี้ “เดอะ เพรซิเดนท์” และ “ทัวมิเนเตอร์” ออกหมัดรวมกันไปถึง 1,730 หมัด หากวัดแค่อิเก้คนเดียวก็ปล่อยหมัดถึง 975 หมัด เฉลี่ยยกละ 81 หมัด (ค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปของนักชกรุ่นเฮฟวี่เวตจะอยู่ที่ 50 หมัดต่อยก) ที่สำคัญคือการออกหมัดแต่ละครั้งคือการออกหมัดแบบโดนเน้นๆ แทบทั้งสิ้น  

“การต่อสู้กับ ทูอา วันนั้นผมมั่นใจมาก เทรนเนอร์ของผม (เคอร์ติส โค้กส์) ฝึกผมมาเพื่อรับมือกับไฟต์นี้โดยเฉพาะ สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของความฟิตและพลังงาน เรารู้ว่าถ้าเราฟิตกว่าเราสามารถเอาชนะได้นั่นคือแผนเบื้องต้นของเรา … เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามมาก แต่เราวางแผนมาและป้องกันไม่ให้เขาใช้หมัดฮุกซ้ายได้ แผนของเราค่อนข้างไปได้สวยเลยทีเดียว” อิเก้ กล่าวถึงไฟต์ตำนานไฟต์นั้น

ไฟต์อันดุเดือดสู้กันถึง 12 ยก แม้จะโดดหมัดชนิดที่ว่าจะๆ กันหลายครั้ง แต่ที่น่าเหลือเชื่อคือแทบไม่มีการออกอาการเป๋หรือโดนนับให้เห็นเลย พวกเขายืนครบยกได้อย่างประทับใจแฟนมวย แต่เมื่อผลการตัดสินออกมาปรากฎว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ คือคนที่ออกหมัดได้ชัดเจน จะแจ้ง และมีทรงมวยที่ดีเหนือกว่า จึงทำให้เขาชนะไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ และถึงตรงนี้เขาสามารถใช้ฉายา “เพรซิเดนท์” ได้อย่างเต็มปากเพราะมีเข็มขัดการันตีฝีมือแล้ว แม้จะไม่ใช่เส้นแชมป์โลกก็ตาม 

หลังจากไฟต์นั้นชื่อเสียงและเงินทองเริ่มเข้ามา อิเก้ อิเบียบูชี่ ชกอีก 3 ไฟต์และยังคงชนะคู่ชกด้วยการน็อคเอาต์ทั้งหมด กลุ่มนักวิจารณ์เริ่มเรียกชื่อของ อิเก้ อย่างติดปาก ด้วยความหนักหน่วง, รวดเร็ว และมีน้ำอดน้ำทนไม่ร่วงง่ายๆ ทำให้ช่วงปลายยุค ’90s เขาได้ฉายามากมาย ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับนักชกระดับตำนานอย่าง จอร์จ โฟร์แมน, โฮลีฟิลด์ และ ไทสัน จนกระทั่งมีการเปรียบเทียบและคาดการณ์กันว่าไฟต์ต่อไปของ อิเก้ อิเบียบูชี่ จะต้องเป็นเจ้าของแชมป์โลกจากสถาบันใหญ่อย่าง เลนน็อกซ์ ลูอิส นักชกจากอังกฤษอย่างแน่นอน

ทว่าท่ามกลางชัยชนะในการชกที่ยังดำเนินต่อไป คนรอบข้างหลายคนเริ่มสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ อิเก้ ราวกับเป็นคนละคน …

 

ปีศาจตื่น 

ก่อนหน้านี้ อิเก้ อิเบียบูชี่ ไม่เคยมีคดีอาชญากรรมติดตัวเลยแม้แต่คดีเดียว ดังนั้นมันพอจะบอกได้ว่าโดยพื้นฐานเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แม้จะมาจากครอบครัวที่ยากจนและชีวิตที่ดิ้นรนก็ตาม ทว่าหลังจากไฟต์ที่ชนะ ดาวิด ทูอา ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป a8f0d3db7c364167ab9f715396b0a45e

มีเอฟเฟ็กต์จากไฟต์บ้าคลั่งดังกล่าวที่ทำให้ อิเก้ รู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง เขามักจะบ่นว่าตัวเองมีอาการปวดหัวขึ้นมาเป็นระยะๆ แม้จะเข้าไปสแกนแบบ MRI ที่โรงพยาบาลแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในช่วงนั้น จนกระทั่ง 18 เดือนให้หลังอาการดังกล่าวกลับเป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะนอกจากจะปวดหัวแล้วยังมีสิ่งที่ตามมาคือการหูแว่วได้ยินเสียงกระซิบปริศนา

แม้เรื่องผลงานในสังเวียนจะไม่ได้ตกลงไป แต่กิจวัตรประจำวันต่างๆ ของ อิเก้ เปลี่ยนไปชัดเจน เดลี่ เมล์ ทำสกู๊ปเกี่ยวกับเรื่องนี้และบอกเล่าว่าวิธีคิดและการปฎิบัติตัวของ อิเก้ นั้นเริ่มที่จะแปลกประหลาดมากขึ้น 

เริ่มตั้งแต่การลักพาตัวเด็กชายวัย 15 ปี ที่เป็นลูกติดของแฟนสาวซึ่งคบหาอยู่ในขณะนั้น จับนั่งรถคันที่เขาขับแล้วซิ่งชนเสาคอนกรีตข้างทาง ตัวอิเก้เจ็บไม่มาก แต่เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายอีกคนในรถบาดเจ็บหนักจนแพทย์วินิจฉัยว่าจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อย่างเป็นปกติอีก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องโทษจำคุก 120 วัน และจ่ายค่าเยียวยาอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

หลังจากนั้น อิเก้ก็เริ่มสร้างตัวตนใหม่ในชื่อ “เดอะ เพรซิเดนท์” ฉายาของเจ้าตัว ซึ่ง ลู ดิเบลล่า อดีตโปรโมเตอร์มวยและผู้บริหารของ HBO Sports เผยถึงอาการของเขาว่า “พอคนเรียกฉายาเขามากๆ เข้า ก็ดูเหมือนเขาจะอินไปจริงๆ ความเชื่อของเขาไม่ใช่แค่เขาจะยิ่งใหญ่เหมือนประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาคิดว่าตัวเองเป็นประธานาธิบดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ ไนจีเรีย หรือ อเมริกา แต่เป็นเจ้าโลกเลย”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ อิเก้ เริ่มผิดเพี้ยนมากขึ้นในแต่ละวัน คดีของของเขาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปี 1999 เขาถูกจับหลังก่อเหตุทำร้ายร่างกายและพยายามข่มขืนสาวเอสคอร์ตทั้งที่เจ้าตัวไม่ยินยอมในเมือง ลาส เวกัส และพอถูกจับได้ ก็มีการแจ้งความย้อนหลังในคดีลักษณะเดียวกันอีกหลายครั้ง

อย่างไรก็ตามมีการตั้งโต๊ะตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทางแพทย์ระบุว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ นั้นมีสภาพจิตที่ไม่ปกติ และเป็นโรคจิตเวช แต่ไม่มีเอกสารการแพทย์ที่ยืนยันว่าเขาผิดปกติเพราะอะไร มีแต่เพียง “ข่าวลือ” ซึ่งบอกว่าการชกกับ ทูอา ที่ยืนแลกกันบนเวทีและรับหมัดมากกว่าปกติคือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เท่านั้น

อิเก้ ต้องถูกส่งตัวไปยังสถานพยาบาลของรัฐเพื่อรักษาตัวก่อนเป็นระยะเวลา 8 เดือน จึงค่อยกลับมาพิจารณาคดีกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลที่ออกมาคือเขาต้องจำคุกจากคดีข่มขืนถึง 20 ปี เป็นอันว่าตำนานนักชกที่จะก้าวขึ้นมาครองโลกเฮฟวี่เวตก็ปิดลงไปโดยปริยาย

ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงการบ่นเสียดาย และผิดหวังกับการสูญเสียว่าที่ดาวเด่นครั้งนี้ ทุกคนปักใจเชื่อว่า “ความเจ็บสะสม” คือตัวการ มีเพียงคนหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ยอมรับและเชื่อว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง นั่นคือแม่ของ อิเก้ เอง

 

ลูกฉันเป็นคนดี 

แพทริเซีย คือชื่อแม่ของ อิเก้ อิเบียบูชี่ เธอเป็นคนพาลูกชายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายัง สหรัฐอเมริกา ในปี 1994 โดยในเวลานั้นเธอได้ทำงานเป็นพยาบาลในเมืองดัลลัส แม่ลูกคู่นี้ความสัมพันธ์กันในระดับเหนียวแน่นเพราะ แพทริเซีย เป็นคนที่ใกล้ชิด อิเก้ และจัดการแทบทุกเรื่องให้ในตอนที่เขายังเด็ก … แม้จะยากจนแต่ก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นจะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก9858010-6708241-Ibeabuchi_has_spent_time_in_prison_for_false_imprisonment_batter-a-32_1550251377237

ในวันที่ อิเก้ ถูกตัดสินให้จำคุก 20 ปี แพทริเซีย แทบใจสลายเพราะ อิเก้ คือทุกอย่างสำหรับชีวิตเธอ และมั่นใจว่าลูกเธอไม่ใช่คนเสียสติ แต่เกิดจากมีใครบางคนที่พยายามทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น “ลูกของฉันบริสุทธิ์” เธอยืนกรานเช่นนั้น เพราะเธอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อิเก้ ด้วยตาของตัวเอง

“เซดริก คุชเนอร์ กำลังล่าหัวของ อิเก้ เพื่อต่อสัญญากับเขา” แพทริเซีย เขียนข้อความดังกล่าวในจดหมายหลังจากลูกชายของเธอถูกตัดสินจำคุกแล้ว 6 ปี

เซดริก คุชเนอร์ ที่แพทริเซียว่าถึง คืออดีตนักมวยที่เกิดในแอฟริกาใต้ ก่อนจะผันตัวเองกลายเป็นโปรโมเตอร์และผู้จัดการของนักมวยสากลอาชีพ โดยนักชกในสังกัดของเขาที่ชื่อดังๆ ในยุคนั้นได้แก่ อาซิม ราห์มาน, แชนน่อน บริกก์ส, โอเล็ก มาสคาเยฟ, คริส เบิร์ด, เดวิด ทูอา และ อิเก้ อิเบียบูชี่ ที่เริ่มเซ็นสัญญาฉบับแรกกับเขาเช่นกัน

เซดริก คิดว่า อิเก้ ควรจะตอบแทนเขาเพราะเขาคือคนที่ให้โอกาสสำคัญและผลักดันให้เขากลายเป็นมวยแม่เหล็กของยุค ทว่าเป็นธรรมดาของนักมวยที่เหมือนหมาล่าเนื้อ ในวันที่ อิเก้ อิเบียบูชี่ มีชื่อเสียง เขาต้องการจะย้ายค่ายไปอยู่ค่ายที่จ่ายเงินให้กับเขามากกว่าที่ คุชเนอร์ เสนอให้  

เมื่อถูกเด็กปั้นที่ดันเองกับมือปฎิเสธอย่างไร้เยื่อใย คุชเนอร์ ที่มีอิทธิพลมากจึงอยากจะสั่งสอนให้ อิเก้ รู้ว่า “ใครกันแน่ที่ใหญ่กว่า”

“พวกเขาไม่ต้องการให้ อิเก้ เจรจากับใคร พวกเขาจะจัดการเองทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องเงินโดยที่นักมวยแทบไม่รู้อะไรเลย” แพทริเซีย ว่าต่อ

“ตัวแทนพวกนี้แหละที่ทำให้เราต้องย้ายออกจาก ดัลลัส ไปอยู่ที่ แอริโซน่า เพื่อหาเซฟเฮ้าส์ (บ้านหลบภัย) น่าเสียดายที่พวกเขาตามหาเราเจอและจากนั้นฝันร้ายก็ดำเนินขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้การโทรศัพท์ข่มขู่เรา ดักฟังโทรศัพท์ของเรา และใช้กำลังบุกรุกเข้ามาในบ้านของเรา” 

ไม่ใช่แค่การใช้กำลังเท่านั้น แพทริเซีย ยังอ้างว่าทีมงานจิ๊กโก๋ของ คุชเนอร์ นั้นได้พยายามใส่สารเคมีบางอย่างลงไปในอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดที่มีในบ้านของ อิเก้ โดยที่เขาไม่รู้ตัว และที่พีคที่สุด เธอบอกว่าคดีข่มขืนที่ทำให้ลูกชายของเธอติดคุกนั้น เกิดขึ้นเพราะการจัดฉาก เพราะการข่มขืนที่ ลาส เวกัส นั้นมีสัญญาณที่ แพทริเซีย รับรู้ได้และเธอเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น

“ฉันอยู่บ้านหลังเดียวกับ อิเก้ วันหนึ่งมีผู้หญิงสองคนแจ้งความว่า อิเก้ พยายามจะลักพาตัวและข่มขืนพวกเธอ ซึ่งครั้งนั้นหลักฐานไม่แน่นหนาพอจนตำรวจไม่ดำเนินคดี และฉันว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนส่งผู้หญิงไปจัดฉากข่มขืนที่ ลาส เวกัส และทำให้ อิเก้ ติดคุก” เธอฟันธงอย่างมั่นใจ

ซึ่งเมื่อย้อนปากคำของสาวเอสคอร์ตที่แจ้งความในวันนั้น เธอบอกว่า อิเก้ เรียกเธอไปที่ห้องส่วนตัวและพยายามข่มขืนแต่ไม่สำเร็จเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพบเหตุการณ์ก่อน เธอจึงรอด ขณะที่ตัวของ อิเก้ เสียสติขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำจนเจ้าหน้าที่ต้องพังประตูและฉีดสเปรย์พริกไทยเพื่อจับกุมเขา ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงในคุกที่เรือนจำ เอลี่ย์ สเตท รัฐเนวาด้า 

ขณะที่ตัวของ เซดริก คุชเนอร์ ที่ถูกกล่าวหา ตอบคำถามกับสื่อได้เพียงว่า “อิเก้ อิเบียบูชี่ นั้นเป็นโรคจิตจริงแท้แน่นอน”

“ผมพาเขาไปกินอาหารชั้นเลิศ ในร้านสุดหรูเลย ขณะที่กำลังเสิร์ฟอาหาร เขาก็คว้ามีดขึ้นมา แทงลงบนโต๊ะและตะโกนว่า “พวกมันรู้แล้ว พวกมันรู้แล้ว ว่าเข็มขัด (แชมป์โลก) เป็นของฉัน ทำไมพวกมันต้องมาเอากลับไปด้วย? … แปลกไหมล่ะผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี” คุชเนอร์ เล่าในมุมของเขาบ้างช่วงปี 2012 ซึ่งสิ่งที่เขาบอกก็ตรงกับข่าวที่ว่า อิเก้ นั้นมักจะมีอาการหูแว่วจากเสียงปริศนาด้วย …

ขณะที่ เอริค บ็อตเยอร์ แมตช์เมคเกอร์ ของวงการมวยก็ให้การณ์ไปทิศทางเดียวกันว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ มีอาการทางจิตแน่นอน เหมือนกับที่ คุชเนอร์ ว่า

“เขาเป็นนักชกคนเดียวที่ผมเคยร่วมงานด้วยและมีอาการทางจิต ผมได้ยินข่าวคราวและเห็นเขาทำในสิ่งที่คนปกติไม่ทำมากมาย แต่เขาป่วยทางจิต และเป็นคนที่อันตรายมาก ผู้คนรอบข้างต่างอึดอัดกับสิ่งที่เขาเป็น” เขากล่าวกับสารคดีของ HBO

 

วันแห่ง อิสระ (?) 

อิเก้ อิเบียบูชี่ ได้รับการปล่อยตัวในเดือน พฤศจิกายน 2015 และเขาพยายามจะขอความช่วยเหลือจาก ไมค์ คอนซ์ ที่ปรึกษาของ แมนนี่ ปาเกียว เพื่อทำให้เขากลับมาชกมวยได้อีกครั้ง เพราะตอนนั้นเขาติดปัญหาเรื่องสถานะพลเมืองชาวอเมริกันอยู่ แต่ในวงการมวยตอนนั้นไม่มีใครช่วยเขาได้เลย 

เอริค บ็อตเยอร์ ยังบอกเองด้วยว่าในวันที่ อิเก้ เป็นอิสระและอยากขึ้นชก ตัวของเขานั้นไม่สนใจที่จะสนับสนุนให้เกิดไฟต์เลยแม้ว่าจะเป็นแมตช์ที่น่าสนใจก็ตามเหตุผลก็เพราะว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ เป็นคนที่อันตรายเกินไป

“ผู้ชายคนนี้บ้า เขาสามารถทำร้ายผมหรือคุณหรือใครก็ตาม เขาสามารถลงมือฆ่าคนได้สบายๆ” แมตช์เมคเกอร์คนดังยอมรับว่าไม่อยากเสี่ยงกับ อิเก้ ที่ถูกศาลทำทันฑ์บนตลอดชีวิต

และสิ่งที่ อิเก้ อิเบียบูชี่ ทำก็ไม่ผิดไปจากที่ บ็อตเยอร์ ว่าไว้เลยแม้แต่น้อย เพราะหลังจากปล่อยตัวได้ไม่นานเขาก็ถูกจับอีกในข้อหาละเมิดเงื่อนไขการคุมประพฤติ และทำให้โอกาสคัมแบ็คสู่สังเวียนผ้าใบเป็นไปได้ยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า …

“เขาประสาทหลอน เขาอาศัยอยู่ในโลกของตนเองและแม่ของเขา ผมรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะจาบจ้วงคนตาย แต่ความจริงก็คือเธอก็บ้าไม่ต่างจากลูกชาย และเธอสนับสนุนเขาทุกเรื่อง นั่นคือเหตุผลที่ทำไม เซดริก ต้องเข้าไปจัดการเรื่องนี้” เอริค บ็อตเยอร์ พูดถึงมุมมองของเขา

ปัจจุบันคนที่เชื่อว่าเขาบริสุทธิ์เพียงคนเดียวอย่าง แพทริเซีย นั้นเสียชีวิตไปแล้ว น่าเศร้าที่ทั้งคู่ไม่ได้มีโอกาสพบกันหลังจากลูกชายของเธอเป็นอิสระ ทุกวันนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าชีวิตของ อิเก้ อิเบียบูชี่ กำลังเผชิญกับความยากลำบากแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะเป็นโรคจิตจริงหรือไม่ก็ตาม ตัวของ บ็อตเยอร์ ถึงแม้จะยืนยันว่า “เดอะ เพรซิเดนท์” มีปัญหาทางจิตจริง แต่สุดท้ายเขายังเชื่อว่า เซดริก คุชเนอร์ คือคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ด้วย

“สิ่งที่ทุกคนเห็นจาก เซดริก คุชเนอร์ คือเขาจะโม้โพนทะนาไปทั่วและบอกว่า “เป็นไงแชมป์โลกเฮฟวี่เวตอยู่ค่ายของฉันว่ะ ฉันจะหาเงินกับเขาอย่างไรดี” ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วสิ่งที่เขาควรทำคือการพาชายที่ชื่อว่า อิเก้ อิเบียบูชี่ ไปหาแพทย์ … แต่เขาไม่เคยทำ ไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เขากล่าวทิ้งท้ายในสารคดี 

ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน อิเก้ ไม่มีทางกลับมาเป็นแชมป์โลกได้อีกแล้วด้วยวัย 46 ปี ไฟต์สุดท้ายของเขาผ่านมาแล้วถึง 20 ปี ดังนั้นเรื่องความฟิตและชั้นเชิงคงไม่เหลืออะไรมากมายนัก 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเสียดายและโลกอยากรู้จากเขากลับไม่ได้คำตอบ … จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่ได้ทำเรื่องน่ากลัวเหล่านั้น, เกิดอะไรขึ้นหากเขาได้รับการช่วยเหลือและรักษาอย่างถูกวิธี จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาเป็นปกติและยังสู้ต่อไป?

ทุกอย่างเป็นปริศนาไม่ต่างจากเรื่องอาการทางจิตของเขา … น่าเสียดายที่เป็นเช่นนั้น

Uncategorized

ทำไมแฟนบาเยิร์นเรียกประธานฮอฟเฟนไฮม์ว่า ‘ลูกโสเภณี’?

ทำไมแฟนบาเยิร์นเรียกประธานฮอฟเฟนไฮม์ว่า ‘ลูกโสเภณี’?

“ดีตมาร์ ฮ็อปป์ มึงมันไอ้ลูกกะ***”

 

แฟนบอลกลุ่มหนึ่งของสโมสร บาเยิร์น มิวนิค ชูป้ายแบนเนอร์ที่เขียนประโยคนี้ ณ สนาม พรีซีโร่ อารีนา รังเหย้าของสโมสร ฮอฟเฟนไฮม์ และชื่อของ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ผู้ที่ถูกด่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากประธานสโมสรของฮอฟเฟนไฮม์

ป้ายนี้เพียงป้ายเดียวนำมาสู่เหตุการณ์ความวุ่นวาย ในเกมระหว่าง ฮอฟเฟนไฮม์ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในเกมลีก บุนเดสลีกา ชนิดที่เรียกว่านักพากย์ของเกมนี้กล่าวว่า “เขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต”

ทุกอย่างย่อมมีเหตุมีผล แฟนบาเยิร์นไม่ได้ชูป้ายนี้เพื่อด่าเจ้าของฮอฟเฟนไฮม์ เอาสนุกปาก แต่จุดเริ่มต้นเรื่องราวนี้ ไม่ได้มาจากเรื่องราวที่เกียวข้องกับบาเยิร์นด้วยซ้ำ 

 

50+1

ก่อนจะไปรับรู้เรื่องราวทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราต้องพาผู้อ่านไปรู้จักกับกฎ 50+1 กฎที่เราสามารถพูดได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล5e5a9c5ebf047.image

กฎ 50+1 คือกฎอันเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมัน ที่กำหนดให้แฟนบอลต้องเป็นเจ้าของสโมสร ด้วยการถือหุ้นอย่างน้อย 51 เปอร์เซนต์ เพื่อเป็นการรับประกันว่า สโมสรจะไม่อยู่ในเงื้อมมือของนายทุน ที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์ และนำสโมสรฟุตบอล ไปทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน

กฎ 50+1 เกิดขึ้นในปี 1998 เนื่องจากตอนนั้น หลายสโมสรในเยอรมันเริ่มใช้เงินกันจนมือเติบ หลายทีมโดนธนาคารเข้าควบคุม จนทำให้ทางสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน หรือ DFB ต้องหาทางออกขึ้นมาเป็นกฎนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลีกบุนเดสลีกา พังพินาศลงไปกับตา

แน่นอนว่า ทุกสโมสรต้องปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัด แต่ DFB ได้ละเว้นกฎนี้ให้กับบางสโมสร ที่มีกลุ่มทุนสนับสนุนทีมมายาวนาน เกิน 20 ปี (ณ ช่วงเวลาปี 1998) ก็จะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของทีมต่อไป โดยไม่ต้องเอาแฟนบอลมาเป็นเจ้าของแบบทีมอื่น

2 ทีมแรกที่ได้รับสิทธิ์ หนึ่งคือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน (Bayer 04 Leverkusen) ที่ถูกตั้งโดยบริษัทเวชภัณฑ์ ไบเออร์ (Bayer) และ โวลฟส์บวร์ก (VfL Wolfsburg) ที่ถูกก่อตั้งโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ โฟล์คสวาเกน (Volkswagen)Leverkusen-vs-Wolfsburg

หนึ่งในทีมที่ได้ละเว้นสิทธิ์นี้หลังจากนั้น คือ ฮอฟเฟนไฮม์ (Hoffenheim) แต่ฮอฟเฟนไฮม์ไม่ได้รับการยกเว้นละเว้นกฎแบบเดียวกับสองทีมข้างต้นเสียทีเดียว

เพราะก่อนหน้านี้ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ เศรษฐีนักธุรกิจด้านซอฟท์แวร์ ไม่ได้เป็นเจ้าของสโมสรมายาวนานเกิน 20 ปี เขาเป็นเพียงแค่สปอนเซอร์รายหนึ่ง ที่ให้สนับสนุนสโมสรแห่งนี้ โดยที่เขาเคยเป็นผู้เล่นเยาวชนของทีมมาก่อน เมื่อครั้งสมัยยังเป็นวัยรุ่น

แต่เมื่อปี 2000 สโมสรฮอฟเฟนไฮม์กำลังจะล้มละลาย ด้วยปัญหาด้านการเงิน ฮ็อปป์จึงเข้ามาเป็นพระเอกขี่ม้าขาว อัดเงินก้อนโตให้สโมสร จนพาทีมรอดพ้นวิกฤติครั้งนั้นมาได้

หลังจากนั้นฮ็อปป์ได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลทางการเงินของสโมสร นับตั้งแต่ปี 2000 ก่อนที่เขาจะเข้ามาถือครองสโมสรนี้ในเวลาต่อมา Beleidigende-Plakate-Wiederholte-Hopp-Schmaehungen-BVB-Fans-droht-Auswaertsbann_image_1024_width

และฮ็อปป์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่ได้เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากสโมสรแห่งนี้ แต่เขาเข้ามาพัฒนาสโมสรแห่งนี้ เขาสร้างสนามใหม่ให้กับทีม พาทีมเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร พาทีมที่เป็นทีมประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีประชากรไม่ถึง 4,000 คน ให้เป็นที่รู้จักของแฟนฟุตบอลทั่วโลก รวมถึงไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย

ด้วยคุณงามความดีของฮ็อปป์ ทำให้ทาง DFB ยอมแหกกฎที่ตัวเองตั้ง และอนุญาตให้ฮ็อปป์เป็นเจ้าของสโมสรนี้ได้ ด้วยการถือหุ้นใหญ่เหนือแฟนบอล

แน่นอนว่าสำหรับคนเยอรมัน ที่ยึดมั่นในกฎระเบียบส่วนรวม ย่อมไม่พอใจที่ได้เห็นสโมสรฟุตบอล ได้สิทธิพิเศษเหนือทีมอื่น ทำให้ในสายตาของแฟนบอลเยอรมันจำนวนมาก ฮอฟเฟนไฮม์คือทีมตัวโกงที่แหกกฎหมู่ ไม่ต่างอะไรกับ โวลฟส์บวร์ก หรือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน และเป้าหมายที่แฟนบอลคอยโจมตีสโมสรแห่งนี้ คือ ดีตมาร์ ฮ็อปป์

 

เราไม่เอาพวกแหกกฎ

คนเยอรมันมีความคิดฝังใจว่า สโมสรฟุตบอลต้องเป็นของแฟนบอลเท่านั้น เพราะสำหรับคนเยอรมัน การที่สโมสรฟุตบอลเป็นของพวกเขา ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เม็ดเงินหรือถ้วยแชมป์ ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าการได้มีชื่อเป็นเจ้าของสโมสรEHqQXaOW4AMnQjF

ยิ่งแฟนบอลเยอรมัน ได้เห็นสิ่งที่เจ้าของสโมสรในอังกฤษ, อิตาลี หรือสเปน เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทีมฟุตบอล ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อว่า เหล่ามหาเศรษฐีไม่ได้คิดอะไรกับทีมฟุตบอล นอกจากมองเป็นธุรกิจเพื่อหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผลกำไร หรือการโปรโมตแบรนด์ แบบที่เลเวอร์คูเซน หรือโวลฟส์บวร์กทำอยู่ก็ดี

ดังนั้นความคิดในการต่อต้าน สโมสรฟุตบอลที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎ 50+1 ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ แต่การเคลื่อนไหวที่แฟนบอลเยอรมันทำมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานมาเป็นสิบปี และเป็นประเด็นในวงการฟุตบอลเยอรมันกันอยู่แทบทุกปี

ยกตัวอย่างเช่น การที่แฟนบอลเยอรมัน เรียกการแข่งขันระหว่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซน กับโวลฟส์บวร์กว่า “เอล พลาสติคโก” (El Plastico) เพื่อเป็นการล้อเลียนว่า ทั้งสองสโมสรเป็นสโมสรที่เปลือกปลอม ไม่ต่างอะไรจากพลาสติก เนื่องจากว่าไม่ได้มีเจ้าของเป็นแฟนบอล

ทีมที่โดนหนักที่สุด คือ แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ที่มีเจ้าของเป็นบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง เรดบูล (Red Bull) ซึ่งอาศัยช่องว่างของกฎ 50+1 เข้ามาถือครองสโมสรฟุตบอล และอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่สโมสร จนกลายเป็นทีมชั้นนำอย่างรวดเร็วriver

ถ้าถามว่าไลป์ซิกโดนต่อต้านอย่างไรบ้าง เรามีตัวอย่างทั้ง การที่สโมสรอื่นในเยอรมันจะไม่เรียกชื่อของสโมสรตรงๆ เพื่อสื่อถึงการไม่ยอมรับต่อสโมสร, ไม่โพสต์โลโก้ของสโมสรไลป์ซิกในทุกช่องทาง, แบนแฟนบอลไม่ตามไปเชียร์ทีมรักที่ไลป์ซิก, ตะโกนด่าทอ หรือทำร้ายร่างกายแฟนบอลไลป์ซิกในเกมเยือน, เขียนป้ายด่าสโมสรไลป์ซิก หรือที่โด่งดังที่สุดคือโยนหัวกระทิง อันเป็นสัญลักษณ์ของทีมไลป์ซิก ลงสนามฟุตบอลก็ทำมาแล้ว

สำหรับฮอฟเฟนไฮม์ การเขียนป้ายด่า ดีตมาร์ ฮ็อปป์ คือเรื่องปกติที่สโมสรนี้ต้องเจอ นับตั้งแต่พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นสู่บุนเดสลีกา ในปี 2008 โดยมีแกนนำเป็นกลุ่มแฟนบอลอุลตราส (Ultras) ของสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (Borussia Dortmund) สโมสรที่สามารถพูดได้ว่า ให้ความสำคัญกับแฟนบอลมากที่สุดในโลก

ในปี 2015 แฟนบอลของดอร์ทมุนด์เคยประกาศ ไม่ตามไปเชียร์ทีมรัก ในเกมเยือนที่ฮอฟเฟนไฮม์ ด้วยการให้เหตุผลว่า ไม่อยากเสียเงินให้กับพวกทีมมหาเศรษฐี1061268

หลังจากนั้นในปี 2017 แฟนบอลของดอร์ทมุนด์ได้เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว มาเขียนป้ายด่า ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ถึงสนามเหย้าของฮอฟเฟนไฮม์ จนทำให้แฟนบอลดอร์ทมุนด์จำนวน 33 คน ถูกสั่งแบนจากเกมเยือน ที่ทัพเสือเหลือง จะบุกมาเยือนฮอฟเฟนไฮม์ ในฤดูกาล 2018/19

“เราต้องหยุดเรื่องนี้กันได้แล้ว ทุกอย่างมันกำลังแย่ และแย่ลงเรื่อยๆ” ทนายความของดีตมาร์ ฮ็อปป์ ให้สัมภาษณ์กับ BILD หลังจากการสั่งแบนแฟนบอลในครั้งนั้น และเขาพูดไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว

 

ULTRAS VS. DIETMAR HOPP

ความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลกลุ่มอุลตราส กับสโมสรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎ 50+1 เป็นเหมือนระเบิดเวลา การด่าทอของแฟนบอลกับทีมเหล่านี้ มีกรณีร้ายแรงให้เห็นอยู่ตลอด เพียงแต่ก่อนหน้านี้ มันไม่เคยระเบิดออกมาให้เราเห็นเท่านั้นเองa373865a1e424792010dd9dd60eefcea

กลุ่มอุลตราส ที่ขึ้นชื่อในการต่อต้านสโมสรที่แหกกฎ 50+1 อย่างมาก คือกลุ่มแฟนบอลของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ … พวกเขาไม่เคยคิดจะหยุดการกระทำพวกนี้ แม้ว่าบางครั้งมันจะเป็นการล้ำเส้น เรื่องราวที่สวยงาม ของโลกฟุตบอล กลายเป็นการด่าพ่อล้อแม่ บุพการี จนทำให้สโมสรถูกสั่งปรับ มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

วันที่ 21 ธันวาคม 2019 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีโปรแกรมบุกเยือนฮอฟเฟนไฮม์ และกลุ่มอุลตราสของทีมเสือเหลือง ก็ตามไปให้กำลังใจทีมรักกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งนอกจากร้องเพลงเชียร์ส่งเสียงให้กำลังใจทีมรักแล้ว พวกเขาก็ได้ตะโกนด่าพ่อล้อแม่ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ด้วยภาษาที่หยาบคาย อย่างที่เคยทำมาโดยตลอด

แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่นั้น เมื่อทาง DFB รู้สึกสุดจะทนกับพฤติกรรมเหล่านี้ จึงมีการสั่งแบนแฟนดอร์ทมุนด์ ห้ามมาชมเกมเยือนที่ฮอฟเฟนไฮม์ ถึง 2 ปี

“หลังจากได้เห็นการใช้คำหยาบคายโจมตี ดีตมาร์ ฮ็อปป์ อย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีบทลงโทษอย่างจริงจัง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราไม่เคยมีการลงโทษ กับพฤติกรรมฉาวเหล่านี้เลย นอกจากการปรับเงิน”

“เรารู้ว่า การแบนแฟนบอลคือเรื่องใหญ่ แต่พฤติกรรมนี้คือสิ่งที่รับไม่ได้ และเราต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้” DFB ออกแถลงการณ์ถึงเหตุผลของการลงโทษแฟนบอลของสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาbvb-fans-gegen-hopp

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษนี้ กลายเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง เหล่าแฟนบอลอุลตราสทั่วเยอรมันออกมาต่อต้าน การลงโทษนี้ พวกเขามองว่า DFB หันไปเข้าข้าง ดีตมาร์ ฮ็อปป์ แทนที่จะรับฟังเสียงของพวกเขา และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้กฎ 50+1 กับทุกสโมสร แบบที่แฟนบอลกลุ่มอุลตราสต้องการมาโดยตลอด

เพียงแค่หนึ่งวันถัดมา หลังจากมีบทลงโทษแฟนบอลดอร์ทมุนด์ … ฮอฟเฟนไฮม์มีโปรแกรมต้องไปเยือน โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค (Borussia Mönchengladbach) และแฟนบอลของกลัดบัค ได้แสดงการต่อต้านครั้งนี้ ด้วยการชูป้ายแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ที่เป็นรูปเป้าปืนเล็งไปที่ศีรษะของ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ 

ป้ายที่มีเนื้อหารุนแรงขนาดนี้ ทำให้ผู้ตัดสินในเกมนั้นต้องสั่งยุติเกมชั่วคราว และให้ทั้งผู้บริหาร ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช ไปจนถึงนักเตะ เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มแฟนบอลอุลตราสของกลัดบัค ให้หยุดการชูป้ายนี้ในทันที ไม่เช่นนั้นเกมจะถูกยกเลิก

“มันน่าอับอายมาก ที่มีคนชูป้ายเป้าปืนแบบนั้น นี่ไม่ใช่สโมสรโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค มันตรงข้ามกับจุดยืนของสโมสรเรา ผมไม่ต้องการคนแบบนั้นในสโมสรของเรา” มักซ์ อีเบิร์ล (Max Eberl) ผู้อำนวยการสโมสรโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ออกโรงจัดหนักใส่แฟนบอลที่ทำพฤติกรรมน่าละอายครั้งนี้

 

วันที่มืดหม่นของฟุตบอลเยอรมัน

7 วันถัดมาหลังจากเกมนัดนั้น ฮอฟเฟนไฮม์กลับมาเปิดรังเหย้าของตัวเอง เจอกับจ่าฝูงบาเยิร์น มิวนิค (Bayern München) และ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ ประธานสโมสรอันเป็นที่รักของชาวฮอฟเฟนไฮม์ ได้เข้ามาชมเกมนี้ด้วย

เมื่อการแข่งขันครึ่งแรกจบลง บาเยิร์นออกนำทีมเจ้าบ้านไปถึง 4-0 ทำให้แฟนบอลอุลตราสของทัพเสือใต้ เปลี่ยนความสนใจจากการร้องเพลงเชียร์ทีมรัก มาเป็นการโจมตีใส่ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ 

“ดีตมาร์ ฮ็อปป์ แม่มึงเป็นกะ***”

แฟนบอลบาเยิร์นชูป้ายนี้ขึ้นมา เพื่อโจมตี ดีตมาร์ ฮ็อปป์ อย่างรุนแรง จนเกมต้องยุติลงในช่วงก่อนเริ่มเกมครึ่งหลัง เดือดร้อน ฮานชี ฟลิค (Hansi Flick) กุนซือของทัพเสือใต้ ต้องมาห้ามปรามแฟนบอลให้เอาป้ายลง เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเกมการแข่งขัน

แต่แฟนบอลบาเยิร์น กลับชูป้ายนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเกมดำเนินในนาทีที่ 76 … ทันทีที่ผู้ตัดสินเห็นป้ายนี้ชูขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 เขาสั่งยุติเกมในทันที และเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว พร้อมกับเรียกให้สโมสรบาเยิร์น จัดการกับเรื่องนี้

นักฟุตบอล สตาฟฟ์โค้ช และทีมงานผู้บริหาร ต้องรีบวิ่งไปเจรจาเพื่อให้แฟนบอลบาเยิร์นเอาป้ายลง แต่ทุกอย่างสายเกินแก้เสียแล้ว ผู้ตัดสินสั่งยุติเกมนี้เป็นการชั่วคราว และขอพูดคุยกับทั้งสองทีมเพื่อหาข้อสรุป

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฟุตบอลควรจะเป็น” ผู้บรรยายภาษาอังกฤษของเกมวันนี้ พูดขึ้นหลังเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และเกมต้องหยุดการแข่งขัน ยาวนานกว่า 20 นาที เพราะทางฮอฟเฟนไฮม์ ไม่ต้องการกลับไปลงสนาม หากแฟนบอลผู้มาเยือน ไม่ให้ความเคารพแก่สโมสรพวกเขา

ภายหลังการพูดคุยกันจากฝ่ายจัดการแข่งขัน และผู้บริหารของทั้งสองทีม เกมการแข่งขันถูกสั่งให้เป็น “โมฆะชั่วคราว” นั่นคือจะต้องมีการประชุมในภายหลังเพื่อหาทางออก ส่วนเกมการแข่งขันที่เหลือ นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทำได้เพียงแค่เคาะบอลไปมาในสนาม เพราะการแข่งขันนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว

6 ประตูที่บาเยิร์น ยิงใส่ฮอฟเฟนไฮม์ มีค่ากลายเป็น 0 … เพราะในตอนนั้นผลการแข่งขันไม่ใช่สิ่งที่มีค่า เท่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แฟนบอลฮอฟเฟนไฮม์จำนวนมาก เดินออกจากสนาม เพราะรับไม่ได้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น 

ขณะที่ทีมงานของสโมสรบาเยิร์น ตั้งแต่นักเตะจนถึงผู้บริหาร ได้ยืนปรบมือ เพื่อแสดงถึงการเคารพต่อ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ เป็นการขอโทษเพียงเล็กน้อยที่พวกเขาจะสามารถทำได้

“เป็นพฤติกรรมที่น่าละอายอย่างถึงที่สุด โดยกลุ่มคนพวกนี้ เป็นพฤติกรรมที่แย่เกินกว่าจะรับได้ เป็นภาพที่น่าละอายของวงการฟุตบอล”

“ผมต้องขอโทษดีตมาร์ ฮ็อปป์จากใจจริง และแฟนบอลที่ทำเรื่องเหล่านี้ จะต้องได้รับการลงโทษ” คาร์ล ไฮนซ์ รุมมินิกเก (Karl-Heinz Rummenigge) ประธานสโมสรบาเยิร์นกล่าวหลังจบเกมนัดนี้

สุดท้ายแล้ว บุนเดสลีกายืนยันผลการแข่งขันในนัดนี้ ให้บาเยิร์นเป็นฝ่ายชนะ 6-0 ตามผลที่ออกมา แต่สิ่งที่ยังไม่จบลง คือความขัดแย้งระหว่าง ดีตมาร์ ฮ็อปป์ กับเหล่าแฟนบอลอุลตราส เพราะในเกมระหว่าง เอฟซี โคโลญจน์ กับ ชาลเก้ 04 ที่เตะในวันเดียวกัน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับฮอฟเฟนไฮม์แม้แต่น้อย … แฟนบอลของทีมโคโลญจน์ได้มีการชูป้ายที่มีเนื้อหาด่าทอ ดีตมาร์ ฮ็อปป์ จนทำให้เกมในคู่นี้ต้องหยุดเล่นชั่วคราวเช่นกัน 

ฟุตบอลควรจะเป็นกีฬาที่นำมาซึ่งความสุข ความสนุก แม้แต่ในวันที่แพ้ก็ยังยิ้มได้ กับการได้เห็นทีมรักลงสนาม … แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ ทุกฝ่ายในโลกฟุตบอลคือผู้แพ้ และเป็นเหตุการณ์ที่จะเตือนสติแฟนบอลทุกคนว่า สุดท้ายเกมฟุตบอลมีไว้เพื่อสิ่งใดกันแน่

Uncategorized

มาร์โก มาเตรัซซี่ แนวรับจอมเถื่อนผู้มีแต่ขาวกับดำในชีวิต

มาร์โก มาเตรัซซี่ แนวรับจอมเถื่อนผู้มีแต่ขาวกับดำในชีวิต

แม้ว่าฟุตบอลโลก 2006 จบลงด้วยการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ของทีมชาติอิตาลี แต่ไฮไลต์สำคัญกลับกลายเป็นจังหวะที่ มาร์โก มาเตรัซซี แนวรับอัซซูรี ถูก ซีเนดีน ซีดาน เอาหัวพุ่งโขกใส่ หลังโดนพูดจาดูถูก จนทำให้กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม 

 

นั่นทำให้มาเตรัซซี จากเดิมที่มีชื่อเสียงที่ไม่ดีอยู่แล้ว ถูกวิจารณ์จากทั่วสารทิศ เพราะเกมดังกล่าวถือเป็นเกมนัดสุดท้ายในชีวิตนักเตะอาชีพของซีดาน แต่กลับต้องจบลงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่แนวรับจากอินเตอร์ ตกเป็นเรื่องอื้อฉาวจากพฤติกรรมในสนาม ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยสนใจ และยังคงการเล่นในรูปแบบนี้จนวันสุดท้ายของการค้าแข้ง 

และนี่คือเรื่องราวของนักเตะที่ขึ้นชื่อว่า “สุดเถื่อน” คนหนึ่งของโลก 

 

สร้างชื่อจากเปรูจา 

ด้วยสไตล์การเล่นแบบ “คาเตนัชโช” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตีหัวเข้าบ้าน” ของอิตาลี ที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุค 1960’s ทำให้ลีกของพวกเขากลายเป็นแหล่งบ่มเพาะกองหลังฝีเท้าดีมากมาย และ มาร์โก มาเตรัซซี กองหลังระดับตำนานของ อินเตอร์ มิลาน ก็เป็นหนึ่งในนั้น B5FfQCjCAAERSlE

เขาอาจจะเป็นนักเตะที่แจ้งเกิดช้าหน่อย เพราะแม้จะเป็นแข้งเยาวชนของ ลาซิโอ แต่ไม่สามารถเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ทำให้ต้องหนีไปเล่นในลีกล่างทั้ง เซเรียบี เซเรียซี หรือแม้กระทั่ง เซเรียดี อยู่นานหลายปี 

จนกระทั่งในปี 1995 เปรูจา ได้หยิบยื่นโอกาสสำคัญด้วยการคว้าตัวมาร่วมทีม และมาเตรัซซี ก็ตอบแทนความไว้ใจ เมื่อในอีก 2 ปีหลังจากนั้น เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นแข้งคนสำคัญของทีม ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นกลับไปเล่นในเซเรียอาหลังเอาชนะ โตริโน ได้ในรอบเพลย์ออฟ โดยลงเล่นไปทั้งสิ้น 33 นัด และทำไปถึง 5 ประตู 

ผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้รับความสนใจต่อหลายทีมในลีกสูงสุด แต่เนื่องจาก เปรูจา ไม่อยากให้เขาเป็นหอกข้างแคร่ ที่ย้ายไปเล่นให้กับคู่แข่งร่วมลีก จึงตัดสินใจขายให้ เอฟเวอร์ตัน ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษแทน

“ดูเหมือนว่าเปรูจา อยากจะขายนักเตะไปต่างประเทศมากกว่าที่จะให้เป็นหนึ่งในคู่แข่งของเขา และเราก็ได้ตัวเขามา” วอลเตอร์ สมิธ กุนซือของเอฟเวอร์ตันในตอนนั้นกล่าว  

“ผมรู้สึกพอใจเพราะเขาเป็นกองหลังที่ดี ดุดัน เล่นลูกกลางอากาศได้ดี และสามารถจ่ายบอลได้ เขาเป็นผู้เล่นที่ต้องจับตามองและผมก็คิดว่าเขาจะรับมือกับพรีเมียร์ชิพได้โดยไม่มีปัญหา” 

แต่มาเตรัซซี ก็ไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นกับทอฟฟีสีน้ำเงิน แม้จะได้ลงสนามไปถึง 27 นัด และทำไปหนึ่งประตู แต่ไม่สามารถช่วยทีมได้มากนัก เมื่อเอฟเวอร์ตันจบในอันดับ 14 ของตาราง ก่อนที่เขาจะคัมแบ็คกลับมาเล่นให้เปรูจาอีกครั้งหลังจบซีซั่นนั้น 

อย่างไรก็ดี แม้จะไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ประสบการณ์ในต่างแดนก็ช่วยให้เขาเติบโตขึ้น มาเตรัซซี ใช้เวลาไม่นานก็กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้อีกครั้ง ก่อนที่ในฤดูกาล 2000-2001 เขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ของทีม เมื่อซัดไปถึง 12 ประตูจาก 30 นัด 

ผลงานดังกล่าวยังทำให้เขาทำลายสถิติกลายเป็นกองหลังที่ยิงประตูได้มากที่สุดในฤดูกาลเดียวในเซเรียอาของ ดาเนียล พาสซาเรลลา แนวรับชาวอาร์เจนตินา ที่ทำไว้ 11 ประตูในสีเสื้อของอินเตอร์เมื่อฤดูกาล 1985-1986 หรือเกือบ 15 ปีก่อน 

ฟอร์มการเล่นของเขา ทำให้เขาได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่ในลีกอีกครั้ง ก่อนที่ อินเตอร์ จะเป็นผู้ชนะ หลังทุ่มเงิน 10 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าไม่น้อยในตำแหน่งกองหลัง คว้าตัวเขาไปร่วมทีมเมื่อปี 2001
และมันก็ทำให้ชื่อเสียงในความดุดันของเขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง 

 

แนวรับสุดเถื่อน 

การย้ายมาสวมเสื้ออินเตอร์ ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ มาเตรัซซี เพราะนอกจากจะช่วยขัดเกลาฝีเท้าให้แข็งแกร่งขึ้น ยังทำให้เขาได้รู้จักกับความสำเร็จที่แท้จริง หลังมีส่วนช่วยให้อินเตอร์คว้าแชมป์ถึง 15 รายการMarco-Materazzi-Zlatan-Ibrahimovic-2

ตลอด 10 ปีที่เล่นให้กับทีมงูใหญ่ มาเตรัซซี สามารถคว้าแชมป์เซเรียอา 5 สมัย โคปปาอิตาเลีย 4 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กับสโมสรโลกอีกอย่างละสมัย รวมไปถึงการทำทริปเปิ้ลแชมป์ เซเรียอา โคปปา อิตาเลีย และ UCL ในฤดูกาล 2009-10

แต่นอกจากความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่มาเตรัซซี มักถูกพูดถึงอยู่เสมอในสีเสื้ออินเตอร์คือความดุดันของเขา และเขาก็แสดงให้เห็นตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับทีมงูใหญ่ เมื่อได้รับใบเหลืองมากเป็นอันดับ 3 ของทีมถึง 17 ใบ ที่ทำให้ถูกแบนไปถึง 2 ครั้งในฤดูกาลดังกล่าว 

อันที่จริงความดุดันของเขาเป็นมาตั้งแต่ค้าแข้งอยู่เปรูจา เมื่อในฤดูกาล 1997 เขาได้รับใบเหลืองไปถึง 12 ใบ หรือแม้แต่ตอนที่ย้ายไปค้าแข้งในอังกฤษ ก็ยังถูกไล่ออกไปถึง 3 ครั้ง แม้ว่าเขาจะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหนึ่งในนั้นเป็นการโดนไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรมก็ตาม 

“ผมจำได้ว่าผมโดนใบแดง 3 ใบ และหนึ่งในนั้นมันไม่ยุติธรรม โทษแบนรุนแรงมากในพรีเมียร์ลีก ทำให้ฤดูกาลนั้น (1998-99) ผมได้เล่นน้อยมาก” เขากล่าวกับ FourFourTwo 

โดยพื้นฐาน มาเตรัซซี เป็นกองหลังที่เข้าสกัดหนัก ซึ่งไม่แปลกสำหรับกองหลังที่ต้องจัดการคู่แข่งให้อยู่หมัด แต่เขาเหนือกว่านั้นคือทั้งเข้าหนักและเต็มไปด้วยลูกตุกติก  

เขาเป็นผู้เล่นที่เข้าสกัดแบบถึงลูกถึงคน ที่มีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียบจากด้านหลัง กระโดดเสียบขาคู่ เตะทั้งบอลทั้งคน หรือแม้กระทั่งเตะคนอย่างเดียวโดนไม่สนใจบอล   

นอกจากนี้ มาเตรัซซี ยังเป็นนักเตะที่ชอบแถม ทั้งจังหวะชุลมุน หรือจังหวะตามน้ำ ที่ทำให้หลายครั้งแม้บอลหลุดจากการครองบอลไปแล้ว แต่เขาก็ยังใช้จังหวะต่อเนื่องลอบทำร้ายคู่แข่ง ตั้งแต่ธรรมดาอย่างศอก เหยียบหลังคู่แข่ง ถีบยอดอก ไปจนถึงจระเข้ฟาดหาง 

แม้แต่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นักเตะที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ก็เคยโดนเขาเล่นงานมาแล้ว ซึ่งครั้งนั้นก็ทำให้ดาวยิงสวีดิชถึงกับแค้นมาก และเก็บมันไว้ในใจ ก่อนจะมาเอาคืนในอีก 4 ปีให้หลัง แม้ช่วงเวลาระหว่างนั้น พวกเขาจะเคยอยู่ทีมเดียวกันก็ตาม

“มาเตรัซซี เข้ามาท้าทายผมเหมือนกับนักฆ่าคนหนึ่ง และทำให้ผมเจ็บ เขาเป็นนักเตะที่ก้าวร้าวคนหนึ่ง” ซลาตันกล่าวกับ GQ Magazine

“ผมอยากกลับลงไปในสนามเพื่อแก้แค้นแมทริกซ์ (ฉายาของมาเตรัซซี) ถ้าบางคนทำแบบนั้นกับผม ผมจะไม่ลืมมัน และหลังจากนั้นในอีกสองนาทีต่อมา ผมเจ็บจนเกินจะเล่นไหว และเล่นต่อไปไม่ได้ หลังจากนั้นผมย้ายไปอินเตอร์ บาร์เซโลนา และ มิลาน” 

“เรามาเจอกันอีกครั้ง ในเกมดาร์บีนัดแรกเมื่อฤดูกาล 2010-11 ในครึ่งหลัง แมทริกซ์ เข้ามาหาผมและผมก็เตะเขาด้วยท่าเทควันโด ผมส่งเขาไปโรงพยาบาล สแตนโควิชถามผมว่า ‘ทำไมนายทำอย่างนั้น’ และผมก็ตอบเขากลับไปว่า ‘ผมรอช่วงเวลานี้มา 4 ปี ทำไมผมจะไม่ทำ’” 

ไม่เพียงในสนามเท่านั้น นอกสนามมาเตรัซซี ก็พร้อมลุยทุกเมื่อ ในปี 2004 เขาต้องโดนแบนถึง 2 เดือน จากการไปต่อยกับ บรูโน ชีริลโญ กองหลังของ เซียนา จนปากฉีกในอุโมงค์เดินเข้าสนาม หลังจากมีเรื่องโต้เถียงกัน ทั้งที่เกมวันนั้นเขาไม่ได้ลงสนามด้วยซ้ำ 

ทำให้ ตลอดชีวิตนักเตะอาชีพกว่า 20 ปี มาเตรัซซี และกรรมการแทบจะเป็นไม้เบื่อไม้เบา เมื่อเขาได้รับใบแดงไปถึง 15 ใบ (บางข้อมูลว่ากันว่าสูงถึง 25 ใบ) และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลสุดโหดจากการจัดอันดับของนิตยสาร Time

“มาเตรัซซี โชคดีที่ยุคซึ่งเขาลงเล่นไม่ได้มีกล้องโทรทัศน์มากมายเหมือนทุกวันนี้ เพราะเขาทำในสิ่งที่บางทีก็ถกเถียงว่าผิดกติกาหรือไม่กันไม่ได้เลย เขาไม่ใช่นักฟุตบอลด้วยซ้ำ” จิจิ เลนตินี อดีตกองหน้า โตริโน และ เอซี มิลาน กล่าวกับ Football Italia 

อย่างไรก็ดี ความเถื่อนของเขาไม่ใช่แค่การกระทำเท่านั้น 

 

แข้งฝีปากกล้า 

ฟุตบอลเป็นเกมที่เข้าปะทะกันอยู่เสมอ ทำให้กองหลังบางคน แม้จะเล่นหนักในเกม แต่นอกเกมอาจจะมีน้ำใจนักกีฬา เคารพคู่แข่ง หรือเป็นเพื่อนกันได้ตามปกติ แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับมาเตรัซซี H4AYP4NXJJALNJU4NDDBFZTC7U

เพราะไม่เพียงแต่เป็นกองหลังที่เล่นหนักที่ค่อนไปทางสกปรกเท่านั้น มาเตรัซซี ยังเป็นผู้เล่นที่มีฝีปากไม่ยอมใคร เขามักจะปะทะคารมกับคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกสนาม

ในปี 2002 อินเตอร์ ที่นำเป็นจ่าฝูงมาเกือบทั้งฤดูกาล พ่ายให้กับ ลาซิโอ ในนัดส่งท้ายจนเสียแชมป์ เซเรียอา ให้ ยูเวนตุส ความเจ็บปวดและความเดือดดาลทำให้ มาเตรัซซี เข้าไปหาเรื่องนักเตะคู่แข่งหลังจบเกม โดยกล้องจับได้ว่า เขาตะโกนใส่หน้า อเลสซานโดร เนสตา ของลาซิโอว่า “ฉันทำให้นายคว้าแชมป์” 

มันคือการพูดถึงปี 2000 ที่เปรูจา ต้นสังกัดเขาในตอนนั้น เอาชนะยูเวนตุสได้ในนัดส่งท้าย และทำให้ลาซิโอ ต้นสังกัดของเนสตาแซงขึ้นไปคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งจริงๆ มันแทบไม่มีความจำเป็นต้องพูดเลย แต่เขาก็ต้องพูดออกมาให้ได้เพื่อความสะใจ  

หรือในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งถือว่าเป็นช็อตที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อเขาเป็นคนทำให้ ซีดาน ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ก่อนหมดเวลาในช่วงต่อเวลาพิเศษ 10 นาที หลังกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสเอาหัวพุ่งโหม่งใส่เขา

มาเตรัซซี ออกมาเผยเรื่องนี้ในตอนหลังว่า สิ่งที่เขาทำให้เตะชาวฝรั่งเศสฟิวส์ขาดเป็นเพราะเขาพูดจากดูถูกน้องสาวของคู่แข่ง ไม่ใช่เรื่องแม่อย่างที่ลือกันมาก่อนหน้านี้ 

“คำพูดของผมอาจจะดูโง่ไปหน่อย แต่ผมก็ไม่ควรถูกทำแบบนั้น แถวโรม, เนเปิลส์, ตูริน มิลาน ปารีส ผมได้ยินอะไรหนักกว่านี้” มาเตรัซซีกล่าว  

“ผมพูดเกี่ยวกับน้องสาวของเขา ไม่ใช่แม่อย่างที่เคยอ่านในหนังสือพิมพ์ แม่ของผมตายตั้งแต่ผมวัยรุ่น ผมไม่มีทางดูถูกเขาเรื่องนั้นหรอก” 

แม้จะยอมรับว่าได้กล่าวคำที่ไม่เหมาะสมออกไป แต่ใช่ว่ามาเตรัซซี จะรู้สึกผิด กลับกันเขายังรู้สึกขอบคุณซีดาน ที่หลงเหลี่ยมจนถูกไล่ออก และทำให้อิตาลีเล่นง่ายขึ้น ก่อนจะก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์โลก ด้วยการเอาชนะไปได้ในการดวลจุดโทษ

“ผมไม่เกลียดซีดาน ผมรักเขา ไม่ใช่เพราะเขาเอาหัวโหม่งใส่ผม แต่เพราะเขาทำให้ผมได้แชมป์ฟุตบอลโลก” มาเตรัซซีกล่าวกับ Forza Italian Football

เขายังมักจะฟาดปากหรือแซะคนอื่นผ่านสื่ออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์นายเก่าอย่าง ราฟาเอล เบนิเนซ ว่าเป็นคนไม่เก่ง หรือตอกกลับซลาตัน หลังอิบราเผยเหตุการณ์ถอนแค้นเขา ด้วยการบอกว่าขอบคุณที่ย้ายทีมออกไป จนทำให้ทีมประสบความสำเร็จ 

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนไปถึงตอนที่ ซลาตัน ย้ายออกจากอินเตอร์ ไปบาร์เซโลนาเมื่อปี 2009 โดยแลกตัวกับ ซามูเอล เอโต และดาวเตะชาวแคเมอรูน กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งูใหญ่คว้า 3 แชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การคุมทัพของ มูรินโญ หลังจากนั้นทันควัน

“ฉันมา ฉันเห็น ฉันพิชิต ตลอดไปและไม่ว่ากรณีไหน ขอบคุณอิบราฮิโมวิช ไม่มีแกเราคงไม่คว้าแชมป์” มาเตรัซซี โพสต์ข้อความพร้อมรูปการคว้าสามแชมป์ของอินเตอร์ในฤดูกาล 2009-10 

แน่นอนว่าด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีคนเกลียดมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก และเข้าป้ายเป็นอันดับ 1 โดยการจัดอันดับฟรองซ์ฟุตบอลเมื่อปี 2016

แต่ใช่ว่ามาเตรัซซี จะสนใจ

 

มันคือสไตล์

จริงอยู่ มาเตรัซซี จะขึ้นชื่อในฐานะกองหลังจอมสกปรก และพฤติกรรมสุดห่ามทั้งในและนอกสนาม แต่ต้องยอมรับว่ามันคือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดอยู่ในลีกระดับท็อปของยุโรปอย่างเซเรียอามาได้นับ 10 ปี materazzi-salvaje

เพราะที่จริง เขาอาจจะไม่ใช่กองหลังจอมเทคนิคอย่าง คันนาวาโร หรือเนสตา แต่มันก็ทดแทนด้วยสไตล์การเล่นที่เด็ดขาดแบบถึงลูกถึงคน ที่ทำให้คู่แข่งต้องผวา และกลายเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ 

“เขาเป็นคนพิเศษนอกสนาม และตอนที่เขาอยู่ในสนาม เขาเป็นนักเตะที่แข็งมากหากต้องเจอ” อิวาน ซาโมราโน กล่าวกับ Televisa Deportes 

เพราะเดิมที มาเตรัซซี เป็นนักเตะที่มีความสามารถอยู่แล้ว ด้วยส่วนสูงที่สูงถึง 192 เซ็นติเมตร ที่สามารถเล่นลูกกลางอากาศได้ดี แถมยังมีจุดเด่นในลูกฟรีคิกและจุดโทษ เมื่อผสานกับความดุดัน ทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่ผ่านยากคนหนึ่งของลีก 

“มาเตรัซซี เป็นคนที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง เชื่อผมเถอะ” มาร์โก เนกรี อดีตกองหน้าชาวอิตาลี กล่าวกับ Ranger TV  

“ตอนที่ผมเล่นกับเขาที่เปรูจา ในการฝึกซ้อมเราต้องเล่นมินิเกม ผมมักจะได้เล่นกับเขาเสมอ” 

“ไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือการได้อยู่ทีมเดียวกับเขา เพราะว่าเขาแข็งแกร่งมากๆ” 

มันอาจจะเป็นสองขั้วของด้านบวกและด้านลบที่มาเจอกัน เพราะในมุมหนึ่งเขาอาจจะเป็นนักเตะที่ถูกมองว่านิสัยไม่ดี เขาก็ใช้สิ่งที่คนมองว่าไม่ดีในการยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกMarco-Materazzi-01-e1538132112628

“เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากๆ เพราะว่าผมไม่คิดว่าเขาจะมีพรสวรรค์หรือเทคนิคอะไร แต่เขาโฟกัสไปที่เป้าหมาย เป้าหมายที่จะเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง” เนกรีกล่าวต่อ

ทำให้แม้ว่ามาเตรัซซี จะถูกวิจารณ์มากแค่ไหน แต่เขาก็ยังจำเป็นสำหรับสโมสรและทีมชาติ และผลงาน 16 โทรฟี ตอนที่มีเขาอยู่ในทีมคือเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี 

“เขาประสบความสำเร็จในทุกอย่าง เขาคว้า 3 แชมป์กับอินเตอร์ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกกับอิตาลี เป็นผู้ชนะที่แข็งแกร่งจริงๆ และผมดีใจที่ได้เล่นกับเขา โดยไม่ต้องสู้กับเขา” 

Uncategorized

สวยและรวยมาก ความ ‘แซ่บ’ และ ‘ฉลาด’ ที่ทำให้ มาเรีย ชาราโปว่า ทำเงินไม่มีหยุด

สวยและรวยมาก ความ ‘แซ่บ’ และ ‘ฉลาด’ ที่ทำให้ มาเรีย ชาราโปว่า ทำเงินไม่มีหยุด

เป้าหมายแรกของนักกีฬาอาชีพทุกคน ล้วนคือการเป็นแชมเปี้ยน อยู่เป็นอันดับ 1 ในวงการของตัวเอง 

อย่างไรก็ตามนั่นคือภูเขาลูกแรก ที่เมื่อนักกีฬาหลายคนสามารถข้ามได้แล้ว แต่กลับไม่สามารถข้ามภูเขาลูกที่สองไปได้ … และภูเขาลูกนั้นมีชื่อว่า “ขวัญใจมหาชน” 

เรื่องดังกล่าวนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆ แต่สำหรับ มาเรีย ชาราโปว่า มันกลับตรงกันข้าม เธอทำมันได้โดยธรรมชาติและแทบไม่ต้องปรุงแต่ง ถึงแม้เธอจะไม่ได้เก่งที่สุดเมื่ออยู่บนคอร์ท แต่นอกสนามนั้นแทบไม่มีใครล้มเธอจากตำแหน่งแชมป์ได้เลย … แม้กระทั่งวันที่เธอโดนแบนร่วม 2 ปี เธอก็ยังไม่เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่ดี

ติดตามเรื่องราวความแซ่บและความฉลาดที่เปลี่ยนเด็กสาวอพยพจากรัสเซียที่มีเงินติดตัวแค่ 700 ดอลลาร์ให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการเทนนิสได้ที่นี่ 

 

ที่สุดของการเป็นขวัญใจ 

ฉายา “นางฟ้ามาเรีย” ของ มาเรีย ชาราโปว่า นักเทนนิสหญิงจากรัสเซีย มีจุดเริ่มต้นจากภาพลักษณ์ของเด็กสาวหน้าตาน่ารักชวนดู แถมยังมีสไตล์การเล่นที่ดุดันสะใจตั้งแต่แจ้งเกิดในวงการตั้งแต่อายุ 17 ปี0630_tennis

หน้าตาที่สะสวยสวนทางกับการเล่นที่ดุดัน เธอมีลูกเสิร์ฟที่รุนแรงหวังผลได้ วิ่งเก็บทุกลูกเหมือนกับมีสามปอด และทุกครั้งที่หวดกลับ เธอใส่พลังผ่านเสียงที่ตะโกนดังลั่นสนาม 

ด้วยสไตล์การเล่นดังกล่าวทำให้ ชาราโปว่า ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับท็อป 5 ของโลก และขึ้นมือ 1 อยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังมีแชมป์แกรนด์สแลมอย่าง วิมเบิลดัน ในปี 2004 และ ยูเอส โอเพ่น ในปี 2006 การันตี จนกระทั่งเธอเริ่มมีปัญหาที่หัวไหล่ในช่วงปี 2007 เป็นต้นมา ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่หัวไหล่จนไม่สามารถเล่นสายเสิร์ฟและบ้าพลังเหมือนเก่าได้ ชาราโปว่า จึงเบนสไตล์เปลี่ยนมาเล่นสายเทคนิค ซึ่งปลายทางก็ไม่ต่างกันนักคือการประสบควาสำเร็จระดับแชมเปี้ยน

หลังจากการผ่าตัดที่ไหล่ ชาราโปว่า คว้าแชมป์ ออสเตรเลียน โอเพ่น ในปี 2008 และ เฟร้นช์ โอเพ่น อีก 2 สมัยในปี 2012 และ 2014 รวมถึงเหรียญเงินเเทนนิสหญิงเดี่ยวในการแข่งขันโอลิมปิก ที่กรุงลอนดอน ปี 2012  

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ภูเขาลูกแรกสำหรับนักกีฬาอาชีพคือการเป็นแชมป์ แต่ภูเขาลูกที่ 2 คือการเป็นขวัญใจมหาชนต่างหากที่ ชาราโปว่า สามารถปีนได้ง่ายดายยิ่งกว่าภูเขาลูกแรกเยอะ

สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ คือเธอเป็นคนมีเสน่ห์ ชนิดไม่ว่าใครเห็นก็ต้องยอมรับ หน้าตาสะสวย ผิวพรรณดี และรูปร่างเพอร์เฟ็กต์เหมือนกับนางแบบ ดังนั้นเมื่อมีต้นทุนพวกนี้บวกกับการมีฝีมือและไปถึงตำแหน่งแชมเปี้ยนด้วยแล้ว มาเรีย ชาราโปว่า จึงเป็นเป้าหมายของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่พร้อมจะทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้เธอมาร่วมงาน 

นับตั้งแต่คว้าแชมป์วิมเบิลดันในปี 2004 ชาราโปว่า ก็กลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับสินค้าดังๆ อย่าง นาฬิกา แท็ก-ฮอยเออร์, กล้อง แคนอน, โทรศัพท์มือถือ โมโตโรล่า และ โซนี่, รถยนต์ แลนด์ โรเวอร์ กับ ปอร์เช่, น้ำอัดลม เป๊ปซี่, โรลออนดับกลิ่น ปาล์มโอลีฟ รวมถึงบ่อเงินบ่อใหญ่ของเธออย่าง อุปกรณ์กีฬา ไนกี้ sharapova_Wimbledon_final

“มาเรีย ชาราโปว่า ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการสร้างมูลค่าให้กับตัวเอง เธอเป็นผู้ชนะทั้งในและนอกสนาม เพราะความเป็นคนที่มีเสน่ห์ที่ดึงดูด และยังเป็นนักกีฬาฝีมือดีอีกด้วย” เคิร์ท บาเดนเฮาเซ่น นักเขียนของ ฟอร์บส์ อธิบายถึงการเป็นขวัญใจมหาชนของ ชาราโปว่า 

นอกจากนี้นิตยสาร Forbes ได้ยืนยันรายได้ของ ชาราโปว่า จากทุกแบรนด์ที่กล่าวมาว่า มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดอาชีพนักเทนนิสของเธอ และเธอยังครองแชมป์นักเทนนิสหญิงที่มีรายรับสูงที่สุดติดต่อกันถึง 11 ปี

หนึ่งในสิ่งที่เธอทำเสมอ คือความไนซ์ต่อสปอนเซอร์ทุกตัวที่เข้ามา ชาราโปว่า ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ขี้วีนเท่าไหร่นักจากการเปิดเผยของผู้ร่วมงานกับเธอ ตัวแทนของ เอวิยอง แบรนด์น้ำแร่ที่เคยเซ็นสัญญากับ ชาราโปว่า เล่าว่า นักเทนนิสสาวชาวรัสเซียนั้นได้ตัดสินใจเลือกน้ำดื่ม เอวิยอง ให้เป็นสปอนเซอร์ เพราะตัวของเธอนั้นชื่นชอบน้ำยี่ห้อนี้อยู่แล้ว จึงทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและ ชาราโปว่า ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ เอวิยอง จดจำไม่ลืม 

“เรารักที่จะทำงานกับ มาเรีย ชาราโปว่า เธอทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็นคนเฮลท์ตี้ชัดมาก และยังเป็นตัวแทนของคนที่สามารถลองทำหลายสิ่งหลายอย่างจนคุ้มค่ากับชีวิต” โอลิเวีย ซานเชซ รองประธานฝ่ายการตลาดของ เอวิยอง กล่าว 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าเธอคือภาพจำ และเป็นตัวละครเอกของวงการเทนนิสหญิงมาตลอดอย่างยาวนาน แม้กระทั่งในช่วงปลายอาชีพเธอจะอันดับกระเด็นไปไกลเกินกว่าอันดับที่ 300 ก็ตาม8959594-3x2-700x467

วิลเลี่ยมส์ ผู้น้องกวาดแชมป์แกรนด์สแลมมา 23 รายการตลอดอาชีพนักเทนนิส และเธอคือที่สุดแห่งยุคในเรื่องฝีมือแบบไม่ต้องส่งสัย สถิติของ เซเรน่า ที่เจอกับ ชาราโปว่า ทั้งหมด 22 ครั้งคือ เซเรน่า ชนะ 20 ครั้ง ส่วน ชาราโปว่า ชนะแค่ 2 ครั้งเท่านั้นเอง 

เรื่องดังกล่าวมีเหตุผล เซเรน่า และ ชาราโปว่า มีความสัมพันธ์ที่ต่างกับคู่อริเทนนิสฝั่งชายอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ ราฟาเอล นาดาล ที่ถึงแม้ทั้งคู่จะช่วงชิงความยิ่งใหญ่และเป็นราชาของคอร์ทเทนนิสคนละสาย (เฟเดอเรอร์ – หญ้า, นาดาล – ดิน) แต่นอกสนามพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทและมีมิตรภาพให้กันเสมอมา

แต่ เซเรน่า และ ชาราโปว่า คือความสัมพันธ์ระดับผีไม่เผาเงาไม่เหยียบเลยก็ว่าได้ ในช่วงยุค 2000’s ที่ทั้งคู่ช่วงชิงความเป็นหนึ่งกัน แม้ ชาราโปว่า จะเป็นฝ่ายแพ้เสียส่วนใหญ่ แต่เหตุผลที่ซ่อนอยู่คือ เซเรน่า แค้นมากที่ ชาราโปว่า พาดพิงเธอด้วยเอาไปเขียนผ่านชีวิตประวัติที่ชื่อว่า “Unstoppable: My Life So Far”  

ในเล่มนั้น ชาราโปว่า เล่าว่า การเจอกันในวิมเบิลดันปี 2004 เธอได้เข้าไปชิงกับ เซเรน่า และเป็นการเอาชนะที่พลิกล็อกของเธอ และทำให้ ชาราโปว่า คว้าแกรนด์สแลมแรกของเธอมาครองได้สำเร็จ 

ในตอนที่รับถ้วยแชมป์นั้นทั้งคู่ก็ยิ้มแย้มให้กันดีอยู่ ทว่าหลังจากเข้าสู่ห้องแต่งตัว ชาราโปว่า เล่าว่า เซเรน่า เสียน้ำตาที่แพ้ให้กับเธอซึ่งเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบไม่คาดคิด และในขณะที่ เซเรน่า ร้องไห้ก็กลายเป็นจังหวะที่ ชาราโปว่า ได้ไปเห็นห้วงเวลาความอ่อนแอของยอดฝีมือฝ่ายหญิงพอดิบพอดี 

 

เรื่องแซ่บของนางฟ้า 

การทำเงินก้อนใหญ่ด้วยจุดขายด้านภาพลักษณ์นั้น ไม่มีใครเถียงว่าคือสิ่งที่เป็นตัวตนของ มาเรีย ชาราโปว่า ทว่าในเรื่องของการแข่งขันนั้น เธอก็ไม่ได้เป็นที่รักของทุกคนเสียทีเดียว และคู่อริของเธอก็คือเบอร์ 1 ตลอดกาลอย่าง เซเรน่า วิลเลี่ยมส์  

ชาราโปว่า เชื่อว่าชัยชนะของเธอนำมาซึ่งความเคียดแค้นของ เซเรน่า ที่หลังจากนั้นไม่ว่าทั้งคู่จะได้แข่งกันกี่ครั้ง เซเรน่า จะจัดเต็มและเกมๆ นั้นจะเป็นเกมที่ร้อนแรงเสมอ เพราะ เซเรน่า ฝังใจกับการแพ้ครั้งนั้นมากจนเคยบอกกับเพื่อนว่า เธอจะไม่แพ้ ชาราโปว่า เป็นครั้งที่ 2 แถมยังมีคำนามแทนชื่อ ชาราโปว่า ว่า “Little Bitch” เลยทีเดียว 

“ฉันคิดว่า เซเรนา เกลียดฉันที่เป็นเพียงเด็กรูปร่างบอบบางที่เอาชนะเธอได้อย่างเหลือเชื่อ ในศึก วิมเบิลดัน … แต่ฉันเชื่อเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เธอเกลียดฉัน เพราะฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอมากกว่า” 

ไม่ต้องสงสัย เซเรน่า ปรี๊ดแตกสุดขีดเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เธอบอกว่า ชาราโปว่า คิดเองเออเองไปหมดทุกอย่าง และเธอผิดหวังมากที่ ชาราโปว่า เอาไปเขียนเป็นตุเป็นตะลงหนังสือ 

“สิ่งที่อยู่ในหนังสือก็เอามาจากสิ่งที่เธอพูดลอยๆ มา 100 เปอร์เซนต์ ฉันได้อ่านมันแล้วรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ฉันร้องไห้ในล็อคเกอร์รูมบ่อยเมื่อแข่งแพ้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคนปกติที่ไหนก็เป็นกัน มันก็แสดงให้เห็นถึงความกระหายในสิ่งที่ตัวเองทำขนาดไหน เพราะทุกครั้งเวลาออกไปสนามก็จะทำให้ดีที่สุด มันคือนัดชิง วิมเบิลดัน ถ้าไม่ร้องไห้สิแปลก” เซเรน่า กล่าวก่อนที่แอบเหน็บ ชาราโปว่า กลับว่า 

“หนังสือเล่มนั้นเขียนถึงฉันเยอะเลย น่าเซอร์ไพรส์ทีเดียว เพราะไม่ได้คาดว่าจะได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับฉันในอัตชีวประวัติของคนอื่น”  unnamed

แม้จะแลกกันคนละหมัดด้วยประโยคแซ่บที่เตรียมมา แต่ ชาราโปว่า ก็ไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เธอตอบกลับในเชิงว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ตรงไหน เพราะชีวประวัติของเธอคือการบอกเล่าในสิ่งที่เคยประสบพบเจอในชีวิต และการเจอกับ เซเรน่า ก็เป็นเรื่องจริงทำไมจะเอามาเขียนไม่ได้?     

ความสัมพันธ์แบบอริ และความแซ่บของวาทะทั้งสองสาว ไม่ใช่มีแต่แง่ร้ายเท่านั้น มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันสำหรับการปะทะคารมทั้งในและนอกสนามคือ แมตช์ระหว่างทั้งคู่กลายเป็นที่สนใจของแฟนๆ เสมอ ทุกคนจับตาดูว่า เซเรน่า จะถล่ม ชาราโปว่า ให้เป็นจุลหรือไม่? หรือหนนี้ ชาราโปว่า จะฝากแผลใจเพิ่มให้กับ เซเรน่า อีก 

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าความเป็นอรินี้ทำให้ทั้งคู่ขายได้ ซึ่งทั้ง 2 ก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับบทดังกล่าง ชาราโปว่า บอกว่าพวกเธอไม่มีวันจะเป็นเพื่อนกันได้ตราบได้ที่ยังเป็นนักเทนนิสอาชีพ เพราะต่างคนต่างก็กระหายแชมป์ และพยายามจะเอาชนะกันและกันอยู่เสมอ  

ความพยายามในการก้าวข้ามกันและกันนี้เอง คือหนึ่งในกุญแจหลักที่ต่างฝ่ายต่างไม่อยากหยุดพัฒนา แม้ความสัมพันธ์จะออกมาไม่สวยงาม แต่มันกลับทำให้ชื่อเสียง, ภาพลักษณ์ และสตอรี่ของทั้งคู่งอกเงยขึ้นจนกลายเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกสนใจ … และสิ่งนี้เองคือสิ่งที่นักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ต้องการ 

 

วันที่ล้ม…สู่โอกาสใหม่ 

เป็นธรรมดาของอาชีพนักกีฬา ไม่มีใครเก่งได้ทุกวัน เมื่อถึงเวลาก็ต้องยอมแพ้กับสังขาร ชาราโปว่า เองก็เช่นกัน หลังจากคว้าแกรนด์สแลมสุดท้ายในปี 2012 เธอก็ดร็อปลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนใหญ่ในปี 2016 488877321

ในช่วงก่อนการแข่งขัน ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ชาราโปว่า พบกับปัญหาเมื่อเธอไม่ผ่านการทดสอบการใช้สารกระตุ้น โดยสารที่พบในตัวเธอมีชื่อว่า Meldonium ซึ่งเป็นยาที่เธอใช้เป็นประจำ แต่ทว่าองค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้น (WADA) เพิ่งบรรจุให้ยาชนิดดังกล่าวเป็นเป็นสารกระตุ้นต้องห้ามในปี 2016 พอดี จนทำให้สารยังค้างในร่างกาย นี่คือสิ่งที่เธออ้างด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตามข้ออ้างของเธอไม่ขึ้น ชาราโปว่าโดนโทษแบน 2 ปี ก่อนจะยื่นอุทธรณ์ลดเหลือ 15 เดือนได้สำเร็จ … แม้เวลาจะสั้นลงแต่ผลกระทบยังคงเดินหน้าต่อไป แบรนด์ที่เป็นบ่อเงินบ่อทองอย่าง แท็ก ฮอยเออร์, ไนกี้, ปอร์เช่ ถอดเธอออกจากรายชื่อแบรนด์แอมบาสเดอร์ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ยิบย่อยต่างๆ ที่ทำเช่นเดียวกัน จนทำให้รายได้ของเธอหายไปเยอะ และเสียตำแหน่งแชมป์นักเทนนิสหญิงที่ทำเงินมากที่สุดต่อปีให้กับ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ไปในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าตาจนเสียแล้วในตอนนี้ … แต่อย่างที่นักวิจารณ์ของ ฟอร์บส์ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ นอกจาก ชาราโปว่า จะมีเสน่ห์แล้ว เธอยังมีควา “ฉลาด” ด้วย และความฉลาดในทางหัวธุรกิจได้กลายเป็นฐานที่มั่นที่ทำให้เธอไม่ต้องกังวลมากนักเมื่อสปอนเซอร์หลักหายไป 

นั่นเพราะว่าเธอได้สร้างแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อว่า Sugarpova ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขายลูกอมและขนมหวาน ไว้แล้วนั่นเองgettyimages-534006792-1050x700

“ครั้งแรกที่ฉันเริ่มต้นคิดธุรกิจนี้ขึ้นมามันเกิดขึ้นในช่วงที่ฉันมีอาการบาดเจ็บ ตอนนั้นฉันอายุแค่ 21 ปีเท่านั้น และไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับมาเล่นเทนนิสได้อีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นฉันต้องหาอะไรที่สามารถสร้างเงินให้ฉันได้มากพอที่จะไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต และมีเงินให้ครอบครัวไว้ใช้จ่ายและมีความสุข” 

ณ เวลานั้นเธอมีเงินลงทุนไม่มาก เธอจึงค่อยๆ ทำไปทีละน้อย และหวังจะให้มันเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้สุดท้ายเธอจะผ่าตัดผ่านฉลุยและกลับมาตีเทนนิสได้ดีอีกครั้ง แต่แบรนด์ลูกอมของเธอก็ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยการวางแผนธุรกิจของเธอเอง

“เมื่อคุณเพิ่งเริ่มคุณจะรู้สึกว่ามันยากที่จะประสบความสำเร็จในทันที ดังนั้นต้องให้เวลาตัวเองสัก 5 ปี และฉันไม่เคยอายที่จะลงมือทำอะไรอื่นๆ ที่แตกต่างเลย” 

ชาราโปว่า ขยายธุรกิจของเธออกไปด้วยการส่งขายไปร้านซูเปอร์มาเก็ตอย่าง Kroger หรือแม้แต่กระทั่ง 7-11 เครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่ง The Sun สื่อจากอังกฤษบอกว่าทุกวันนี้ Sugarpova สามารถทำเงินให้กับ ชาราโปว่า ได้ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว 

“เทนนิสจ๋า ฉันขอลาก่อน หลังเล่นเทนนิสมา 28 ปี คว้าแชมป์แกรนด์สแลม 5 สมัย ฉันพร้อมที่จะไต่ขึ้นภูเขาลูกใหม่แล้ว เพื่อเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ” ชาราโปวา ที่เพิ่งแถลงแขวนแร็คเก็ตไปเมื่อเร็วๆ นี้กล่าว Sugarpova-says-7-Eleven-chocolate-listing-is-a-game-changer_wrbm_large

ภูเขาลูกแรกคือการเป็นแชมป์ เธอพิชิตได้ ภูเขาลูกที่สองคือการเป็นขวัญใจแฟนๆ เธอก็ทำไปแล้ว ณ เวลานี้เธอกำลังใช้ความฉลาดและเสน่ห์ของตัวเองในบทบาทของ CEO บริษัทขายขนมหวาน ปีนข้ามภูเขาลูกที่ 3 นั่นคือการต่อยอดหลังจากเลิกเล่น … 

จากเด็กสาวชาวรัสเซียที่ย้ายมาสหรัฐอเมริกาในปี 1994 ด้วยเงินเก็บเพียง 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทุกวันนี้ มาเรีย ชาราโปว่า กลายเป็นหนึ่งในต้นแบบของนักกีฬาที่ใครหลายคนอยากเดินรอยตาม

ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จ แต่มันสมบูรณ์ทุกขั้นตอน จนต่อให้ล้มก็เป็นการล้มลงบนฟูก และดูเหมือนว่าจากนี้ตัวเลขในบัญชีของเธอกำลังจะเดินหน้าทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ในอนาคตเธออาจจะทำเงินจากการขายขนมหวานได้มากกว่าที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่เคยให้เธอตอนที่ยังเป็นนักเทนนิสอยู่ก็เป็นได้ 

Uncategorized

VIBRAM FIVEFINGERS BIKILA รองเท้าที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า

VIBRAM FIVEFINGERS BIKILA รองเท้าที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า

รองเท้า แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อ รอง-เท้า ของเรา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลกจะไม่หยุดนวัตกรรมที่ทำให้รองเท้านั้นช่วยลดแรงกระแทก และเพิ่มออปชั่นต่างๆ เพื่อดูแลและทำให้เท้าของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของรองเท้าวิ่งที่นับวันก็มีคุณสมบัติล้ำขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตามมีรองเท้าวิ่งชนิดหนึ่งที่แหกคอกและฉีกกฎที่โลกนิยม นั่นคือแบรนด์ Vibram ที่พวกเขาผลิตรองเท้าออกมาเพื่อให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่รองเท้า และสามารถรู้สึกเหมือนกับการวิ่งเท้าเปล่า … แล้วพวกเขาผลิตมันขึ้นมาเพื่ออะไร?

รู้จักกับ Vibram FiveFingers Bikila รองเท้าวิ่งที่ฉีกกฎต่างๆ ที่มีแรงบันดาลใจจากนักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิกที่เข้าเส้นชัยด้วยเท้าเปล่าได้ที่นี่ 

วิ่งเท้าเปล่าเจ๋งเหรอ? 

การวิ่งเท้าเปล่านั้นจะเป็นการใช้ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นโดยตรง ดังนั้นหากคุณได้วิ่งเท้าเปล่าแบบไม่มีความชำนาญ หรือไม่มีการลงเท้าที่ถูกต้องแล้ว มันจะมีข้อเสียเนื่องจากจะทำให้มีอาการบาดเจ็บตามมาได้เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์รองรับการกระแทก อวัยวะที่ได้รับผลกระทบได้แก่ เข่า, สะโพก และลำตัวช่วงบน natural running

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่แบรนด์รองเท้าดังแทบทุกยี่ห้อในเวลานี้เลือกที่จะแข่งกันที่อุปกรณ์ลดการกระแทก และพื้นรองเท้าที่เรียกได้ว่า “มีแรงดีด” ทำให้ผู้สวมใส่วิ่งให้ดีกว่าเดิมนั่นเอง … ทว่าหากการใส่รองเท้านั้นดีกว่าการวิ่งเท้าเปล่า Vibram FiveFingers Bikila จะถูกผลิตมาเพื่อประโยชน์อะไรล่ะ?

Vibram FiveFingers Bikila คือรองเท้าที่เคลมตัวเองว่าให้ความรู้สึกสบายเหมือนกับการวิ่งเท้าเปล่า โดยทรงของรองเท้าจะมีที่สวมใส่ครบ 5 นิ้ว ซึ่งเป็นทรงที่เหมือนกับถุงเท้ามากกว่ารองเท้านั่นเอง ที่ Vibram ตั้งใจทำออกมาแบบนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่าการวิ่งด้วยเท้าเปล่าก็มีประโยชน์ไม่น้อย  แถมหลายๆ ข้อนั้นยังเป็นประโยชน์ในระยะยาวอีกด้วย 

 

จุดแข็งของการวิ่งเท้าเปล่าก็คือมันจะมีประโยชน์สุดๆ หากผู้ที่วิ่งนั้น ได้ฝึกจนมีกล้ามเนื้อที่เท้าแข็งแรงแล้ว เพราะเมื่อได้ฝึกวิ่งเท้าเปล่าเป็นประจำ หน้าเท้าจะแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้มันจะเป็นการปรับรูปเท้าโดยธรรมชาติเพื่อให้ลงน้ำหนักในการวิ่งได้ถูกต้องด้วย จนยากที่จะเกิดอาการบาดเจ็บได้ 

ขณะที่ประโยชน์อื่นๆ ก็อย่างเช่น เมื่อวิ่งเท้าเปล่าก็จะใช้พลังงานน้อยลง เพราะไม่ต้องสูญเสียพลังงานจากการลงน้ำหนักและถีบตัวด้วยพื้นรองเท้าหนาๆ ดังนั้นเมื่อวิ่งเท้าเปล่าจนปรับรูปเท้าได้แล้วก็จะทำให้วิ่งได้ดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายๆ ที่สำคัญเมื่อไม่สวมใส่อะไรเลยก็ยิ่งทำให้เท้าไม่อึดอัดสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว 

 

การใช้จุดแข็งของ VIBRAM 

Vibram เป็นชื่อแบรนด์ที่มาจากชื่อเจ้าของบริษัทพื้นรองเท้าที่ทำมาจากยาง ชาวอิตาเลียนที่ชื่อว่า Vitale Bramani และแน่นอนด้วยความที่เป็นพื้นยาง จุดมุ่งหมายหลักของ Vibram ที่ผลิตรองเท้าของตัวเองจึงเน้นไปที่รองเท้าที่เน้นการใช้งานหนักๆ เช่นการเดินป่าเป็นต้นvibram_3

กระทั่งในปี 1999 พวกเขาคิดจะออกแบบรองเท้าที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่รองเท้าขึ้นมา จนกลายเป็นการกำเนิดรองเท้ารุ่น Vibram FiveFingers Bikila ในปี 2005 ซึ่งเป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 4.6 ออนซ์ (ราว 130 กรัม) มีพื้นยางที่เป็นซิกเนเจอร์ (ลายเซ็น, จุดเด่น) ของแบรนด์ที่หนา 3.3 นิ้ว และมีรูระบายอากาศรอบทิศทาง

ซึ่งรีวิวส่วนใหญ่จากผู้ใช้ทั้งไทยและต่างประเทศต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อใส่วิ่งบนถนนถือว่ามีการตอบสนองที่ดี มีการยึดเกาะกับพื้นทียอดเยี่ยม วิ่งแล้วรู้สึกสนุกได้บรรยากาศที่แตกต่างจากที่เคยมี และมีราคาที่ไม่แพงมากนัก  

ส่วนข้อเสียคือด้วยความที่พยายามออกแบบมาให้เหมือนกับวิ่งเท้าเปล่ามาก จึงทำให้การใส่ไปวิ่งเทรล หรือพื้นที่ที่ขรุขระ เหยียบหินหรือสิ่งกีดขวางใดๆ ก็จะเกิดอาการ “เจ็บที่เท้าเล็กน้อย” เพราะกันกระแทกได้ไม่ดี ซึ่งต่างกับรองเท้าวิ่งแบบพื้นหนาที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน 

นอกจากนี้การจะใส่รองเท้า Vibram FiveFingers Bikila ได้อย่างคุ้มค่านั้นต้องเป็นคนที่มีเทคนิคการวิ่งที่ดีในระดับหนึ่ง จึงจะใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากการวางเท้ากับพื้นผิด เช่นวิ่งลงส้น ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้มากกว่ารองเท้าทั่วไปแน่นอน 

ดังนั้นแม้ Vibram FiveFingers Bikila จะไม่ “โล่ง” เท่ากับเท้าเปล่า แต่มันก็เป็นรองเท้าที่ทำให้ได้วิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ และมีสมาธิกับทุกๆ ก้าวของตนเองนั่นเอง 

 

ต้นแบบของ VIBRAM FIVEFINGERS BIKILA 

จุดเริ่มต้นในการพัฒนารองเท้าของ Vibram ที่นำมาสู่รุ่น FiveFingers Bikila นั้นที่ที่มาโดยได้ อเบเบ บิกิล่า นักวิ่งเท้าเปล่าชาวเอธิโอเปียผู้ที่พิชิตเหรียญทองโอลิมปิก 1960 เป็นแรงบันดาลใจ และได้ใช้ชื่อ บิกิล่า เพื่อเป็นเกียรติในฐานะนักวิ่งเท้าเปล่าที่โลกยอมรับ

ตัวของ บิกิล่า นั้นมีจุดเริ่มต้นของการวิ่งเท้าเปล่าที่มาจากความยากจน เขาต้องรับจ้างเดินดูฝูงแกะตั้งแต่ยังเด็ก และเขาไม่มีรองเท้าใส่ นั่นจึงทำให้เขาได้ฝึกเท้าเปล่าจนกล้ามเนื้อเท้า และการวางเท้ากับพื้นได้ดีแบบไม่รู้ตัว

โดยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาโด่งดังก็คือ เขาถูกกองทัพ (ณ เวลานั้น บิกิล่า เป็นทหาร) ส่งไปแข่งขันโอลิมปิก ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี แทน วาม บราตู นักวิ่งตัวหลักที่เกิดอาการป่วยก่อนการแข่งขันเริ่มแบบเส้นยาแดงผ่าแปด และตัวของเขาก็ไม่ได้มีลิสต์ในรายชื่อผู้แข่งโอลิมปิกตั้งแต่แรก จึงทำให้ อาดิดาส ที่เป็นแบรนด์สนับสนุนทีมวิ่งของ เอธิโอเปีย ไม่ได้ผลิตรองเท้าไซซ์ของ บิกิล่า มาเผื่อไว้ 

ด้วยความหารองเท้าที่เหมาะกับเท้าตัวเองไม่ทัน บวกกับรองเท้าที่ทีมงานหามาให้ก็ไม่พอดีกับรูปเท้า บิกิล่า จึงเลือกที่จะวิ่งด้วยเท้าเปล่า ซึ่งเป็น 1 ในการวิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดมาตั้งแต่เด็ก

จุดนี้ บิกิล่า เคยอธิบายว่าการวิ่งเท้าเปล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมาแล้วสวมรองเท้า ดังนั้นการวิ่งด้วยเท้าเปล่าคือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์นั่นเอง 

และจากความเชี่ยวชาญดังกล่าวทำให้ บิกิล่า ลงแข่งขันวิ่งในโอลิมปิกที่กรุงโรมด้วยการคว้าเหรียญทองประเภท มาราธอน ชายได้สำเร็จ จากนั้น บิกิล่า ก็โด่งดังไปทั่วโลกและคว้าเหรียญทองในโอลิมปิก 1964 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้อีกครั้ง ด้วยการทำลายสถิติเดิมด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 12 นาที และ 11 วินาทีอีกด้วย (ทว่าครั้งนี้ เขามีสปอนเซอร์รองเท้าแล้ว)vibram-fivefingers-bikila-evo

ที่สุดแล้ว Vibram FiveFingers Bikila ก็ได้กลายเป็นที่นิยมในช่วงเวลาหนึ่งเพราะความแปลกใหม่และประโยคขายที่บอกว่า เบาสบายเหมือนวิ่งเท้าเปล่า ซึ่งความจริงแล้วมันไม่มีทางจะเหมือนเท้าเปล่า 100% ได้แน่นอน 

แต่อย่างน้อยสิ่งที่ Vibram FiveFingers Bikila ทำได้ คือการพยายามปรับท่าวิ่งให้กับผู้สวมใส่ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และห่างไกลจากการวิ่งแบบลงเส้นที่มีการเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บปากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรองเท้ารุ่นที่ใช้เทคโนโลยีรองรับแรงกระแทกที่ล้ำสมัยอาจจะทำให้ผู้วิ่งเกิดอาการเผลอลงส้นได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บในระยะยาวได้ Vibram-Fivefingers-V-RUN-women-Outdoor-Sports-Road-Running-Shoes-Five-fingers-Breathable-Wear-resistant-Five.jpg_q50และท้ายที่สุดนี้เราไม่ได้จะบอกว่า Vibram FiveFingers Bikila เป็นสุดยอดรองเท้าวิ่งหรือดีกว่าแบรนด์ไหนๆ เพราะของบางอย่างก็เหมาะกับคนบางคน ดังนั้นจงอย่าเชื่อสิ่งใดจนกว่าคุณจะได้ลองมันเอง … หากคุณได้ลงสวมใส่  Vibram FiveFingers Bikila คุณอาจจะรู้สึกเจ็บและขยาดจนไม่อยากใส่มันอีกก็ได้ หรือไม่แน่คุณก็อาจจะหลงรักรองเท้าเสมือนเท้าเปล่าคู่นี้และนำไปสู้การวิ่งแบบไม่สวมใส่รองเท้าเลยก็เป็นได้

Uncategorized

PEOPLE’S ELBOW ท่าไม้ตายสุดเบาของ “เดอะ ร็อค” ที่มหาชนทั่วโลกตั้งตารอ

PEOPLE’S ELBOW ท่าไม้ตายสุดเบาของ “เดอะ ร็อค” ที่มหาชนทั่วโลกตั้งตารอ

“ถอดสนับศอก เด้งหนึ่ง เด้งสอง ยึกๆ ยักๆ ศอกมหาชน จับกด 1 2 3 เดอะ ร็อค เป็นฝ่ายชนะ”

 

หากพูดถึงท่าไม้ตายที่อยู่ในใจแฟนมวยปล้ำ “ศอกมหาชน” หรือ People’s Elbow ท่าไม้ตายสุดเท่ของ เดอะ ร็อค (The Rock) ที่เด้งเชือกไปมาแล้วทิ้งศอก จนต้องแอบจดจำไปเล่นกับเพื่อนหรือพี่น้องบนที่นอน ยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างไม่เสื่อมคลาย

แต่ไม่ว่าเราจะลองใช้ท่านี้สักกี่ครั้ง หรือโดนเพื่อนทิ้งศอกใส่สักกี่คน เราก็คงจะไม่รู้สึกเจ็บ หรือยอมโดนกดนับสามสักครั้ง จนทำให้เกิดความสงสัยเล็กๆ ติดอยู่ในใจว่า ท่าศอกมหาชนมันรุนแรงจนเป็นท่าไม้ตายได้อย่างไร?

เราจะพาคุณไปดูเรื่องราวของท่าศอกมหาชน ตั้งแต่วันที่เป็นท่าทิ้งศอกธรรมดาที่คิดขึ้นเพื่อใช้อำเพื่อนนักมวยปล้ำ จนกระทั่งกลายเป็นท่าไม้ตายที่น่าจดจำมากที่สุดในวงการ และครองใจมหาชนทั่วโลกได้อย่างทุกวันนี้

 

ท่าหักไหล่ในตำนาน

ก่อนที่ เดอะ ร็อค จะเป็นหนึ่งในนักมวยปล้ำที่โด่งดังที่สุดจากท่าศอกมหาชน คุณรู้หรือไม่ว่า เดอะ ร็อค เคยเป็นนักมวยปล้ำที่ถูกโห่มากที่สุดใน WWE960

ย้อนกลับไปวันที่ 17 พฤศจิกายน 1997 แฟนมวยปล้ำทั่วโลกได้รู้จักกับ ร็อคกี มายเวีย (Rocky Maivia) นักมวยปล้ำสายเลือดซามัว ลูกชายของสุดยอดนักมวยปล้ำ ร็อคกี จอห์นสัน (Rocky Johnson) และหลานชายของสุดยอดนักมวยปล้ำ ปีเตอร์ มายเวีย (Peter Maivia) ผู้เป็นปู่ของเขา

เขาเปิดตัวด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง ดูมีความสุขเกินมนุษย์ธรรมดา ผมสีดำน้ำมันเยิ้มโค้งเป็นลอน และแต่งตัวประหลาดที่จะบอกว่าเป็นซามัวก็ไม่ใช่ มาจากหมู่เกาะไหนก็ไม่สามารถระบุได้ 

ร็อคกี มายเวีย เปิดตัวในฐานะนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ ที่ลงปล้ำในแมตช์แท็กทีมประเพณีของศึก Survivor Series 1996

ถึงหน้าตาและท่าทางจะตลก แต่ความแข็งแกร่งบนเวที (ตามบท) ของ ร็อคกี มายเวีย ไม่ใช่เรื่องเล่น คาแรกเตอร์ของเขาคือนักมวยปล้ำเชื้อสายซามัว ที่มีความแข็งแกร่งเท่ากับปู่และพ่อรวมกัน กลายเป็นผู้อยู่รอดเพียงคนเดียวของแมตช์แท็กทีมประเพณี หลังจบกดคู่ต่อสู้คนสุดท้ายอย่าง โกลดัสท์ (Goldust) ด้วยท่า Running Shoulder Breaker (รันนิง โชลเดอร์ เบรคเกอร์)

ไม่ถึง 3 เดือนต่อมา ร็อคกี มายเวีย ถูกผลักดันขึ้นสู่ระดับสูงของสมาคม เขาคว้าแชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล มาครองได้สำเร็จ มันควรจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้วมันคือจุดต่ำสุดในชีวิตของเขา 

แฟนมวยปล้ำไม่ยอมรับการผลักดันนี้ และเริ่มจะส่งเสียงโห่ทุกครั้งที่ร็อคกีปรากฏตัวบนเวที

“ไปตายซะ ร็อคกี” หรือ “ร็อคกีห่วย” คือคำด่าที่แฟนมวยปล้ำมอบให้กับร็อคกีในช่วงเวลานั้น ผลสุดท้าย WWE ทนแรงกดดันจากแฟนมวยปล้ำไม่ไหว ตัดสินใจเขียนบทให้ ร็อคกี มายเวีย เสียแชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล ทั้งที่ถือครองแชมป์ไม่ถึง 2 เดือน และสั่งยุติแผนผลักดันนักมวยปล้ำรายนี้ชั่วคราว

หนึ่งในปัญหาหลักที่ทำให้ ร็อคกี มายเวีย ไม่สามารถครองใจแฟนมวยปล้ำได้ในช่วงเวลานั้น คือท่าไม้ตาย Running Shoulder Breaker หรือ “ท่าหักไหล่” อันเป็นท่าไม้ตายของมวยปล้ำยุคโบราณ ที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1970’s

วิธีการใช้ท่า Running Shoulder Breaker ไม่ยุ่งยากหรือต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย เพียงแค่จับคู่ต่อสู้แบกขึ้นไหล่ เดินจนพอได้ที่ หลังจากนั้นค่อยทิ้งไหล่คู่ต่อสู้มากระแทกกับเข่า เปรี้ยง!! หลังจากนั้นจึงจับกดนับสาม คว้าชัยชนะไป

ชมคลิปท่า Running Shoulder Breaker ด้านล่าง

หลายคนที่ได้ดูคลิปด้านบนน่าจะคิดเหมือนกันว่า ท่านี้มันเจ็บตรงไหน แต่ความจริงแล้ว ท่า Running Shoulder Breaker เคยเป็นท่ามวยปล้ำที่อันตรายที่สุดในยุค Old School เนื่องจากท่านี้เล่นงานตรงที่ไหล่คู่ต่อสู้ เพื่อทำให้ไม่สามารถยกไหล่ได้ในจังหวะจับกดนับสาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 1997 ที่แฟนมวยปล้ำได้เห็นท่าไม้ตายอย่าง Sweet Chin Music หรือ Stunner ท่ามวยปล้ำโบราณอย่าง Running Shoulder Breaker จึงไม่ถูกยอมรับจากแฟนมวยปล้ำอีกต่อไป

ร็อคกี มายเวีย หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์หลังเสียแชมป์ไม่นาน ก่อนปรากฏตัวต่อหน้าแฟนมวยปล้ำอีกครั้ง ด้วยบทบาทใหม่ ชื่อใหม่ และท่าไม้ตายใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล

 

กำเนิดศอกมหาชน

เดือนสิงหาคม ปี 1997 ร็อคกี มายเวีย กลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะนักมวยปล้ำธรรมะอีกต้องไป ร็อคกี เข้าร่วมกลุ่มมวยปล้ำฝั่งอธรรม The Nation Of Domination (เดอะ เนชัน ออฟ ดอมิเนชัน) กลุ่มมวยปล้ำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามในสหรัฐอเมริกา

ในช่วงเวลานี้เอง ร็อคกี ได้โอกาสจับไมค์พูดด่าคนดูตามประสานักมวยปล้ำอธรรม และเริ่มเรียกตัวเองด้วยความยโสโอหังว่า “เดอะ ร็อค” แน่นอนว่า ร็อคกี หรือ เดอะ ร็อค ยังคงได้รับเสียงโห่จากคนดูเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในฐานะนักมวยปล้ำอธรรม มันคือสิ่งที่เขาควรได้รับ อันเป็นเครื่องยืนยันว่าคาแรกเตอร์นี้ กำลังไปได้สวย

สิ่งเดียวที่ เดอะ ร็อค ยังขาด คือท่าไม้ตายชั้นดีสักท่าที่จะพาเขาขึ้นสู่ระดับสูงสุดของสมาคม เพราะถึงตอนนั้น เดอะ ร็อค จะเลิกใช้ Running Shoulder Breaker แต่เขาก็ยังไม่มีท่าไม้ตายใหม่มาทดแทน และต้องเอาชนะด้วยการใช้สนับมือต่อยคู่ต่อสู้ หรือการรวบกดแบบผิดกติกา

ผลสุดท้าย ท่าไม้ตายที่เขามาตอบโจทย์คือท่า … Rock Bottom (ร็อค บอททอม) ท่าจับฟาดคู่ต่อสู้ยกก่อนฟาดลงไปเบื้องหน้า อันเป็นท่าที่ดูรุนแรง และ เดอะ ร็อค ก็ใส่ได้สวยงาม ท่านี้กลายเป็นท่าไม้ตายหลักของ เดอะ ร็อค ตั้งแต่ปี 1997 จนกระทั่งปัจจุบันmaxresdefault

ท่ามวยปล้ำอีกหนึ่งท่าที่ เดอะ ร็อค เริ่มต้นในใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันกับ Rock Bottom คือท่าศอกมหาชนที่เรารู้จักกันดี แต่ในช่วงเวลานั้น มันยังไม่ได้ชื่อท่าศอกมหาชน และไม่ได้เป็นท่าไม้ตาย ที่มีความรุนแรงมากพอจะกดใครนับสามด้วยซ้ำ

ทริปเปิล เอช (Triple H) หนึ่งในคู่ปรับที่ร้ายกาจที่สุดของ เดอะ ร็อค เปิดเผยในภายหลังว่า ท่าศอกมหาชน ไม่เคยตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นท่าไม้ตาย เพราะมันเป็นท่าที่สร้างขึ้นขึ้นเพื่อทำให้ ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ (The Undertaker) นักมวยปล้ำสัปเหร่อ หลุดคาแรกเตอร์ขำก๊ากกลางเวทีเท่านั้น

“ผมจำมันได้แม่นเลยละ ในแมตช์ที่ไม่ได้ถ่ายออกทีวี เมื่อคุณอยู่ในจุดที่ทำงานร่วมกัน และเดินทางไปตามที่ต่างๆ มากกว่า 300 วัน เราก็ตกลงกันว่า มาทำให้ อันเดอร์เทคเกอร์ หัวเราะกันเถอะ” ทริปเปิล เอช กล่าว

“คืนหนึ่ง เดอะร็อคใช้ท่าศอกมหาชน แต่ตอนนั้นมันยังไม่ใช่ชื่อศอกมหาชนนะ มันชื่อท่าว่า ‘ดูท่านี้ให้ดี เพราะมันจะทำให้แกขำก๊ากอยู่ข้างเวที’”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อันเดอร์เทคเกอร์ ไม่หลุดขำ แต่คนดูชอบมันมาก จากท่าที่ถูกใช้ในโชว์ไม่ออกทีวี เดอะ ร็อค หยิบจับมันมาใช้ในแทบทุกแมตช์ที่เขาปล้ำ ก่อนจะเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ในเวลาต่อมา

 

ศอกมหาชนที่ทุกคนรัก

ท่าศอกมหาชน ก้าวขึ้นมาเป็นท่าไม้ตายเต็มตัวในช่วงที่ เดอะ ร็อค พลิกกลับเป็นฝ่ายธรรมะ และตั้งชื่อท่านี้อย่างเป็นทางการว่า ศอกมหาชน หรือ People’s Elbow เพื่อให้สอดคล้องกับฉายาของเขาในช่วงเวลานั้นอย่าง แชมป์มหาชน (People’s Champion)

ทันทีที่ ศอกมหาชน ถูกเลื่อนระดับเป็นท่าไม้ตาย ท่านี้ก็ทวีความรุนแรง นักมวยปล้ำคนไหนที่โดนจะต้องชักดิ้นชักงอ ถูกจับกดนับสามกันแทบทุกราย จนเกิดคำถามที่แฟนมวยปล้ำทั่วโลกยังคาใจ ว่าสรุปแล้วท่าศอกมหาชน มันแรงขนาดนี้ได้อย่างไร?

หลายคนกล่าวว่า ศอกมหาชนจะมีความรุนแรงระดับท่าไม้ตาย ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะในอดีตมีนักมวยปล้ำระดับตำนาน เคยใช้ท่ารูปแบบคล้ายกันนี้ เป็นท่าไม้ตายมาแล้ว นั่นคือท่า Bionic Elbow (ไบโอนิค เอลโบว์) ของ ดัสตี โรดส์ (Dusty Rhodes)rock

ท่า Bionic Elbow คือท่าไม้ตายระดับตำนาน ที่ถูกนักมวยปล้ำรุ่นหลังมากมายนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นมันก็คงจะไม่แปลกที่ ท่าศอกมหาชน จะได้รับการยอมรับจากแฟนมวยปล้ำ ตามรอยความสำเร็จของ Bionic Elbow

คำอธิบายดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่า เดอะ ร็อค เคยใช้ท่ามวยปล้ำจากยุค Old School อย่าง Running Shoulder Breaker มาแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับ แล้วเหตุใด ท่าศอกมหาชน ที่ดู “ตลก” ยิ่งกว่า และต้องใช้ตรรกะการดูมวยปล้ำแบบโบราณเข้ามา ถึงได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้?

เหตุผลแท้จริงที่ศอกมหาชน ดูสมเหตุสมผลด้านความรุนแรง และได้รับความนิยมไปทั่วโลก คือ ความสัมพันธ์ของตัวท่าศอกมหาชน กับตัวของ เดอะ ร็อค เอง กล่าวคือ หากเราตั้งสมมติฐานว่า ท่าศอกมหาชนเป็นท่าที่มีความรุนแรงแบบ “ขี้โม้” และ นักมวยปล้ำแบบเดอะ ร็อค ก็เป็นนักมวยปล้ำประเภท “จอมโว”  ด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยสกิลปากที่ไม่มีนักมวยปล้ำรายใดตามทัน จนกระทั่งทุกวันนี้ ความเป็นนักมวยจอมโวของ เดอะ ร็อค คือส่วนหนึ่งที่พัฒนาให้คาแรกเตอร์ของเขา ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดของ WWE ดังนั้นการจะใส่ท่ามวยปล้้ำที่ดูปลอมลงไป นอกจากจะเพิ่มรสชาติของแมตช์การปล้ำแล้ว ยังเพิ่มสีสันคาแรกเตอร์ เดอะ ร็อค ให้เด่นชัดขึ้นด้วย

ไม่ว่าจะเป็นท่าศอกมหาชน หรือ ถุยน้ำลายลงฝ่ามือแล้วตบ หากตัดท่าทางเกินจริงของ เดอะ ร็อค ออกไป มันก็ไม่ใช่ท่าที่รุนแรงอะไรขนาดนั้น แต่เพราะทักษะการแสดงของ เดอะ ร็อค ที่สามารถรับมือกับคนดูได้อยู่หมัด มันก็ช่วยเพิ่มพลังให้กับท่ามวยปล้ำของเขาได้อย่างน่าประหลาด

ในทางกลับกัน หากนักมวยปล้ำรายอื่นขอหยิบยืม ท่าศอกมหาชน ไปใช้งาน และต่อให้ลอกเลียนท่วงท่าการเคลื่อนไหวมาทุกกระเบียดนิ้ว คนดูจะไม่รู้สึกว่าท่านี้มีความรุนแรงอะไรเลย เพราะคนใช้งานท่าศอกมหาชนไม่ใช่ เดอะ ร็อค ผู้ที่สามารถมอบพลังแก่ท่าศอกมหาชนได้อย่างน่าประหลาด

“ท่ามวยปล้ำที่น่าตื่นเต้นที่สุด” (The Most Electrifying Move) คือฉายาของศอกมหาชน และมันไม่ได้เกินความจริงแม้แต่น้อย แต่ท่านี้คงได้รับฉายาดังกล่าวไม่ได้ หากผู้ใช้ไม่ใช่ เดอะ ร็อค เจ้าของฉายา “มนุษย์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการมวยปล้ำ” (The Most Electrifying Man in Sport Entertainment)

เดอะ ร็อค และ ศอกมหาชน จึงเป็นของคู่กันเหมือนกับ คริสต์มาส และ ซานตาคลอส และต่อให้ เดอะ ร็อค ประกาศอำลาเวทีมวยเป็นการถาวรในอนาคตข้างหน้า

 ท่าศอกมหาชน จะพาเรากลับสู่อดีตอีกครั้ง เพื่อย้ำเตือนว่ามวยปล้ำเคยสนุกมากแค่ไหน ในช่วงเวลาที่เป็นยุคทองของใครหลายคนในบ้านเรา

Uncategorized

EL GRAN DERBI เรอัล เบติส ปะทะ เซบีย่า…ดาร์บี้แมตช์ “ของจริง” ของบอลสเปน

EL GRAN DERBI เรอัล เบติส ปะทะ เซบีย่า…ดาร์บี้แมตช์ “ของจริง” ของบอลสเปน

สำหรับคอบอลบ้านเราหากพูดถึงฟุตบอลสเปนคงหนีไม่พ้น บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด ที่นำมาก่อนในแง่ของความผูกพันและความชื่นชอบ ทุกคนตั้งตารอดูการปะทะกันทั้งคู่ในเกมที่เรียกว่า “เอล กลาซิโก้” หรือที่แปลว่า “แมตช์สุดคลาสสิก” กันอย่างใจจดใจจ่อ

 

อย่างไรก็ตามที่สเปนไม่ได้มีแค่ เอล กลาซิโก้ เท่านั้น เยื้องลงมาทางตอนใต้ที่แคว้นอันดาลูเซีย มีเกมที่เรียกว่า “El Gran Derbi” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ดาร์บี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่” แต่กลับเป็นการเจอกันของ เรอัล เบติส และ เซบีย่า 2 ทีมที่คนไทยยังไม่ได้ทำความรู้จัก กับพวกเขาจริงๆจังๆ 

ทำไมการเจอกันของ 2 ทีมที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่คับฟ้า จึงถูกเรียกว่าเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด… มีอะไรเป็นจุดเริ่มต้น และเหตุใดมันจึงมีรสชาติที่ดิบกว่า เอล กลาสิโก้ เสียด้วยซ้ำ?  

ติดตามได้ที่นี่ Elgranderbi

 

การเเข่งขันข้ามศตวรรษ 

ในยุคของโลกศิวิไลซ์ การทำสงครามกันแบบโต้งๆถือปืนไล่ยิง เอารถวิ่งไล่ถล่มกันคงเป็นเรื่องที่ไม่มีให้เห็นง่าย ๆ กันอีกต่อไป ดังนั้นในช่วงเวลากว่า 100 ปี ที่ผ่านมา หากไม่นับสงครามที่ใหญ่ระดับสงครามโลก, สงครามแบ่งฝักฝ่ายศาสนา แล้วมนุษย์เรามีการประนีประนอมกันมากขึ้น โดยใช้สิ่งอื่นๆเข้ามาทดแทนสงคราม 

ฟุตบอลก็เหมือนสงครามที่ย่อขนาด, ความเข้มข้น และลดความรุนแรงลงมา มันคือการแข่งขันที่จบด้วยการมีผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะก็ดีใจ ผู้แพ้ก็คับแค้นใจ และเตรียมมาล้างแค้นกันใหม่ในโอกาสหน้า…นี่คือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีรสชาติที่สุด

เรื่องราวของ EL Gran Derbi ซึ่งเป็นการเจอกันของ 2 สโมสรในแคว้นอันดาลูเซียอย่าง เซบีย่า และ เรอัล เบติส ก็ไม่ต่างกัน ทั้งสองทีมอยู่เมือง ๆ เดียวกัน แต่จุดยืนในการก่อตั้งสโมสรนั้น แสนแตกต่าง …และเรื่องมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่เเล้ว 

เซบีย่า คือ สโมสรประจำเมืองเซบีย่า ที่เกิดขึ้นก่อน เรอัล เบติส แน่นอนว่าในฐานะผู้มาก่อน เซบีย่า เคยเป็นทีมฟุตบอลทีมเดียวของเมือง ดังนั้นมันจึงเป็นศูนย์รวมของผู้คน ซึ่งเมื่อมีแฟน ๆ เชียร์เยอะขึ้นมาก ๆ เข้า ปัญหาที่ตามมาคือการเซอร์วิสแฟน ๆ ที่ไม่ทั่วถึง อีกทั้งวิสัยทัศน์ต่าง ๆ ของกลุ่มผู้ก่อตั้งกับคนในท้องถิ่นก็ไม่ได้ตรงกันเสียทั้งหมด จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความไม่พอใจเกิดขึ้นในกลุ่มแฟนบอลท้องถิ่น 

สโมสรแห่งนี้ถูกก่อตั้งโดยนักธุรกิจและวิศวกรชาวอังกฤษเป็นหัวเรือใหญ่   มีการบันทึกเหตุการณ์ว่าคนหนุ่มจากอังกฤษ 6 คนที่เข้ามาทำงานในเมือง นัดแนะ และรวมพลกันที่คาเฟ่แห่งหนึ่งเพื่อสร้างสโมสรแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อแสวงหาความรู้, เป็นสังคมที่ใช้พบปะพูดคุย และดื่มกินสังสรรค์ จากนั้นพวกเขาก็เลือกตั้งประธานสโสมสร และมีกฎที่ตั้งกันขึ้นมาเอง หนึ่งในนั้นคือการจำกัดความของสโมสรเซบีย่าว่า เป็นทีมลูกครึ่งอังกฤษ-สเปน 

การต้องง้อชาวต่างชาติจึงทำให้มีชาวเมือง เซบีย่า อีกกลุ่มต้องสร้างอีก 1 สโมสรมาเพื่อคานอำนาจ และการผูกมัด หลังจากนั้น 27 ปี ต่อมา เรอัล เบติส ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ “คิง อัลฟองโซ่ ที่ 13” El-Gran-Derbi

ว่ากันว่าสาเหตุที่เรอัล เบติส นั้นใส่ชุดสีขาวและสีเขียวเป็นสีหลักมีอยู่ 2 เหตุผลใหญ่ ๆ คือ สีขาวนั้นง่ายต่อการสรรหาผ้ามาทำชุดเเข่ง ขณะที่สีเขียวนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ของหนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรที่ชื่อว่า รามอส อเซนซิโอ ชาวท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับชาวสก็อตแลนด์เป็นอย่างดี ซึ่งสีเขียวนั้นมาจากความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อสโมสรกลาสโกว์ เซลติก 

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่บังเอิญที่ส่งผ่านให้ EL Gran Derbi ดุเดือดเสมอเมื่อทั้ง 2 ทีมลงสนามเจอกัน เพราะเซบีย่า สนิทกับฝั่งอังกฤษ ส่วนเบติส นั้นก็สนิทกับฝั่งสก็อตแลนด์ ซึ่งหากให้ลองจับคู่แท็คทีมกันแล้ว ก็ดูจะเป็นอะไรที่เข้าแก๊บกันเป็นอย่างดี เพราะเดิมทีชาวสก็อตติชและชาวอังกฤษก็เป็นไม้เบื่อไม้เมามากันตั้งแต่ยุคที่ยังใช้ดาบชิงอำนาจกันเลยด้วยซ้ำ jornada3_betis_sevilla_923566374

 

ศึกชิงความเป็นหนึ่งที่เข้มข้น 

ช่วงเวลาหลังจากเรอัล เบติส ถูกสร้างขึ้นเพื่อมาคานอำนาจ ความเป็นดาร์บี้แมตช์ก็ถือกำเนิดตั้งแต่ในตอนนั้น… และเสน่ห์ของ EL Gran Derbi ทั้งสองทีมพยายามแข่งขันและชิงความเป็นอันดับ 1 ของเมืองอย่างจริงจังต่างกับที่อื่น…

ที่กรุงมาดริด แม้ แอตเลติโก มาดริด จะยิ่งใหญ่ขึ้นมาในระยะหลัง แต่หากวัดศักยภาพโดยรวมพวกเขาก็ยังตาม เรอัล มาดริด หลายขุม… 

ที่กาตาลัน มีเพียงบาร์เซโลน่า ที่ผงาดเหนือทีมอื่นใดแบบไร้ข้อโต้แย้ง ขณะที่ฝั่งบาเลนเซีย ก็มี บาเลนเซีย ยืนพื้น ขณะที่ทีมอย่าง เลบันเต้ ที่เป็นคู่แข่งร่วมเมืองกลับตามหลังแทบไม่เห็นฝุ่น

แต่ที่เซบีย่า การแข่งขันกันแบบจริงจังทำให้ทั้งเซบีย่า และ เรอัล เบติส เป็นสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในแต่ละยุคๆ ในยุค ’30s เบติส คว้าเเชมป์ลีกได้ก่อน จากนั้นอีก 10 ปี เซบีย่า ก็ทำได้ หลังจากนั้น เบติส ก็ตกต่ำปล่อยให้ เซบีย่า นำหน้าในยุค ’50s แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลับมาในยุคของประธานสโมสรที่ชื่อว่า เบนิโต้ บิญามาริน (ใช้เป็นชื่อสนามเหย้าของทีม ณ ปัจจุบัน) และแซงหน้า เซบีย่า ได้อีก 

ทั้งสองทีมผลัดกันใส่คนละหมัด จัดเต็มคนละยุค แม้ในยุคหลังๆ เซบีย่า จะมีความสำเร็จระดับทวีปและทำให้พวกเขาข่มเพื่อนร่วมเมืองได้บ้าง แต่เบติส ก็ไม่ได้ตกต่ำลงไปจนสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีหลังที่มีการซื้อนักเตะฝีเท้าดีและทำอันดับไล่จี้ เซบีย่า ไม่ให้ขาดลอยเมืองช่วงยุค ’90s -2000 อีกเเล้ว

“ดาร์บี้ แมตช์ ที่นี่มีควาหมายมากกว่าแค่ 90 นาที  แฟนบอลทั้งสองเหมือนมีทีมฟุตบอลเป็นศาสนา ทุกคนต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่งสีเขียวหรือว่าสีเเดง ความเข้มข้มและตึงเครียดพีกสุดๆในช่วงปี 90s เพราะมีเหตุการณ์ปะทะของแฟนบอล ผู้บริหารของทั้งสองทีมก็ต้องทำงานหนักเพื่อสนองความต้องการของคนดู”

“ก่อนเกมดาร์บี้แมตช์นั้น แฟน ๆ ตื่นตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมสำคัญของพวกเขาเป็นสัปดาห์ๆ โดยเฉพาะในยุคเก่าๆนั้นมีกลเม็ดเคล็ดลับ รวมถึงวิชามารที่ซ่อนอยู่เลยก็มี… ซึ่งโดยการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนแข่งจริงยังสามารถดึงดูดให้แฟน ๆ เข้ามาเชียร์ในสนามซ้อมได้เป็นหมื่นๆคน”

“เมื่อคุณมาที่นี่คุณจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ต่อให้คุณไม่ได้อยู่ในสนาม แต่ถ้าวันแข่งมาถึงเสียงเชียงจะกระหึ่มไปทั่วทั้งเมือง แฟนจะล้อมนักเตะฝั่งของพวกเขา แล้วตะโกนปลุกใจตั้งแต่ออกจากโรงแรมจนกระทั่งเดินทางถึงสนาม”  Paul Reidy คอลัมนิสต์ของ AS สื่อดังจากสเปนพยายามจะอธิบายถึงความเข้มข้นของ El Gran Derbi ให้ทุกคนเห็นภาพ15549697615320 

 

สนิทกันได้…แต่ห้ามแพ้ 

ความรุนแรงในการพบกันของแฟนบอลสองสโมสรถูกลดทอนลงไปในช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างได้เจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก…. น่าแปลกที่พวกเขาชิงชังกันมานานเเสนนาน แต่พอมีเรื่องที่เดือดร้อนและต้องการกำลังใจ กลับกลายเป็นว่าคู่แข่งของพวกเขาเองนั่นแหละที่ยื่นมือเข้าช่วย

ในช่วง ’90s เกมดาร์บี้ แมตช์ ที่ เซบีย่า เป็นเกมที่มีมลทินมากมาย มีเรื่องนอกสนามมาบดบังมุมมองเรื่องของกีฬาไป อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณเหล่าผู้ใหญ่ของทั้งสองทีมที่พยายามลดทอนความเร่าร้อนของแฟน ๆ ลงมาได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์เสียชีวิตของ อันโตนิโอ ปูเอร์ต้า (กัปตันของ เซบีย่า) ในปี 2007 นั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความเห็นอกเห็นใจและเป็นปัจจัยสำคัญมากที่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของดาร์บี้ของทั้งสองทีม มันทำให้ทั้งสโมสรใกล้ชิดกันมากขึ้น และเกิดความสัมพันธ์เชิงบวกที่ทำให้สุดท้ายภาพลักษณ์และความรุนแรงหลังฉากหายไป 

เรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นนอกสนามแล้ว… การที่พวกเขาเข้าไปเชียร์กันในฐานะของเกมกีฬา ไม่มีความรุนแรง ไม่มีรบราฆ่าฟัน ส่งผลบวกไปในหลายทิศทาง อย่างน้อยๆการชิงชัยและแพชชั่นของการอยากเป็นหมายเลข 1 ของเมืองจะถูกส่งไปยังเกม 90 นาทีแบบเต็มพิกัด  

ซึ่งมันทำให้ EL Gran Derbi หนักหน่วง ร้อนแรง และเข้มข้มแบบเต็มพิกัด โดยไม่จำเป็นต้องให้เรื่องการจราจลและความรุนแรงนอกสนามมาเกี่ยวข้องเลย เพราะพวกเขานำมันมาใส่ในเกมทั้งหมดเเล้ว 

เฟเดริก กานูเต้ ดาวยิงระดับตำนานของ เซบีย่า ที่เคยผ่านเกม ลอนดอน ดาร์บี้ ที่เร่าร้อนอย่างเกม สเปอร์ส-อาร์เซน่อล ก็ยังยอมรับว่าบรรยากาศที่เกม El Gran Derbi เป็นอะไรที่ยิ่งกว่านั้น 

“ผมเล่นเกม ลอนดอน ดาร์บี้ มาก็ไม่น้อยไม่ว่าจะกับ เวสต์แฮม และ สเปอร์ส แต่ไม่มีที่ไหนเดือดเท่ากับที่ เซวิลล์ อีกแล้ว” กานูเต้ ดาวยิงทีมชาติมาลี กล่าว

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวของคุณมันเป็นอะไรที่บ้าและดูคลุ้มคลั่งมาก ก่อนเกมลงเเข่ง 1 วัน คุณสามารถสัมผัสถึงบรรยากาศในเมืองที่ร้อนแรงผิดแปลกไปจากการที่เราเจอกับทีมอื่นๆ”

“ก่อนเกมนี้สโมสรต้องจับนักฟุตบอลเข้าเเคมป์ฝึกซ้อมนาน 5 วัน (เกมอื่นไม่ทำ) ซึ่งมันผิดปกติมาก ระหว่างเดินเข้าสนามแฟน ๆ จะหยุดคุณ พวกเขาจะรวมตัวกัน และส่งพลังมาให้คุณรับรู้ว่า พวกเขาอยากจะเป็นผู้ชนะแค่ไหน”  

ขณะที่ตัวแทนของฝั่งเบติส อย่าง ฆัวกิน ซานเชซ กัปตันทีมชุดปัจจุบัน ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะที่เขาเป็นเด็กที่เกิดและโตที่เมืองนี้ เขาคิดว่านี่คือเกมที่เขารู้สึกว่าตัวเองมีพลังพิเศษออกมาโดยไม่รู้ตัวdebi_20161506_20190409094037

“สำหรับชาวเซวิลล์ นี่คือกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีของพวกเรา ผมไม่ได้โกรธและเกลียดฝั่งตรงข้ามแต่มันคือเรื่องของอารมณ์ร่วม ในฐาะกัปตันและชาว เบติโก (แฟนเดนตายของ เบติส) มันคืออะไรทีพิเศษที่สุดเเล้ว” 

ทุกวันนี้บรรยากาศเกม El Gran Derbi ยังมีความหมายสำหรับชาวเมืองทั้ง 700,000 คนไม่เปลี่ยนแปลง แฟนๆยังคงเตรียมตัวเป็นสัปดาห์ๆก่อนเกมจะมาถึง ถนนหนทางว่างเปล่า ผู้โชคดีจะได้รับสิทธิ์เข้าไปดูในสนาม สำหรับใครที่เงินไม่ถึงหรือมือไม่ไวพอพวกเขาจะประจำการอยู่หน้าโทรทัศน์ 

ว่ากันว่าไม่มีแม้กระทั่งวิญญาณแม้แต่วิญญาณเดียวใน เซวิลล์ ที่จะพลาดเกมนี้… และทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เบติส ปะทะ เซบีย่า จึงถูกเรียกว่า El Gran Derbi… 

 

หากแม้ไม่ใช่ดาร์บี้…ชาวเซวิลล์ก็ยังคลั่งไคล้  

แม้จำนวนประชากรภายในเมืองไม่มากมายนัก แต่วัฒนธรรมความหลงใหลในเกมฟุตบอลของชาวเมืองเซวิลล์ ก็ยังคงร้อนแรง และนี่ คือ เหตุผลที่ beIN ร่วมกับ La Liga พากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ และผู้สื่อข่าวจากเอเชีย รวมถึง Main Stand มาสัมผัสบรรยากาศในโปรเจคต์ The New La Liga Experience ที่เมืองเซบียา แคว้นอันดาลูเซีย ระหว่างวันที่ 6 – 10 กุมภาพันธ์ เพื่อให้เห็นว่าวัฒนธรรมฟุตบอลอันสวยงามของสเปน ไม่ได้มีแค่เรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า พวกเขาต้องการชาวตะวันออกได้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าชาวเมืองที่นี่ รัก คลั่งไคล้ และมีวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอล ที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน โดยพาสัมผัสเกมการแข่งขันระหว่างเรอัล เบติส กับบาร์เซโลนา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ท่ามกลางแฟนบอลเกือบเต็มความจุของเอสตาดิโอ เบนิโต บิยามาริน ที่ 60,000 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม มีการแสดงโชว์พอสังเขปเพื่อเอนเตอร์เทนผู้ชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเกมเริ่ม พวกเขาไม่สนว่าคู่แข่งจะมีนักเตะพันล้าน หมื่นล้าน อย่างลิโอเนล เมสซี่ หรืออองตวน กรีซมันน์ พวกเขาสนแค่การส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจ และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เรอัล เบติส ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวเมืองเซวิลล์ คว้าชัยชนะเหนือทุกทีมที่เดินทางมาเยือน 

ความคึกคัก และความสวยงามของฟุตบอลสเปน ไม่ได้กระจุกอยู่ที่เหล่าทีมดัง นั่น คือ วัตถุประสงค์ที่ beIN และ La Liga ต้องการตอกย้ำ และทำให้เราเห็นกับตา แม้วันนี้ Main Stand และกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์จากอีก 3 ชาติ ยังไม่ได้เห็นว่าดาร์บีแมตช์เมืองเซบียา เป็นอย่างไร แต่การได้สัมผัสเกมการแข่งขันนัดนี้ ก็พอทำให้เห็นภาพลาง ๆ แล้วว่า เมื่อ El Gran Derbi มาถึง ทั้งเมืองเซบีย่า จะเป็นอย่างไร

Uncategorized

รุย คอสต้า แข้งอัจฉริยะยุค 90’S ที่แฟนบอลชาวไทยชื่นชอบจากตัวละครบนน้ำหมึก

รุย คอสต้า แข้งอัจฉริยะยุค 90’S ที่แฟนบอลชาวไทยชื่นชอบจากตัวละครบนน้ำหมึก

รุย คอสต้า คือเพลย์เมคเกอร์ที่มีฝีเท้าฉกาจที่แฟนบอลทั่วโลกต้องรู้จัก ทว่าในมุมมองของคอบอลไทยหลายคน รุย คอสต้า มีความหมายมากกว่าแค่ในสนามฟุตบอล 

 

เรื่องราวมันเริ่มจากหนังสือการ์ตูนจากญี่ปุ่นที่ชื่อ Viva Calcio และตัวละครเอกที่ชื่อว่า โย ชิอินะ (โย ชีน่า) ที่ทำให้ รุย คอสต้า มีชีวิตอยู่ในโลกอีกใบที่แต่งเติมด้วยลายน้ำหมึก

นี่คือเรื่องราวโลก 2 ใบของ รุย คอสต้า ในวันที่เขาย้ายมาอยู่ในอิตาลีเป็นปีแรก และในยุคที่การถ่ายทอดสดฟุตบอลเซเรีย อา นั้นหาดูได้ยากเย็น รุย คอสต้า ฉบับการ์ตูนสร้างอิมแพ็คอย่างไรให้กับคอบอลบ้านเราบ้างติดตามได้ที่นี่ _________6600140_orig

 

ยุคทองของ อิตาลี ที่คนไทยเข้าถึงยาก

ช่วงยุค 90’s เป็นช่วงเวลาที่ฟุตบอลอังกฤษเริ่มยุทธศาสตร์ตีตลาดทั่วโลก ด้วยการเปลี่ยนชื่อลีกสูงสุดเป็น พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 1992-93 และในช่วงนั้นวงการโทรทัศน์บ้านเรา (ประเทศไทย) ก็มีพื้นที่นำเสนอให้กับฟุตบอลอังกฤษมากขึ้น

แม้การถ่ายทอดสดจะไม่ได้มีมาก และยังหาดูยากในช่วงเวลานั้น แต่สิ่งที่คนไทยได้สัมผัสจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงดังกล่าวคือเริ่มมีการถ่ายทอดเทปบันทึกการแข่งขัน และมีรายการวิเคราะห์ เจาะลึก รวมถึงการนำเสนอไฮไลต์ฟุตบอลอังกฤษที่อยู่ในความทรงจำของคอบอลบ้านเรา คือรายการ “เจาะสนาม” ซึ่งดำเนินรายการโดย เอกชัย นพจินดา หรือ “ย.โย่ง” เจ้าของฉายา คัมภีร์ฟุตบอล ของประเทศไทย 

ขณะเดียกันฝั่ง กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี นั้นเป็นลีกที่รวมซูเปอร์สตาร์ และถือเป็นยุคทองของฟุตบอลอิตาลี เพราะนอกจากจะมีลีกที่แข็งแกร่งแล้ว เรื่องเงินค่าจ้างค่าตัวนั้นจัดว่ามาเป็นอันดับ 1 ของยุคจนมีคำกล่าวในหมู่นักฟุตบอลว่า “ไปโกยเงินลีร์” (ค่าเงินของ อิตาลี ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ยูโร)

แต่สำหรับคอบอลชาวไทยนั้น เซเรียอาถือว่าเป็นลีกที่จับต้องยากมากกว่าพรีเมียร์ลีกพอสมควร เพราะการถ่ายทอดสดมีเพียงช่องเคเบิลทีวี ที่มีราคาสมาชิกต่อเดือนสูงมากในยุคนั้น  

ดังนั้น รุย คอสต้า จึงเป็นนักเตะที่คอบอลไทยส่วนน้อยจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม หรือรู้ว่าพิษสงในสนามของเขาเป็นอย่างไรในตอนนั้น เพราะในฤดูกาล 1994-95 ที่เขาย้ายจากลีกโปรตุเกสมาค้าแข้งใน เซเรีย อา ก็เป็นการย้ายมาอยู่กับทีมระดับกลางๆ อย่าง ฟิออเรนติน่า ซึ่งยิ่งอยู่ห่างจากแฟนบอลไทยมากกว่าเดิมเข้าไปอีก 

 

รุย คอสต้า ในโลกแห่งความจริง 

ถึงแม้ในช่วงต้นยุค 90’s คอสต้า จะดังขนาดไหน แต่เขาก็ยังดังแค่ในโปรตุเกสเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในบ้านเรานั้นหาดูแทบไม่ได้ และเมื่อมาถึง อิตาลี ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้แฟนบอลจดจำนักเตะระดับสตาร์ตัวเป้งๆ อย่าง โรแบร์โต้ บาจโจ้, รุด กุลลิต, มาร์โก ฟาน บาสเท่น หรือแม้กระทั่ง เปาโล มัลดินี่ มากกว่า … รุย คอสต้า จึงเป็นเหมือนตัวละครลับในสายตาคอบอลบ้านเราในช่วงที่เขามาอิตาลีเป็นครั้งแรก Manuel-Rui-Costa-Fiorentina

อย่างไรก็ตามผลงานของ รุย คอสต้า นั้นสวนทางกับการเป็นที่รู้จัก เพราะเขาคือคำนิยามของคำว่าเพลย์เมคเกอร์อย่างแท้จริง ไม่ว่าเทคนิคที่เหลือร้าย, สายตาที่เฉียบแหลม และความเข้าใจเกมในระดับที่สูงส่ง จึงทำให้เมื่อ รุย คอสต้า ได้จับคู่กับ กาเบรียล บาติสตูต้า ก็สามารถเห็นได้ถึงความแตกต่างทันที 

เดิมที ฟิออเรนติน่า นั้นจะเรียกว่าทีมระดับกลางค่อนล่างก็ยังได้ เพราะนับตั้งแต่เข้ายุค 90’s เป็นต้นมาอันดับก็อยู่ในโซนหนีตายมาโดยตลอด รวมถึงในปี 1992-93 ที่หนักข้อถึงขั้นตกชั้นไปเลยก็มี แม้ว่าในยุคนั้นจะมี บาติสตูต้า ที่ว่ากันว่าเป็นเบอร์ 9 ที่ครบเครื่องที่สุดแห่งยุคก็ไม่อาจจะสร้างความแตกต่างได้เพียงลำพัง 

จนกระทั่ง คอสต้า เข้ามา มันก็คำนิยามที่ว่า “เคมีเข้ากัน” อย่างที่สุด คอสต้า วิสัยทัศน์ในการอ่านเกมและออกบอลของเขาเปลี่ยนแปลงให้ บาติสตูต้า กลายเป็นดาวซัลโวของ เซเรียอา ในปี 1994-95 ทันที และการเข้าคู่กันของ บาติโกล และ คอสต้า ก็กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มหันมามองทีมม่วงมหากาฬจากเมือง ฟลอเรนซ์ มากขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ค่อนข้างน่าน้อยใจคือในโลกฟุตบอลนั้นผู้ยิงประตูนั้นมักจะเป็นที่จดจำมากกว่าเสมอ แม้ทั้งคู่จะทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันและสำคัญกับทีมพอๆ กัน ทว่า บาติสตูต้า กลับกลายเป็นคนที่ถูกจดจำมากกว่าในฐานะกองหน้าที่อันตรายที่สุดในโลก ขณะที่ รุย คอสต้า นั้นรับบทเป็นนักแสดงสมทบชายมากกว่านักแสดงนำเสียเป็นส่วนใหญ่7f006abfc8ecdc1f498be9be320bc15d 

แม้จะได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่ง แต่ด้วยความที่โลกยุคนั้นมันยังแคบ ไม่ได้เชื่อมต่อกันเหมือนยุคอินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้ ดังนั้นสำหรับแฟนๆ ในบ้านเราหากใครที่ไม่ใช่คอบอลกัลโช่จริงๆ ก็ยากที่จะรู้จัก รุย คอสต้า มากกว่าแค่ชื่อเสียงเรียงนาม … แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังมีโลกอีกใบสำหรับเขาที่ทำให้เขาเป็นขวัญใจ และมีเสน่ห์อยู่ในความทรงจำของคอบอลในยุคนั้นอยู่ดี

และสองจักรวาลมาบรรจบกันที่ Viva Calcio การ์ตูนญี่ปุ่นที่ให้นักเตะโปรตุเกสกลายเป็นขวัญใจคอบอลชาวไทยที่เป็นนักอ่านนั่นเอง

 

ศูนย์รวมจักรวาล VIVA CALCIO 

สึคาสะ ไอฮาระ คือชายผู้เริ่มเขียนเรื่อง Viva Calcio และออกวางขายในช่วงปี 1993 เป็นต้นมา เรื่องราวดังกล่าวว่าด้วยเรื่องราวของเด็กญี่ปุ่นวัย 16 ปี ที่ชื่อว่า โย ชิอินะ ที่บินมาล่าฝันที่ อิตาลี จนกระทั่งความอัจฉริยะด้านฟุตบอลของพระเอกของเรื่องได้นำเขามาสู่สโมสรทรงเสน่ห์อย่าง ฟิออเรนติน่า2L

มันเป็นธรรมดามากสำหรับการ์ตูนญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่แล้วพระเอกนั้นจำเป็นจะต้องเริ่มจากต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน เพราะเรื่องมันจะได้ดำเนินไปในรูปแบบของการผจญภัยท้าทายสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไปทีละขั้นๆ จนสุดท้ายผู้อ่านก็จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครเอกรวมถึงสิ่งประกอบรอบๆ ตัวของเขาด้วย และการเลือก ฟิออเรนติน่า ก็เป็นการจับคู่ที่ถูกที่ถูกเวลาเสียเหลือเกิน

อย่างที่ได้กล่าวไปสไตล์ของ ฟิออเรนติน่า ในยุคนั้นเป็นบอลบุกยิงแหลก แม้อันดับในตารางจะไม่ได้ติดอันดับท็อป 3 ท็อป 5 หนักไปทางทีมหนีตายเสียด้วยซ้ำ ทว่าจุดเด่นของตัวละครภายในทีมนั้นมีอะไรให้เล่นเยอะ แน่นอนว่า บาติสตูต้า, สเตฟาน เอฟเฟ่นแบร์ก, ไบรอัน เลาดรูป และ รุย คอสต้า ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย 

ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ยังแหกขนบประเพณีมังงะญี่ปุ่น ซึ่งมักจะมีการแปลงชื่อตัวละครที่มีที่มาจากคนที่มีตัวตนจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงลิขสิทธิ์ ด้วยการใช้ชื่อนักเตะจริงแบบดื้อๆ อย่างนั้นเลย นั่นจึงทำให้ตัวละครมีมิติ มีอะไรให้เล่นมากขึ้น คนที่รู้จักนักฟุตบอลเหล่านี้ดีอยู่แล้วก็ชอบใจ (คนญี่ปุ่นคลั่งฟุตบอล อิตาลี จากการที่ “คาซู” คาซุโยชิ มิอูระ ไปเล่นให้กับ เจนัว ในปี 1994) ขณะที่คนที่ไม่เคยได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับนักเตะเหล่านี้ก็จะได้ติดตามเรื่องราวทั้งในการ์ตูนและในโลกแห่งความจริงไปพร้อมๆ กันด้วย BhQO7BACUAAercH

“ส่วนสำคัญที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความนิยม น่าจะเป็นเพราะเป็นเรื่องที่ตัวละครเกือบทุกตัวเป็นผู้เล่นที่มีอยู่จริง และอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในบางส่วน” ปิติศักดิ์ โชติพิบูลทรัพย์ ผู้สื่อข่าว โกล ประเทศไทย กล่าวกับ Main Stand ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ความชอบฟุตบอล อิตาลี ของเขาโดยเฉพาะตัวละครในเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวพระเอกด้วย 

“ผมชอบ บาติสตูต้า ชอบ รุย คอสต้า รู้จัก สเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก โดยที่ไม่เคยเห็นเขาเล่นจริงๆ เลยด้วยซ้ำ”  

ไม่ใช่ที่ไทยเท่านั้น แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ได้การ์ตูนเรื่องนี้เปิดโลกทัศน์ขึ้นด้วย พวกเขาเปิดใจให้กับสโมสร ฟิออเรนติน่า สโมสรที่ยังไม่มีนักเตะญี่ปุ่นอยู่กับสโมสรเลยสักคนในโลกแห่งความจริงตอนนั้น ทว่าแค่นักเตะอย่าง รุย คอสต้า หรือคนอื่นๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้แล้ว

“เมื่อผมได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ มันทำให้ผมอยากเข้าไปในโลกของฟุตบอลจริงๆ เลย นักเตะอย่าง รุย คอสต้า หรือ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ทำให้ผมรู้ว่าอาจารย์ไอฮาระ (ผู้เขียน) นั้นคลั่งฟุตบอลอิตาลขนาดไหน และนั่นมันส่งผ่านมายังความรู้สึกส่วนตัวของผมด้วยเช่นกัน” บล็อกเกอร์ชาวญี่ปุ่นเขียนบรรยายความชอบของเขาที่มีต่อเรื่อง Viva Calcio ผ่านเว็บไซต์ soccermanga.com 

รุย คอสต้า ในโลกน้ำหมึก

ในโลกแห่งความจริงนั้น รุย คอสต้า คือมันสมองของ ฟิออเรนติน่า และเป็นผู้ที่ทำให้เกมรุกของทีมลื่นไหลและสวยงามอย่างที่ไม่มีใครปฎิเสธได้ ทว่าในโลกแห่ง Viva Calcio นั้น ความสามารถของเขาถูกบดบังจนหมดเกลี้ยงด้วยรัศมีของ โย ชิอินะ พระเอกของเรื่องนั่นเอง 

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ โย ชิอินะ เป็นเหมือน ลิโอเนล เมสซี่ ในยุคนี้ เรียกได้ว่าความสามารถของเขากดเพื่อนร่วมทีมจนมิด ความเป็นผู้นำของเขาดียิ่งกว่าที่ เอฟเฟนแบร์ก เป็น, การยิงประตูของเขาเฉียบขาดยิ่งกว่า บาติสตูต้า และ มุมมองการสร้างสรรค์เกมของเขาเหนือยิ่งกว่า รุย คอสต้า ด้วย 

บทของ รุย คอสต้า ในเรื่องจึงเป็นเหมือนลูกหาบให้กับ ชิอินะ นักเตะตำแหน่ง “เอซ” ของทีม ที่ไม่ว่า ชีน่า จะบอกอะไร เพื่อนๆ ในทีมก็จะต้องรับฟังแต่โดยดี จะเรียกว่าเป็นลูกน้องของพระเอกก็คงไม่ผิดนัก

แม้บทบาทจะดูแสนต่ำต้อย แต่ คอสต้า ก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่นักอ่านหรือแม้กระทั่งคอบอลที่ได้อ่านชื่นชอบมากที่สุด เขาเป็นเหมือนนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพระเอกของเรื่อง และกลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นในๆ ทุกหน้ากระดาษ

ชิอินะ นั้นมักจะบอก จะสอน ในเรื่องของเทคนิค หรือแม้แต่การเตรียมตัวและสภาพจิตใจให้กับ รุย คอสต้า เพื่อช่วยให้ คอสต้า สามารถก้าวข้ามขีดความสามารถที่ตัวเองมี 

มีเกมๆ หนึ่งที่ รุย คอสต้า เล่นไม่ออก จ่ายบอลผิดพลาดไปหมดเพราะไม่สามารถรับมือกับความกดดันได้ สุดท้าย ชิอินะ ที่อายุแค่ 17 ปี ก็แค่เดินมาบอกว่า รุย คอสต้า จะต้องมีสมาธิและเชื่อในเซนส์บอลของตัวเองให้มากกว่านี้แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง หลังจากนั้นภาพก็ตัดมาที่ รุย คอสต้า คิดทบทวนถึงสิ่งที่ ชีน่า พูด ก่อนที่เขาจะดวงตาเห็นธรรมและกลายเป็นพระเอกที่มีส่วนสำคัญกับทีมในพาร์ทดังกล่าว

หากใครเคยอ่าน Viva Calcio มักจะมีบทพูดของ ชิอินะ (หรือ ชีน่า ตามการแปลไทย) ที่กระตุ้นเพื่อนอย่าง “ไปเลย บาตี้” (บาติสตูต้า) “ไปเลย รุย” (คอสต้า) ซึ่ง 2 นักเตะระดับโลกก็จะมีบทตอบกลับที่เหมือนกับล็อกไว้นั่นคือ “ได้เลย ชีน่า!” 

เห็นได้ชัดว่านี่คือเรื่องราวที่สุดเว่อร์แต่ก็ช่างมีรสชาติเสียจริงๆ รุย คอสต้า ย้ายเข้ามาเล่นใน อิตาลี ปีแรกกับทีมที่เคยหนีตกชั้น จากนั้นเขาก็ได้ ชีน่า ผลักดันจนกลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าที่เคยเป็น และสุดท้ายการ์ตูนจะแสดงให้เราเห็นถึงบทบาทการต่อสู้แบบ อันเดอร์ด็อก (หมาจนตรอก) ในการดวลกับทีมใหญ่อย่าง เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส หรือกระทั่งนักเตะที่เป็นเหมือนบอสของเรื่องอย่าง บาจโจ้ 

แม้เราจะเดาตอนจบได้ว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน (ฟิออเรนติน่า ในยุค รุย คอสต้า, กาเบรียล บาติสตูต้า และ ชิอินะ ทีเป็นกัปตันทีม คว้าแชมป์ลีกแบบหักปากกาเซียน) แต่ด้วยความที่เรื่องไล่ลำดับและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของนักเตะ ฟิออเรนติน่า หลัง ชิอินะ เข้ามา ก็ทำให้อดใจลุ้นที่จะเชียร์ตามไม่ได้ ซึ่งตามธรรมชาติของคนเรานั้น ยังไงเสียก็ชื่นชอบในการเชียร์บอลรองอยู่แล้ว เพราะมันสนุก, ได้ลุ้น,ได้รับความรู้สึกของความยิ่งใหญ่ของชัยชนะ นั่นเองที่ทำให้ Viva Calcio ถูกพูดถึงในบ้านเราจนกระทั่งทุกวันนี้แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม 

หลังจากที่การ์ตูนเรื่องนี้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง รุย คอสต้า ในโลกแห่งความจริงก็มีอันต้องย้ายจาก ฟิออเรนติน่า ในปี 2001 เนื่องจากทีมประสบปัญหาทางการเงิน จากนั้นเขาก็ได้รับความยิ่งใหญ่ที่คู่ควรด้วยการนำ เอซี มิลาน คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2002-03 ก่อนคว้า สคูเด็ตโต้ ในปีถัดมาhqdefault

มาถึงยุคนี้หลายคนคงมีโอกาสได้รู้จัก รุย คอสต้า กันมากขึ้นและกลายเป็นขวัญใจของใครหลายคน เพราะการถ่ายทอดสดเริ่มเข้าถึงคนไทยได้ง่ายกว่าแต่ก่อน รวมถึงเป็นยุคเริ่มแรกของ อินเตอร์เน็ต ที่มีข้อมูลให้ค้นคว้ามากมาย 

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำหรับแฟนบอลยุคเก่าๆ ที่ได้อ่าน Viva Calcio และได้รู้จัก รุย คอสต้า ในโลกน้ำหมึกนั้นจะรู้สึกยินดีและผูกพันกับนักเตะคนนี้มากแค่ไหน

เพราะในความคิดของพวกเขานั้น รุย คอสต้า รับสองบทบาทอย่างยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับเวิลด์คลาสในโลกแห่งความจริง และ ลูกหาบที่กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการ์ตูนที่อยู่ในใจตลอดกาลนั่นเอง

Uncategorized

ทำไม ไมค์ ไทสัน จึงกลับมามีชีวิตที่รุ่งเรืองหลังตกต่ำขีดสุด?

ทำไม ไมค์ ไทสัน จึงกลับมามีชีวิตที่รุ่งเรืองหลังตกต่ำขีดสุด?

ไมค์ ไทสัน อดีตเเชมป์มวยเฮฟวี่เวต 3 สถาบัน น่าจะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาแล้วใช้ชีวิตได้คุ้มค่าชนิดที่ว่าตายไปก็ไม่เสียดายมากที่สุดคนหนึ่ง…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?  

 

ชีวิตของเขาเหมือนกับขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา เมื่อขึ้นไปสูงสุด อยู่ดีๆก็ตกวูบลงมาเฉียดกระแทกหิน และเผลออีกเเวบเดียวเขาก็หายไปจากตรงนั้นเเล้วและปรากฎตัวอีกทีในฐานะผู้พิชิตรถไฟเหาะคันนั้น

ชีวิตสุดเหวี่ยงของไมค์ ไทสัน จาก 400 ล้านเหรียญสู่การเป็นโจรขโมยอาหารกระป๋อง… อะไรทำให้เขามีชีวิตที่น่าอิจฉาอีกครั้ง?  

ติดตามได้ที่นี่

รวยล้นฟ้า..สู่ยาจกข้างถนน 

ไมค์ ไทสัน คือ คำจำกัดความของโคตรมวยเฮฟวี่เวตได้ดีที่สุดในรอบ 20-30 ปีหลังสุด ไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่านักมวยคนนี้ที่ตัวเล็กกว่าคนอื่นๆในรุ่นถูกทดแทนด้วยพรสวรรค์ที่ใครก็ไม่อาจเทียบได้ทั้งเรื่องความเร็วและพลังหมัดที่ว่ากันว่าหากใครดูการถ่ายทอดสดคู่ที่ ไทสัน ชกและเผลอเข้าห้องน้ำ คุณอาจจะกลับมาไม่เห็นช็อตน็อคเอาต์ที่เป็นไฮไลต์ของไฟต์เลยทีเดียวvice-miketyson650

สิ่งหนึ่งที่ ไทสัน มีนอกจากฝีไม้ลายมือและพรสวรรค์เเล้ว เขาเป็นนักกีฬาประเภทที่ว่า “เกิดมาเพื่อเป็นสตาร์” โดยแท้จริง คาแร็คเตอร์, คำพูด และหลายอย่างในตัวเขารวมกันเเล้วมันคือออร่าความเป็นสตาร์ที่ขายได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานโชว์ตัว หรือการขึ้นชก เงินจะหลั่งไหลเข้ามาในกระเป๋าของเข้าอย่างที่คนธรรมดาๆไม่อาจจะจินตนาการได้ 

ในช่วงที่พีกที่สุดไทสันเริ่มกอบโกยเงิน และมีการสรุปทรัพย์สินโดยรวมอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์ เงินขนาดนั้นในยุค ’90s หากเป็นคนที่มีการวางแผนชีวิตสักหน่อยยังไงเสียก็ใช้ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว 

ทว่า ไทสัน ก็คือ ไทสัน คาแร็คเตอร์สุดโฉบเฉี่ยวของเขาบอกได้ทุกอย่าง เพราะหลังจากที่มีเงินและมีชื่อเสียงแล้ว วินัยที่เคยมีมาตลอดในช่วงวัยรุ่นก็หายไป การเที่ยวหนัก, ใช้เงินหนัก และ เป็นคนดังทำให้เขาหลงระเริงบางเรื่องไปจนกระทั่งวันหนึ่งพรสวรรค์ที่มี ก็ค่อยๆหายไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว 

คนเราพอมาถึงวันที่ลง มันก็ลงหมดจริงๆ จากคนเคยมีเงิน 400 ล้านดอลลาร์ ไทสัน กลายเป็นพวก พีกเร็ว-พังไว ตามไลฟ์สไตล์ของเขาทำให้ไทสัน หมดรูปมวยตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ปลายๆ ทั้งที่ความจริงแล้วนักชกหลายคนยังฟิตเปรี๊ยะได้ในวัยนั้น ไม่ต้องนับพวกฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ หรือ แมนนี่ ปาเกียว ก็ได้ เอาแค่ยุคก่อนที่ ไทสัน จะดังอย่าง จอร์จ โฟร์แมน ยังสามารถเป็นแชมป์โลกได้ในวัย 45 ปี 

เมื่อฝีมือทางการชกมวยหมดไป อะไรๆก็เข้าสู่ขาลงเต็มรูปแบบ ไทสัน ยังต้องทำผิดพลาดจนติดคุกในคดีข่มขืน และมีคดีเล็กๆน้อยๆอีกมากมาย ซึ่งหลังจากติดคุกก็พยายามที่จะกลับมาสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในฐานะนักมวยแม้จะสามารถกลับมาคว้าแชมป์ได้ จากการชนะ แฟรงค์ บรูโน่  และ บรูซ์ เชลดอน ในปี 1996 ที่ทำให้เขาคว้าแชมป์โลกของ WBA และ WBC ได้ ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือนเขาก็แพ้ให้กับ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ 2 ไฟต์รวด และไม่สามารถกลับมาชกในมาตรฐานเดิมจนเป็นแชมป์โลกได้อีกเลย

หลังจากแขวนนวม ไทสัน ไม่เลิกชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ทุกอย่างที่ใครมองว่าไร้สาระที่จะจ่าย แต่สำหรับไทสัน ไม่มีคำว่า “ไม่” มีแต่คำว่า “ผมต้องจ่ายกี่บาทสำหรับสิ่งนี้?” เท่านั้น

มีการสรุปแบบคร่าวๆว่าเงินของ ไทสัน หมดไปกับสิ่งต่างๆอย่างการจัดปาร์ตี้, การช็อปปิ้ง, ซื้อเครื่องประดับ, การสะสมรถสปอร์ตที่มีไม่กี่คันบนโลก รวมถึงสารพัดของที่คนธรรมดาๆ ไม่คิดจะซื้ออย่างอ่างจากุชชี่ทองคำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องการสู้คดีฟ้องร้องกับภรรยา ที่ทำให้เขาต้องแบ่งทรัพย์สินให้อีกเป็นหลักหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

สำคัญที่สุดที่มนุษย์ด้นสดอย่างเขาพลาด คือ การลืมคิดไปว่าตัวเองต้องจ่ายภาษี และการค้างบิลค่าชำระต่างๆมากมาย ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นจนลืมไปว่าต้องจ่ายจนดอกเบี้ยงพุ่งทะยานจนเจ้าตัวรับมือไม่ไหว และสุดท้ายในปี 2003 ไมค์ ไทสัน ก็ถูกศาลสั่งฟ้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย 

จาก 400 ล้านดอลลาร์ กลายเป็น 0 เรียบร้อยเเล้ว… แม้จะดูหมดหวังแต่นี่ก็เป็นอีกครั้งที่โลกได้รู้ว่า ไทสัน ก็คือ ไทสัน  คนธรรมดาอาจจะยอมแพ้แต่ ไทสัน ไม่คิดอย่างนั้น…

คำเรียกสติ 

กีกี้ ลาคิญ่า ภรรยาคนที่ 3 ของ ไทสัน เคยเผยว่าช่วงเวลาที่เงินหมด ไทสัน ตกต่ำจนถึงขนาดที่ว่าต้องไปขโมยอาหารกระป๋องในซูเปอร์มาร์เก็ตมาเเล้ว แต่โชคดีที่เธอเห็นก่อน และเตือนสติเขาว่าอย่าทำMike+Tyson+Departing+Flight+LAX+jtwYyv4_AFrl

การตักเตือนของ กีกี้ เป็นถ้อยคำง่ายๆแค่ว่า “เอาไปเก็บ ฉันไม่อยากอับอายไปมากกว่านี้อีก (ถ้าถูกจับได้)” ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนกับชีวิตของ ไมค์ ไทสัน อย่างแท้จริง

“ภรรยาของผมทำให้รับรู้อะไรบางอย่างที่ผมไม่เคยมีมาก่อน ตลอดเวลาผมคิดว่า ผมควรจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการในโลกนี้ แต่นับตั้งแต่คำนั้นของเธอมันเหมือนเป็นคำเตือนจากสวรรค์”

การที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในสถานะที่ดูแลครอบครัวตัวเองไม่ได้ ช่างเป็นอะไรที่เจ็บปวดสำหรับ ไทสัน เมื่อเริ่มรู้สึกรู้สาว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง เขาก็รู้ว่าตัวเองยังมีเวลาอีกเยอะ ที่จะทวงสิ่งต่างๆที่เขามีกลับคืนมา ดังนั้นการถอดใจและปล่อยให้ครอบครัวต้องรับกรรมจากที่เขาทำไว้ จึงเป็นข้อเสนอที่ ไทสัน ขีดฆ่าและเริ่มกลายเป็นคนใหม่อีกครั้ง 

ไทสัน กลับมารับงานเล็กๆจากชื่อเสียงเก่าๆด้วยงานโชว์ตัวหรือไม่ก็ขึ้นชกโชว์ในคาสิโนที่ลาส เวกัส แม้จะไม่ใช่ศึกชิงแชมป์โลก แต่ชื่อของเขาก็ยังพอเรียกลูกค้าได้อยู่ เงินเหล่านี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับครั้งอดีต ทว่า ไทสัน ทบทวนดูแล้วว่าถึงจุดหนึ่งเขาก็ต้องยอมรับความเป็นไปที่เกิดขึ้น 

“คุณต้องยอมรับข้อบกพร่องในตัวเอง เพราะในชีวิตหากคุณรู้ข้อเสียคุณคืออะไร คุณจงภูมิใจที่หามันเจอ ยิ่งรู้ว่าบกพร่องก็ต้องรีบปรับปรุง และข้อเสียเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ผมไปยังจุดสูงสุดได้อีกครั้ง”  ไทสัน ผู้ถือคติในการใช้ชีวิตว่า “จงทิ้งอดีตไว้ในอดีต” กล่าว 

 

เริ่มสร้างและขยับขยาย 

สำหรับ ไทสัน เขาเคยบอกว่าความตกต่ำมันก็มีข้อดีหลายอย่าง สิ่งที่เขาได้รับรู้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากคือเมื่อถึงเวลาต้องสู้ไม่ว่าโอกาสใดที่เข้ามาเข้าจะคว้าเอาไว้ทั้งหมดและค่อยมาตัดสินใจตอนจบว่าการตัดสินใจครั้งนั้นมันเวิร์กหรือไม่Premiere+Warner+Bros+Hangover+Part+II+Red+wa_pYeCNCVul

หลังจากรับงานโชว์ในคาสิโนอยู่พักหนึ่ง ไทสัน ได้รับการติดต่อจาก Warner Bros ค่ายหนังชื่อดังของ สหรัฐอเมริกา ติดต่อให้เขาเริ่มเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง โดยรับบทนักแสดงสมทบจากหนังฟอร์มเล็กของค่ายก่อน 

“จริงๆผมไม่อยากทำงานเกี่ยวกับการโชว์หรือการแสดงอะไรมากมายนักหรอก แต่ดีที่ Warner Bros ไม่ฟังคำปฎิเสธของผม และแน่นอนที่สุดพวกเขาฉลาดกว่าผมอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนั้นกลายเป็นว่าผมรู้สึกสนุกกับสิ่งที่พวกเขาให้ผมทำมากจริงๆ” ไทสัน กล่าว 

ไทสัน รับบทนักแสดงในเรื่อง China Salesman โดยบทของเขาคือการเป็นคู่ปรับของ สตีเว่น ซีกัล พระเอกนักบู๊ขาเก๋า หลังจากนั้นก็ได้ขยับไปเล่นภาพยนตร์ดังอีกหลายเรื่องอาทิ Scooby Doo รวมถึง The Hangover ด้วย 

เขาเหมือนกับเกิดใหม่ในโลกของการเป็นนักเเสดง หลังจากนั้น ไทสัน มีงานในวงการบันเทิงเยอะมากทั้งการแสดงภาพยนตร์ และพรีเซนเตอร์โฆษณาทั้งในประเทศ และต่างประเทศอาทิ อินเดีย และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังรายการวาไรตี้ต่างๆในอเมริกาอย่าง Dancing with the Starsในปี 2011 พร้อมๆกับภรรยาของเขา

หลังจากมีแววทางด้านนี้เพื่อนเก่าอย่าง สไปค์ ลี ก็ดึงตัว ไทสัน มาเเสดงละครบรอดเวย์ในช่วงปี 2012 โดยเป็นการแสดงที่ต้องทัวร์ไปยัง 36 ชาติทั่วโลกภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งประบการณ์เหล่านี้ทำให้ ไทสัน รู้สึกหลงรักการแสดงมากขึ้น และเอาดีทางด้านนี้อย่างเต็มตัว จนกระทั่งเขาเริ่มมีสินทรัพย์เป็นของตัวเองอีกครั้ง

จากคนที่เป็นหนี้สรรพกร 23 ล้านเหรียญในปี 2003 ไทสัน ใช้เวลา 10 ปี ล้างหนี้ของเขาทั้งหมดและกลับมามีทรัพย์สินราวๆ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการมีเงินระดับนี้ก็สามารถใช้คำว่า “มีอันจะกิน” ได้อย่างไม่ติดขิดตะขวงใจนัก  

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาหลังจากที่เขามีรายได้มากขึ้น ไทสัน จ้างบริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูแลการเงินของเขาอย่าง Contra Security เพื่อประเมินความปลอดภัยของทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ที่เขามี 

เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดี หาเงินอย่างมุ่งมั่น มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และวางแผนชีวิตแบบไม่ประมาท สุดท้าย ไมค์ ไทสัน ก็กลับมาเป็นเศรษฐีอีกครั้ง และหากใครติดตามเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาจะเห็นได้ว่า ไทสัน มีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ ได้เดินทางไปรอบโลก พบเจอกับแฟนๆที่เขารัก และมีเวลาให้ครอบครัวเสมอ แค่นี้ก็ถือว่ายิ่งใหญ่มากกว่าการเป็นแชมป์โลกอีกด้วยซ้ำไป 

ไร่กัญชาสวรรค์พันล้าน 

วัย 53 ปี กับสินทรัพย์รวม 3 ล้านเหรียญสหรัฐถือว่าเป็นการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่แล้ว ทว่า ไทสัน กลายเป็นเหมือนคนหนุ่มอีกครั้ง เขาออกไปพบคนใหม่ เจอสิ่งใหม่ และได้พบโลกใหม่ที่เขาเองก็คุ้นเคยเมื่อครั้งอดีตอย่าง “กัญชา” ทว่าตอนนี้เขาไม่กลับไปหามันในฐานะผู้เสพ (อาจมีบ้างเป็นครั้งคราวเพราะความจำเป็นในเรื่องงาน) แต่เขากลับมาเพื่อเป็นผู้ค้าอย่างถูกกฎหมาย562000005907502

เรื่องราวอันยิ่งใหญ่บทต่อไปของ ไทสัน เริ่มขึ้นในต้นปี 2018 เมื่อ รัฐเเคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้จำหน่ายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย (สำหรับอายุ 21 ปีขึ้นไป) โดยกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจากมีการลงประชามติของชาวแคลิฟอร์เนียให้ผ่านกฎหมายนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2017 นั่นเอง 

กฎหมายเบื้องต้นนั้นอนุญาตให้ครอบครองกัญชาได้ไม่เกิน 1 ออนซ์ และสามารถปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้น สำหรับการใช้เพื่อสันทนาการ แต่อย่างทีได้กล่าวไป ไทสัน ไม่เสพ แต่ตั้งใจจะเป็นผู้ค้า เขาจึงเริ่มศึกษาทั้งเรื่องของกฎหมายและเรื่องของการเพาะปลูกจนสุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักธุรกิจค้ากัญชาแบบเต็มตัว 

เขาเริ่มซื้อที่ดินจำนวน 100 ไร่ ห่างจากอุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และตั้งแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อว่า Tyson Ranch ขึ้นมาโดยตั้งเป้าหมายว่ากัญชาของเขาจะต้องเป็นกัญชาคุณภาพ และที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการให้กัญชาเป็นแค่เครื่องมือสำหรับสร้างความเพลิดเพลินเท่านั้น ไทสัน ตั้งใจจะตั้งศูนย์วิจัยและทีมนักวิทยาศาสตร์เข้ามาทำงานเพื่อค้นคว้าหาประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพมนุษย์ในกัญชาอีกด้วย

“ภายใต้แบรนด์ชื่อ “Tyson Ranch” แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ของไทสันไม่ต้องให้คนดังมาช่วยโปรโมตการขายเพราะคนพิสูจน์คุณภาพก็คือเจ้าตัวเอง ผมอยากให้ทุกคนมองในมุมของผมบ้าง การเข้าสู่วงการนี้ผมไตร่ตรองมาดีแล้ว ที่ผ่านมาผมอาจเสพยาหนัก แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไป และการใช้กัญชาช่วยเหลือผู้คนในสายตาผมก็คือสิ่งที่ดี” ไมค์ ไทสันกล่าว

ชื่อเสียงและการตั้งใจทำจริงๆทำให้ ไทสัน มีลูกค้ารอสนับสนุนมากมายทุกเพศทุกวัย จนสร้างรายได้ให้เขาถึงเดือนละ 500,000 ดอลลาร์ มากกว่าธุรกิจใดๆที่เขาเคยทำมาตลอดชีวิต จนระยะหลังเขากลายเป็นดีลเลอร์ที่รับซื้อกัญชาจากไร่อื่นๆและนำแปรรูปเครื่องดื่มสำเร็จรูปรสชาติต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็เป็นที่นิยมอีกเช่นเคย เพราะตลาดของ Tyson Ranch กระจายออกไปถึง โคโลราโด, วอชิงตัน, แมสซาชูเซตส์ และ โอกลาโฮม่า แล้ว ซึ่งไทสัน รอวันให้รัฐอื่นๆปลดล็อกกัญชาอีกเพราะเขาจะขยายตลาดไปถึง 46 รัฐทั่วประเทศอเมริกาเลยทีเดียว

ธุรกิจนี้มีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของการ “ลงมือก่อน รวยก่อน” สิ่งต่างๆในชีวิตของ ไทสัน เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าเร็วๆนี้โครงการเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ด้วยการทำ รีสอร์ท กัญชา บนพื้นที่กว่า 420 เอเคอร์ มีทั้งโรงแรม, พื้นที่สันทนาการ และโซนของแคมปิ้ง ซึ่งถ้าหากว่าโครงการนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ ไม่แน่ว่า ไทสัน อาจจะทำเงินมากกว่าตอนที่เขาเป็นแชมป์โลกที่มีเงินในกระเป๋า 400 ล้านดอลลาร์ก็เป็นได้ 75464266_549670142491622_6610109184287440896_o

“อะไรนะ? คุณเอาผมไปอยู่ในประเภทเดียวกับ (โมฮัมหมัด) อาลี, โจ หลุยส์, แจ็ค จอห์นสัน เหรอ? แต่ผมว่าไม่นะ ผมทำได้ดีกว่าเยอะ ผมนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งโลกกีฬา ถ้าใครยังสงสัยก็ลองมาดูเงินสดที่ผมมีก็แล้วกัน” ประโยคนี้คือประโยคที่ ไทสัน พูดไว้ตอนสมัยเป็นนักมวยแชมป์โลก ณ เวลานั้นทุกคนอาจจะหมั่นไส้ แต่ถึงตอนนี้เขาได้พิสูจน์แล้วในระดับหนึ่ง 

จากนักมวยที่เคยสูบกัญชาก่อนขึ้นชกจนหมดสภาพ และเกือบจะทิ้งเงินทองและความภาคภูมิใจทั้งหมดที่มีไปเเล้ว… แต่แค่เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด และรอโอกาสจนเหมาะสมเพียงนิดเดียว ไทสัน ผันตัวเองจาก เศรษฐี สู่ยาจก และตอนนี้เขาเปลี่ยนจาก ยาจก กลับมาเป็นเศรษฐีอีกครั้ง…ซึ่งทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดูเหมือนว่าตอนนี้ มิลเลี่ยนเเนร์ อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำเพราะอีกไม่กี่ปีเขาอาจจะกลายเป็น บิลเลี่ยนแนร์ และเศรษฐีพันล้านก็เป็นได้

Uncategorized

กฎในล็อคเกอร์รูม NBA และความเดือดใน ‘ห้องแห่งความลับ’

กฎในล็อคเกอร์รูม NBA และความเดือดใน ‘ห้องแห่งความลับ’

ไม่ว่าจะในฟิตเนส, สนามกีฬาสาธารณะ หรือสนามแข่งขันกีฬาระดับโลก สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้นั้นคือ “ห้องแต่งตัว” หรือ “ล็อคเกอร์รูม” (LOCKER ROOM) ที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำชำระร่างกาย รวมถึงพักผ่อนเตรียมความพร้อมหรือให้หายเหนื่อย

 

แน่นอนว่าในล็อคเกอร์รูมนั้นเป็นเขตลับเฉพาะ สื่อหรือคนนอกไม่สามารถเข้าไปได้ และด้วยเหตุผลนี้เอง จึงทำให้ล็อคเกอร์รูม กลายเป็นจุดสนใจที่ทำให้หลายคนอยากรู้ รวมถึงตั้งคำถามว่า ในห้องนั้น มีเรื่องราวอะไรบ้างก่อนเกม พักครึ่ง หรือแม้แต่หลังจบเกม รวมถึงคำถามที่ว่า ระหว่างผู้เล่น ระหว่างโค้ช หรือกับทีมคู่แข่งนั้น มีอะไรที่เป็นความลับกันหรือไม่

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา จึงแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในล็อคเกอร์รูม ที่ถูกถ่ายทอดสู่สาธารณะนั้น ล้วนมาจากคำบอกเล่า หรือสิ่งที่ผู้เล่นเหล่านั้นประสบมา แล้วจดจำไปให้สัมภาษณ์กับสื่อ และบางทีก็เป็นเพื่อนร่วมทีม เพื่อนต่างทีม ที่จำคำเล่ามาบอกต่อให้กับสื่อฟัง ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ระดับซูเปอร์สตาร์ก็มีเรื่องเมาท์ในล็อคเกอร์รูม อย่างสนุกสนานออกรส แม้กระทั่งดาวดังระดับ ไมเคิล จอร์แดน, ชาคีล โอนีล, เลบรอน เจมส์, โคบี้ ไบรอันท์ ก็มีเรื่องทำนองนี้เช่นกัน

เมื่อเป็นสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมากมารวมกัน แน่นอน ย่อมต้องมีกฎ หรือระเบียบปฏิบัติ ซึ่ง โทนี่ มาสเซนเบิร์ก อดีตนักบาสเกตบอลดีกรีแชมป์ NBA ปี 2005 กับ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ซึ่งได้ผันตัวมาสู่เส้นทางนักเขียน ก็ได้เขียนบทความถึง “กฎในล็อกเกอร์รูม” โดยเกริ่นนำก่อนว่า

“จริงๆ แล้ว ในล็อกเกอร์รูม มันมีกฎอยู่มากมายนะ ประเด็นก็คือส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรจริงๆ หรือบางทีก็ไม่บอกด้วยว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ แต่พอมาอยู่กับทีมใดทีมหนึ่งสักระยะ ก็จะรู้เอง” ซึ่งกฎสามัญประจำห้องแต่งตัวจากประสบการณ์ของมาสเซนเบิร์กมีดังต่อไปนี้ … CQ1U4d1UAAADaDL

 

ทุกคนมีพื้นที่ และไม่ก้าวก่ายกัน

ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) หรือ 7 ฟุต (213 เซนติเมตร) ก็ตาม แต่ละคนจะมีพื้นที่ในห้องแต่งตัวซึ่งมีความกว้างเพียง 4 ฟุต (122 เซนติเมตร) เท่านั้น เหมือนๆ กัน

“ข้อห้ามสำคัญที่ทุกคนต้องรู้คือ ห้ามค้นของในช่องที่ไม่ใช่ของตนเองเด็ดขาด แม้ว่าคุณจะไม่มีโลชั่น หรือสเปรย์ระงับกลิ่นเต่าของตัวเองก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิ์ไปหยิบของคนข้างๆ มาดื้อๆ ส่วนห้องน้ำน่ะเหรอ ใช้เสร็จคุณต้องเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อย แชมพู ครีมอาบน้ำ เก็บเข้าที่ เส้นผมที่ร่วง ต้องทิ้งถังขยะ” มาสเซนเบิร์กเล่า 

“ผมเคยครั้งนึงนะ มีรุกกี้ (ผู้เล่นที่เพิ่งเข้าสู่ NBA ปีแรก) เขาทำไม่เรียบร้อย ผมเตือนเลย ‘ไอ้น้องชาย เอ็งอย่าทำแบบนี้อีกนะ เข้าไปยังไง ออกมาต้องยังงั้น'” และมาสเซนเบิร์กยังบอกแบบติดตลกแต่เป็นเรื่องจริงอีกด้วยว่า “ห้ามลืมยาดับกลิ่นเต่า” ซึ่งเหตุผลของเขาก็ฟังขึ้นเสียด้วย “เรามีผู้เล่นหลายคนอาบน้ำ และถ้าไม่ได้ใช้ที่ดับกลิ่นเต่าตัวเองนะ คุณก็รู้ว่ามันจะเป็นยังไง”

 

ระวังรองเท้าให้ดี

แม้ยุคนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกในการใส่รองเท้าซิกเนเจอร์ของสตาร์แห่งวงการบาสเกตบอล แต่มาสเซนเบิร์กก็เผยด้วยว่า จะมีเจ้าหน้าที่ทีมคอยเช็คเสมอก่อนออกจากล็อกเกอร์รูมว่า รองเท้าที่ใส่นั้นมันขัดกับหลักหรือไม่ ซึ่งหลักที่ว่าก็คือ “ห้ามผู้เล่นสวมใส่รองเท้าซิกเนเจอร์ของผู้เล่นฝั่งตรงข้าม”9907698-nba-golden-state-warriors-at-washington-wizards-3

เรื่องนี้ แบรดลีย์ บีล การ์ดของ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ได้ยืนยันเสริมว่า “มันเป็นเรื่องจริงครับ มีครั้งนึงรุกกี้ของเราใส่รองเท้าของ เควิน ดูแรนท์ และเราต้องเจอกับ โกลเด้นสเตท วอริเออร์ส ทีมของเขาในตอนนั้น (ปัจจุบันดูแรนท์อยู่กับ บรูคลิน เน็ตส์) ผมและเจ้าหน้าที่ทีมได้เตือนว่า ‘นายไม่ควรทำแบบนั้น เราจะไม่มีการสวมรองเท้าซิกเนเจอร์ของคู่ต่อสู้เวลาเจอกับทีมของหมอนั่นนะ'” 

รุกกี้คนที่ว่าก็คือ ทรอย บราวน์ จูเนียร์ ซึ่งทรอยได้เผยหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันเป็นกฎ ผมแค่ปลื้มดูแรนท์ แต่ตอนนี้ ผมเข้าใจละว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควร”

 

ห้ามอัด ห้ามถ่าย

นี่ถือเป็นอีกเรื่องซึ่งผู้เล่นรุ่นเก๋าทำจนเป็นที่รู้กัน โดยในล็อคเกอร์รูมจะมีกฎที่ว่า “ห้ามนำอุปกรณ์บันทึกเสียง หรือถ่ายภาพเข้ามาโดยเด็ดขาด” เพื่อป้องกันการอัดเสียง อัดคลิป ถ่ายภาพออกไปสู่โลกภายนอก เพราะแรงสะท้อนกลับจากโลกโซเชี่ยลนั้นรุนแรงมาก hi-res-0af786164d47c0d256c5052427d779dc_crop_north

โดย โทมัส ซาโตรานสกี้ อดีตผู้เล่นของทีมวิซาร์ดส์ชาวเช็กที่ปัจจุบันสังกัด ชิคาโก บูลส์ เคยกล่าวว่า “มันเป็นกฎที่มี เรารู้กันว่าจะไม่มีการบันทึกวีดีโอหรือเสียง เพราะมันจะมีการพูดถึงเรื่องส่วนตัว และมันจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างมาก” 

แต่ถึงกฎข้อดังกล่าวจะเป็นที่รู้กันดีเพียงใด แต่ก็ยังเกิดปัญหาจนได้ หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่ ดีแอนเจโล่ รัสเซลล์ การ์ดของทีมวอร์ริเออร์สในปัจจุบัน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นรุกกี้ของ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส

ในตอนนั้น รัสเซลล์ผู้เป็นสายโซเชียลตัวพ่อ ได้เอาโทรศัพท์มือถือเข้าไปในล็อคเกอร์รูม และแอบบันทึกคลิปเสียงของ นิค ยัง รุ่นพี่ในทีมที่กำลังคุยกับสาวอื่นซึ่งไม่ใช่ อิกกี้ อาซาเลีย นักร้องคนดังที่เป็นแฟนกันในขณะนั้น ก่อนเอาออกมาเผยแพร่แบบไม่สนใจอะไร จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และกลายเป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้คู่รักนั้นต้องเลิกราในเวลาต่อมา … นั่นทำให้กฎที่ว่า “ห้ามนำสิ่งบันทึกเสียงและภาพเข้าล็อคเกอร์รูม เด็ดขาด” ศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของทุกคนที่เกี่ยวข้องยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องปลีกย่อยของรุกกี้อีกมากมาย ซึ่งเป็นกฎที่ต้องทำในล็อคเกอร์ รูม แน่นอนว่ารวมถึงการถูกจำกัดสิทธิ์มากกว่ารุ่นพี่อีกด้วย ซึ่ง เจสัน สมิธ อดีตผู้เล่นของทีมวิซาร์ดส์ได้กล่าวว่า “สำหรับกฎเล็กๆ น้อยๆ ในล็อคเกอร์รูมของพวกน้องใหม่นะ คือต้องไม่เข้าห้องน้ำ ไปอาบน้ำก่อนพวกรุ่นพี่ มันเป็นกฎที่พวกรุกกี้ต้องรู้เองโดยที่พวกเราจะไม่บอกพวกนั้นหรอก และก็จะต้องไม่ออกจากยิมเป็นคนแรกอีกด้วย”

 

เคารพทุกคนในล็อคเกอร์รูม

ในล็อคเกอร์รูมของทีมกีฬาอาชีพ ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้เล่น และทีมสตาฟฟ์โค้ชเท่านั้น แต่ยังมีนักนวดบำบัด ผู้จัดการอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ติดต่อ ซึ่งแน่นอนว่า แม้จะไม่ใช่กฏของ NBA ที่ระบุออกมา แต่เป็นธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องปฏิบัติสำหรับการให้ความเคารพ 169209494_original_crop_north

โดย เจสัน สมิธ เผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า “เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องห้ามเลย ห้ามทำสิ่งที่ไม่ควรต่อทีมเจ้าหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ เพราะพวกเขานั้นคือกลุ่มคนสำคัญที่ช่วยพวกเราสำหรับการเดินทางไปแข่งขันตลอดทั้งปี คุณต้องให้เกียรติ และเคารพพวกเขาให้ด้วย”

ซึ่งหลายครั้งหลายหน กลุ่มผู้ปิดทองหลังพระ ไม่ว่าจะนักกายภาพบำบัด เจ้าหน้าที่นวด เจ้าหน้าที่อุปกรณ์ หรือฝ่ายอื่นๆ ก็จะได้รับของขวัญจากบรรดาสตาร์หลากหลายคนในโอกาสพิเศษ หนึ่งในนั้นคือ รัสเซลล์ เวสบรูค การ์ดจ่ายดีกรี MVP ของ ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ ที่เคยให้รองเท้ากับเด็กที่ดูแลอุปกรณ์ โดยเจ้าตัวบอกเหตุผลเพียงสั้นๆ ว่า “เราต้องปฏิบัติต่อทุกคนให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว”

แม้จะปฏิบัติกันมาช้านานานจากรุ่นสู่รุ่น แต่กฎในล็อคเกอร์ รูม โดยทั่วไปนั้นมักจะมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ประการ นั่นคือ “ไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร” เนื่องจากกฎดังกล่าวเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ทำแล้วค่อยมาบอกรุ่นน้องตาม

และเหตุดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้กฎในล็อคเกอร์รูม จึงมักจะมีการแหกอยู่เสมอ แถมบางทียังเกิดจากเหล่าผู้เล่นอาวุโสเองเสียด้วย เพราะแม้ล็อคเกอร์รูมจะเป็น “ห้องแห่งความลับ” แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก เพราะมันไม่มีทางรอดสายตาใครไปได้ทุกคน ซึ่งคนที่กลายเป็นแหล่งข่าวสายเมาท์นั้น อาจจะเป็นได้ทั้งเจ้าหน้าที่ รวมถึงตัวนักกีฬาเอง ซึ่งก็มีหลายเหตุการณ์ที่แม้จะเป็นความลับในล็อคเกอร์รูม ณ ตอนแรก แต่ภายหลังก็ถูกเผยแพร่ออกมา …

 

มวยต่างรุ่น

เริ่มที่คู่ระหว่าง “แชค” ชาคีล โอนีล กับ สก็อตต์ สไกล์ส … ในอดีตนั้นทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมทีม ออร์แลนโด แมจิค โดยที่แชคเพิ่งจะเข้าสู่ลีกได้ไม่นาน (ดราฟต์ปี 1992) ส่วนสไกล์สนั้นเป็นรุ่นพี่ที่เข้าลีกก่อนหน้าถึง 6 ปี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในปี 1994 สมัยที่แมจิคกำลังเป็นฟอร์มแรงจนมีลุ้นแชมป์ เรื่องเริ่มต้นเมื่อแชคได้พูดบางอย่างออกไปตลอดระหว่างทางจากอุโมงค์ถึงล็อคเกอร์รูม และแน่นอนว่าด้วยอุปนิสัยที่พูดมาก แถมยังขวานผ่าซากของแชคนั้น ทำให้รุ่นพี่อย่างสไกล์สเริ่มที่จะไม่พอใจ จากจุดเล็กๆ ที่มีการตำหนิในเกมส์การเล่น ลามจนกระทั่งเสียดสีอีกฝ่าย นำมาซึ่งการเปิดศึกวิวาทะในห้องแต่งตัว ก่อนลุกลามสู่การวางหมัด กลายเป็นศึกวันทรงชัยแบบคนละไซส์  ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเกือบๆ 1 ฟุต (30 เซนติเมตร) และน้ำหนักที่ต่างกันกว่า 150 ปอนด์ (68 กิโลกรัม) 

แน่นอนว่าเพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาห้ามปราม แต่เหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้มีบทลงโทษใดๆ ตามมา เพราะว่าหลังต่อยกันเสร็จ ทั้งแชคและสไกล์สต่างบอกว่า มันไม่มีอะไร และจบก็คือจบ ตามที่แชคเปิดใจหลังจากนั้นว่า “เราไม่มีอะไร ยังเคารพกันและเป็นพี่น้องร่วมทีมกันเหมือนเดิมแหละ”

 

มวยถูกคู่

ช่วงต้นยุค 2000’s ริชาร์ด เจฟเฟอร์สัน และ เคนยอน มาร์ติน หรือ เคมาร์ท ถือเป็นกลุ่มผู้เล่นสายเลือดใหม่ของ นิวเจอร์ซี่ย์ เน็ตส์ (บรูคลิน เน็ตส์ ในปัจจุบัน) ด้วยความที่เป็นหน้าใหม่ไฟแรง แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างก็มีอีโก้ในระดับที่ไม่ธรรมดา51904467.jpg.0

และอีโก้ของทั้งคู่ก็นำมาซึ่งการงัดกันเองจนได้ในปี 2001 เรื่องเกิดขึ้นในเกมระหว่าง เน็ตส์ กับ พอร์ทแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส … วันนั้น เคมาร์ท มีหน้าที่ต้องประกบกับ บอนซี่ เวลส์ ตัวดาวรุ่งของเทรลเบลเซอร์สในขณะนั้นจนแทบจะหมดแรง และเอาไม่อยู่ในหลายเพลย์ เมื่อเห็นเช่นนั้น เจฟเฟอร์สันจึงได้พูดคุยแนะนำให้อีกฝ่ายรีแลกซ์ขึ้น แต่ดูเหมือนศักดิ์ศรีจะค้ำคอ เพราะมันทำให้ เคมาร์ท ที่เข้าดราฟต์มาก่อน 1 ปีถึงกับฉุนจัด

ก่อนที่ทุกอย่างจะมาระเบิดในล็อคเกอร์รูม เพราะพอประตูปิดปุ๊บ เคมาร์ทก็ผลักอกเจฟเฟอร์สัน ด่าทอด้วยคำหยาบคาย จนสุดท้ายกลายเป็นการวางมวยระหว่างกันจนได้ แต่ดูเหมือนว่าสำหรับกรณีนี้ มิตรภาพที่ดีต้องเริ่มด้วยการเป็นอริเสียก่อน เพราะหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มเข้าขา และพาให้ทีมเน็ตส์บินสูงอยู่หลายปีถัดจากนั้นเลยทีเดียว

 

วาจาพาหัวร้อน

ทุกวันนี้ เราอาจจะคุ้นชื่อ ราชอน รอนโด ในฐานะการ์ดจ่ายสำรองของ แอลเอ เลเกอร์ส (ที่ เลบรอน เจมส์ เล่นเป็นการ์ดจ่ายตัวจริง) แต่ในช่วงกลางยุค 2000’s เขาถือเป็นดาวรุ่งที่เป็นส่วนผสมสำคัญ ทำให้ บอสตัน เซลติกส์ คว้าแชมป์ NBA ในปี 2008 

ในปีที่คว้าแชมป์นั้น รอนโดยังเป็นเพียงผู้เล่นที่มีประสบการณ์ไม่สูงมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสู่ปี 2011 เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญกับทีมแล้ว ซึ่งแน่นอน อีโก้ก็ย่อมสูงขึ้นตาม กระทั่งมาทะลักปรอทแตกในรอบเพลย์ออฟสายตะวันออกกับ ไมอามี่ ฮีต เมื่อ ด็อค ริเวอร์ส เฮดโค้ชของทีมได้เปิดฉากวิจารณ์ลูกทีมออกสื่อ ซึ่งแม้แต่ตัวรอนโดเองก็ไม่รอด และในที่สุด อาการหัวร้อนก็เกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เรื่องนี้มีแหล่งข่าวออกมาเปิดเผยกับสื่อในเวลาต่อมาว่า ในช่วงที่รอนโดฟังคำสัมภาษณ์ของโค้ชด็อค ซึ่งมีการถ่ายทอดในช่วงนั้นด้วย ตัวรอนโดถึงกับตบะแตก ขว้างขวดแก้วที่ใช้ดื่มไปยังทีวีจนจอแตก แค่นั้นยังไม่พอ หลังจากนั้นรอนโดได้ไปดักเจอกับโค้ชด็อคเพื่อพูดคุยด้วย และแน่นอนว่าการพูดคุยกันในครั้งนั้นค่อนข้างรุนแรง และมีแต่คำหยาบ 

เรื่องดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ของโค้ชด็อคและรอนโดหลังจากนั้นไม่ราบรื่น และในเวลาไม่นาน โค้ชด็อคก็ได้ย้ายไปคุมทีม ลอสแอนเจลิส คลิปเปอร์ส แทน ซึ่งว่ากันว่าสาเหตุนั้นมาจากเหตุการณ์ในล็อคเกอร์รูมกับรอนโดนั่นเอง

 

GUN และ GUN

แต่ที่ห้าวที่สุด และถือเป็นวีรกรรมสุดแสบจริงๆ เกิดขึ้นในฤดูกาล 2009-10 กับเรื่องราวของ กิลเบิร์ต อารีนาส และ จาวาริส คริทเทนตัน 2 ผู้เล่นของวิซาร์ดส์ ซึ่งต่างเป็นเพื่อนร่วมทีมที่สนิทกันทั้งในและนอกสนาม มีปาร์ตี้ด้วยกันตลอด กระทั่งเรื่องราวเปลี่ยนไปเมื่ออารีนาสกลายเป็นหนี้คริทเทนตันจากการพนันเล่นไพ่บนเครื่องบิน

เมื่อเงินทองเข้ามา มิตรภาพก็กลายเป็นศัตรู เงินเดิมพันจากการเล่นไพ่กลายเป็นชนวนให้ทั้งคู่มีปากเสียงกัน จนเรื่องราวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เพราะในการฝึกซ้อมไม่กี่วันต่อมาก็เกิดเรื่องในล็อกเกอร์รูม เมื่อ อารีนาส ออลสตาร์สายติสต์ได้ควักปืนขึ้นมายั่วยุคริทเทนตัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็พอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงควักปืนที่เตรียมมาจ่อใส่คู่อริบ้าง

จากเกมไพ่กลายเป็นเกมล้างเลือด ทั้งสองฝ่ายเอาปืนจ่อหัวกัน จน แครอน บัตเลอร์ เพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาห้ามทัพ และเมื่อมีปืนเข้ามาเกี่ยวข้อง ความลับก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป คนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำเรื่องราวไปบอกต่อ จนเข้าหู NBA และตำรวจในที่สุด ทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาพกอาวุธปืนในที่สาธารณะ รวมถึงพยายามฆ่า แม้ทางกฎหมายจะตัดสินให้รอลงอาญา แต่ลีกสั่งแบนทั้งคู่กระทั่งจบฤดูกาลทันที

แม้ว่าเรื่องราวต่างๆ ในล็อคเกอร์รูมนั้นจะมีหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรุนแรง มิตรภาพ หรือมีกฎมากมาย แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกๆ คนต้องอยู่ภายใต้คำว่าทีม และมีการเคารพสิทธิส่วนบุคคลซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละ ทีมที่ทำให้เหล่าผู้เล่นนั้นอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นนักบาสเกตบอลระดับซูเปอร์สตาร์หรือหน้าใหม่ก็ตาม 

แต่ถึงกระนั้น เรื่องในล็อคเกอร์รูมก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสัน ที่แม้สื่อจะเข้าไปทำข่าวเองไม่ได้ ก็พร้อมนำเสนอ หรือแม้แต่ซื้อเรื่องราวจากปากผู้เล่น  พนักงาน และคนที่อยู่ข้างใน ซึ่งนำออกมาพูดอยู่เสมอ …

เพราะเรื่องราวลับๆ นั้นขายได้ และมีคนอยากรู้เป็นธรรมดา นั่นเองแหละครับ